กลิ่นไอดินหลังฝนที่ยังคงตกค้างผสมกับกลิ่นฟางข้าวใหม่ที่เปียกชื้นอบอวลไปทั่วหมู่บ้านชิงอวิ๋นยามเช้า ไอหมอกสีขาวหม่นลอยต่ำเลี่ยยอดหญ้า ราวกับแพรไหมที่พันรอบเสาไม้ของ **เพิงพักชั่วคราว** ของหลี่เฉิน เพิงไม้ไผ่ที่มุงด้วยฟางแห้งกรอบนี้ดูบอบบางเหลือเกินในสายตาคนนอก มันเปราะบางจนดูเหมือนจะพังทลายลงได้เพียงแค่ลมพัดผ่าน แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้โครงสร้างที่ดูซอมซ่อนี้ กลับมีบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ ทุกท่อนไม้ไผ่ที่ถูกมัดด้วยเชือกป่านกลับดูมั่นคงราวกับเหล็กกล้า และฟางที่มุงหลังคาก็จัดเรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบจนแม้แต่ฝนที่ตกหนักก็ไม่สามารถซึมผ่านเข้ามาได้แม้แต่หยดเดียว
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างของบ้านหลังใหม่ที่ช่างในหมู่บ้านกำลังช่วยกันก่อสร้างก็เริ่มเป็รูปเป็ร่าง เสาไม้สนต้นใหญ่ถูกวางตั้งตระหง่านท้าทายสายหมอก เสียง *ตึง... ตึง... ตึง...* ของค้อนเหล็กที่กระทบกับเนื้อไม้สนสดๆ ดังสะท้อนกังวานไปทั่วป่า เป็จังหวะที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานที่สั่นะเืไปถึงิญญาของผู้ที่ได้ยิน หลี่เฉินในชุดผ้าป่านสีซีดจางรัดกุมด้วยเชือกเส้นเล็ก เขามีหยาดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและแผ่นหลังที่เปียกชุ่มจากการทำงานหนัก การเคลื่อนไหวของเขามีความเฉียบคมและแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขาหยิบจับอุปกรณ์หรือช่วยช่างไม้ตอกตะปู แฝงไปด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ อาฝูที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังขยับค้อนอย่างกระฉับกระเฉง รอยยิ้มซื่อๆ ของเขาดูเข้ากับแสงแดดอ่อนๆ ที่ทอดลงมา ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างส่งยิ้มและทักทายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนับถือ จากที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า บัดนี้หลี่เฉินกลายเป็คนหนุ่มที่ขยันขันแข็งที่สุดในหมู่บ้าน
แต่ท่ามกลางความสงบสุขนั้น ใครจะรู้ว่าภัยคุกคามกำลังคืบคลานเข้ามาในเงามืด
หนึ่งชั่วยามก่อนหน้า บนยอดไม้ใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ห่างจากเขตหมู่บ้านไปไม่กี่สิบวา สายสืบจาก **สำนักพยัคฆ์ทมิฬ** สองคนกำลังเฝ้ามองลงมา พวกเขาเป็ยอดสายลับแห่งสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ผู้มีชื่อเสียงในการสะกดรอยชนิดที่แม้แต่นกบนฟ้ายังไม่รู้ตัว จางเฉินและหลี่ฟู่สวมชุดผ้าสีเทาเข้มกลมกลืนกับเงามืด แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าใกล้เขตแดนหมู่บ้านชิงอวิ๋น พวกเขากลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่อธิบายไม่ได้—อากาศรอบตัวดูหนักอึ้งและบริสุทธิ์จนลมหายใจรู้สึกเย็นวาบถึงปอด
“เ้าััถึงความร้อนนั่นได้ไหม?” จางเฉินกระซิบ เสียงของเขาแหบแห้ง กลิ่นโลหะของดาบในมือที่สั่นไหวของเขาสะท้อนความกระวนกระวาย “อากาศรอบเพิงพักนั่น... มันร้อนระอุราวกับมีเตาหลอมที่มองไม่เห็นตั้งอยู่ข้างใน แม้แต่น้ำค้างบนยอดหญ้าใกล้ๆ เพิงพักก็ยังแห้งเหือดไปในพริบตา! พลังปราณที่นี่... มันหนาแน่นผิดปกติ เหมือนกับว่าพลังชีวิตทั้งหมดของป่าถูกบีบอัดลงมาไว้ที่นี่”
หลี่ฟู่แค่นเสียงต่ำ พยายามข่มความกลัวในใจ “อย่าให้ความวิตกจริตมาทำให้เสียงาน จางเฉิน เราเป็ถึงยอดสายลับ เหตุใดจึงมาตื่นตระหนกกับแค่หมู่บ้านบ้านนอก ที่นี่เป็เพียงหมู่บ้านห่างไกล ถ้าจะมีผู้ฝึกตน ก็คงไม่เกินกลั่นลมปราณขั้นที่ 1 เท่านั้นแหละ อย่าได้ประเมินค่าชาวนาพวกนี้สูงเกินไป”
แต่จางเฉินยังคงจ้องมองผ่านดวงตาที่เปิดใช้พลังปราณจนเห็นภาพระยะไกลได้ชัดเจน เขาเห็นหลี่เฉินกำลังช่วยช่างไม้ตอกคานบ้านหลังใหม่ เหงื่อที่ไหลซึมผ่านไรผมลงมาตามสันกรามของหลี่เฉินดูสมจริงและเหน็ดเหนื่อยเหมือนชาวนาทั่วไป แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับมีสมดุลที่เหนือธรรมชาติ “ดูนั่นสิ... ร่างกายของชาวบ้านพวกนั้น แม้จะเป็เพียงมนุษย์ไร้พลัง แต่ท่วงท่าการขยับตัวกลับมีความสมดุลและมั่นคงผิดปกติ ดูเหมือนคนผ่านการฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนักหน่วงไม่ใช่แค่ชาวนาทั่วไป ข้าเกรงว่าเรากำลังเหยียบเข้าสู่ถ้ำเสือโดยไม่รู้ตัว”
ก่อนที่พวกเขาจะขยับตัว จางเฉินสังเกตเห็นค้อนไม้ที่หลี่เฉินวางทิ้งไว้ข้างเพิงพักชั่วคราว ทันใดนั้น แมลงวันตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หัวค้อนไม้ ทันทีที่ขาของมันแตะลงบนผิวไม้ มันก็ร่วงลงไปตายสนิททันทีราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต สายลับทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือด “นั่นเห็นไหม! แม้แต่ค้อนที่ใช้อยู่ในเพิงพักซอมซ่อก็มีไอสังหารรุนแรงขนาดที่สิ่งมีชีวิตเข้าใกล้ไม่ได้! นี่มันคืออาวุธระดับตำนานชัดๆ!”
ทันใดนั้น สายตาของทั้งคู่ก็เหลือบไปเห็นป้ายไม้เก่าๆ ผุๆ ที่ **แขวนเด่นอยู่บนต้นไม้ใหญ่** หน้าหมู่บ้าน ป้ายนั้นมีข้อความที่เขียนขึ้นจากถ่านด้วยลายมือหยาบๆ ว่า: **"ร้านสารพัดรับจ้าง ทำทุกอย่างั้แ่ด่าคนถึงปราบฏ"** ทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างสมเพช “รับจ้างด่าคนจนถึงปราบฏเนี่ยนะ? น่าขำสิ้นดี! พวกคนป่าคนดอยนี่คงคิดว่าความโง่เขลาคือความกล้าหาญสินะ!”
ในขณะนั้น เสียงฝีเท้าม้าที่หนักแน่นก็ดังก้องมาจากทางถนนใหญ่ กลุ่มคนจาก **ตระกูลลี่** สองคนควบม้าศึกเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน กลิ่นเหงื่อฉุนกึกของม้าศึกและฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายทำให้พวกเขารู้สึกแสบจมูก พวกเขาตรงดิ่งมาหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้านด้วยสีหน้าถมึงทึง คนตระกูลลี่คนหนึ่งถ่มน้ำลายใส่พื้น กลิ่นน้ำลายเหม็นอับโชยเข้าปะทะลม “ป้ายเฮงซวยนี่เองที่ทำให้นายน้อยของเราต้องขายหน้า!” เขาชักดาบยาวที่ปลายดาบวาววับออกมา แสงแดดสะท้อนคมดาบจนสายตาของสายลับพยัคฆ์ทมิฬต้องหรี่ลง “วันนี้ข้าจะฟันป้ายที่แขวนอยู่นี่ให้ขาดกระจาย แล้วจะลากคอเ้าของร้านโง่ๆ มาประจานให้ดู!”
เขาเงื้อดาบขึ้นสุดแรงหมายจะฟันเข้าที่ป้ายไม้ แต่ทันทีที่คมดาบใกล้จะถึงเนื้อไม้— **เปรี้ยง!** คลื่นลมพายุขนาดย่อมะเิออกโดยไม่มีที่มา อากาศรอบป้ายไม้เกิดการบิดเบี้ยวเหมือนกระจกที่ร้าว เสียงหวีดหวิวราวกับิญญาโหยหวนดังสนั่น กิ่งไม้ใหญ่ที่แขวนป้ายสั่นะเืจนใบไม้ร่วงกราว แรงสะท้อนนั้นมหาศาลจนคมดาบกระเด็นหลุดมือ ราวกับถูกค้อนั์มองไม่เห็นทุบเข้าที่ลำตัว ม้าของพวกเขาร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวก่อนจะสะบัดจนคนขี่ร่วงลงไปนอนกองกับโคลนหน้าเพิงพักอย่างน่าอนาถ
ในขณะที่พวกคนตระกูลลี่กำลังนอนกองกับพื้น หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านก็เดินถือตะกร้าผักผ่านมาพอดี นางเดินเลี่ยงผ่านพวกเขาไปอย่างใจเย็นราวกับไม่เห็นดาบที่ตกอยู่ข้างๆ “พ่อหนุ่ม... นอนพักตรงนี้น่ะโคลนมันเลอะเทอะนะ เดี๋ยวจะเป็ไข้เอาได้”
สายลับพยัคฆ์ทมิฬที่ซุ่มอยู่ถึงกับเหงื่อตก *“นางเป็ใคร? หญิงชรานั่นไม่มีวี่แววของลมปราณเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเดินผ่านศัตรูที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าโดยไม่สะทกสะท้าน... หมู่บ้านนี้มันสถานที่แบบไหนกันแน่!?”*
ในเวลาเดียวกัน หลี่เฉินที่กำลังช่วยช่างไม้ตอกคานบ้านหลังใหม่ได้ยินเสียงโวยวายก็ขมวดคิ้ว เขาหันไปหาอาฝู “อาฝู! ออกไปดูซิว่าใครมาส่งเสียงเอะอะดังรบกวนแต่เช้า ถ้าเป็คนไม่ดีหรือพวกทำตัวเกะกะ ก็ไล่ๆ ไปเถอะ”
อาฝูวางค้อนไม้ลงแล้วปัดมือเบาๆ เขาเหลือบตามองขึ้นไปทางป่ารกชัฏแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก “ได้เลยพี่เฉิน! วันนี้ดูเหมือนจะมีแมลงมารบกวนเยอะจัง เดี๋ยวข้าไปจัดการให้”
อาฝูเดินผิวปากออกไปราวกับไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน เขาเดินก้าวเท้าผ่านเขตแดนที่พวกสายลับรู้สึกเหมือนมีูเาทับอกได้อย่างปกติธรรมดา เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้าน เห็นคนตระกูลลี่สองคนพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความโกรธแค้น อาฝูก็ยืนกอดอกมองด้วยสายตาเรียบเฉย “พวกเ้าทำอะไรกันน่ะ? ถ้าจะทำธุระก็รีบทำ ถ้าไม่ทำก็ไสหัวไป อย่ามาเกะกะแถวนี้”
คนตระกูลลี่ที่เ็ปจากการถูกกระแทกตวาดกลับ “หุบปาก! ไอ้เด็กรับใช้! แกต้องรู้เห็นกับวิชาอาคมที่ป้ายไม้นี่แน่ๆ! ข้าจะฆ่าแกให้ตาย!”
อาฝูไม่ได้โต้ตอบอะไรมากไปกว่าการเดินเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน ทว่าการที่เขาเดินเข้าใกล้คนตระกูลลี่ในจังหวะที่พวกเขากำลังเสียหลักและหวาดระแวงนั้น ทำให้คนตระกูลลี่ที่ตื่นตระหนกอยู่แล้วพากันถอยกรูดจนเสียหลักซ้ำสอง และพุ่งหลาวลงไปในคูน้ำข้างทางด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย
“รีบไปอาบน้ำกันหรือไง?” อาฝูเกาหัวแกรกๆ “น้ำในคูมันสกปรกนะ ขึ้นมาได้แล้ว!”
หลี่เฉินเดินตามออกมาดู เมื่อเห็นคนตระกูลลี่ในสภาพเปียกโชก เขาก็ทำหน้าเสียดาย “พวกท่านนี่... มาดีๆ แท้ๆ ทำไมต้องมาเล่นน้ำในคูหน้าหมู่บ้านด้วย? เอาเถอะ มาดื่มน้ำเย็นๆ ให้หายใก่อนจะไปดีกว่า ข้าตักเตรียมไว้ให้แล้ว”
หลี่เฉินยื่นกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้ ทว่าในจังหวะที่คนตระกูลลี่ก้มมองเงาบนพื้นดิน เขากลับต้องเบิกตากว้างด้วยความสะพรึง เงาของหลี่เฉินไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคนปกติ แต่มันกลับทอดยาวบิดเบี้ยวคล้ายสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองเขาด้วยความหิวกระหาย! หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น รีบกระชากม้าแล้วควบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งให้หลี่เฉินและอาฝูยืนงงอยู่หน้าเพิงพักชั่วคราว
---
ความมืดมิดเข้าปกคลุมหมู่บ้าน กลิ่นของราตรีและเสียงแมลงกลางคืนที่เงียบสนิทลงอย่างผิดปกติ เหล่าสายลับสำนักพยัคฆ์ทมิฬยังคงอดทนเฝ้ารอจนเสียงค้อนเสียงเลื่อยในการสร้างบ้านเงียบสนิทลง จางเฉินกระซิบเบาๆ “พวกมันกลับเข้าที่พักกันหมดแล้ว” ดวงตาของผู้ฝึกตนเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นปนหวาดกลัว “ได้เวลาเก็บหลักฐานกลับไปรายงานท่านเ้าสำนัก หากข้าได้ไม้ชิ้นนั้นไป ข้าจะต้องได้รับความดีความชอบอย่างมหาศาล”
ทั้งสองคนเคลื่อนที่อย่างแ่เบาราวกับิญญาผ่านเงามืด พวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าเข้าไปในตัวหมู่บ้านเพราะเกรงกลัวอาถรรพ์ แต่พุ่งเป้าไปที่ "เศษไม้จากการเหลาโครงบ้าน" ที่หลี่เฉินทิ้งไว้หน้าหมู่บ้าน ทันใดนั้น จางเฉินก็เกิดความโลภขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน “ถ้าเราเอาไม้ชิ้นนี้ไปสำนัก ท่านเ้าสำนักต้องตบรางวัลให้เรามหาศาลแน่ แม้แต่ชีวิตนี้ก็ยอมเสี่ยง!” เขาโน้มตัวลงหมายจะฉกไม้ชิ้นนั้น ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วััผิวไม้... **ฟู่!** ไอความร้อนมหาศาลปะทุออกมาทันทีราวกับเปลวเพลิงที่ถูกขังไว้ภายในเศษไม้ มันแผดเผาปลายนิ้วจนต้องรีบชักมือกลับด้วยความเ็ป
“ไม้ปีศาจ! นี่มันไม้ที่อาบไปด้วยพลังหยางอันเข้มข้น!” จางเฉินร้องเสียงหลง ขณะนั้นเองพวกเขาก็เห็นเงาของหลี่เฉินเดินกลับมาปิดประตูเพิงพักชั่วคราว เงาที่ทอดตัวยาวลงบนพื้นดินบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ มันดูเหมือนสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองพวกเขาด้วยความกระหายเื สายลับทั้งสองรีบถอยกรูดออกไปทันทีด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด “เราต้องรายงานสำนัก... หมู่บ้านนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่อาถรรพ์ที่กลืนกินิญญาคน ใครอยากตายก็เชิญมาลอง!”
ในค่ำคืนนั้น เสียงลมพัดผ่านเพิงพักและโครงร่างบ้านหลังใหม่ฟังดูเหมือนเสียงกระซิบของปีศาจที่สาปแช่งผู้บุกรุก สายลับทั้งสองวิ่งหนีไปไกลจนถึงชายป่าแต่ยังคงรู้สึกว่าความมืดมิดของหมู่บ้านชิงอวิ๋นกำลังไล่ตามหลังมา ความเชื่อมั่นของพวกเขาพังทลายลงพร้อมความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก โดยที่หลี่เฉินยังคงดับตะเกียงลงภายในเพิงพักชั่วคราวอย่างสบายใจ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ความเงียบงันกลับมาเยือนหมู่บ้านอีกครั้ง ทว่าในใจของเหล่านักล่าที่จากไป ความทรงจำเกี่ยวกับเงาปีศาจและความร้อนที่แผดเผานั้น จะเป็สิ่งที่จะหลอกหลอนพวกเขาไปจนชั่วชีวิต
การสร้างบ้านยังคงดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น หลี่เฉินยังคงเป็เพียงชายหนุ่มที่ขยันขันแข็ง แต่สำหรับตระกูลลี่และสำนักพยัคฆ์ทมิฬ หมู่บ้านชิงอวิ๋นได้กลายเป็เขตแดนต้องห้ามอันน่าหวาดกลัวไปเสียแล้ว