เธอยังพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็เป็นฝ่ายโบกมือตัดบทเสียก่อน
“วางใจเถอะ ฉันรู้ขอบเขตของตัวเองดี”
“ถ้ารู้ก็แปลกแล้ว”
ลั่วเซวียนเซวียนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับกลอกตามองบน
เพราะจากที่เธอรู้จักลู่เซิ่งในช่วงเวลานี้ไอ้หมอนี่แม้จะบอกไม่ได้ว่าใจกล้าเทียมฟ้าแต่ก็เรียกได้ว่าไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิดตราบใดที่เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาไม่กล้าทำ
เมื่อคิดได้ดังนี้ลั่วเซวียนเซวียนจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี“ลู่เซิ่ง มอนสเตอร์ระดับบอสไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะถึงนายจะมีฝีมือดี แต่ฉันก็ยัง...”
“เอาละ ฉันเข้าใจแล้ว”
เป็นอีกครั้งที่ลั่วเซวียนเซวียนพูดไม่ทันจบเธอก็ถูกลู่เซิ่งโบกมือตัดบทด้วยสีหน้าท่าทางรำคาญใจ
“นายนี่มัน”
ลั่วเซวียนเซวียนเห็นท่าทางนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจรู้ดีว่าลู่เซิ่งไม่ฟังคำทัดทานของเธอเลยสักนิด
ยังดีที่ตลอดมาแม้ลู่เซิ่งจะทำอะไรบุ่มบ่ามไปบ้างแต่เขาก็มีจุดเด่นเรื่อง ‘พลังที่ยังเป็นปริศนา’ทุกครั้งที่ลั่วเซวียนเซวียนคิดว่านี่คือขีดจำกัดของเขาแล้วเขาก็มักจะระเบิดผลงานการรบที่เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิมออกมาเสมอ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ลั่วเซวียนเซวียนถึงค่อยๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก และขี้เกียจจะเซ้าซี้ต่อ
“ดินแดนลับรกร้างมีพื้นที่กว้างขวางมากเพื่อป้องกันไม่ให้ทุกคนหลงทางจนส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมของการทดสอบตอนนี้จะขอเปิดเผยแผนที่แดนลับ ขอให้ทุกคนดูให้ดี”
ในตอนนั้นเองหลี่ชิวซานที่อยู่กลางเวหาได้เอ่ยขึ้นเสียงดังอีกครั้ง พร้อมกับสะบัดมือวูบหนึ่ง
วิ้ง...
วินาทีต่อมาแผนที่โปร่งแสงขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อหน้าทุกคน
“นี่คือแผนที่ของดินแดนลับรกร้างบนแผนที่ได้ระบุพิกัดของมอนสเตอร์แต่ละระดับไวอย่างชัดเจนแล้วหลังจากเริ่มการทดสอบทุกคนสามารถเลือกท้าทายในเขตพื้นที่ที่เหมาะสมกับพลังรบจริงของตนเองได้”
เหล่าผู้เข้าสอบได้ยินดังนั้นต่างก็รีบรวมสมาธิจดจ้องไปยังแผนที่บนอากาศทันที
ลู่เซิ่งเองก็มีความเห็นเดียวกัน
บนแผนที่ดินแดนลับรกร้างนี้แบ่งออกเป็นห้าเขตหลัก
โดยพื้นที่รอบนอกสุดของแดนลับคือเขตมอนสเตอร์ทั่วไปถัดเข้าไปข้างในคือเขตมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่ง และไล่เรียงกันไปตามลำดับจนถึงเขตมอนสเตอร์ระดับบอสที่อยู่ลึกที่สุด ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่พลังรบของมอนสเตอร์ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ลู่เซิ่งแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดก็เดาได้ว่าในการทดสอบที่จะถึงนี้เขตมอนสเตอร์ทั่วไปและเขตมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุดอย่างแน่นอน
เพราะในส่วนของมอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงนั้นจัดเป็นตัวตนที่ต้องอาศัยการรวมกลุ่มถึงจะท้าทายได้แล้ว
ส่วนจ่าฝูงมอนสเตอร์นั้นยิ่งไม่ต่างกับบอสในเหวลึกเลยเว้นเสียแต่จะเป็นพวกผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะหรือผู้ใช้อาชีพลับบางประเภทที่มีพลังรบที่รุนแรงจริงๆผู้ใช้อาชีพทั่วไปที่คิดจะเข้าไปท้าทายเพียงลำพัง คงไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
สำหรับมอนสเตอร์ระดับบอส
มอนสเตอร์ระดับนี้อาจจะหาพบได้ยากแต่ลู่เซิ่งก็เคยประมือด้วยมาแล้วตัวหนึ่งซึ่งก็คือเจ้าไดโนเสาร์กินเนื้อโบราณที่เขาเจอในเขตสงครามทรายโลหิตก่อนหน้านี้!
ลู่เซิ่งจำได้แม่นว่าตอนนั้นเขายังไม่มีความช่วยเหลือจากออสการ์และเพื่อที่จะรับมือกับมอนสเตอร์ระดับบอสตัวนั้นภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ได้ใช้พรสวรรค์ ‘เสริมพลังหมื่นเท่า’แม้แต่เขาก็ยังต้องการการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสวี่ซาซาและเฉาอวี่ถึงจะสามารถสังหารมันลงได้ในที่สุด
และการสอบระดับชาติยังสั่งห้ามรวมกลุ่มโดยเด็ดขาด
จึงไม่แปลกใจเลยที่หลังจากหลี่ชิวซานบอกว่ามีมอนสเตอร์ระดับบอสเพียงสี่ตัวเหล่าผู้เข้าสอบในที่นั้นต่างฟันธงทันทีว่ามอนสเตอร์ระดับบอสทั้งสี่ตัวนี้เตรียมไว้ให้สำหรับสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเท่านั้น
เพราะลำพังผู้ใช้อาชีพทั่วไปใครจะกล้าไปท้าทายมอนสเตอร์ระดับบอสตัวต่อตัว?
นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าคนแก่กินยาพิษเพราะอยากตายเร็วหรอกหรือ?
“นอกจากนี้ การทดสอบในรอบนี้ ยังคงได้รับการสนับสนุนจากสถาบันจิงหลงของเรา”
ในขณะเดียวกันหลี่ชิวซานได้กล่าวเสริมเสียงดัง “โดยผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งจะได้รับอุปกรณ์ระดับทองคำมืดสองชิ้น พร้อมกับเงินรางวัลอีก 25 ล้านเหรียญมังกร”
“อะไรนะ? รอบนี้ไม่ใช่แค่คัดให้เหลือสี่คนสุดท้ายแต่จะมีการเลือกอันดับหนึ่งด้วยเหรอ?”
“แถมรางวัลยังเป็นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดถึงสองชิ้นรวด กับเงินอีก 25 ล้านเหรียญมังกร”
“แม่-เอ๊ย... ใครได้ที่หนึ่งไปชาตินี้ทั้งชาติคงไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองแล้วมั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เหล่าผู้เข้าสอบต่างพากันตกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าการทดสอบในรอบนี้จะมีการตั้งรางวัลสำหรับอันดับหนึ่งแยกออกมาต่างหากแถมรางวัลยังมหาศาลขนาดนี้
แม้แต่ลู่เซิ่งเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
หลี่ชิวซานไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของฝูงชนเขาเอ่ยต่อตามระเบียบการ “ส่วนผู้ที่ได้อันดับที่สองสาม และสี่ในการทดสอบรอบนี้ จะได้รับอุปกรณ์ระดับทองคำมืดหนึ่งชิ้นพร้อมเงินรางวัล 15 ล้านเหรียญมังกร”
ทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้หลี่ชิวซานก็สะบัดมือใหญ่ทันที
“เอาละ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว ขอประกาศว่า การทดสอบรอบที่สอง ‘เจนจัดประสบการณ์รบ’ เริ่ม ณ บัดนี้ ทุกคนเข้าสู่แดนลับได้”
ตูม...
สิ้นเสียงประกาศทั่วทั้งยอดเขาก็ตกอยู่ในความวุ่นวายทันที
“ลุยเลย! ยึดชัยภูมิที่ได้เปรียบไว้ก่อน ค่อยว่ากัน!”
“ฉันอยากจะรู้นักว่าหน้าไหนมันจะกล้ามาแย่งมอนสเตอร์ของฉัน”
“ใครขวางฉันต้องตาย”
เสียงตะโกนดังก้องไปทั่ว
เหล่าผู้เข้าสอบที่เฝ้ารอมานานต่างพุ่งตัวไปยังทางเข้าดินแดนลับรกร้างราวกับฝูงผึ้งแตกรังดูเหมือนจะกลัวว่าถ้าช้าไปเพียงก้าวเดียวจะเสียโอกาสทองไป
แม้แต่คนที่มีนิสัยเยือกเย็นและวางตัวเฉยเมยต่อทุกสรรพสิ่งอย่างอวิ๋นเทียนหลันในเวลานี้ก็ไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้ เขาหันไปเอ่ยกับลู่เซิ่งว่า“สหายลู่ ฉันขอตัวไปร่วมการทดสอบก่อนนะ ไว้เจอกัน”
“ได้”
ลู่เซิ่งพยักหน้าและไม่ได้ห้ามปราม
หลังจากยืนส่งอวิ๋นเทียนหลันจนลับสายตาแล้วลู่เซิ่งจึงหันกลับมาบอกกับลั่วเซวียนเซวียนว่า “เซวียนเซวียนฉันก็จะไปร่วมการทดสอบเหมือนกัน เราแยกกันตรงนี้เถอะ”
“รอบนี้นายยังคิดจะลุยเดี่ยวอีกเหรอ?” ลั่วเซวียนเซวียนถามพลางทำปากยื่น
“ใช่แล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้าโดยไม่คิดจะปิดบัง
“งั้นก็ได้ ขอให้โชคดีนะ”
เด็กสาวเอ่ยด้วยสีหน้าแง่งอนเห็นได้ชัดว่าเธอยังคงมีความหวังที่จะได้ร่วมมือกับลู่เซิ่ง
ทว่าการสอบระดับชาติในครั้งนี้มีความสำคัญต่อลู่เซิ่งมากเกินไปเขาไม่อาจปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดได้แม้แต่ครั้งเดียว
ดังนั้นต่อให้จะเป็นลั่วเซวียนเซวียนที่มีพลังรบไม่เลว เขาก็ไม่กล้าพาติดสอยห้อยตามไปด้วยและตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องเผชิญกับการทดสอบนี้เพียงลำพัง
เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็ไม่รอช้าอีกต่อไป เขาขึ้นขี่หลังและหนีบสีข้างของออสการ์ที่อยู่ใต้ร่างพร้อมกับออกคำสั่ง
“ออสการ์ ไปกันเถอะ”
“ขอรับ นายท่าน”