แม้มู่หลินจะพูดออกไปเช่นนั้นแต่เขาก็้าดูว่าหวังชาวเย่ที่เป็คุณชายจากสามตระกูลใหญ่มีดีอะไรบ้างเขาจึงยังไม่ได้เริ่มทําตามอย่างที่ว่า
“อวดดีเสียจริง!’’หวังชาวเย่หงุดหงิดเล็กน้อยและซัดฝ่ามือออกไป
“อวดดีหรือไม่เดี๋ยวคุณก็รู้!’’มู่หลินทีเล่นทีจังแล้วเอียงตัวหลบเล็กน้อย
วูบ!
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหลบฝ่ามือของเขาได้โดยไม่ตั้งท่าต่อสู้หวังชาวเย่ก็ประหลาดใจ เขาจึงซัดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง
ฝ่ามือนี้ของหวังชาวเย่มันเต็มไปด้วยพละกําลังมหาศาลที่ทรงพลังเพียงซัดมันตัดผ่านอากาศก็เหมือนมีกระแสลมผันผวนเล็กน้อย
ถึงจะอย่างนั้นมู่หลินก็ยังคงสามารถหลบมันได้อีกครั้งและแบบสบายๆอีกด้วย
เห็นแบบนั้นหวังชาวเย่จึงเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าขึ้นมาเขาจึงระดมซัดฝ่ามือและเปลี่ยนท่าโจมตีไปเรื่อยๆแต่ไม่ว่าจะเป็ลูกเตะหรือหมัดของเขา พวกมันล้วนไร้ผลและปะทะเข้ากับลมแทบทั้งสิ้น
วูบ!วูบ! วูบ!
มองไปยังการโจมตีอันรวดเร็วที่ถูกหลบได้หมดของหวังชาวเย่เหล่าผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงก็รู้สึกไม่อยากเชื่อ
“นี่มันบ้าบออะไรกัน?’’
“ชายหนุ่มคนนี้สามารถหลบมันหมดได้อย่างไร?’’
“น่าเหลือเชื่อจริงๆ!’’
“...’’
ซุยเทียนและพวกซุยิก็ชะงักไปเหมือนกันพวกเขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่ามู่หลินจะมีความคล่องแคล่วถึงขนาดที่สามารถหลบการโจมตีของหวังชาวเย่ได้หมดซํ้ายังง่ายดายอีกด้วย!
นี่มัน...จะน่าทึ่งเกินไปแล้ว!
ส่วนเทาก้านและหวังลิ่วก็ช็อคแทบลมจับเดิมทีตอนที่พวกเขาถูกมู่หลินยั่วจนโกรธ พวกเขามีความคิดที่จะส่งคนไปกระทืบแต่ดูเหมือนว่าถ้าทําเช่นนั้นคนที่ขาดทุนจะไม่ใช่อีกฝ่าย แต่เป็พวกเขา!
อา...ดีแล้วที่มันไม่เกิดขึ้น!
‘คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าเขาจะสามารถหลบมันได้หมดโดยไม่จําเป็ต้องใช้ร่างกายปัดป้อง…’จื่อหลิงมองมู่หลินที่เพียงเอียงตัวหลบด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย‘แต่เท่านี้ก็แน่ชัดแล้วว่าเขาใช่…’
“น้องชายมู่เธอจะเอาแต่หลบอีกนานไหม?!’’หลังจากเริ่มโจมตีไปหลายนาทีเต็มแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะโดนหวังชาวเย่ก็รู้สึกเริ่มอับอายขึ้นเรื่อยๆเขารู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมากที่อีกฝ่ายเอาแต่หลบ
“ผมจะหลบจนกว่าคุณจะเอาจริงนั่นแหละ!’’มู่หลินยิ้มอ่อนแล้วหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
“น้องชายมู่หรือว่าเธอจะเป็เหมือนกันกับฉัน?’’ ได้ยิน หวังชาวเย่ที่กําลังหงุดหงิดก็ชะงักแล้วหยุดการโจมตีไปชั่วครู่ก่อนลงมือต่อทันที
“เป็เหมือนกันกับคุณ?ผิดแล้ว! คุณก็คือคุณ! ผมก็คือผม!มันจะไปเป็เหมือนกันได้ไง? บ้ารึเปล่า!’’ มู่หลินทีเล่นทีจังไม่ยอมตอบ
ด้วยเหตุนี้หวังชาวเย่จึงเริ่มโมโหขึ้นมาเขาอุส่าห์พูดคุยดีๆด้วยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้จะไม่พูดคุยดีๆด้วยสงสัยเขาคงต้องเอาจริงเสียแล้ว!
ไม่งั้นอย่าได้เรียกเขาว่าหวังชาวเย่!
เห็นว่าท่าทีของหวังชาวเย่เริ่มเปลี่ยนไปจื่อหลิงก็เริ่มขมวดคิ้ว ‘ดูเหมือนว่าเขาจะทนไม่ไหวจนต้องเอาจริงแล้วสินะ…’
อย่างไรก็ตามสายตาของเธอกลับมองไปที่ชายหนุ่มั์ตาสีฟ้าด้วยความสนใจมากกว่า‘ฉันล่ะอยากรู้จริงๆว่านายจะเอาชนะหวังชาวเย่ที่โมโหได้ยังไง!’
สําหรับจื่อหลิงถึงวันนี้จะเป็วันแรกที่ได้เจอกับชายหนุ่มแต่ด้วยความที่เขากวนประสาทเธอและเข้ามาหาเื่อย่างไม่ไว้หน้าเธอซักนิดเธอจึงรู้สึกโกรธเคืองอีกฝ่ายหน่อยๆดังนั้นถ้าเธอได้เห็นอีกฝ่ายถูกอัดโดยหวังชาวเย่บ้าง เธอคงรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย
“รับมือ!’’ทางด้านหวังชาวเย่ที่เอาจริงก็คํารามลั่นแล้วทุ่มสุดตัวระดมการโจมตีทั้งหมดไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าแม้ตัวเขาจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มเป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นเขาหรือไม่แต่ด้วยความที่สามารถหลบการโจมตีของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้มันย่อมแน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายมีค่าคู่ควรพอให้ลงมืออย่างเต็มกําลัง!
“หึๆ ถึงคุณจะเอาจริงคุณก็ไม่มีวันโจมตีโดนผมหรอก!’’ต่อหน้าหวังชาวเย่ที่ทุ่มสุดตัวมู่หลินหัวเราะหึๆแล้วยักคิ้วด้วยความไม่จริงจังแม้แต่น้อย
“อย่ากวนกันมากเกินไปนะเว้ย!’’เห็นอีกฝ่ายยักคิ้วใส่ หวังชาวเย่ก็เหมือนฟิวส์ขาดเขาคํารํามอย่างบ้าคลั่งแล้วโจมตีไม่หยุด
ทว่าถึงจะเป็เช่นนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะโดน!
ถูกต้อง!การโจมตีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็ท่วงท่าที่น่าทึ่งแค่ไหนทว่าพวกมันล้วนวืดเข้าลมแทบทั้งสิ้น!
บัดซบ!แบบนี้มันจะเกินไปแล้ว!
หวังชาวเย่เริ่มโกรธจัดจนหน้าแดงกํ่าเขากัดฟันอย่างมีนํ้าโหแล้วหยุดการโจมตีลงชั่วคราวก่อนจะชี้หน้ามู่หลินด้วยแขนสั่นเทิ้มมันสั่มเทิ้มเพราะความโกรธและความอับอาย!
“แน่จริงก็อย่าหลบดิวะ!’’
“ไม่ให้หลบผมก็โดนดิ!คุณงั่งรึเปล่า?’’ มู่หลินหัวเราะแล้วหยอกล้อต่อไป
สมนํ้าหน้า!อยากมีท่าทีจะเป็ศัตรูกับผมก่อนดีนัก!
ถึงแม้หวังชาวเย่จะมีท่าทีเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่เจอกันแต่มู่หลินก็ยังคงจําได้เขาจึงต้องแกล้งอีกฝ่ายเพื่อเอาคืนให้พอใจซักหน่อย
อีกอย่างที่เขาดูชิวเสียขนาดนี้เป็เพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ฝึกยุทธ์!
ใช่แล้ว!หวังชาวเย่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นจิ่ว!
ต้องรู้ก่อนว่าผู้ฝึกยุทธ์นั้นไม่ได้มีการฝึกฝนเหมือนการบ่มเพาะหรือการบําเพ็ญเพียรการฝึกฝนของพวกเขานั้นยากลําบากและจะต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งเสียก่อนดังนั้นสามขอบเขตแรกจึงถือเป็ตัวแปรสําคัญ คนที่ผ่านไปได้จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นส่วนคนที่ไม่สามารถผ่านไปได้คงมีเพียงความอ่อนแอเท่านั้นที่รออยู่
ขั้นหลิงเป็ขอบเขตแรกที่ผู้ฝึกยุทธ์ต้องข้ามผ่านมันเป็การฝึกฝนความคล่องแคล่วและความยืดหยุ่นของร่างกายให้เหนือกว่าคนธรรมดา
ดังนั้นพอผ่านขั้นหลิงมาได้ก็จะถึงขั้นจิ่วซึ่งเป็การฝึกฝนของกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งและคงทนขึ้นยิ่งเมื่อพอผ่านไปจนถึงขั้นสือการฝึกฝนก็จะยากยิ่งขึ้น
เพราะในขั้นสือนอกจากจะต้องฝึกฝนร่างกายให้เหนือกว่าคนธรรมดาแล้วยังต้องฝึกกระดูกให้กล้าแกร่งดั่งเหล็กกล้าทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับการฝึกฝนในขอบเขตที่สี่ ไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่สามารถข้ามผ่านมาถึงขั้นนี้ได้เลย
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งที่มู่หลินไม่กลัวหวังชาวเย่เพราะในสายตาของเขาอีกฝ่ายยังเป็เพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มเดินบนเส้นทางนี้โดยยังไม่สามารถใช้ลมปราณได้ด้วยซํ้า!
แล้วแบบนี้เขาต้องกลัวไปทําไม?
ชิวๆไปดิ!
“...’’ ด้านผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงก็เริ่มมีสีหน้าพิลึกกึกกือให้เห็น
นี่พวกคุณมาต่อสู้หรือมาเถียงกัน?
ดีๆสักทีเถอะพวกเราจะได้กลับบ้าน!
“เฮ้อ…’’ตอนนี้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่แปลกแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเป็ไปตามคาด พวกซุยิก็ถอนหายใจยาว
มู่หลินนายนี่มันจริงๆ…
อย่างน้อยช่วยจริงจังสักครั้งได้ไหม?
หา?!
“เอ่อ…’’ซุยเทียนเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์บ้าๆบอๆแบบนี้มาก่อนวันนี้จึงเป็วันแรกที่เขาถูกเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง และต้นเหตุก็คงไม่พ้นมู่หลิน!
เพื่อนคนนี้ของลูกชายเขาช่างพิลึกกึกกือเสียจริง!
ส่วนหวังชาวเย่ที่โจมตีมู่หลินอยู่บนเวทีก็เริ่มรู้สึกได้ถึงบางอย่างสายตาของเขาจึงแฝงให้เห็นถึงความสับสนและสงสัย ‘อย่าบอกนะว่าเขาถึงขั้นสือแล้ว?’
ยิ่งคิดจิตใจของหวังชาวเย่ก็เต็มไปด้วยความใเพราะในความคิดของเขาการที่เขาไม่สามารถโจมตีอีกฝ่ายโดนคงมีเพียงความแข็งแกร่งที่ห่างชั้นกันและขั้นสือถือเป็คําตอบที่ดีที่สุด!
‘ถึงจะเป็อย่างนั้นก็เถอะเขาก็แค่หลบเก่งตราบใดที่มีพละกําลังอ่อนด้อยและโจมตีไม่เป็ก็ไร้ความหมาย!’เห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่หลบ หวังชาวเย่ก็คิดเข้าข้างตัวเองแล้วแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ
อย่างไรก็ตามในวินาทีนั้นเองเสียงโทรศัพท์ของมู่หลินก็ดังขึ้น
ตรู๊ด...ตรู๊ด...ตรู๊ด…
ทุกคนต่างได้ยินชัดเจนเต็มสองหูเพียงแต่สิ่งที่พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยก็คือชายหนุ่มจะกล้ารับโทรศัพท์ในระหว่างต่อสู้จริงๆ
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงหลังจากที่มู่หลินหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเขาก็รับสาย
“น้องชายมู่เธอจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้ว!’’หวังชาวเย่ที่เห็นดังนั้นก็โกรธก่อนระดมการโจมตีอย่างบ้าคลั่งเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนบ้าที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาลบ้าไม่ปาน
อย่างไรก็ตามหลังจากที่มู่หลินรับโทรศัพท์ได้ไม่นานสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
อยู่ดีๆทําไมเขาถึงได้...
จื่อหลิงที่บังเอิญสังเกตเห็นก็ใและขนลุกด้วยความหวาดกลัว เธอทั้งสงสัยและรู้สึกกลัวสิ่งที่ชายหนุ่มแสดงออกมาให้เห็นในตอนนี้เป็อย่างมาก
ส่วนหวังชาวเย่ที่กําลังโจมตีมู่หลินนั้นก็บังเอิญเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายได้ชัดเจนที่สุดเขาจึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาก่อนเหงื่อเย็นเยียบจะหลั่งออกมาผ่านแผ่นหลังโดยไม่รู้ตัว
“ผมไม่มีเวลามาเล่นกับคุณอีกแล้ว!’’เมื่อสายถูกตัดทิ้งไปมู่หลินก็ตัดบทหวังชาวเย่โดยการดีดนิ้วชี้หนึ่งนิ้วเข้าที่กลางหน้าผากของอีกฝ่ายทันที
เสียงกระทบเบาๆดังขึ้นก่อนที่ร่างของหวังชาวเย่จะล้มลงนอนกองกับพื้นหมดสติไปในที่สุดทั้งยังหมดสติในขณะที่ดวงตาเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทําให้ทุกคนต่างตะลึงงันทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ส่งเสียงฮือฮาพวกเขาก็ต้องใเพราะในตอนนี้พวกเขาสามารถสังเกตเห็นถึงสีหน้าของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน
ใช่แล้ว! มันเป็ความน่ากลัว!
ความน่ากลัวสุดเย็นเยียบที่หนาวลึกไปถึงขั้วหัวใจ!