คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 ปลงรักเพื่อเส้นทางแห่งความเจริญ

            ช่างเป็นคำพูดที่ไม่คาดฝันอะไรเช่นนี้ทว่าไคหยางกลับพูดมันออกมาได้อย่างราบเรียบราวกำลังบอกว่าพระอาทิตย์จะกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้และสักวันพื้นพิภพจะกลับสู่ท้องทะเลเช่นนั้น

            ชิงหลุนขมวดคิ้วจนเป็นปมเมื่อมีพลังอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา ย่อมเข้าใจกฎของโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้งมีถ้อยคำมากมายที่มีความหมายลึกซึ้ง แฝงไปด้วยความเร้นลับและยากจะไขความหมายมากกว่าที่เห็นมาก

            และหนึ่งในถ้อยคำเหล่านั้น ก็คือคำว่า ‘วาสนา’ นั่นเอง

            มันเป็นคำที่รวบรวมความรัก ชัง เหตุและผลเอาไว้ด้วยกัน ทั้งยังมีความหมายว่าการจากลาด้วย

            และตามหลักแล้วไคหยางที่เป็นนักรบแห่งดาราจักร ย่อมไม่มีทางพูดอะไรออกมาโดยไม่มีความหมายอยู่แล้ว

            แต่วิชาที่นางฝึกอยู่เป็นวิชาปลงรักซึ่งเป็นสุดยอดวิชาของหอดารา หัวใจของนางในตอนนี้จึงมีเพียงความว่างเปล่าขณะที่ร่างกายก็ไม่มีความข้องเกี่ยวกับเหตุและผลอีกเช่นกัน

            ดังนั้น นางจึงส่ายหัวพลางกล่าวขึ้น “ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องในทางเหตุหรือผลกับโลกใบนี้” นางหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อสองปีก่อนคืนหิมะที่ดินแดนทางเหนือ ในคืนนั้น นางตัดเหตุและผลสุดท้ายของตัวเองลงไปแล้วเหตุนี้ หลังจากนั้นเป็นต้นมา การบำเพ็ญของนางจึงก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วมาก

            เมื่อได้ยินดังนั้นไคหยางกลับหัวเราะออกมา “โลกแห่งนี้ให้กำเนิดเจ้านี่เป็นเหตุ เจ้ายังไม่ตาย ย่อมคืนผลให้โลกไม่ได้ แล้วแบบนี้จะบอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเหตุและผลได้เยี่ยงไรกัน?”

            ชิงหลุนชะงักอึ้งไปพลันความหงุดหงิดก็ปะทุขึ้นภายในจิตใจอย่างประหลาด “แม้ข้าจะยังมีบ่วงแห่งเหตุและผลกับโลกใบนี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?”

            “เจ้าและสำนักเทียนหลานก็ยังมีบ่วงแห่งเหตุและผลพ่วงกันอยู่เช่นกัน” ไคหยางหรี่ตาลงจนกลายเป็นเส้นตรงราวพบเจอเรื่องน่าสนใจเข้าแล้วเช่นนั้น

            “เหลวไหล” น้ำเสียงของชิงหลุนแฝงไปด้วยความโกรธที่ยากจะสังเกตเห็นซึ่งเกิดจากความหงุดหงิดนั่นเอง

            “ราชาปีศาจให้กำเนิดเจ้า นี่เป็นเหตุเจ้าสละตัวเองเพื่อให้เผ่าปีศาจสืบทอดต่อไปได้ ถือว่าเจ้าคืนบ่วงแห่งผลสำเร็จแล้ววู๋ถงกับเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด นี่เป็นเหตุ เมื่อสองปีก่อนที่ดินแดนทางเหนือ เจ้าเลือกที่จะไว้ชีวิตนาง จึงถือเป็นผล”

            คำพูดทั้งหลายถูกเปล่งออกมาจากปากของไคหยางอย่างใจเย็นกลับทำให้ชิงหลุนรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที ดวงตาคู่งามของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงเรื่องที่ชิงหลุนเป็นบุตรของราชาปีศาจนับเป็นความลับสุดยอดแม้แต่ในเผ่าปีศาจก็มีคนรู้เรื่องนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นแล้วไคหยางที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรของเผ่ามนุษย์รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรยิ่งไปกว่านั้น เรื่องของวู๋ถง แม้แต่หอดาราก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำนอกจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น นางก็คิดไม่ออกจริงๆว่ายังมีใครในโลกรู้เรื่องนี้ได้อีก

            แต่ถึงกระนั้นชิงหลุนก็ยังเก็บกลั้นความตกตะลึงเอาไว้ในใจจากนั้นก็พยายามจะทำให้ตัวเองดูใจเย็นมากที่สุด “แล้วจะยังไง เจ้าเองก็บอกไปแล้วนี่ บ่วงแห่งเหตุและผลระหว่างข้ากับพวกเขาจบสิ้นลงแล้วส่วนเรื่องบ่วงแห่งเหตุและผลกับสำนักเทียนหลาน ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย”

            “แน่นอนว่าเหตุและผลของเจ้ากับพวกเขาจบสิ้นลงแล้วแต่นักดาบที่ช่วยเจ้าช่วยชีวิตวู๋ถงล่ะ? เจ้าไม่ติดค้างอะไรต่อเขาเลยรึ?”

            “เขาตายไปแล้ว” ชิงหลุนพูดเสียงเย็นยะเยือก

            “แต่ศิษย์ของเขายังมีชีวิตอยู่”

            ชิงหลุนนิ่งเงียบไป นางหัวใจกระตุกวูบเพราะจู่ๆ ก็รับรู้ได้ว่ามีเส้นบางๆ ที่แสนเรืองรางพุ่งออกมาจากร่างของตนแล้วทอดออกไปไกลลับตา นางรู้ดีว่าหากสิ่งที่ไคหยางพูดเป็นความจริง อีกด้านของเส้นเชือกต้องเป็นเด็กหนุ่มในคืนหิมะโปรยเมื่อสองปีก่อนเป็นแน่แท้

            มันเป็นเส้นแห่งเหตุและผลนั่นเองแต่เพราะเบาบางมากจนเกินไป ดังนั้น แม้แต่ชิงหลุนที่เข้าใจกฎของโลกอย่างดีก็ยังยากจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเลย ทว่าในตอนนี้ เมื่อไคหยางพูดเฉลย ในที่สุดนางก็สัมผัสถึงมันได้เสียที

            “เจ้ากำลังจะไปทำหน้าที่ที่เมืองหลวงนี่พอดีเลย จะได้ทำให้บ่วงแห่งเหตุและผลนี้สิ้นสุดลงเสียที” ไคหยางพูดขึ้นอีกครั้ง

            ชิงหลุนมีสีหน้าสับสนเล็กน้อยทว่าในที่สุดนางก็กัดฟันแน่น แล้วยกมือมาประสานกันเพื่อทำความเคารพต่อไคหยาง “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”

            วิชาที่นางฝึกอยู่ เป็นวิชาปลงรักซึ่งมีส่วนสำคัญอยู่ที่ผู้ฝึกต้องมีจิตใจที่ใสสะอาด ไร้ซึ่งพันธะจากเหตุและผลซึ่งขั้นตอนในการฝึกก็คือการตัดความรู้สึกรักโลภโกรธหลงและพันธะแห่งเหตุและผลอออกไปให้ได้นั่นเอง ทว่ายิ่งมีระดับพลังที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ก็ต้องทำจิตใจให้ว่างเปล่า และอยู่ให้ห่างจากพันธะแห่งเหตุและผลมากขึ้นไปด้วยซึ่งสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับวู๋ถงก่อนหน้านี้ก็เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว เพราะแม้นางจะเป็นนักรบแห่งดาราจักรแล้วแต่เพราะมีรัก จึงถูกพลังของวิชาปลงรักวกกลับมาทำร้ายในที่สุด และในครั้งนี้หากไม่ได้ไคหยางพูดเตือนก่อนหากนางไปพบเส้นเหตุและผลนี้ระหว่างการฝึกฝนในอนาคตล่ะก็ เกรงว่าเมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างคงจะสายเกินไปเสียแล้ว

            “เล็กน้อยเท่านั้น” ไคหยางโบกมือ “ตอนนี้ มาคุยเรื่องระหว่างเรากันเถอะ”

            “เรื่องระหว่างเรา?” ชิงหลุนชะงักนิ่งไปไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร

            “ข้าเคยบอกไปแล้วไงว่าเรามีวาสนาต่อกัน” มันเป็นสิ่งที่ไคหยางพูดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วในตอนแรก ชิงหลุนยังคิดว่าวาสนาที่ว่าหมายถึงพันธะแห่งเหตุและผลระหว่างนางกับเด็กคนนั้นเสียอีกแต่พอได้ฟังไคหยางพูดขึ้นเช่นนี้ นางจึงรู้ว่ามันมีความหมายอีกอย่างต่างหาก

            “วาสนาอะไร?” นางถาม

            “วาสนาแห่งการเป็นศิษย์และอาจารย์กัน”

            คำเตือนเมื่อครู่ทำให้ชิงหลุนเริ่มให้ความสำคัญกับคำพูดของไคหยางมากขึ้นบ้างแล้ว แต่ถึงกระนั้นคำพูดที่ไคหยางเพิ่งกล่าวออกมาเมื่อครู่ก็ยังทำให้นางรู้สึกว่าเหลวไหลสิ้นดี

            “ข้ามีอาจารย์แล้ว” นางตอบ

            ประมุขแห่งหอดาราถ่ายทอดวิชาปลงรักแก่นางทั้งยังสอนให้นางบำเพ็ญเพียรอีก เขาย่อมเป็นอาจารย์ของนางอยู่แล้ว

            “อาจารย์คือผู้ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้และไขข้อสงสัยแก่ศิษย์”

            “เขาถ่ายทอดวิชาใดแก่เจ้า? ให้ความรู้เรื่องอันใด? และไขข้อข้องใจใดให้เจ้า?” จู่ๆ เสียงของไคหยางก็ดังสนั่นขึ้นมันดังมากราวกับเสียงสายฟ้าฟาดเลยทีเดียว และทุกคำพูดของเขาก็มีความหมายลึกซึ้งเจาะลึกลงไปที่กลางใจของชิงหลุนทุกได้พยางค์เลย

            ชิงหลุนหน้าซีดลงอย่างยากจะได้พบเห็นเป็นเวลานาน กว่านางจะกล่าวขึ้นด้วยท่าทางเหม่อลอย “ท่านอาจารย์สอนวิชาปลงรักกับข้า...”

            “หึ! ” เพิ่งพูดไปได้แค่ครึ่งเดียว ไคหยางก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “นั่นเป็นเพียงวิชานอกรีตเท่านั้น! ”

            “ท่านอาจารย์บำเพ็ญเพียรจนมีพลังแข็งแกร่งหาใครเทียมได้จะบอกว่านั่นเป็นวิชานอกรีตได้อย่างไร! ” ชิงหลุนตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวแม้ไคหยางจะมีบุญคุณต่อนาง แต่นางก็ไม่ยอมให้ใครมาพูดดูหมิ่นท่านอาจารย์เด็ดขาด

            “จะนอกรีตหรือไม่ ต่อไปเจ้าก็จะได้รู้เอง” ไคหยางไม่อยากถกเถียงเรื่องนี้กับนางเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “แต่เจ้ากับข้ามีวาสนาจะเป็นศิษย์และอาจารย์กันอออย่างแท้จริงแต่ว่า...”

            “แต่ว่า...”

            “พันธะแห่งเหตุและผลนี้ ถูกทำลายลงแล้ว”

            “ถูกทำลายลงแล้วงั้นรึ?” ชิงหลุนระเบิดความตกตะลึงขึ้นอย่างฉับพลันสัญชาตญาณสั่งให้นางพูดขัด พูดปฎิเสธออกไปบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่พันธะแห่งเหตุและผลจะถูกทำลายลงได้แต่คำพวกนั้นกลับติดอยู่ในปากเมื่อหวนคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนคิดถึงคมดาบของชายคนนั้น นางจึงได้แต่นิ่งเงียบลงอีกครั้ง

            “ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งพันธะนี้เคยมีอยู่จริง” ไคหยางพูดต่อไป “ที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อตัดพันธะนี้แก่เจ้า”

            “ทำไมต้องเป็นวันนี้”

            “เพราะหากพ้นจากวันนี้ไปแล้วในโลกก็จะไม่มีไคหยางอีกต่อไป”

            ชิงหลุนแหงนหน้าขึ้นด้วยความสงสัยดาวไคหยางยังคงสว่างไสวและเจิดจ้าเป็นอย่างมาก

            นางกำลังจะกล่าวบางอย่างออกมาแต่ก็พบว่าทันใดนั้น ก็มีลำแสงสีขาวพุ่งออกมาจากร่างของไคหยางปราณดาราสีขาวพุ่งออกมาภายนอก มันเป็นปราณดาราที่ใส และเรียบเนียนเป็นอย่างมากทั้งภายในก็ยังมีมังกรแหวกว่ายไปมาไม่หยุด ไคหยางถ่ายทอดคำสั่งทางความคิดจากนั้นปราณดาราก็กลายเป็นลำแสงสีขาว แล้วพุ่งเข้าไปในร่างของชิงหลุนในพริบตา

            ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากชิงหลุนไม่ทันได้ตอบสนอง หรือทำความเข้าใจในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำเมื่อนางได้สติกลับมา ปราณดาราก็พุ่งเข้าไปในร่างกายเสียแล้วและแม้จะมีพลังมากมายมหาศาล แต่นางกลับตามหาเบาะแสหรือร่องรอยของปราณดาราในร่างไม่พบเลย

            “ข้าเป็นนักรบแห่งดาราจักรมาตั้งนานแล้วการสืบดาราในครั้งนี้ ไม่มีประโยชน์กับข้าเลยสักนิด” ชิงหลุนพูดด้วยความจนปัญญา นางไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องวาสนาแห่งการเป็นศิษย์และอาจารย์ระหว่างตนกับไคหยางสักเท่าไหร่ทว่าการสืบดาราของนักรบแห่งดาราจักรช่างล้ำค่ายิ่งนักไม่คิดเลยว่าเขาจะมอบให้ตนง่ายๆ แบบนี้

            “วันหน้า มันอาจจะช่วยชีวิตเจ้าได้” ไคหยางกล่าวเช่นนั้น

            จากนั้นก็หมุนตัวกลับไปพลันแสงแห่งหมู่ดาวก็สาดส่องลงมาในพริบตา

            วินาทีนั้น จู่ๆชิงหลุนก็รู้สึกว่าร่างของคนตรงหน้าสง่างาม ทว่าก็โดดเดี่ยวเหลือเกิน

            “ท่านจะไปไหน?” นางถามอย่างอดไม่ได้

            “ไปฆ่าคน” ไคหยางตอบ

            กลิ่นอายแห่งพลังระเบิดขึ้นภายในร่างของเขาพลันพลังวิญญาณจากทั่วทุกสารทิศก็พุ่งเข้ามารวมกันอย่างรวดเร็ว

            จู่ๆท้องฟ้าที่มืดสนิทก็มีดวงดาวนิรนามปรากฏขึ้นดวงแล้วดวงเล่า เพียงพริบตาเดียวท้องฟ้าที่เคยมืดมนก็เต็มไปด้วยดวงดาวเสียแล้ว เมื่อมองดูอย่างละเอียดจะพบว่าดาวพวกนั้นกำลังโอบล้อมดาวไคหยางเอาไว้ ราวกับดาวล้อมเดือนคล้ายเป็นขุนนางที่รับใช้จอมราชันของตนอยู่เช่นนั้น

            วินาทีนั้น จู่ๆดาวไคหยางก็ประกายแสงที่เจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนออกมาส่องให้ทางหลวงนอกเมืองฉางอันสว่างไสว ไม่ต่างไปจากตอนกลางวันเลย

            เพราะมีผ้าสีขาวปิดอยู่จึงดูไม่ออกว่าชิงหลุนมีสีหน้าเป็นอย่างไรกันแน่ ทว่าดวงตาคู่นั้นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            มันเป็นระดับพลังที่เหนือกว่าพลังระดับดาราจักรไปมากนับหมื่นปีที่ผ่านมา นอกจากประมุขแห่งหอดาราในแต่ละยุคแล้ว ก็ไม่เคยมีใครมีพลังอยู่ในระดับนี้อีก

            “เหนือกว่าดาราจักรคือไท่ซ่างทว่าไท่ซ่างต้องปลงรัก”

            จู่ๆนางก็คิดคำหนึ่งที่บันทึกอยู่ในวิชาปลงรักขึ้นมา

            “หลังจากวันนี้ โลกจะไม่มีไคหยางอีก”

            นางมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างอึ้งๆขณะที่ปากก็กล่าวพึมพำเสียงแผ่วไปด้วย

            ฉางอัน สำนักเทียนหลานภายในหออวี้เหิง

            ชายชรานอนอยู่บนเตียงที่สุดแสนจะธรรมดา

            เขามีท่าทางคล้ายจะเหน็ดเหนื่อยมากคนชราหรี่ตาลงจนกลายเป็นเส้นตรง ความง่วงซึมในดวงตาคู่นั้นมีมากและเข้มข้นไม่ต่างไปจากความมืดบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนเลย แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ยอมหลับตาลงเสียที ราวกับว่าคนผู้นี้กำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง...ราวกับว่า หากหลับตาลง เขาจะไม่มีทางฟื้นกลับมาอีกเช่นนั้น

            จู่ๆ ท้องนภาด้านนอกก็สว่างไสวขึ้นแสงเจิดจ้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง ส่องให้ของตกแต่งอันแสนเรียบง่ายภายในห้องปรากฏต่อสายตาได้อย่างชัดเจนราวกับตอนนี้เป็นเวลากลางวันก็ไม่ปาน

            ดวงตาที่คล้อยลงต่ำและตลบอบอวลไปด้วยความง่วงซึมเบิกโพลงอย่างกะทันหันราวกับว่าเจ้าของดวงตาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างสายตาที่พร่าเบลอเปล่งประกายไปด้วยแสงทองอร่าม อวี้เหิงลุกขึ้นมาจากเตียงนอนแล้วเปิดหน้าต่างออกด้วยท่าทางรีบร้อน

            คนชราแหงนหน้ามองไปท้องนภาเบื้องบนสายตาของเขาทั้งลึกซึ้งทว่าก็เก่าแก่เหลือเกินราวกับว่าเจ้าของดวงตากำลังหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตแต่ก็คล้ายกำลังเศร้าโศกกับอะไรบางอย่าง

            ท้องนภาเบื้องบนมีดวงดาวประดับประดาอยู่มากมายคล้ายหยดน้ำในมหาสมุทรแต่ดวงดาวสองดวงในนั้นกลับแลดูโดดเด่นเหลือเกิน ...ดวงหนึ่งกำลังจะมอดแสงลงส่วนอีกดวงก็ประกายแสงเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน...

            คนชรามองค้างอยู่เช่นนั้น

            เขามองท้องฟ้าเป็นเวลานานก่อนหยดน้ำตาจะไหลออกมาจากดวงตาพร่าเบลอในที่สุด

            “สุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังมาถึงจุดนี้จนได้สินะ” เขาถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วพึมพำขึ้น

            “ในที่สุดโลกใบนี้ก็เหลือข้าเพียงคนเดียวแล้ว”

            “แต่ถึงกระนั้นข้าก็ยังตายตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี”

            นั่นสินะ ข้าจะตายไปทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร

            เมล็ดพันธุ์ของสำนักเทียนหลานยังไม่ทันได้งอกต้นอ่อนออกมาเลย

            ดวงวิญญาณแห่งวีรบุรุษหลับใหลอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

            ทว่าเทพที่แสนชั่วร้ายพุ่งกรงเล็บมาที่โลกอีกครั้งแล้ว...

            แม้โลกใบนี้จะไม่ได้งดงาม...

            ...แต่คนที่แสนงดงามก็ยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ และดับสูญลงอย่างต่อเนื่อง

            ก่อนคนที่สามารถปกป้องโลกใบนี้จะปรากฏตัวขึ้น...

            ข้าจะเข้านิทราอย่างวางใจได้อย่างไร...

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน