อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 49 หางและหูของสุนัข

            ลูซี่มองไล่หลังน้องสาวทั้งสองคนด้วยความเป็นห่วง เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่พวกเธอทั้งสามคนได้เริ่มฝึกงานและทำงานเป็นสาวใช้ วันนี้หัวหน้าสาวใช้ลาน่าได้ตัดสินใจจะให้สามพี่น้องหยุดพักผ่อน ตามนโยบายที่เออร์วินกำหนดให้ในหนึ่งสัปดาห์จะมีวันหยุดหนึ่งวัน แต่ลูซี่กลับต้องการเรียนรู้งานของสาวใช้ให้มากกว่านี้จึงขอไม่หยุดแต่ยังให้น้อง ๆ ทั้งสองคนได้หยุดพักผ่อน ไม่ว่าหัวหน้าสาวใช้ลาน่าจะพูดอะไรเธอก็ยืนกรานทำให้ลาน่าต้องยอมตามใจเธอ

            และสิ่งที่น้องสาวทั้งสองของเธออยากจะทำก็คือการได้เที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตาในเมืองมนุษย์ สำหรับเด็กสาวที่เกิดและโตมาในป่าเขาแล้วนี่เป็นสิ่งที่พวกเธอปรารถนาและเฝ้าฝันมาโดยตลอด

            “พวกเธอจะไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”

            ลูซี่ถามอย่างเป็นกังวลลาน่ายิ้มให้เธอ

            “ไม่ต้องกังวลไปหรอกถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ยังมีเบธคอยดูอยู่และพวกเธอก็ปิดหูกับหางไว้แล้ว แต่ถ้ามีคนคิดร้ายกับพวกเธอจริง ๆ ต้องบอกว่าคน ๆ นั้นดวงกุดมากกว่านะ”

            “เอ๊ะ?”

            ลาน่ายิ้มให้ลูซี่แล้วพูดว่า

            “งั้นวันนี้เราจะเรียนเรื่องพิธีการและมารยาทเวลาเจ้าชายต้อนรับแขกนะ”

            สายตาของลูซี่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

            “ค่ะ”

            เธอขานรับทันทีตั้งใจว่าจะตั้งใจเรียนแล้วนำความรู้ที่ได้นี้กลับไปสอนน้อง ๆ ต่อ

            เบธเดินนำเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ออกจากประตูปราสาท ทหารองครักษ์คนหนึ่งที่มองเห็นเหตุการณ์ร้องทักว่า

            “อ้าวคุณหนูเบธจะออกไปไหนครับ”

            “จะพาพวกเธอไปเดินเล่นในเมืองหน่อยน่ะ”

            ทหารองครักษ์เหลือบมองไปที่ลิลลี่กับเดซี่ก็ยิ้มออกมา ด้วยค่านิยมของทวีปอาร์เคนัสทำให้พวกเหล่าทหารองครักษ์มองพวกเธอด้วยความหวาดระแวงและอคติ เดซี่ที่รับรู้ได้ถึงความเป็นอคติได้ดีมักจะไม่ข้องแวะกับพวกเขานักผิดกับลิลลี่ที่มักเดินเข้าไปยืนมองพวกเขาด้วยตาเป็นประกาย เธอมองชุดเกราะที่พวกเขาสวมด้วยความหลงใหล

            การที่ลิลลี่มองพวกเขาด้วยตาที่เป็นประกายพร้อมกับกระดิกหางไปมาช่วยลดทอนอคติลงโดยไม่รู้ตัว ทำให้พวกเริ่มที่จะเป็นมิตรกับลิลลี่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มองเธอไม่ต่างกับมนุษย์คนหนึ่ง ทั้งยังรู้สึกว่าเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์เหล่านี้ล้วนแต่น่ารักไม่เบา

            ทหารองครักษ์อีกคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

            “เดินเล่นให้สนุกนะแล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะอย่าให้ความแตกเชียว”

            “ “ค่า!!!” ”

            ลิลลี่กับเดซี่ขานรับพร้อมกันอย่างร่าเริงทำให้ทหารองครักษ์ทั้งสองพากันอมยิ้มออกมา ทหารองครักษ์คนแรกหันไปพูดกับเบธว่า

            “คุณหนูเบธถ้าเกิดอะไรขึ้นให้รีบมาตามพวกข้าทันทีเลยนะ”

            “อื้ม” เบธยิ้มและพยักหน้าให้พวกเขาก่อนจะหันไปพูดกับเด็กทั้งสองคนว่า “ไปกันเถอะ” แล้วเธอก็เดินนำเด็กทั้งสองไปลิลลี่กับเดซี่เดินตามไปอย่างกระตือรือร้น

            ทหารองครักษ์ทั้งสองยิ้มกับภาพที่เห็นทหารองครักษ์คนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า

            “นี่ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่ะว่าทำไมพวกเราต้องสู้รบกับเผ่ามารด้วย”

            ทหารองครักษ์อีกคนหนึ่งก็แสดงความเห็นว่า

            “นั่นสิถ้าจะสู้รบกันจริงอย่างน้อยเหลือพวกเผ่าหูสัตว์ไว้ก็ได้มั้ง”

            “ข้าเห็นด้วย”

            บนห้องนอนของลิลิธเกรซกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูเบธลิลลี่กับเดซี่เดินออกจากเขตของปราสาทเข้าสู่เขตที่พักขุนนางด้วยสายตาที่เย็นชา เกรซไม่ใช่ชาวไพร์ล็อกโดยกำเนิดเธอเกิดและเติบโตที่อื่นก่อนจะถูกส่งมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าหญิงลิลิธ ในที่ที่เธอจากมานั้นความมีอคติกับพวกเผ่ามารมีความรุนแรงและฝังแน่น สถานะเดียวที่พวกเธอจะมีได้ก็คือทาส มือของเกรซสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเห็นลิลลี่กับเดซี่เดินจากไปจนลับสายตา เกรซสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ตัวเธอสงบลง ก่อนจะหมุนตัวเพื่อเตรียมน้ำอาบให้เจ้าหญิงลิลิธเมื่อเธอกลับมา เกรซพึมพำออกมาอย่างลืมตัวว่า

            “อยากกอดจัง”

            “ว้าว!!!”

            ลิลลี่มองตึกรามบ้านช่องซ้ายทีขวาทีอย่างตื่นตาตื่นใจ เธอมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความอัศจรรย์ใจเธอวิ่งไปวิ่งมาอย่างร่าเริง ในเวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างทำงานกันอยู่ ส่วนเด็กนั้นก็เข้าเรียนที่โรงเรียน ทำให้ผู้คนในยามนี้ดูบางตาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าไพร์ล็อกจะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แต่เมื่อเทียบกับที่ที่พวกเธอเคยอยู่มาแล้วเมืองเล็ก ๆ เมืองนี้ก็ถือว่ายิ่งใหญ่ตระการตามากแล้ว

            “นี่! เดี๋ยวเถอะอย่าวิ่งวุ่นวายสิ”

            เดซี่เอ่ยปากเตือนแต่ลิลลี่กลับเถียงว่า

            “ไม่ต้องห่วงก็วิ่งอยู่แถวนี้แหละแถมไม่ได้ไปไหนคนเดียวด้วย”

            เดซี่หันไปมองเบธเห็นเธอยิ้มให้พร้อมกับบอกว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกเธอเองก็วิ่งเล่นกับพี่สาวเธอซะสิ”

            เบธเป็นสาวใช้ที่ได้รับมอบหมายให้มาสอนหนังสือพวกเธอ เหมือนกับคนทั่วไปที่ตอนแรกเธอก็ยังระแวงอยู่บ้างแต่ไม่สามารถขัดคำสั่งหัวหน้าสาวใช้ได้ และบวกกับได้รู้ว่าเจ้าชายที่เธอให้ความเคารพเป็นคนพาพวกเธอมาทำให้เบธพยายามที่จะไม่แสดงอคติเกินไป จนเมื่อเธอได้มาเจอจริง ๆ เพียงไม่ถึงชั่วโมงเธอก็หลงเสน่ห์ทั้งสามคนทันที หลังจากนั้นเมื่อสาวใช้คนอื่นได้มีโอกาสเห็นทั้งสามคนเข้าก็เกิดมหกรรมแย่งสิทธิ์ในการสอนหนังสือพวกเธอทันที แต่หัวหน้าสาวใช้ลาน่าได้ตัดสินใจมอบหน้าที่นี้กับเบธและไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง ทำให้สาวใช้คนอื่น ๆ มองเธอด้วยความอิจฉา

            ลิลลี่วิ่งเล่นไปมาอย่างร่าเริงก่อนจะวิ่งมาหาเบธแล้วชี้ไปที่หญิงชราคนหนึ่งที่นั่งริมถนนตรงหน้ามีโต๊ะหนึ่งตัวบนโต๊ะมีลูกแก้ววางอยู่

            “นี่ ๆ คุณยายคนนั้นเขาทำอะไรอยู่เหรอ”

            เบธยิ้มออกมาบอกว่า

            “ยายคนนั้นเขารับทำนายอนาคตหรือตามหาของที่หายน่ะจ๊ะ”

            ลิลลี่พยักหน้าเข้าใจแต่เดซี่ดูจะสนอกสนใจขึ้นมาหันไปถามเบธว่า

            “คือว่า...เอ่อ...”

            เบธยิ้มให้เดซี่พูดว่า

            “เป็นไรสนใจหรือ”

            เดซี่ก้มหน้าบอกว่า

            “ค่ะ”

            เบธยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพูดว่า

            “ไม่ได้หรอกนะเดี๋ยวความก็แตกหรอก”

            เดซี่ก้มหน้าพูดว่า

            “ค่ะเข้าใจค่ะ”

            ในการทำนายบางครั้งก็อาจเปิดเผยความลับของผู้ถูกทำนายโดยไม่รู้ตัว ในสถานการณ์ที่ต้องปกปิดตัวตนพวกเธอไม่สามารถเสี่ยงได้ แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายแต่เดซี่เข้าใจในเหตุผลข้อนี้ดี เบธตัดสินใจที่จะใช้ของกินปลอบเดซี่พูดว่า

            “เดี๋ยวเราไปที่ตลาดกันดีกว่านะที่นั่นมีของกินเพียบเลย”

            เบธพูดจบก็มีลมพัดขึ้นมาทำให้กระโปรงของพวกเธอทั้งสามเปิดออก เบธรีบใช้มือจับกระโปรงหน้าหลังไว้อย่างทันท่วงที ในขณะที่เดซี่ก็ไม่ต่างกันแต่ลิลลี่นั้นเธอเอาแต่จับกระโปรงด้านหน้าทำให้ด้านหลังเปิดออกลิลลี่ที่เห็นดังนั้นรีบใช้มือคว้ากระโปรงให้ปิดลงพร้อมกับหน้าแดงเธอรีบหันไปมองด้านหลังพบว่าไม่มีใครเห็นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอลองทำจมูกฟุดฟิดพบว่าได้กลิ่นของมนุษย์อยู่คนหนึ่งตรงหน้าเธอแต่ถ้าเขาไม่เห็นก็ไม่เป็นไร

            เบธยิ้มให้พวกเธอพูดว่า

            “ปกติที่เมืองนี้ลมก็จะพัดแบบนี้แหละจ๊ะเดี๋ยวก็ชิน เดี๋ยวไปที่ตลาดพวกเธอต้องจับมือฉันไว้นะจะได้ไม่หลง”

            เธอพูดจบก็จับมือของลิลลี่กับเดซี่แล้วเดินไปยังทิศทางของตลาด หลังจากที่เบธพาเด็กผู้หญิงทั้งสองไปแล้ว ตรงตำแหน่งที่ลิลลี่หันมาเมื่อครู่ก็มีชายคนหนึ่งออกมาจากมุม เขานึกถึงสิ่งที่เขาได้เห็นเมื่อครู่ก่อนจะพึมพำออกมาว่า

            “หาง...” ใช่แล้วเขาที่เป็นทหารยามในคฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์ กำลังออกมาหาซื้อเหล้ากินในตอนที่ไม่ได้เข้ากะ ในขณะที่เขากำลังหัวเสียกับความเจี๊ยวจ๊าวของพวกสาวใช้ตัวน้อยเหล่านั้นลมก็พัดมาทำให้เขาได้เห็นสิ่งที่ทำให้เขาตะลึง เขาเห็นหางของเธอเป็นหางที่เหมือนกับหางสุนัข เขาใจเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นเต้น ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่านายน้อยฟินน์นั้นอยากจะได้ทาสเผ่ามารหูสัตว์มาโดยตลอด

            เขารีบหมุนตัวกลับแล้ววิ่งไปทางเขตที่พักขุนนางเป้าหมายก็คือคฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์ เขาวิ่งไปในใจก็จินตนาการถึงเงินรางวัลที่เขาอาจจะได้รับไป

            เมื่อมาถึงที่ตลาดสองเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ก็ตะลึงกับความคึกคักที่เห็นอยู่ตรงหน้า ผู้คนต่างพากันเดินไปมาขวักไขว่ ลิลลี่ทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะหันไปมองข้างทางเห็นเป็นร้านอาหารเสียบไม้ย่าง ลิลลี่มองอาหารที่ร้านนั้นพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ เบธเห็นดังนั้นก็อมยิ้มแล้วพูดว่า

            “พวกเราลองไปดูร้านนั้นกันมั้ย”

            ลิลลี่หันมามองเบธด้วยแววตาที่เป็นประกายพูดว่า

            “ค่ะ”

            แล้วเบธก็เดินจูงมือไปที่ร้านนั้น

            “ป้าคะเอาสองไม้ค่ะ”

            “ได้จ๊ะ”

            คนขายยื่นสองไม้ให้เบธ เธอรับมาแล้วก็ส่งให้ทั้งคู่คนละไม้ ลิลลี่กินอย่างเอร็ดอร่อยจนปากของเธอเลอะไปด้วยซอส

            “เดี๋ยวเถอะกินให้มันเรียบร้อยกว่านี้หน่อยสิ เราเป็นผู้หญิงนะ”

            เดซี่เอ็ดแต่ลิลลี่ทำเป็นไม่สนใจเดซี่จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วเริ่มทานอย่างสุภาพ หลังจากนั้นเบธก็พาทั้งคู่ไปตามร้านอื่นในตลาด แวะซื้อผลไม้กิน หรือขนมง่าย ๆ เดินดูเสื้อผ้าซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทั้งคู่เป็นอย่างมาก เบธสังเกตได้ว่าลิลลี่ดูจะให้ความสนใจในของกินเป็นพิเศษขณะที่เดซี่นั้นดูสนใจเสื้อผ้าเครื่องประดับมากกว่า แม้ว่าจะเป็นเพียงเครื่องประดับดาด ๆ แต่เดซี่ก็มองมันอย่างสนอกสนใจทว่าพอเบธอาสาจะซื้อให้เธอก็ปฏิเสธทุกครั้ง ไม่ว่าเบธจะพูดยังไงเธอก็ยืนกรานว่าจะมาซื้อเองเมื่อได้เงินเดือนแล้ว จนสุดท้ายเบธจึงตัดสินใจซื้อกำไลโลหะธรรมดาที่ประดับด้วยหินสีราคาถูกอันหนึ่งแล้วยัดเยียดให้เธอ ทำให้เดซี่ต้องยอมรับไว้แล้วลูบกำไลนั้นอย่างถูกอกถูกใจ ผิดกับลิลลี่ที่แทบจะกินทุกร้านที่เดินผ่าน และที่สำคัญลิลลี่นั้นอยู่ไม่ค่อยสุขมักวิ่งไปซ้ายทีขวาทีอยู่เสมอทำให้เกือบพลัดหลงกันบ่อยครั้ง

            ระหว่างที่เดินกันอยู่นั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง ลิลลี่มองไปที่สิ่งนั้นอย่างสนอกสนใจ

            “เบธนั่นคือ...”

            เบธมองไปตามสายตาของลิลลี่พบว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุไล่เลี่ยกับพวกลิลลี่กำลังเดินอยู่ในตลาด เด็กผู้หญิงคนนี้ผมสีทองตัดสั้นเป็นทรงบ๊อบสวมที่คาดผมสีฟ้าสวมใส่ชุดเกราะที่มีขนาดพอ ๆ กับตัวเธอ ด้านหลังของเธอมีผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเกราะเดินตามมาผู้หญิงคนนี้รวบผมไปที่ด้านหลังแล้วมัดเป็นหางม้า แววตาของเธอดูเรียบ ๆ ไม่ยินดียินร้าย ทั้งสองคนเดินไปที่ไหนต่างก็กลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนในตลาด บางคนมองมาที่เธอด้วยความสนใจบางคนก็มองมาด้วยความเอ็นดู เบธแนะนำไปว่า

            “เธอคือมิเรีย บรูค เป็นอัศวินฝึกหัดน่ะ ส่วนที่ตามก็คือไลลาเป็นอัศวินหญิงควบตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ”

            ลิลลี่หันกลับมามองเบธแล้วถามว่า

            “เด็กคนนั้นก็เป็นอัศวินเหรอ?”

            เบธยิ้มให้แล้วพยักหน้าตอบว่า

            “เป็นอัศวินฝึกหัดน่ะ”

            ลิลลี่ที่ได้ยินดังนั้นก็จ้องมองมิเรียด้วยตาที่เป็นประกายทันที ก่อนที่จะสลัดมือหลุดจากเบธแล้ววิ่งไปหามิเรีย เบธตกใจรีบร้องว่า

            “เดี๋ยวสิ...”

            “ลิลลี่!!!” เดซี่ร้องเรียกแต่ไม่เป็นผล

            เบธกับเดซี่จ้องหน้ากันก่อนจะรีบวิ่งตามลิลลี่ไป ในใจของเบธเต็มไปด้วยความแตกตื่นเพราะเธอรู้ดีว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรีของใคร

            ลิลลี่วิ่งมาหยุดยืนตรงหน้ามิเรียทำให้อัศวินฝึกหัดหยุดเดินแล้วถามด้วยความสงสัย

            “เธอ...?”

            ลิลลี่ยิ้มให้มิเรียพูดว่า

            “ยินดีที่ได้รู้จักฉันลิลลี่”

            มิเรียมึนงงกับการกระทำของลิลลี่แต่ก็ตอบไปอย่างมีมารยาทว่า

            “เช่นกันค่ะ มิเรีย บรูค ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

            มิเรียแนะนำตัวพลางทาบฝ่ามือกับอกซ้ายแล้วค้อมตัวลง ส่วนไลลาที่ดูเฉยเมยมาโดยตลอดกลับมองลิลลี่อย่างสนอกสนใจ ลิลลี่ถามอย่างตื่นเต้นว่า

            “นี่เธอน่ะเป็นอัศวินเหรอ”

            มิเรียจ้องหน้าลิลลี่เห็นอีกฝ่ายจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เป็นประกายไม่มีวี่แววของการดูถูกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งน้อยครั้งที่จะเจอคนที่มองเธอแบบนี้ มิเรียรู้สึกดีใจจนตัวแทบลอยยืดหลังให้ตรง กระแอมหนึ่งทีก่อนจะบอกว่า

            “ตอนนี้ยังเป็นแค่อัศวินฝึกหัดอยู่ค่ะแต่ในอนาคตมิเรียต้องได้เป็นอัศวินที่แท้จริงได้แน่ค่ะ”

            ลิลลี่มองมายังมิเรียด้วยความรู้สึกชื่นชมก่อนจะได้ยินเสียงร้องของเบธว่า

            “เดี๋ยวเถอะลิลลี่อย่าไปรบกวนคุณมิเรียสิ” เบธเดินเข้ามายืนข้างลิลลี่แล้วรีบขอโทษขอโพย “ต้องขอโทษแทนเธอด้วยนะคะพอดีเธอยังเด็กค่ะสัญญาว่าครั้งหน้าจะไม่ให้มีอีกแน่นอน”

            เดซี่ก็รีบเข้ามาพยายามที่จะดึงลิลลี่จากไป มิเรียที่เห็นดังนั้นก็รีบโบกมือเป็นพัลวันบอกว่า

            “มะ มะ ไม่เป็นอะไรค่ะเธอไม่ได้รบกวนอะไรเลย”

            ขณะที่สถานการณ์กำลังดำเนินไปอยู่นั้นก็มีเสียงร้องเรียกว่า

            “อยู่นั่นไงครับนายน้อยเด็กที่ข้าบอก”

            ทุกคนหันไปมองตามเสียงเห็นผู้ชายคนหนึ่งชี้นิ้วมาทางพวกเธอ ตามมาด้วยชายร่างอ้วนท้วมคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรา ไว้ผมทองทรงกะลาครอบจมูกใหญ่เหมือนหมูริมฝีปากใหญ่เหมือนไส้กรอก สองแก้มเต็มไปด้วยรอยกระ ด้านหลังของเขาตามมาด้วยผู้หญิงคนหนึ่งที่หากดูดี ๆ แล้วจะพบเห็นความหน้าตาดีของเธออยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่ความหน้าตาดีนั้นถูกกลบด้วยทรงผมของเธอที่ด้านขวาถูกโกนจนเกือบติดหนังศีรษะ แล้วปล่อยทั้งหมดลงที่ฝั่งซ้ายใส่ห่วงที่จมูกเหมือนงู แต่งกายด้วยชุดของผู้ชายแต่ด้วยปทุมถันที่มีขนาดใหญ่ของเธอทำให้กระดุมตรงหน้าอกตึงเปรี๊ยะ ที่เอวของเธอเหน็บดาบโค้งไว้หนึ่งเล่มด้านหลังของพวกเขาตามมาด้วยคนในชุดเกราะอีกแปดคน

            เมื่อคนพวกนี้เดินมาเหล่าชาวบ้านก็ปฏิบัติเหมือนคนพวกนี้เป็นโรคระบาด พากันแหวกทางและเอาแต่จ้องมองว่าคนพวกนี้มาทำอะไรที่นี่

            ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายมิเรียกับไลลาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร คนอ้วนนั่นก็คือฟินน์ลูกชายขยะของมาร์ควิสเฟลิกซ์ ส่วนผู้หญิงที่เจาะใส่ห่วงที่จมูกก็คือฟาราห์บุตรีบุญธรรม มิเรียเองก็รู้จักคนผู้นี้ดีและรู้ว่าในการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนาง บิดาของคน ๆ นี้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพ่อของเธอ ดังนั้นเธอจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าคนพวกนี้มีธุระอะไรที่นี่ไลลาก็เหลือบมองไปยังลิลลี่กับเดซี่แล้วหันไปพูดกับเบธว่า

            “พาพวกเธอกลับที่วัง”

            “เอ๊ะ?” เบธอุทานอย่างมึนงง แต่ไลลากำชับว่า

            “เดี๋ยวนี้”

            ทันทีที่เห็นไลลากำชับเช่นนี้เบธก็เหลือบมองไปทางฟินน์ก็พอเดาอะไรบางอย่างได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร นึกถึงเรื่องที่พวกสาวใช้มักจะนำเรื่องของลูกขุนนางมาจับกลุ่มนินทากัน และหัวข้อที่พวกเธอมักจะพูดกันก็คือความเป็นเศษสวะของฟินน์ เบธเหลือบมองไปทางไลลาเห็นอีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาที่เคร่งเครียดจริงจัง

            ‘หรือว่าเธอคนนี้จะรู้ตัวจริงของพวกลิลลี่’

            เบธคิดในใจแต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนั้น เบธกุมมือของลิลลี่กับเดซี่บอกพวกเธอว่า

            “กลับไปที่ปราสาทกันเถอะ”

            “เอ๊ะ?” ลิลลี่อุทาน

            เบธไม่มีเวลามาอธิบายให้ฟังเธอจับมือของลิลลี่กับเดซี่ตั้งใจว่าจะพาทั้งคู่ออกไป แต่พอเบธพาทั้งคู่เดินไปได้แค่สองก้าว ฟาราห์ที่ใช้สายตาจับจ้องเด็กทั้งสองอยู่ตั้งแต่แรก ดาบโค้งที่เอวของเธอก็ชักออกจากฝักพุ่งไปทางเดซี่โดยที่เธอไม่แตะตัวดาบเลยแม้แต่นิด ไลลาที่คอยเฝ้าระวังฟาราห์อยู่ก่อนแล้วก็ชักดาบออกจากฝักตวัดไปที่ดาบโค้งที่พุ่งมา ก่อนที่ดาบทั้งสองจะปะทะกัน ดาบโค้งก็พลิกหลบแล้วเปลี่ยนเป็นตวัดใส่ผ้าคลุมศีรษะของลิลลี่แทนจนผ้าผืนนั้นถูกฟันไปเสี้ยวหนึ่ง แต่นั่นก็มากพอตามจุดประสงค์ของฟาราห์

            ไลลาที่เห็นเช่นนั้นได้แต่ร่ำร้องในใจว่า

            ‘เสร็จกัน’

            พริบตานั้นไม่เพียงแต่ไอ้อ้วนฟินน์แม้แต่ผู้คนทั่วบริเวณต่างก็พากันมามองที่ศีรษะของลิลลี่เป็นตาเดียวเมื่อพบว่าบนศีรษะของเธอนั้นมีหูของสุนัขอยู่


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน