รักข้ามภพ ดาบสวรรค์

    ตอยที่ 34 ความทรงจำที่ถูกปิดผนึก

    ส่วนที่ 1: ห้องฉุกเฉินและเงื่อนงำแรก

    แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวจ้าในห้องฉุกเฉินทำให้ภาคินรู้สึกมึนงง เขานั่งบนเก้อี้พลาสติกเย็นๆ มองดูแพทย์และพยาบาลวิ่งไปมาอย่างเร่งด่วน เสียงเครื่องมือแพทย์ส่งสัญญาณบี๊บๆ ผสมกับเสียงรถพยาบาลที่จอดอยู่ข้างนอก

    "ครับ ผมเข้าใจแล้ว" วีระพงษ์พูดเข้าโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเครียด "แล้วตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้าง?"

    เขาวางสาย หันมามองภาคิน "คุณอนันต์สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว แพทย์บอกว่าอาการกำลังแย่ลง เครื่องกรองไตทำงานหนัก แต่พิษยังคงอยู่ในกระแสเลือด"

    ภาคินลุกขึ้นยืน "เราขอเข้าไปดูได้ไหม? อาจจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง"

    "แพทย์บอกว่าให้รอ กำลังทำ CPR อยู่"

    สิบนาทีที่รอคอยรู้สึกยาวนานเหมือนสิบชั่วโมง ภาคินเดินไปเดินมา พยายามปะติดปะต่อชิ้นส่วนปริศนาในหัว

    ศพสี่ศพ รูปแบบเดียวกัน ผู้เสียชีวิตทุกคนเป็นสมาชิกของกลุ่มลับที่เวียนเทียน 108 รอบในคืนเดียวกัน แต่อะไรเชื่อมโยงพวกเขา? อะไรคือแรงจูงใจของฆาตกร?

    ทันใดนั้น แพทย์หญิงคนเดิมเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน สีหน้าเศร้าหมอง เธอถอดหน้ากากผ่าตัด ส่ายหัวเบาๆ

    "ผมเสียใจด้วย" เธอพูดเบาๆ "เราทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว แต่พิษลุกลามเร็วเกินไป หัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วก็หยุดเต้น เวลาตาย 11.47 น."

    วีระพงษ์ก้มหน้า "ขอบคุณครับ ที่พยายามช่วย"

    ภาคินรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ ทับอกอยู่ นี่คือศพที่สี่ในรอบสี่สัปดาห์ และทุกครั้งที่มีการฆาตกรรม รูปแบบจะชัดเจนขึ้น ความโหดร้ายจะรุนแรงขึ้น

    "เราขอดูศพได้ไหมครับ?" ภาคินถาม

    แพทย์หญิงพยักหน้า นำทางพวกเขาเข้าไปในห้องเย็น

    อนันต์นอนอยู่บนเตียงเหล็กเย็นๆ ร่างกายนิ่งสงบ ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากเขียวคล้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ภาคินสังเกตคือ ท่าทางของศพ

    "ท่าของเขา..." ภาคินพูด "มือวางประสานกันบนหน้าอก เหมือนกำลังสวดมนต์"

    "เหมือนศพแรก" วีระพงษ์สังเกต "คุณสมชาย"

    "แต่ศพนี้ยังไม่ได้ถูกวางริมแม่น้ำ ยังไม่มีกลีบดอกไม้" ภาคินพูดขณะตรวจดูรายละเอียด "ฆาตกรอาจจะวางแผนจะทำ แต่ถูกขัดจังหวะ"

    "หรือพิธีกรรมเปลี่ยนไป" วีระพงษ์เสริม "ฆาตกรอาจจะเร่งแผน"

    ภาคินถ่ายรูปศพจากหลายมุม สังเกตรอยรอยต่างๆ รอยแดงที่ข้อมือ รอยฟกช้ำเล็กน้อยบริเวณคอ

    "มีรอยถูกบีบที่คอ" เขาพูด "แต่ไม่รุนแรงพอที่จะทำให้ตาย น่าจะเป็นการข่มขู่ บังคับให้กินยาพิษ"

    ภาคินหยิบสมุดบันทึกของอนันต์ที่วีระพงษ์เก็บมา เปิดอ่านหน้าสุดท้ายอีกครั้ง

    "สิ่งที่เราทำในคืนนั้น...สิ่งที่เราทุกคนทำ...มันไม่มีวันลบล้างได้"

    "'คืนนั้น'" ภาคินพึมพำ "คืนที่เวียนเทียน 108 รอบ มีอะไรเกิดขึ้นที่ทุกคนพยายามลืม ทุกคนรู้สึกผิด"

    มือถือของวีระพงษ์ดังขึ้น เขารับสายแล้วสีหน้าเปลี่ยน

    "อะไร? ที่ไหน? เราไปตอนนี้เลย!"

    เขาหันมาบอกภาคิน "มีผู้หญิงโทรแจ้งว่าได้ยินเสียงกรีดร้องจากบ้านเพื่อนบ้าน บ้านของคุณสาวิตรี บุญมี หนึ่งในแปดคนที่เวียนเทียน"

    ส่วนที่ 2: บ้านแห่งความตาย

    รถตำรวจพุ่งทะลุถนนสายแม่ริมด้วยความเร็วสูงสุด ไซเรนส์เปิดดัง รถคันอื่นหลบให้ทาง ภาคินจับราวจับแน่น ความรู้สึกวิตกกังวลท้นทุกครั้งที่คิดว่าอาจจะมาสายอีก

    พวกเขาแล่นผ่านทุ่งนาสีเขียวขจี ผ่านบ้านเรือนไม้โปร่งๆ จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยภูเขา

    บ้านของสาวิตรีเป็นบ้านไม้สองชั้นสไตล์ล้านนา มีระเบียงกว้าง หลังคาทรงปั้นหยา ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้สวยงาม

    ประตูรั้วเปิดอ้า รถตำรวจท้องที่จอดอยู่แล้วสองคัน

    "เราอยู่ที่นี่ก่อนแล้วครับ" ตำรวจท้องที่บอก "แต่ยังไม่กล้าเข้าไปข้างใน เพราะ..."

    เขาชี้ไปที่หน้าต่างชั้นสอง

    ม่านสีขาวปลิวไสวตามลม และเงาดำของคนหนึ่งปรากฏอยู่ข้างหลังม่าน นิ่งสงบ เหมือนกำลังรอคอยใครบางคน

    ภาคินและวีระพงษ์เดินเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง ปืนพร้อมใช้งาน ทุกก้าวย่างเบาที่สุด

    ห้องรับแขกเรียบร้อย โซฟาอยู่ในที่ แจกันดอกไม้สดตั้งอยู่บนโต๊ะ แต่มีมือถือวางอยู่บนพื้น จอแตก

    วีระพงษ์หยิบขึ้นมา "ยังไม่ได้ปิดสาย บันทึกการโทรครั้งสุดท้าย...เป็นเบอร์ของคุณ เมื่อสิบห้านาทีก่อน"

    "เธอโทรหาผม" ภาคินพูด "บอกว่าเธอจำได้แล้ว เรื่องในคืนนั้น แล้วก็..."

    เสียงกรีดร้อง

    ภาคินรู้สึกปวดหัวเฉียบพลัน ภาพในหัวพร่ามัว

    หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือ เสียงสะท้อนกังวานในความมืด แล้วทุกอย่างก็เงียบ เงียบสงัด

    "ดร.ภาคิน คุณเป็นอะไร?" วีระพงษ์ถาม

    "ไม่เป็นไร" ภาคินส่ายหัว "เราขึ้นข้างบนเถอะ"

    พวกเขาเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ทุกก้าวขึ้นไป ความรู้สึกหนักอึ้งทับถมมากขึ้น

    บนชั้นสอง มีประตูห้องสามบาน สองบานปิดสนิท บานกลางเปิดค้างอยู่

    ภาคินผลักประตูเบาๆ มันเปิดออกอย่างช้าๆ ส่งเสียงดังเครือดครืด

    ห้องนี้เป็นห้องปฏิบัติธรรม มีพระพุทธรูปทองคำตั้งอยู่บนแท่น มีธูปเทียนจุดอยู่ กลิ่นหอมของธูปจันทน์โชยมา

    และที่กลางห้อง นั่งอยู่หญิงสาววัยสี่สิบต้นๆ ผมยาวสีดำปล่อยยุ่งเหยิง สวมชุดขาวล้วน นั่งในท่าสมาธิ มือวางบนตัก ดวงตาปิด

    สาวิตรี

    ภาคินเดินเข้าไปใกล้ เขารู้ทันทีก่อนจะตรวจชีพจรว่า เธอตายแล้ว ผิวหนังเย็นเฉียบ ริมฝีปากเขียวคล้ำ ไม่มีลมหายใจ

    "ตายไปแล้วนานประมาณครึ่งชั่วโมง" วีระพงษ์พูดหลังตรวจชีพจร

    บริเวณรอบสาวิตรีมีกลีบดอกกุหลาบสีแดงโรยราดเป็นวงกลม สวยงามแต่น่าสะพรึงกลัว

    ภาคินสังเกตเห็นกระดาษพับเล็กๆ อยู่ในมือของสาวิตรี เขาหยิบออกมาอย่างระมัดระวัง คลี่ออก

    ด้านในเขียนด้วยลายมือสวยงามแต่สั่น:

    "ฉันจำได้แล้วทุกอย่างในคืนนั้นสิ่งที่เราทำกับเด็กคนนั้นเราทุกคนมีส่วนร่วมเราทุกคนมีความผิดและตอนนี้ถึงเวลาจ่ายหนี้แล้วฉันยอมรับฉันพร้อมที่จะไปขอให้คนที่เหลือจงจำได้ก่อนที่จะสายเกินไป"

    "เด็กคนนั้น" ภาคินอ่านซ้ำ "มีเด็กคนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

    วีระพงษ์ตรวจค้นในห้อง พบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งสมาธิ เขาหยิบออกมาเปิดดู

    "นี่คือบันทึกของสาวิตรี" เขาพูด "บันทึกเกี่ยวกับกลุ่มปฏิบัติธรรม มีรายชื่อสมาชิกทั้งแปดคน มีบันทึกการประชุม การปฏิบัติ"

    ภาคินเดินไปมองคู่กับวีระพงษ์ พบหน้าหนึ่งที่ทำให้เขาสะดุ้ง

    "วันที่ 27 พฤศจิกายนพิธีพิเศษ - เวียนเทียน 108 รอบวัตถุประสงค์: เพื่อชำระกรรมเก่าและเปิดประตูสู่ธรรมผู้นำพิธี: พระครูสุวัฒน์สื่อกลาง: เด็กหญิงนภัสสร วงศ์ประเสริฐผู้เข้าร่วม: ทั้งแปดคนหมายเหตุ: เด็กหญิงมีพรสวรรค์พิเศษ สามารถเห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น เหมาะจะเป็นสื่อกลางให้วิญญาณสูงสุดเข้าสิง"

    "นภัสสร วงศ์ประเสริฐ" ภาคินพูดเบาๆ "นามสกุลเดียวกับสมชาย ศพคนแรก"

    วีระพงษ์ค้นหาข้อมูลในมือถือ หน้าจอสว่างขึ้น แสดงข่าว

    "'เด็กหญิงอายุ 12 ปี จมน้ำตายในแม่น้ำปิง'" เขาอ่าน "'นภัสสร วงศ์ประเสริฐ บุตรสาวของนายสมชาย วงศ์ประเสริฐ นักธุรกิจชื่อดัง ถูกพบเสียชีวิตในแม่น้ำปิงเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ'"

    "วันที่ 28 พฤศจิกายน" ภาคินคำนวณ "วันถัดจากพิธีเวียนเทียน"

    "คุณคิดว่า..." วีระพงษ์พูดไม่จบ

    "ฉันคิดว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ" ภาคินพูดด้วยเสียงเย็นชา "พวกเขาใช้เด็กหญิงในพิธีกรรมบางอย่าง อาจจะพยายามให้วิญญาณเข้าสิง แต่อะไรบางอย่างผิดพลาด เด็กหญิงตาย"

    ส่วนที่ 3: ห้องใต้ดินแห่งความจริง

    "ร้อยตำรวจเอก! คุณต้องมาดูนี่!" เสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก

    ภาคินและวีระพงษ์รีบวิ่งลงบันได ออกไปยังสวนหลังบ้าน พบตำรวจท้องที่ยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่

    "เราพบประตูใต้ดินซ่อนอยู่ใต้รากไม้" ตำรวจบอก "ดูเหมือนจะถูกใช้งานเมื่อไม่นานนี้"

    ประตูเหล็กสนิมซ่อนอยู่ใต้ใบไม้และหญ้า มีบันไดคอนกรีตนำลงไปด้านล่าง

    พวกเขาเดินลงไปอย่างระมัดระวัง ไฟฉายส่องนำทาง อากาศใต้ดินเย็นและอับชื้น กลิ่นดินและความเน่าเหม็นอ่อนๆ โชยมา

    ห้องใต้ดินขนาดประมาณสี่คูณหกเมตร มีโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งวางอยู่ตรงกลาง มีตู้เก็บเอกสารสองตู้ริมฝา

    แต่สิ่งที่ทำให้ภาคินหยุดหายใจคือ ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยรูปถ่าย

    รูปถ่ายของเด็กหญิงคนเดียวกัน นับร้อยภาพ

    เด็กหญิงอายุประมาณสิบสองสามปี ผมยาวดำสนิท ผิวขาว ดวงตาโตกลมสีน้ำตาลเข้ม ยิ้มหวาน

    บางรูปเธอสวมชุดนักเรียน บางรูปเธอกำลังเล่นในสวน บางรูปเธอกำลังอ่านหนังสือ

    "นี่คือ...นภัสสร" ภาคินพูดเบาๆ

    วีระพงษ์เปิดตู้เก็บเอกสาร พบสมุดบันทึกหลายสิบเล่ม เขาหยิบออกมาอ่าน

    "'บันทึกการปฏิบัติธรรมของกลุ่ม 108'" เขาอ่าน "'สมาชิก 8 คน เป้าหมาย: บรรลุธรรม พ้นทุกข์ เกิดใหม่'"

    ภาคินหยิบสมุดเล่มอื่นมาอ่าน พบรายละเอียดการประชุมลับ การวางแผนพิธีกรรม

    "การค้นหาสื่อกลางต้องเป็นเด็กหญิงบริสุทธิ์ อายุระหว่าง 12-13 ปีต้องมีพรสวรรค์พิเศษ เห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็นต้องมีใจบริสุทธิ์ ไม่ยึดติดโลกนภัสสรเหมาะสมที่สุด"

    ภาคินรู้สึกคลื่นไส้ "พวกเขาเลือกเด็กหญิงมาเป็นเครื่องมือ"

    เขาพลิกอ่านต่อ พบบันทึกในวันที่ 27 พฤศจิกายน

    "พิธีเริ่ม 18.00 น.เวียนเทียน 108 รอบรอบพระธาตุนภัสสรนั่งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเทียน 108 เล่มเราทั้งแปดคนสวดมนต์ 108 จบรอให้วิญญาณสูงสุดมาเข้าสิงรอให้นภัสสรกลายเป็นสื่อกลางแต่...เด็กหญิงทนไม่ไหวร่างกายสั่นสะท้านปากพูดภาษาแปลกๆดวงตาเปล่งแสงสีขาวแล้วเธอก็หมดสติเราตื่นตระหนกบางคนอยากพาไปหาหมอแต่บางคนกลัวถูกจับพระครูสุวัฒน์บอกว่า ให้รอดูอาการให้นำเด็กไปพักริมแม่น้ำ อากาศเย็นจะช่วยได้แต่แล้ว...เมื่อเราไปตรวจดูในเช้าวันรุ่งขึ้นนภัสสรหายไปเราตามหา พบเธอลอยอยู่ในแม่น้ำปิงเสียชีวิตแล้วเราตกลงกันให้อ้างว่าเป็นอุบัติเหตุบอกตำรวจว่าเด็กมาเล่นน้ำคนเดียว แล้วพลัดตกน้ำพวกเราทุกคนสาบานว่าจะเก็บความลับนี้ไปตลอดกาล"

    ภาคินปล่อยสมุดตกลงพื้น มือสั่น

    "พวกเขาฆ่าเด็กหญิงคนนึง" เขาพูดด้วยเสียงสั่น "ใช้เธอในพิธีกรรมบ้าๆ ทำให้เธอตาย แล้วปกปิดความจริง"

    วีระพงษ์หยิบสมุดอีกเล่มมา "นี่เป็นบันทึกหลังเหตุการณ์ คนในกลุ่มเริ่มมีความรู้สึกผิด มีฝันร้าย"

    "หนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์สมชายบอกว่าเห็นเงาของนภัสสรยืนอยู่ริมเตียงทุกคืนเจนนิเฟอร์ได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องไห้ประไพศรีฝันเห็นมือเล็กๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำ พยายามดึงเธอลงไปพระครูสุวัฒน์เริ่มประพฤติผิดปกติ พูดพล่าม อ้างว่าได้เห็นนิมิตเราทุกคนกำลังเสียสติทีละน้อยหรือว่า...นภัสสรกำลังตามหลอกหลนเรา?"

    ภาคินรู้สึกปวดหัวอีกครั้ง ภาพความทรงจำพร่ามัวเริ่มชัดเจนขึ้น

    เด็กหญิงนั่งกลางวงเทียน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้าง ปากสั่นเทา

    "อากาศหายใจไม่ออก ฉันกลัว ช่วยฉันด้วย"

    แต่ไม่มีใครช่วย

    เสียงสวดมนต์ยังดังต่อไป

    มือหลายคู่กดไหล่เธอไว้ ไม่ให้เธอลุกหนี

    และแล้วเธอก็หมดสติ

    ร่างกายอ่อนระทวย ล้มลงบนพื้น

    "ดร.ภาคิน! คุณเป็นอะไร?" วีระพงษ์จับไหล่เขา

    ภาคินลืมตาขึ้น เหงื่อไหลซึม

    "ผม...ผมจำได้บางอย่าง" เขาพูดด้วยเสียงสั่น "เด็กหญิงตัวเล็กๆ นั่งอยู่กลางวงเทียน เธอกลัว เธอร้องขอความช่วยเหลือ แต่พวกเราไม่หยุด พวกเรายังสวดมนต์ต่อไป"

    "คุณอยู่ที่นั่นด้วย?"

    "ผมคิดว่าใช่ แต่ผมจำรายละเอียดไม่ได้ มันเหมือนถูกบังคับให้ลืม"

    ทันใดนั้น มือถือของภาคินดังขึ้น เป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย

    "ถึงเวลาแล้วเวลาที่คุณต้องจำเวลาที่คุณต้องชดใช้มาที่วัดพระธาตุดอยสุเทพคืนวันพระจันทร์เพ็ญเที่ยงคืนตรงมาคนเดียวถ้าอยากรู้ว่าคุณทำอะไรไปในคืนนั้น- ผู้พิทักษ์นภัสสร"

    ส่วนที่ 4: คำเชิญสู่ความจริง

    ภาคินและวีระพงษ์นั่งในรถตำรวจที่จอดอยู่หน้าบ้านสาวิตรี ท้องฟ้าเริ่มมืดลง พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

    "คืนวันพระจันทร์เพ็ญ" วีระพงษ์มองปฏิทิน "คือพรุ่งนี้ วันที่ 2 เมษายน"

    ภาคินมองข้อความในมือถืออีกครั้ง ครุ่นคิด

    "ฆาตกรรู้ว่าผมเป็นหนึ่งในแปดคน" เขาพูด "ฆาตกรรู้ว่าผมลืมความทรงจำ และตอนนี้ฆาตกรต้องการให้ผมจำได้"

    "แต่ทำไม? ทำไมต้องให้คุณจำได้?"

    "เพราะ..." ภาคินหยุดชั่วขณะ "เพราะการลงโทษที่แท้จริงไม่ใช่ความตาย แต่คือการต้องจำได้ การต้องรับรู้ความผิดของตัวเอง"

    "คุณจะไปหรือ?"

    "ผมต้องไป" ภาคินพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง "นี่คือวิธีเดียวที่จะรู้ความจริง"

    "แต่มันอันตราย ฆาตกรฆ่าคนไปแล้วห้าคน"

    "ผมรู้ แต่ผมต้องการคำตอบ ผมต้องรู้ว่าผมทำอะไรไปในคืนนั้น"

    วีระพงษ์พยักหน้า "งั้นผมจะไปด้วย แต่จะซ่อนตัวไว้ ไม่ให้ฆาตกรเห็น"

    "ไม่ได้ ข้อความบอกว่าให้มาคนเดียว ถ้าฆาตกรเห็นคุณ อาจจะไม่ยอมเปิดเผยความจริง"

    "แล้วถ้าคุณตาย?"

    "ถ้าผมตาย" ภาคินยิ้มเศร้า "อย่างน้อยผมก็ตายโดยรู้ความจริง"

    พวกเขานั่งเงียบไปพักหนึ่ง มองดูพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง

    "ยังมีอีกสองคน" วีระพงษ์พูดขึ้น "ไพโรจน์ ศรีสุข และสุวัฒน์ พระที่ลาสิกขา"

    "ไพโรจน์หายตัวไป" ภาคินพูด "ไม่มีใครติดต่อเขาได้เลย ส่วนสุวัฒน์ก็เช่นกัน"

    "คุณคิดว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?"

    "ผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่า ในกลุ่มแปดคน ตอนนี้เหลือแค่สามคน ผม, ไพโรจน์ และสุวัฒน์"

    "แล้วฆาตกรล่ะ? ใครเป็นฆาตกร?"

    ภาคินครุ่นคิด "ผมมีสมมติฐานหนึ่ง แต่ยังไม่แน่ใจ"

    "อะไร?"

    "ถ้าฆาตกรไม่ใช่คนในกลุ่มแปดคน แสดงว่าฆาตกรต้องเป็นคนที่รู้เรื่องพิธีกรรมในคืนนั้น รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนภัสสร"

    "ครอบครัวของนภัสสร?"

    "เป็นไปได้ แต่สมชาย พ่อของนภัสสร เป็นคนแรกที่ถูกฆ่า ฉะนั้นคงไม่ใช่เขา"

    "แม่ของนภัสสร?"

    ภาคินค้นหาข้อมูลในมือถือ "แม่ของนภัสสรชื่อ...พิมพ์ชนก วงศ์ประเสริฐ เสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อน จากอุบัติเหตุรถชน"

    "งั้นก็ไม่ใช่"

    "แต่นภัสสรอาจจะมีญาติคนอื่น พี่น้อง ลุงป้า น้าอา"

    วีระพงษ์ค้นหาต่อ "พบแล้ว นภัสสรมีพี่สาวคนหนึ่ง ชื่อนริศรา วงศ์ประเสริฐ อายุ 28 ปี อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ อาชีพ...ครูสอนศิลปะ"

    "ครูสอนศิลปะ" ภาคินพูดซ้ำ แล้วก็นึกขึ้นได้ "รอเดี๋ยว ในรายชื่อแปดคน มีคนหนึ่งชื่อสาวิตรี บุญมี อาชีพครูสอนศิลปะ!"

    พวกเขาสบตากัน

    "คุณหมายความว่า..." วีระพงษ์พูดไม่จบ

    "ผมหมายความว่า อาจจะมีคนใช้ชื่อปลอม เข้ามาในกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์"

    "เพื่อแก้แค้น"

    ภาคินค้นหารูปของนริศรา พบรูปในโซเชียลมีเดีย

    หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาล ดวงตากลม ใบหน้าอ่อนโยน ยิ้มหวาน

    "นี่ไม่ใช่สาวิตรี" วีระพงษ์พูด "หน้าตาต่างกันเลย"

    "แต่ถ้าทำศัลยกรรม เปลี่ยนทรงผม ใส่คอนแทคเลนส์เปลี่ยนสีตา ก็อาจจะหลอกได้"

    มือถือของวีระพงษ์ดังขึ้น เขารับสาย ฟัง แล้วสีหน้าเปลี่ยน

    "พบศพอีกแล้ว" เขาพูด "ที่แม่น้ำปิง ห่างจากที่นี่สามกิโลเมตร"

    "ใครอีก?"

    "ไม่ทราบชื่อ แต่เป็นชายวัยกลางคน สวมชุดขาว คล้ายชุดพระ"

    ภาคินรู้ทันที "สุวัฒน์ พระที่ลาสิกขา"

    พวกเขารีบขับรถไปยังที่เกิดเหตุ มาถึงเจอตำรวจดึงเส้นกั้น มีรถพยาบาลจอดอยู่

    ศพของชายวัยห้าสิบต้นๆ นอนคว่ำหน้าลงบนพื้นทราย แขนทั้งสองเหยียดออกไปทางหน้า เหมือนกำลังกราบ

    บริเวณรอบศพมีกลีบดอกลีลาวดีโรยราดเป็นวงกลม

    "ท่ากราบ" ภาคินพูด "ท่าสุดท้าย ท่าแห่งการยอมจำนน"

    และในมือของศพ มีกระดาษพับเล็กๆ

    ภาคินหยิบออกมาอ่าน:

    "ข้าพเจ้าคือผู้เริ่มต้นทั้งหมดข้าพเจ้าคือผู้วางแผนพิธีกรรมข้าพเจ้าคือผู้บังคับนภัสสรข้าพเจ้าคือผู้ทำให้เธอตายและข้าพเจ้ายอมรับการลงโทษก่อนวันพระจันทร์เพ็ญทุกคนจะต้องจำได้ทุกคนจะต้องชดใช้ตอนนี้เหลือแค่สองคน- สุวัฒน์"

    "เหลือแค่สองคน" วีระพงษ์พูด "คุณกับไพโรจน์"

    ภาคินมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พระจันทร์กำลังขึ้น กลมเต็มดวง

    พรุ่งนี้คือวันพระจันทร์เพ็ญ

    ทุกอย่างจะสิ้นสุด

    จบตอนที่ 34

    คำถามสำหรับตอนต่อไป:

    ใครคือ "ผู้พิทักษ์นภัสสร" กันแน่?ไพโรจน์อยู่ที่ไหน? เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?ภาคินจะไปพบฆาตกรที่ดอยสุเทพจริงหรือ?ความจริงเต็มรูปแบบเกี่ยวกับคืนนั้นคืออะไร?ภาคินจะรอดหรือจะเป็นศพคนสุดท้าย?