ณ จวนตระกูลเซี่ย แห่งเมืองหนานจง
เซี่ยเฟยอวี่ หรือนายท่านผู้เฒ่าตระกูลเซี่ย กำลังนั่งอ่านจดหมายตอบรับจากตระกูลจ้าวที่อยู่ในมือ ในใจพลันรู้สึกตื่นเต้นยินดี แต่ทว่ายามนี้บุตรชายกับหลานชาย เพิ่งจะเดินทางออกไปสู้รบกับทหารแคว้นจิ้นที่ชายแดนเมืองหนานตง เขาจึงไม่อาจตอบรับคำร้องขอ ที่ตระกูลจ้าวกล่าวมาในจดหมาย ว่าขอให้คุณชายใหญ่เซี่ยเฟยหลง เดินทางไปพบหน้าคุณหนูตระกูลจ้าว ก่อนที่จะตอบรับการหมั้นหมายกัน
“ทางนั้นเขาตอบกลับมาว่าอย่างไรบ้างหรือเ้าคะท่านพี่” เหลียงลี่จู ผู้เป็ภรรยาเอ่ยถามสามีออกมา
“เขาบอกว่าอยากจะให้หลงเอ๋อร์ของเรา เดินทางไปพบหน้าหลานสาวของเขาก่อน ก่อนที่เด็กทั้งสองจะหมั้นหมายกัน”
เหลียงเหล่าฮูหยินพยักหน้าขึ้นลง นางพอจะเข้าใจความรู้สึกของทางฝั่งตระกูลจ้าว เพราะอีกฝ่ายเป็เพียงตระกูลคหบดี ร่ำรวยมาจากการค้าขาย หาใช่ตระกูลขุนนางเช่นตระกูลเซี่ยไม่ หากจะให้ลูกหลานออกเรือนมา ก็ต้องทำให้นางรู้สึกยินยอมพร้อมใจด้วยเช่นกัน
“ยามนี้เหตุการณ์ชายแดนเมืองหนานตงก็ไม่สงบเสียด้วย ข้าก็หวังเพียงแต่ว่า ฉีเอ๋อร์กับหลงเอ๋อร์จะสามารถร่วมมือกัน จัดการกองทัพแคว้นจิ้นให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้โดยเร็ว” เซี่ยเฟยอวี่กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ
จวนตระกูลเซี่ยยามนี้นั้นช่างมีบรรยากาศที่หม่นหมองยิ่งนัก ลูกสะใภ้ก็เอาแต่จมอยู่กับความเศร้า จนไม่มีจิตใจที่จะดูแลเื่ราวภายในจวนให้ดี หากว่าเขาได้หลานสะใภ้มาสักคน คงจะช่วยให้จวนตระกูลเซี่ยมีบรรยากาศที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อย
ที่สถานการณ์กลายเป็เช่นนี้ ก็เพราะเมื่อสองเดือนก่อน หลานชายคนเล็กได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลานชายผู้ที่ชื่นชอบในบทกวี ดนตรีและการวาดภาพ หลานชายที่ไม่ชอบคมหอกคมดาบหรือการฝึกวรยุทธ์ ไม่คิดเลยว่าผู้ที่ไม่ชอบจับดาบเช่นนั้น กลับเลือกที่จะปลิดชีพตนเองด้วยดาบของผู้เป็บิดา
“ถ้าเช่นนั้นท่านพี่ก็ส่งจดหมายตอบกลับ ไปบอกกล่าวให้แก่ตระกูลจ้าวทราบก่อนเถิดเ้าค่ะ บอกพวกเขาว่ายามนี้หลงเอ๋อร์ยังไม่สะดวก หากสถานการณ์ชายแดนสงบแล้ว พวกเราจะให้เขาเดินทางไปเยือนเมืองหนานจางทันที”
เหลียงเหล่าฮูหยินแนะนำสามี ท่านผู้เฒ่าเซี่ยเฟยอวี่ค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา ภรรยาของเขานั้นเป็ทั้งคู่ชีวิต และคู่คิดของเขาเสมอมา ชีวิตที่มีนางเคียงข้าง ไม่ว่าจะมีปัญหาใดเข้ามา ทุกสิ่งล้วนคลี่คลาย
และไม่ถึงสามวัน จดหมายตอบกลับจากตระกูลเซี่ยก็เดินทางมาถึงตระกูลจ้าว ครั้นได้อ่านเนื้อหาในจดหมายจบ สีหน้าของท่านผู้เฒ่าจ้าวหยวนจงก็ไม่ค่อยจะดีนัก ชายแดนเมืองหนานตงยามนี้มีทหารแคว้นจิ้นบุกมาเช่นนั้นรึ แล้วถ้าหากหลานสาวของตนแต่งออกไปอยู่ตระกูลเซี่ยแล้ว จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้อย่างสงบสุขหรือไม่
“ยามนี้ที่ชายแดนเมืองหนานตงมีพวกข้าศึกเข้ามารุกราน ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ย กับรองแม่ทัพเล็กเซี่ยเดินทางไปจัดการกับพวกข้าศึกที่นั่น” นายท่านผู้เฒ่าจ้าวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าซิ่วเหล่าฮูหยินกลับรู้ดีว่าในน้ำเสียงของผู้เป็สามีนั้นแฝงไปด้วยความเป็กังวล
“ก็ดีแล้วเ้าค่ะ หรูเอ๋อร์จะได้มีเวลาเตรียมใจมากขึ้น กว่าศึกชายแดนจะสงบก็ไม่น่าจะต่ำกว่าสองสามเดือน” ซิ่วเหล่าฮูหยินกล่าวออกมา พลางยื่นมือไปตบลงหลังมือของสามีเบาๆ เพื่อให้เขาได้คลายความเป็กังวลลง
“นี่ข้าไม่ได้กำลังทำผิดต่อพวกลูกหลานตระกูลจ้าวอยู่ใช่หรือไม่” ผู้เป็ภรรยาส่ายหน้าไปมา
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรเล่าเ้าคะ หากไม่มีนายท่านสักคน ลูกหลานจะเกิดมาจากผู้ใดกัน”
ชีวิตก็ต้องตอบแทนด้วยชีวิตนั้นถูกต้องแล้ว อีกทั้งการแต่งงานกับอีกฝ่าย ก็ใช่เื่ที่ต้องเก็บมาคิดให้ลำบากใจไม่ ถือเป็เื่น่ายินดีด้วยซ้ำ ที่ตระกูลเซี่ยซึ่งเป็ตระกูลของขุนนางใหญ่ อยากจะมาเกี่ยวดองกับตระกูลคหบดีเช่นตระกูลจ้าว หนทางการเป็ขุนนางของจ้าวฟางฉีและจ้าวหวังหยวนในภายภาคหน้าก็จะได้ราบรื่นอีกด้วย
จ้าวหวังเหล่ยเดินออกมาจากเรือนใหญ่ หลังจากบิดาเรียกเขาไปพบ สีหน้าของเขานั้นมีแต่ความเป็กังวล เพราะว่าที่ลูกเขยของเขานั้น ยามนี้ออกไปสู้รบกับพวกทหารแคว้นจิ้น ไม่รู้สถานการณ์จะเป็เช่นไรบ้าง เขาหวังเพียงแค่ให้สองพ่อลูกสกุลเซี่ย แคล้วคลาดปลอดภัยจากคมหอกคมดาบ ได้กลับจวนกันอย่างพร้อมหน้า
“คารวะท่านพ่อเ้าค่ะ”
เสียงหวานของบุตรสาวคนเล็กทักทายจ้าวหวังเหล่ย ที่กำลังเดินกลับเรือนด้วยสติเลื่อนลอย เขาจึงได้สติคืนมาก่อนที่จะหยุดเดินและยิ้มให้จ้าวฟางเซียน
“เซียนเอ๋อร์… นี่เ้ากำลังจะไปที่ใดรึ”
“ลูกกำลังจะไปพบท่านย่าเ้าค่ะ ท่านย่าให้ลูกเย็บผ้าคลุมไหล่ให้นาง” จ้าวฟางเซียนตอบบิดา ใบหน้างามมีรอยยิ้มประดับอยู่
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ไปพบท่านย่าเถิด พ่อจะรีบกลับเรือนเช่นกัน"
จ้าวฟางเซียนย่อกายส่งบิดา จ้าวหวังเหล่ยจึงรีบเดินจากไป มุ่งหน้ากลับเรือนฟางเฟย จ้าวฟางเซียนมองตามบิดาไปจนลับสายตา ที่บิดามีท่าทีเหม่อลอยและแสดงออกเหมือนมีเื่ร้อนใจ
นั่นก็เป็เพราะเื่ที่ท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ย กับรองแม่ทัพเล็กเซี่ยเดินทางไปสู้รบกับพวกข้าศึก ที่ชายแดนเมืองหนานตงนั่นเอง นอกจากนางแล้ว หามีผู้ใดรู้ไม่ ว่าการสู้รบกับแคว้นจิ้นในครานี้ กองทัพตระกูลเซี่ยจะได้ชัยชนะกลับมา แต่ทว่ากองทัพต้องสูญเสียบุคคลสำคัญอย่างแม่ทัพใหญ่เซี่ยเฟยฉีไป
“คุณหนูรองเ้าคะ พวกเรารีบไปพบเหล่าฮูหยินกันเถิดเ้าค่ะ”
ซู่เอ๋อเตือนจ้าวฟางเซียนที่ยังคงหยุดนิ่ง มองนายท่านใหญ่มุ่งหน้าเดินกลับเรือนฟางเฟยไป แม้ร่างสูงของนายท่านใหญ่ จะลับสายตาไปแล้ว ทว่าคุณหนูรองก็ยังคงมองไปยังบิดาไม่ยอมเลิกลาเสียที
“อ่า…อือ” จ้าวฟางเซียนขานรับ
นางถอนหายใจหนักๆ ออกมาหนึ่งครา แล้วจึงเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรอง ที่ผู้เป็ย่ากำลังรอคอยนางอยู่ กับคนบางคน…ก็มิอาจฝืนโชคชะตา จ้าวฟางเซียนรู้สึกเศร้าอยู่ภายในใจไม่น้อย ในชีวิตก่อนนางไม่มีโอกาสได้พบหน้าพ่อของสามีด้วยซ้ำ นั่นก็เป็เพราะเขาจากไปในสนามรบ ที่ชายแดนเมืองหนานตงนั่นเอง
ครั้นกลับไปถึงเรือนฟางเฟย จ้าวหวังเหล่ยให้บ่าวรับใช้คนสนิท ไปเชิญคุณหนูใหญ่ให้มาพบตนที่ห้องเก็บตำรา จ้าวฟางหรูมาพบบิดาตามคำสั่งของเขา ก่อนที่นางจะได้รับรู้ถึงข่าวที่น่ายินดี ว่าคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยมิอาจเดินทางมาพบหน้านางในยามนี้ได้ เื่นี้ย่อมเป็เื่ที่น่ายินดีสำหรับนาง
เพราะจะทำให้นางสามารถสานความสัมพันธ์กับเถียนซ่ง ทั่นฮวาหนุ่มอนาคตไกลผู้นั้นได้อย่างราบรื่น การมีเขาเป็ตัวเลือกในการเป็ว่าที่สามีย่อมดีกว่า เพราะเขาเป็ขุนนางฝ่ายบุ๊น ถนัดเื่ตำรา บทกวี ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งความสงบสุข หาใช่เป็พวกที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอยู่ในสนามรบ เช่นคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยไม่
“ระหว่างนี้เ้าก็ประพฤติตนให้ดี เพราะเ้าหาใช่สตรีที่ไร้คู่หมายอีกแล้ว จะพบหน้าหรือพูดคุยกับบุรุษใดก็ขอให้สงวนท่าทีเอาไว้เสียบ้าง เพื่อเป็การให้เกียรติคุณชายใหญ่สกุลเซี่ย” จ้าวหวังเหล่ยบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แม้จ้าวฟางหรูได้ฟังแล้วจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่บิดากล่าวออกมา แต่ทว่านางก็ยอมปิดบังความไม่พอใจที่เกิดขึ้นเอาไว้ เพื่อให้แผนการของตนเองสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ยามนี้นางต้องทำตัวว่านอนสอนง่าย ไม่ทำให้เขาผิดสังเกต
“เ้าค่ะท่านพ่อ” นางรับคำบิดาอย่างว่าง่าย ทำให้จ้าวหวังเหล่ยเผยสีหน้าโล่งใจออกมา
“ถ้าเช่นนั้นเ้ามีสิ่งใดให้ทำก็ไปทำเถิด พ่อไม่กวนเ้าแล้ว”
จ้าวหวังเหล่ยบอกบุตรสาวคนโต พลางส่งยิ้มให้แก่นาง จ้าวฟางหรูจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วคำนับบิดา ก่อนที่นางจะเดินออกจากห้องตำราภายในเรือนฟางเฟยไป
หลังจากที่จ้าวฟางหรูเดินออกจากห้องตำราไป หวงฟางหรง หรือฮูหยินใหญ่ก็เดินเข้ามาหาผู้เป็สามี จ้าวหวังเหล่ยที่กำลังตรวจสอบบัญชีของร้านค้าประจำตระกูลอยู่จึงยอมละมือ เขาเงยหน้ามองภรรยา ก่อนที่จะส่งยิ้มจางๆ ให้แก่นาง หวงฟางหรงเดินมานั่งลงข้างๆ เขา แล้วจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“หรูเอ๋อร์ว่าเช่นไรบ้างหรือเ้าคะ”
“ลูกไม่ได้คัดค้านอันใด ข้าได้เห็นท่าทีของนางในวันนี้ก็ค่อยรู้สึกสบายใจ ที่ผ่านมาข้ากังวลว่าจะบีบบังคับลูกเกินไป แต่ดูๆ แล้ว หรูเอ๋อร์ของพวกเรา เป็เด็กที่ว่านอนสอนง่ายกว่าที่คิด เป็ข้าเองที่กังวลมากจนเกินไป” จ้าวหวังเหล่ยตอบภรรยาออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
ครั้นได้ยินเช่นนั้น หวงฟางหรงก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ทว่านางพยายามคิดไปในทางที่ดี ว่าบุตรีของนางยอมรับชะตากรรมที่จะต้องออกเรือนไปกับขุนนางฝ่ายบู๊อย่างตระกูลแม่ทัพ แต่ไม่ใช่ว่านางจะวางใจเสียทีเดียว เพราะเห็นว่าจ้าวฟางหรูดูยอมแพ้ง่ายดายเกินไป นางได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ โดยเลือกที่จะไม่ปรึกษากับผู้เป็สามี
หลังจากวันนั้น หวงฟางหรงจึงสั่งให้บ่าวในจวน คอยติดตามดูพฤติกรรมของคุณหนูใหญ่ใน่เวลานี้ นางจึงได้รับรู้ว่าจ้าวฟางหรูกำลังกระทำสิ่งใดลับหลังพวกตน นางยอมทำเป็ปิดหูปิดตา แสร้งทำเป็ไม่รู้ถึงแผนการของบุตรสาวคนโตต่อไป เพราะลึกๆ ภายในใจ นางก็อยากให้ลูกๆ ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ตนรัก และคนที่ตนเลือกมากกว่า
สองเดือนต่อมา
ข่าวร้ายของแคว้นเจิ้งอย่างการสูญเสียแม่ทัพใหญ่เซี่ยเฟยฉี จากการสู้รบกับทหารแคว้นจิ้น ถูกกล่าวถึงไปทั่วทั้งเมืองหนานจาง ตระกูลจ้าวเองก็ได้รับรู้ข่าวร้ายนี้มาเช่นกัน จ้าวหยวนจงจึงตัดสินใจเดินทางไปเยือนเมืองหนานจงด้วยตนเอง ทว่าก่อนวันที่จะออกเดินทางหนึ่งวัน จ้าวฟางหรูกลับล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ นายท่านผู้เฒ่าจึงอนุญาตให้หลานสาวพักผ่อนอยู่ที่จวน
“แค่กๆๆ หากลูกไม่เจ็บป่วยจนท่านหมอสั่งห้ามเดินทางไกลแล้วล่ะก็ ครานี้ลูกคงจะติดตามท่านปู่ ท่านพ่อกับท่านแม่ไปอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” จ้าวฟางหรูนอนซมอยู่บนเตียง นางส่งเสียงไอก่อนที่จะบอกบิดา
“เป็ถึงเพียงนี้แล้ว ท่านปู่ พ่อกับแม่ไม่โทษเ้าหรอก อยู่ที่เรือนพักผ่อนรักษาตัวเองให้ดีเถิด” จ้าวหวังเหล่ยที่ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของบุตรสาวกล่าวออกมา
“ฟางฉี… เ้าก็อย่ามัวแต่ทำงานจนละเลยมาดูแลพี่สาวของเ้าล่ะ”
จ้าวฟางฉีมองพี่สาวด้วยแววตาที่เ็า เขาได้รู้มาว่าพี่หญิงใหญ่ในยามนี้ กำลังแอบคบหากับบัณฑิตทั่นฮวาของเมืองหนานจาง ที่เขารู้ก็เป็เพราะเถียนซ่งผู้นั้น คือศิษย์พี่ของเขา ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่มองน้องสาวคนเล็กด้วยแววตาเห็นใจ หากพี่หญิงใหญ่ชิงออกเรือนไปเสียก่อน หนี้ชีวิตของท่านปู่ที่จะต้องตอบแทนให้แก่คนสกุลเซี่ย น้องสาวคนเล็กของเขาคงจะหนีไม่พ้นรับชะตากรรมนี้แทนเสียแล้ว
จ้าวฟางเซียนเองก็รู้ดี ว่าอาการป่วยของพี่สาวนั้นมิใช่เื่บังเอิญ แต่ทว่าเป็แผนการต่างหาก ชีวิตก่อนนางไม่รู้ว่าพี่สาวเ้าแผนการถึงเพียงใด จนได้ย้อนเวลากลับมา ถึงได้มองเห็นความจริงต่างๆ รอบกาย ว่าแท้จริงแล้ว การที่นางได้ออกเรือนไปแทนพี่สาวนั้น เป็แผนการที่เห็นแก่ตัวของจ้าวฟางหรูมาั้แ่ต้น ชีวิตก่อนนางยอมรับว่า นางโกรธเคืองพี่สาวอยู่ไม่น้อย แต่ทว่าชีวิตนี้นางยินดี
รถม้าสามคันเคลื่อนออกจากจวนตระกูลจ้าว จ้าวฟางเซียนนั่งอยู่ด้านในรถม้ากับสาวใช้คนสนิทของนาง นางลอบมองภาพบรรยากาศสองข้างทางผ่านผ้าม่านบางๆ การเดินทางจากเมืองหนานจางสู่เมืองหนานจงนั้นต้องผ่านหลายหมู่บ้าน ดีที่การเดินทางไม่ยากลำบากเท่าใดนัก ขณะที่รถม้าแล่นไปได้เกือบครึ่งทาง ซู่เอ๋อ สาวรับใช้คนสนิทที่นั่งเงียบมานาน ก็เอ่ยถามคุณหนูรองของนางออกมาด้วยความรู้สึกที่คับข้องใจ
“คุณหนู…เหตุใดพวกเราถึงต้องเป็ฝ่ายเดินทางไปร่วมพิธีศพของท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยด้วยเล่าเ้าคะ ผู้ที่จะออกเรือนไปกับคุณชายใหญ่สกุลเซี่ย คือคุณหนูใหญ่หาใช่คุณหนูรองเสียหน่อย คุณหนูใหญ่ก็เป็จริงๆ เลย อยู่เรือนตั้งนานไม่ป่วย พอจะต้องออกเดินทางไปเยือนสกุลเซี่ย กลับมาล้มป่วยลงเสียได้ เหตุใดถึงได้บังเอิญเช่นนั้น”
คำถามเดิมที่ยาวเหยียด ซึ่งสาวรับใช้คนสนิทเคยถามนางในชีวิตก่อน ยามนี้นางกลับได้ยินจากปากของซู่เอ๋ออีกหน ทำให้จ้าวฟางเซียนฉีกยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย ครานี้นางเลือกที่จะไม่กล่าวสิ่งใดออกมา ต่างจากชีวิตก่อนที่นางบ่นพี่สาวของนางออกมาด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
“คุณหนู…”
ซู่เอ๋อเรียกคุณหนูของนางออกมาด้วยความรู้สึกคับข้องใจ เหตุใดถึงยามนี้แล้วคุณหนูรองของนาง ยังคงยิ้มออกมาได้อยู่อีก ดูก็รู้ว่าคุณหนูใหญ่จงใจแกล้งป่วย เพราะไม่อยากเดินทางไปเมืองหนานจง สุดท้ายแล้วผู้ใดจะกลายมาเป็สะใภ้ตระกูลเซี่ยก็ยังไม่แน่ หากคุณหนูรองได้ออกเรือนมาแทนคุณหนูใหญ่ ย่อมไม่ยุติธรรมต่อคุณหนูรองเลยสักนิด
“ซู่เอ๋อ….พวกเราใกล้จะถึงเมืองหนานจงหรือยัง” จ้าวฟางเซียนเปลี่ยนเื่คุย นางมองออกไปทางหน้าต่างรถม้าก็พอจะรู้อยู่แล้ว ว่าอีกนานเพียงใดจะถึงเมืองหนานจง
“บ่าวเองก็ไม่รู้เหมือนกันเ้าค่ะ คุณหนูจะให้บ่าวถามฟู่ตงหรือไม่เ้าคะ” เพราะซู่เอ๋อไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน จึงไม่อาจตอบคำถามของคุณหนูรองได้
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง”
จ้าวฟางเซียนโบกมือพลางกล่าวออกมา ก่อนที่นางจะเปิดม่านดูบรรยากาศข้างทาง ซู่เอ๋อมองคุณหนูรองอย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางถึงได้รู้สึกว่าคุณหนูของนางนั้นรู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่งนัก
ก็จะไม่ให้จ้าวฟางเซียนรู้สึกตื่นเต้นยินดีได้อย่างไร เพราะการมาเยือนเมืองหนานจงของนางในครานี้ เป็การได้พบหน้ากับเซี่ยเฟยหลงเป็ครั้งแรก แม้ยามนั้นเขาจะอยู่ในความเศร้าหมองจากการสูญเสียบิดา ทว่าเขาก็ไม่แสดงท่าทีที่เสียมารยาทต่อตระกูลของนางออกมา นางรู้สึกประทับใจเขาอยู่ไม่น้อย ทว่ายามที่ได้ออกเรือนไปกับเขาแล้ว ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป
หากชีวิตนี้นางไม่อยากให้ชีวิตการแต่งงานระหว่างนางกับเขาต้องพบกับจุดจบเช่นเดิม ก่อนที่นางจะได้ออกเรือนไปกับเขา นางจะต้องสืบให้รู้ให้ได้ ว่าสตรีใดที่เป็สาเหตุทำให้น้องชายของเขาต้องจากไปก่อนวัยอันควร สตรีใดที่มาแอบอ้างว่าเป็สตรีสกุลจ้าว จนทำให้เขารู้สึกชิงชังจนทำเมินเฉย และปฏิบัติต่อนางอย่างเ็า จ้าวฟางเซียนถอนหายใจออกมา นางมองผ่านหน้าต่างของรถม้าออกไป เห็นบรรยากาศข้างทางยามนี้ก็ยังคงคุ้นตา ทว่าความรู้สึกในครานั้นกับครานี้ช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง