คำกล่าวของมู่อวี่เซิงครานี้ไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด
เมื่อครั้งอยู่ที่แดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยนท่านผู้นำตระกูลเพียงใช้นิ้วเดียวก็กำราบศิษย์สายตรงหญิงผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย!
ถึงแม้นางผู้นั้นจะพลังอ่อนด้อยกว่าเหล่าทายาทศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายส่วน!
แต่ด้วยพละกำลังของท่านผู้นำตระกูลเพียงมือเดียวก็สยบได้ทุกสิ่ง!
"ฮึ่ม พลังเจ็ดต้องห้าม"
"กายาศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดผนวกกับวิถีแห่งปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิด ตั้งแต่โบราณกาลมา ล้วนแต่โอหังอวดดีเป็นศัตรูต่อใต้หล้า!"
"คำกล่าวนี้ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงแม้แต่น้อย"เหยาซีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวอย่างเคียดแค้น
"เชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่ท่าน"
บัดนี้มู่อวี่เซิงสัมผัสได้ถึงท่าทีของเหยาซีที่มีต่อตระกูลมู่น้ำเสียงพลันเย็นชาลงหลายส่วน
เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแล้วพลันยกศิลาเดินตึงตังไปยังประตูห้อง ทว่าก็หยุดเท้าลงหันกลับไปมองแวบหนึ่งแล้วกล่าวเป็นนัย
"ท่านปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดรุ่นที่สี่คือผู้คนในยุคเดียวกับมหาจักรพรรดิอู๋สื่อ ข้าครอบครองความทรงจำของท่านทั้งหมด!"
"กายาศักดิ์สิทธิ์ผนวกกับกายวิถีแต่กำเนิดเมื่อคนผู้นั้นจุติ จะดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินในทั่วหล้า"
"เหล่าเซียนจากหมื่นเผ่าที่เดินออกมาจากขุนเขาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลย่อมมิอาจนิ่งเฉย"
"ในยุคไร้จักรพรรดิเช่นนี้แม้แต่แดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือของพวกท่านก็อย่าคิดว่าจะทนทายาด"
"ท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์โปรดตรองดูให้ดีเถิด!"
สิ้นเสียงมู่อวี่เซิงพลันปล่อยพลังวิญญาณจากปลายนิ้วทั้งห้าออกมาค่ายกลที่อยู่เบื้องหน้าก็ถูกเขาทำลายลงในพริบตาประหนึ่งกระดาษแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปยังโถงด้านนอกอย่างไว
"เจ้า..." เหยาซีอยากจะกล่าวสิ่งใด ทว่าก็มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้แขนเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ตกห้อยลงมาอย่างอ่อนแรงแววตาที่งดงามฉายความรู้สึกซับซ้อนเกินหยั่งถึง
……
แคว้นตงฮวง เมืองศักดิ์สิทธิ์!
เมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนผืนแผ่นดินสุดลูกหูลูกตาไม่รู้ว่าสร้างขึ้นจากอัญมณีล้ำค่าชนิดใดถึงได้ส่องประกายพิสดารและโอ่อ่าตระการตาเช่นนี้
ประตูเมืองที่สูงถึงสิบลี้รายล้อมไปด้วยพลังอันท่วมท้นมองแต่ไกลก็ส่งแรงกดดันจนแทบหายใจไม่ออก!
และตั้งแต่โบราณกาลมาตำนานเกี่ยวกับเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็มีมากมาย
เล่ากันว่าเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาลถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนในยุคนั้นเพื่อคอยเฝ้ามองสี่ทิศแห่งแดนต้องห้ามของตงฮวง!
ที่แห่งนี้ยังเคยเกิดสงครามครั้งใหญ่ที่สะเทือนแผ่นดินและยังเคยเป็นที่ซึ่งบรรดาตระกูลทั้งหลายเคยทำสัญญาสงบศึกกันหลายครา!
นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งตงฮวง!
อาณาเขตภายในมีความกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าเมืองหลวงของแคว้นใหญ่บางแคว้นหลายเท่าหากไม่เหาะเหินเดินอากาศแม้แต่ผู้ฝึกตนก็ยังต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะเดินทะลุเมืองแห่งนี้ไปได้
ภายในเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งนักมีทั้งตำหนักตั้งตระหง่าน โรงเดิมพันศิลา ตำหนักเซียน สถานเริงรมย์ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งถูกควบคุมโดยเหล่ากองกำลังชั้นนำทั้งสิ้น
ในสถานที่เช่นนี้โดยทั่วไปจะไม่พบเห็นมนุษย์ธรรมดา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกตน
โดยเฉพาะในช่วงเวลาของงานสำคัญเช่นนี้ผู้คนต่างไม่กล้าที่จะผลีผลาม เพราะไม่แน่ว่าหากพบเคราะห์ร้ายไปเดินชนเข้ากับลูกศิษย์ของตระกูลโบราณหรือแดนศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งอาจนำพาความเดือดร้อนมาถึงตน!
"โฮก—"
ทันใดนั้น ณ ขอบฟ้าอันไกลโพ้นปรากฏเสียงร้องคำรามของเหล่าสัตว์อสูรร้ายนับสิบตนราวกับเมฆดำบดบังเมืองพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"สัตว์อสูรร้ายโบราณ!"
"เป็นคนจากตระกูลเจียง!"
ผู้ฝึกตนต่างเมืองหลายคนเผยสีหน้าสั่นคลอน
ตระกูลเจียงสืบทอดกันมาอย่างยาวนานเคยมีบรรพบุรุษเป็นผู้แข็งแกร่งระดับมหาเซียน และยังทิ้งคัมภีร์โบราณเอาไว้รวมถึงยังเคยครอบครองอาวุธศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นจ้าวแห่งตงฮวงอย่างแท้จริง
และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้ยินมาว่าเหล่าอัจฉริยะที่ถูกเก็บซ่อนมานับหมื่นปี ต่างพากันปรากฏตัวออกมาเพื่อจัดอันดับทายาทศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง!
จุดประสงค์นั้นชัดเจนอยากจะชิงชัยในตำแหน่งมหาเซียนในยุคสมัยนี้!
คนจากตระกูลเจียงมิได้หยุดพักนานกลับมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองศักดิ์สิทธิ์ แล้วเดินไปยังเขตแดนของตน
ฟิ้ว!
ไม่นานนักท้องฟ้าเหนือแคว้นศักดิ์สิทธิ์เริ่มบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือนปรากฏริ้วคลื่นที่มองไม่เห็น
นี่คือคลื่นพลังแห่งวิถีกรีดห้วงมิติ
จากนั้นร่างของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ก็ปรากฏตัวออกมาจากห้วงมิติทีละคนแล้วร่อนลงมา
รูปลักษณ์ของพวกเขานั้นแตกต่างกันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดวงตาที่เย็นเยียบกวาดมองไปยังผู้ฝึกตนเบื้องล่างพูดคุยกันด้วยภาษาเทพยุคบรรพกาลที่ยากจะเข้าใจ มิอาจรู้ได้ว่ากล่าวสิ่งใด
"เป็นเหล่าสิ่งมีชีวิตจากหมื่นเผ่าที่เดินออกมาจากขุนเขาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล!"
"พวกเขาเองก็นั่งไม่ติดแล้วหรือ?"
"ยุคทองกำลังจะเปิดฉากขึ้นใครกันจะนั่งอยู่เฉยได้?"
"ส่วนใหญ่คงอยากมาสืบข่าวจากเหล่าอัจฉริยะชั้นนำรุ่นเยาว์ของตงฮวง"
"รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ไม่แพ้!"
ผู้ฝึกตนหลายคนสังเกตเห็นพวกเขาแล้วคาดเดาในใจ
ต่อมาเรือรบโบราณสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาก็แล่นตามมาคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยนก็มาถึง
"ท่านผู้นำตระกูลมู่แดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยนของพวกเราก็มีสาขาอยู่ในเมืองศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน"
"หากได้รับข่าวเกี่ยวกับสิ่งของทั้งสองนั่นข้าจะส่งคนไปแจ้งท่านทันที" อวี๋อิ๋งกล่าวด้วยรอยยิ้ม"เมืองศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์กลางแห่งตงฮวงมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เยว่เหยา เจ้าจงพาผู้นำตระกูลไปเดินเล่นก่อนเถิดทางนี้ยังมีเรื่องต้องจัดการ"
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!" มู่เยว่เหยาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเป็นประกาย
"เช่นนั้นก็ดีข้าคงมิกล้ารบกวนพวกท่าน"
"เยว่เหยา พวกเราไปกันเถิด"
มู่เสินฉวนประสานมือจากนั้นก็เดินไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับมู่เยว่เหยา
ระหว่างทางเขาก็ทำความเข้าใจกับงานสำคัญแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์ในครานี้ไปด้วย
งานประมูลขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นโดยเหล่ากองกำลังจะเริ่มขึ้นเมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา
คิดว่าคงต้องรออีกหลายวัน
ในระหว่างนี้โรงเดิมพันศิลาจะขนส่งศิลาอันล้ำค่ามาให้ หรือมิเช่นนั้นก็เปิดวางเดิมพันเพราะหากเปิดเจอของดีก็จะนำไปในงานประมูลด้วย
ส่วนเรื่องที่จะมีผลวิเศษธาตุดินและวารีมายาหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับโชคแล้ว
สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนและฝูงชนมากมาย
มู่เสินฉวนยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งผู้ฝึกตนระดับเอกะก็มีมิใช่น้อย ทำให้เขาต้องเหลียวมองอยู่บ่อยครั้ง
ในนั้นมีเหล่าอสูรตนใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายทรงอานุภาพออกมารวมถึงเหล่าสิ่งมีชีวิตจากหมื่นเผ่าที่เดินออกมาจากขุนเขาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล