รเมศมองทิวทัศน์ข้างทางระหว่างนั่งรถด้วยความรู้สึกคิดถึงเขาคิดถึงบรรยากาศที่เคยอยู่ที่นี่และคิดถึงผู้คนที่เคยมีไมตรีต่อกัน
“ตอนนี้ที่รีสอร์ตเปลี่ยนแปลงไปเยอะไหมคะน้านพมีนจำได้ว่าน้านพเคยพูดว่าจะขยายพื้นที่ของรีสอร์ตออกไปอีก แล้วที่น้ำตกล่ะคะน้านพยังปิดให้เป็แบบส่วนตัวอยู่หรือเปล่า”
เสียงถามเจื้อยแจ้วของรมิตาที่นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับนพวินด์ซึ่งเป็คนขับรถเรียกความทรงของรเมศผู้พี่ให้หวนนึกถึงเื่ราวในอดีตครั้งที่เคยเล่นน้ำตกด้วยกัน
รีสอร์ตของนพวินด์มีน้ำตกสายเล็กๆ ไหลผ่านตัวน้ำตกที่มีหน้าผาไม่สูงมากนักอยู่ทางหลังบ้านของชายหนุ่ม ซึ่งเขาปิดบริเวณนี้ไว้ให้เป็พื้นที่ส่วนตัวของเ้าของรีสอร์ตเท่านั้นส่วนแขกที่เข้ามาพักสามารถลงเล่นน้ำในลำธารยังจุดที่เปิดให้บริการได้
รเมศจำได้ว่าวันนั้นทั้งเขา รมิตาและนพวินด์ลงเล่นน้ำที่น้ำตกด้วยกันคลายร้อนส่วนน้าสาวของเขาไม่ลงเล่นด้วยเพราะไม่ชอบเล่นน้ำมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
"ระวัง...อย่าไปเล่นตรงนั้นนะมันลึกมากแล้วก็อันตรายด้วยเพราะมีหินแหลมๆ อยู่ใต้น้ำเยอะ"นพวินด์เอ่ยเตือนเมื่อเห็นสองแฝดทำท่าจะว่ายไปตรงจุดอันตราย
"น้านพเคยโดนแล้วเหรอคะ"แฝดผู้น้องช่างซักถามเอ่ยขึ้นขณะเดินทวนกระแสน้ำขึ้นมาหาน้าเขย
"ใช่ ตอนสมัยรุ่นๆ น้าเกือบจมน้ำตายเลยล่ะ"
"ทำไมน้านพไม่เอาไม้หรือว่าเชือกมากั้นเขตเตือนเอาไว้ล่ะครับคนอื่นจะได้ระวังไว้" รเมศเสนอความคิดเห็น
"ที่น้าไม่ทำก็เพราะที่บริเวณนี้น้าเข้ามาเล่นได้คนเดียวแต่ตอนนี้คงต้องทำแล้วล่ะ เพราะมีพวกเราสองคนมาอยู่ด้วย"
"น้านพ พี่มิน มาเล่นไล่จับกันดีกว่า" จู่ๆรมิตาก็เปลี่ยนเื่ชวนเล่นสนุกเฉยผู้ชายสองคนจึงส่ายหน้าระอาในความเอาแต่ใจของเธอ ทว่าก็ไม่มีใครเอ่ยขัดอะไรออกมา
ทั้งสามคนเล่นไล่จับกันในน้ำอย่างสนุกสนานเสียงหัวเราะของความสุขดังก้องไปทั่วบริเวณน้ำตก แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นจนได้เมื่อรเมศลืมตัวรีบว่ายน้ำหนีน้องสาวจนเข้าไปในเขตน้ำลึกโดยไม่ตั้งใจ
“โอ๊ย!!”
“มิน!”
นพวินด์กับรมิตาร้องเรียกด้วยความใ ก่อนผู้เป็น้าเขยจะรีบว่ายน้ำเข้าไปหาคนเจ็บอย่างรวดเร็วชายหนุ่มโอบประคองตัวรเมศเอาไว้ แล้วพาออกมาห่างจากบริเวณอันตราย
“เป็ยังไงบ้างมิน”
“เจ็บ...สงสัยหินจะบาดเท้าผม”
“นั่นไง...น้าบอกแล้วไงว่าอย่ามาตรงนี้”เพราะความเป็ห่วงนพวินด์จึงเผลอตัวดุใส่ก่อนจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปก็เมื่อเห็นสีหน้าจ๋อยๆ ของหลานชาย “น้าขอโทษน้าไม่ได้ตั้งใจจะดุเรา”
“ผมไม่โกรธน้านพหรอกครับ ผมผิดจริงที่ไม่ระวังตัว”รเมศแหงนหน้าพูดกับน้าเขยอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเป็ห่วงแล้วหัวใจเขาก็เต้นแรงขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนแกร่งของนพวินด์
ไม่นะ! เราจะมาใจเต้นกับน้าเขยตัวเองไม่ได้เด็ดขาด
รเมศเตือนตัวเอง ทว่าใบหน้ากลับแดงก่ำฟ้องความรู้สึกออกมาจนนพวินด์เห็นเข้าก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ทำไมหน้าแดงล่ะ รึว่าจะไม่สบาย”เขายกมือขึ้นจับหน้าผากของหลานชาย “ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา”
“เอ่อ...น้านพครับ ปล่อยผมเถอะครับ”รเมศจะเบี่ยงตัวออกทว่าน้าเขยกลับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น
“จะปล่อยได้ยังไง เราเจ็บเท้าอยู่ไม่ใช่เหรอแล้วนี่าแลึกมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ น้าว่ารีบขึ้นบ้านไปทำแผลกันเถอะ”ว่าแล้วชายหนุ่มก็โอบกอดร่างหลานชายพาว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปด้วยกัน
“พี่มินเป็ยังไงบ้าง เจ็บมากไหม”รมิตาที่ยืนรออยู่เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะอุทานออกมาเมื่อเห็นาแที่ฝ่าเท้าของแฝดผู้พี่“โอโฮ้...แผลลึกไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย มีนว่ารีบพาพี่มินไปหาหมอเถอะค่ะน้านพ”
“ไปสิ มินขึ้นหลังน้ามาเร็ว”นพวินด์ย่อตัวลงนั่งยองๆ เพื่อให้คนเจ็บขึ้นมาขี่หลังของเขาได้รเมศที่ตอนนี้เริ่มปวดแผลมากขึ้นก็ไม่คิดปฏิเสธอีกต่อไปขึ้นขี่หลังน้าเขยทันทีหลังจากนั้นเขาก็ถูกพาเข้าบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำแผลห้ามเืก่อนแล้วถึงไปโรงพยาบาลต่อ
“พี่มินยิ้มอะไร คิดอะไรอยู่เหรอ” รมิตาที่เจื้อยแจ้วกับนพวินด์อยู่ดีๆก็หันมาถามพี่ชายตัวเอง เมื่อเห็นรเมศนั่งยิ้มอยู่คนเดียวไม่พูดไม่จาอะไร
“อ้อ...คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”รเมศตอบเสียงอ้อมแอ้ม ก่อนจะรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยเมื่อมองทางกระจกส่องหลังแล้วสบเข้ากับสายตาของนพวินด์พอดีซึ่งอีกฝ่ายกำลังยิ้มหัวเขาอยู่
“ใจลอยหาใครเอ่ย” รมิตาเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่เล่นนพวินด์ก็เล่นตามน้ำไปด้วยอีกคน
“เอ๊ะ...มินมีแฟนแล้วเหรอ”
“ไม่มีครับ/มีค่ะ” สองแฝดพูดพร้อมกันอดีตน้าเขยหัวเราะร่วน
“สรุปยังไงกันแน่ ตกลงมินมีแฟนแล้วหรือไม่มี”
“มีค่ะ หนูยืนยันว่าพี่มินมีแต่ไม่รู้ว่าเป็ใคร”
“อ้าว”
“ยัยมีนชอบเพ้อเจ้อ น้านพอย่าไปเชื่อนะครับผมยังไม่มีแฟนสักหน่อย” รเมศรีบบอกอย่างร้อนตัว เพราะไม่อยากให้นพวินด์เข้าใจผิด
“มีนไม่ได้เพ้อเจ้อนะดูอาการของพี่มินก็รู้แล้วว่ามีใครอยู่ในใจ แอบรักใครก็ไม่กล้าบอกเขาให้รู้”รมิตาลอยหน้าลอยตาพูดอย่างคนที่มั่นใจในความคิดของตัวเอง
“หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว”รเมศเอ็ดน้องสาวด้วยความโมโหจึงถูกรมิตามองค้อนใส่ทีหนึ่งก่อนเธอจะหันไปชวนนพวินด์คุยถึงเื่อื่นแทน
รเมศส่ายหน้าระอาใจกับความเอาแต่ใจของน้องสาวชายหนุ่มลอบมองหน้าอดีตน้าเขยแล้วอดคิดถึงคำพูดของน้องไม่ได้มันก็จริงอย่างที่รมิตาบอก รักใครก็ควรบอกไป แต่ความรักของเขามันไม่ควรหรือเปล่าและหากบอกไปจะถูกรังเกียจหรือไม่ เขากลัวจริงๆ
“ที่นี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะคะ คิดถึงจัง” รมิตาเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแช่มชื่นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ คิดถึงอากาศดีๆ และทิวทัศน์งดงามของที่นี่เหลือเกิน
“มินล่ะ คิดถึงที่นี่บ้างไหม”นพวินด์ถามหลานชายของอดีตภรรยาเสียงนุ่มสายตาทอดมองเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนคนถูกมองอดเขินไม่ได้ทว่าหัวใจนั้นอบอุ่นยิ่งนัก
“คิดถึงมากครับ”
“น้าดีใจที่พวกเธอยังคิดถึงที่นี่อยู่”
“ไม่ใช่แค่ที่เท่านั้นนะคะที่พวกเราคิดถึงเพราะพวกเราก็คิดถึงน้านพมากด้วยเหมือนกัน” รมิตาหันมาเอ่ยเอาใจทำเอาคนฟังปลื้มใจยิ่งนัก
“ปากหวานไม่เปลี่ยนเลยนะหลานน้าวันนี้อยากทานอะไรเต็มที่ไปเลย”
“เย้...น้านพใจดีที่สุดเลย”
นพวินด์กับรเมศหัวเราะชอบใจ เมื่อเห็นรมิตาะโตบมือดีใจเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิดก่อนอดีตน้าเขยจะเอ่ยชวนทุกคนเข้าไปในบ้านปูนหลังใหญ่สองชั้นสไตล์โมเดิร์น
เมื่อเข้ามาในบ้าน รเมศก็กวาดตามองไปรอบๆด้วยความคิดถึง สภาพทุกอย่างยังคงอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนจริงๆแล้วชายหนุ่มก็อดน้ำตาซึมไม่ได้เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรูปถ่ายในกรอบรูปบานหนึ่งที่ตั้งอยู่ในตู้โชว์เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ทว่าแทนที่ภาพจะเด่นชัดกลับพร่ามัวเพราะน้ำตาของเขา
รมิตาหันมาเห็นก็เดินเข้ามาดูบ้างแล้วเธอก็มีสภาพเหมือนพี่ชายฝาแฝดไม่มีผิดรูปถ่ายในตู้โชว์นั้นเป็รูปถ่ายของครอบครัว มีพวกเธอ นพวินด์และสิรินดาเป็ภาพที่ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุขเป็หนึ่งในความทรงจำที่ดีของพวกเธอตลอดไป
“น้านพยังเก็บรูปพวกนี้ไว้อยู่อีกเหรอคะ”รมิตาถามเสียงเครือ
นพวินด์ยิ้มอ่อนก่อนเดินเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างสองแฝดแล้วยกแขนโอบไหล่ทั้งคู่เอาไว้สายตาคมกริบจ้องรูปถ่ายอดีตครอบครัวของตัวเองด้วยแววสุขปนเศร้า
“ใช่ เพราะรูปเหล่านี้มีความหมายสำหรับน้ามากน้ายังจำความรู้สึกแสนสุข่นั้นได้ดีไม่มีวันลืม”
เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นจากสองแฝดชายหนุ่มจึงกระชับแขนดึงตัวทั้งคู่มากอดไว้ซึ่งรเมศกับรมิตาก็เอนตัวกอดซบอดีตน้าเขยไว้ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับอีกฝ่ายความทรงจำในอดีตอันแสนสุขยังไม่ลบเลือนไปจากใจของคนทั้งสามเลยสักนิดเดียว
“คุณนพวินด์ครับ”
เสียงเรียกจากพนักงานในรีสอร์ตปลุกทั้งสามคนให้หลุดออกจากภวังค์ความเศร้าสองแฝดขยับกายออกห่างพร้อมเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มออกส่วนนพวินด์ก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนหันไปถามพนักงานหนุ่มที่เดินเข้ามาหาอย่างสำรวม
“มีอะไรเหรอ”
“คุณวิไลลักษณ์มาหาครับตอนนี้เธอรออยู่ในห้องรับรองแขกของรีสอร์ตครับ”
“เอ๊ะ...ฉันไม่ได้นัดเขานี่”ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย “นายไปบอกให้เธอรอฉันสักครู่ก็แล้วกันอ้อ...ระหว่างกลับช่วยไปบอกป้าติ๋มให้มาพบฉันที่บ้านด่วนด้วยนะ”
“ครับ”
เมื่อพนักงานหนุ่มเดินออกจากบ้านไปแล้วนพวินด์ก็หันมาพูดกับสองแฝดว่า
“เดี๋ยวน้าต้องไปพบแขกที่รีสอร์ตก่อนนะขอโทษด้วยที่อยู่ดูแลไม่ได้ แต่น้าให้คนจัดห้องนอนไว้ให้พวกเธอแล้วเรียบร้อยน้าให้เขาจัดห้องเดิมให้ทั้งคู่ ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิมไม่ต้องห่วงมินกับมีนขึ้นห้องไปพักผ่อนก่อนก็ได้ แล้วเดี๋ยวน้าจะให้ป้าติ๋มจัดของว่างขึ้นไปให้ทานรองท้องกันก่อนทานมื้อเย็น”
ป้าติ๋มที่นพวินด์พูดถึงเดินยิ้มแต้เข้าบ้านมาแต่ไกลสองแฝดที่คุ้นเคยกับป้าดีเพราะดูแลกันมาหลานปีรีบวิ่งเข้าไปกอดหญิงสูงวัยด้วยความคิดถึงชายหนุ่มมองภาพเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มสุขใจ ก่อนจะสั่งป้าติ๋มให้ดูแลสองแฝดให้ดีจากนั้นก็รีบเดินออกจากบ้านไปเพื่อพบแขกสาวที่รอเขาอยู่