ไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด

    ตอนที่ 31 พริบตา

            เงาดำที่ค่อยกลื่นพื้นแผ่นดินให้ตกอยู่กับความมืดพร้อม แรงกระเพื่อม เม็ดหิน ที่กระเด้งกระดอนไปมาๆ ทั้งหนุษย์และสัตว์มายาไหวเอน ตามแรงลมที่ถูกแหวกด้วยปีกขนาดใหญ่ที่สยายมาจนถึงพวกเค้า พร้อมสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดที่เตือนถึงอันตรายที่จะมาถึงอย่างขีดสุด 


            

            ภายหลายเสียงคำที่จงอยปากขนาดใหญ่บริกรรมท่วงท่าออกมา ของเหลวโลหิตที่ชุ่มพื้นผิวดิน อาบอาภรณ์ ร่างกายทั่วร่างทั้ง สองเผ่าพันธุ์เกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกัน จากของเหลวเริ่มเกิดความเข้มข้น เป็นของเหลวหนืดที่มีความเหนียวเกาะยึด เพิ่มน้ำหนักตามปริมาณที่ห่อหุ้มพร้อมเสียงซู้ซี่ของผิวของเหลวที่เริ่มวิ่งเต้นพุดขึ้นพุดลงเป็นระยะ 


           

             กระบวณการย่อยสลายที่แม่นางหัวหน้าหน่อยรักษาที่ยืนยันว่าเป็นเพียง กรดย่อยสลายระดับ 1 กลับแปรเปลี่ยนความรุนแรงและกระบวณการย่อยสลายที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว กายที่แน่นิ่งเริ่มเกิดกลุ่มควันที่เห็นด้วยตาเปล่า เริ่มพุดโพยโชยพุ่งขึ้นมาร่างที่แน่นิ่งเริ่มถูกของเหลวเบื้องล่าง ฟองเดือดเริ่มก่อตัวบริเวณผิวของเหลวหนืดนั้น 


            

            พร้อมเริ่มย่อยสลายอาภรณ์และกลืนกินทีละนิดๆ หากทว่าร่างมนุษย์ที่ล้มค้ำยันร่างตนไว้ปัดป้องขากรรไกรมากมายรอบด้านที่เข้าหาชายหนุ่มที่อาการบาจเจ็บสาหัสพวกมันพยายามกัดเข้าจุดตาย ที่ชายหนุ่มก็ปัดป้องอย่างลกลี้ลุกล้น ความหวาดกลัวกัดกินเค้าไปเรียบร้อยแล้วก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บแสบร้อนไม่ทราบสาเหตุก่อนะจะดิ้นพร่าน อย่างทุกทรมาณและไม่กี่อึดใจก็แน่นิ่งไป ต่อด้วยคมเขี้ยวที่เข้าขยำต่อจากนั้นทันที

    สัตว์อสูรที่ถูกสภาวะย่อยสลายกลับยืนหยัดจ้องมองเหยื่อเบื้องหน้าหลังม่านพลังดวงตา ดุดันที่เริ่มต้นเข้าทำลายม่านพลังเบื้องหน้าบ้าคลั่งอีกครั้ง



            ภายใต้เงาขนาดยักษ์ที่ใกล้เข้ามาๆ เรื่อยๆ หวังพุ่งชนม่านพลังพร้อมอัดพลังปราณที่ควบแน่นพลังเฉพาะที่เก็บสะสมไว้เพื่อสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง  ความรู้สึกถึงชัยชนะของตนนั้น ประกาศก้องไปทั่วประสาทร่างกายหึดหัดสบัดปีกรีบเร่งเข้าหาศัตรูเบื้องหน้า แค่คิดภาพที่ตนจะได้รับผลประโยชน์หลังสังหารผู้คนจำนวนมากขนาดนี้ไปด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อสูรปักษาโลหิตตัดสินใจทิ้งร่างเสริมแรงโน้มถ่วงดิ่งลงพร้อมสยายปีกเร่งความเร็ว ดั่งอุกกาบาตร



            ภาพจงอยปากที่อ้ากว้างหัวเราะด้วยเสียงแหลมเย้ยหยันทิ้งกาย ประสานเข้ากับฝูงอสูรเบื้องล่างที่วิ่งเข้าหาทำลายม่านพลังที่กระเพื่อมต้านแรงปะทะไม่หยุด ด้านหลังที่มีเหล่ามนุษย์กางฝ่ามือเสริมปราณฟื่นฟูอย่างต่อเนื่องอย่างเอาเป็นเอาตาย กระทั้งผู้เป็นหน้า นายกองกำลังที่บาดเจ็บ มากมายต้องฝืนตนยอมใช้ทรัพยากรที่กักเก็บฉุกเฉินส่งเสริมพลังปราณสำรองที่เข้ามาหนุนอย่างบ้าคลั่งไม่แพ้กัน ม่านที่หดตัวและดูดซัพพลังจากม่านที่แตกเสียหายไปแล้วจุดอื่นทั้งหมดมารวม ณ จุดเดียวจากสภาวะปกติสามารถดึงประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด 


            

            เพียงไม่กี่ สิบ อึดใจที่ร่างยักษ์เบื้องหน้าที่ใกล้เข้ามาพร้อมจะเข้าประสานกับม่านพลัง พลุสัญญาณเบื้องของพวกเค้าที่กัดฟัน พลางแน่นิ่งไป หนึ่งอึดใจ ดวงตาเบิกโพล่งกับสิ่งตรงหน้า ความสนใจของเหล่ามนุษย์ถูกดึงด้วย เสียงที่บางเบาเสียงเดียว หากแต่ดังสนั่นเข้าจิตใจที่หวาดกลัว และความรู้สึกอ่อนล้าในใจที่ไม่อาจปรามด้วย โอสถหรือตนเองได้ 



            เสียง ปัง! สัญญาณเดียวเบื้องหน้าพร้อมเขม่าเล็กน้อยที่ถูกจุดขึ้นเป็นควันในที่สุด กลุ่มโขมงสีเขียวโดดเด่นล่องเลย เบื้องหน้าพวกเค้า เพียงจุดเดียว เสียงกัดฟันลุ้นระทึกแรงปะทะเบือ้งหน้าที่จะมาถึงกลับ แทนที่เสียงโฮ่ร้องของ บุรุษหรือสตรี ที่ต่างพากันตะคอกรุนแรงประสานนับพันๆ เสียงจากทั้งนั้น 3พันกว่าชีวิตตอนนี้เหลือเพียง 4 ใน 10 ส่วนของกองกำลังทั้งหมดแล้ว 



            ร่างที่รวมกันเป็นกระจุก ต่างพุ่งตัวออกห่างตัวกระโจมอย่างพร้อมเพรียงไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป ทุกการกระทำถูกหยุดลงอย่างรู้หน้าที่บางอย่าง เหล่ามนุษย์กองกำลังสุดท้ายที่รวมกันพร้อมใจแหวกออกเปิดทางให้กระโจมขนาดใหญ่ที่ปิดประตูม่านบางโปร่ง ที่ภายนอกมองเข้ามากลับมิอาจเห็นแม้แต่เงาที่อยู่ด้านในหากแต่เป็นภายในที่มองออกไปล้วนแล้วชัดดั่งการจดจ้องด้วยปราณสัมผัสด้วยตนเอง พร้อมใบยันต์ที่ติดเต็มตัวกระโจมใบยันต์ที่ติดแปะไม่ใช่กระดาษธรรมดาแต่มีความสามารถในการสะกด ผนึกสิ่งอยู่ภายใน 



            ฉากเบื้องหน้าการแหวกเส้นทางเปิดทางให้ของเหล่าพวกพ้องมนุษย์ทั้งหมด ตัวกระโจมม่านประตูบางพิเศษถูกบีบอัดกระแทกออกมาพร้อม ใบยันต์ที่เผาไหม้ตัวเองสลายอย่างรวดเร็วราวกับการเร่งปฏิกิริยาเผาไหม้ของกาลเวลา กลุ่มก้อนพลังสีดำจางๆที่เหมือนกับก้อนลูกบาสต์ ที่สร้างพื้นมิติเอกเทศ หากแต่วินาทีที่ม่านประตูบางที่ถูกผนึกคลายออก พลังทำลายมหาศาลอนุภาพที่ปล่อยออกมาไม่สามารถประเมิณ ระดับทำลายล้างได้ ถูกยิงออกไปเป็นคลืนลากยาวต่อเนื่องไม่หยุด 



            แผ่นดินที่เปลวคลื่นพลังขนาดใหญ่ครึ่งหนึ่งหากเทียบกับร่างปักษาที่บินโฉบลงมาพร้อมปราณโลหิตคุมกายพุ้งผ่านไปด้วยความเร็วที่ทำให้พื้นผิวดิน ถูกแยกแตกออกจากกันอย่างรวดเร็ว ผิวรากต้นไม้ที่เชื่อมแผ่นดินโพล่พรวดออกมาก่อนจะถูกสลายทำลายไปตามพื้นผิวที่แยกออก อัดกระแทกเข้ากับผิวม่านพลังที่เบื้องหน้าที่มีอสูรปักษาโลหิตยักษ์โฉบเข้ามาถึงในที่พร้อมฝูงอสูรมายา 



            แต่ตัวอสูรปักษาที่ไม่อาจมองเห็นถึงความผิดแปลกนี้ ก่อนจะสายไปสิ่งที่พบเจอในวินาทีที่พลังของตนเชื่อมต่อกับม่านพลังแรงปะทะ ทำลายแรงกระเพื่อมแบกรับพลังทำลายสุดท้ายก่อนจะบุบสลายก่อนจะแทนที่พลังแผดพุ่งที่อัดรวมมานานพร้อมเสริมประสิทธิภาพที่มากยิ่งกว่า 



            ความสามารถทำลายที่แม้แต่ปิดกั้นสัมผัสอสูรของมัน สร้างความประหลาดใจกายอสูรที่อัดกระแทกทำลายม่านพลังเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีที่ม่านบุบสลายก่อนจะแทนด้วยพลังที่ไม่แม้แต่จะพุ้งอัดร่างของมันแม้แต่น้อยแต่กลับพุ่งทะลุร่างของตนจนเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่กลางตัวภายในพริบตาที่ผิวพลังทำลายที่ปล่อยออกมาสัมผัส พร้อมกวาดเหล่าบรรดาอสูรมายาเบื้องหน้าที่ตามมาเป็นเถ้าธุลีโดยที่ไม่มีเสียงร้องความเจ็บปวดของพวกมันแม้แต่น้อย 



            ตัวอสูรมายาที่อยู่ห่างไกลที่สุดของฝูงที่วิ่งตามขบวณตามเจตจำนงผู้เป็นนายทำได้เพียงเบนหน้าหนีเมื่อเห็นพลังแผดพุ่งขนาดใหญ่ใกล้เข้ามาเพียงเท่านั้นก่อนจะกลายเป็นธุลีพริบตาไม่ต่างจากอสูรมายาตนอื่นที่ต่างก็มีปฏิกิริยาตอบโต้เพียงเท่านี้



            ส่วนร่างขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ในท่วงท่า โฉบบินอย่างสง่าเพียงแต่ รูปลักษณ์ปัจจุบันกลับตะละปัดพลิคมือเป็นหลังมือความหน้าเกรงข้ามของขนาดถูกแทนที่ด้วยรอยช่องโหว่่ที่ขยายเสริมแรงแผดเผาทำลายอวัยวะทุกส่านที่ลุกลามเร็วเพียงจ้องมองอึดใจเดียว รอยขยายการเผาไหม้ที่ไม่สามารถประเมิณได้ก็ลุกลามทั่วร่างยักษ์ของมันกวาดร่างอสูรทั้งหมดในบริเวณที่เข้ามา กินพื้นที่เป็นครึ่งลี้ ดวงตาที่เบิกโพร่งไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีกต่อไปมีเพียงคำถามสุดท้ายที่เข้ามาแต่มิอาจหาคำตอบ 



            "อะไรกัน?