ตอนที่ 29 : สมุดหนึ่งเล่มกับเงินก้อนแรก
่สายของวันถัดมาหลินซูเหยายังอยู่ที่ลานตากเหมือนทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีใครเรียกเธอทุกครั้งที่พบก้านชื้นอีกแล้ว
หญิงสองคนที่ทำงานกองเดียวกันยกของขึ้นดูบีบก้าน เทียบกับตัวอย่าง แล้วตัดสินใจกันเองว่าควรวางกองไหนหลินซูเหยาเพียงผูกเชือกกระสอบอยู่ข้าง ๆ หากมีข้อที่ไม่แน่ใจจึงค่อยตอบ
เมื่อวานคนรับของจากสหกรณ์เลือกกองที่คัดไว้ขึ้นชั่งก่อนวันนี้หัวหน้ากลุ่มจึงยอมให้ใช้วิธีเดิมต่อโดยไม่ต้องถกกันใหม่
สำหรับคนอื่นนี่อาจเป็เพียงงานที่เร็วขึ้นเล็กน้อย
สำหรับหลินซูเหยามันหมายถึงสิ่งที่เธอลองทำไม่ได้หยุดอยู่แค่ความคิด
เสียงลูกข่างไม้กระทบพื้นดังมาจากหลังลานก่อนกลิ้งลอดรั้วมาหยุดข้างรองเท้าของเธอ
หลินซูเหยาก้มเก็บ
หลินเสี่ยวเป่าวิ่งตามมาพอเห็นว่าใครถืออยู่ก็ชะงัก
“พี่ซูเหยา”
“ของคุณหรือคะ”
เด็กชายพยักหน้าเธอยื่นคืนให้
เสี่ยวเป่ารับไปแล้วกลับไม่เดินทันทีเขามองซ้ายมองขวาเหมือนมีคำหนึ่งค้างอยู่ในปาก
“พี่ไม่ได้เอาสมุดเก่าไปให้ใครดูใช่ไหม”
มือที่กำเชือกของหลินซูเหยาหยุดเพียงนิดเดียว
“สมุดอะไรคะ”
เด็กชายทำหน้าเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากไป
“ก็...พ่อพูดเอง”
“พูดว่าอะไรหรือคะ”
“พ่อบอกพี่เทียนโย่วว่าถ้าเห็นพี่เอาของเก่าของลุงจิ้นกั๋วออกมา อย่าให้คนอื่นดู”
เขาขมวดคิ้วพยายามจำแล้วพูดต่อช้า ๆ
“พ่อยังบอกด้วยว่าลุงจิ้นกั๋วชอบจดทุกเื่”
เสียงฝีเท้าหนักดังเข้ามาจากข้างรั้ว
“เสี่ยวเป่า!”
หลินเทียนโย่วเดินเข้ามาใบหน้าตึงทันทีเมื่อเห็นน้องชายยืนอยู่กับเธอ
“กลับบ้าน”
เสี่ยวเป่าก้มหน้า“ลูกข่างตก”
“ได้แล้วก็กลับ”
เทียนโย่วหันมามองหลินซูเหยา“เด็กพูดไปเรื่อย อย่าเอาไปคิดเป็เื่จริง”
เธอวางเชือกลง“ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าเชื่ออะไรค่ะ”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยก่อนดึงไหล่น้องให้เดินตาม
หลินซูเหยาไม่ได้เรียกกลับ
คำว่า‘จดทุกเื่’ ถูกเก็บไว้ในความจำเท่านั้น
หลินซูเหยาหันกลับไปทำงานต่อโดยไม่แสดงท่าทีคนในลานยังคงยกกระสอบและเรียกน้ำหนักกันตามปกติแต่สิ่งที่เพิ่งได้ยินทำให้เธอมองวิธีทำงานของพ่อในสมุดต่างไปอีกนิด
คนที่จดเื่เล็กทุกเื่ไม่ได้แปลว่าจะมีความลับใหญ่ทุกหน้า
แต่ถ้าคนอื่นรู้ว่าเขามีนิสัยนั้นก็สมเหตุสมผลที่บางคนจะไม่ชอบให้สมุดตกไปอยู่ในมือใคร
เท่านั้น
เธอหยุดความคิดตรงนั้นแล้วหันไปช่วยหญิงข้าง ๆ ผูกปากกระสอบแทน
งานจริงตรงหน้ามีคำตอบชัดกว่าความสงสัยมาก
ก้านแห้งถูกแยกแล้ว
กระสอบเต็มต้องย้ายเข้าร่มก่อนเมฆฝนลง
และคนที่เมื่อสามวันก่อนยังคอยถามเธอทุกกำวันนี้เริ่มตัดสินใจเองได้
หัวหน้ากลุ่มเดินผ่านมามองกองงานแล้วพูด
“ถ้าทำแบบนี้ต่อคนรับของคงไม่ต้องรื้อทั้งกองอีก”
หลินซูเหยาเงยหน้า“ถ้าทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกันค่ะ”
“เกณฑ์ที่เธอเขียนไว้คนอ่านหนังสือไม่คล่องบางคนยังดูยาก”
เธอนิ่งคิดแล้วหยิบก้านตัวอย่างสามแบบมาผูกไว้ใต้ป้ายแต่ละกอง
ของจริงมองง่ายกว่าตัวหนังสือ
หัวหน้ากลุ่มพยักหน้า
การแก้ปัญหาเล็กๆ แบบนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับมาใช้ส่วนหนึ่งของตัวเองอีกครั้ง
ไม่ใช่ผู้บริหารที่นั่งหัวโต๊ะประชุม
เป็คนที่เห็นว่าตรงไหนทำงานยากแล้วทำให้มันง่ายขึ้นหนึ่งขั้น
ตอนบ่ายคนรับของจากสหกรณ์มาพร้อมสมุดบัญชีและเงินค่ารับซื้อของที่ชาวบ้านเก็บจากพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตหลินซูเหยามีของของตัวเองอยู่ไม่มากเป็ก้านและใบที่เก็บระหว่างออกหาฟืนแล้วตากแยกไว้ตามเกณฑ์เดียวกับกองทดลอง
คนรับของชั่งเสร็จแล้วมองเธอ
“ของเธอชุดนี้สะอาดกว่ารอบก่อน”
“น้ำหนักไม่มากค่ะ”
“แต่น้ำหนักเสียก็น้อย”
เขาเรียกคนจดบัญชีก่อนนับเหรียญกับธนบัตรย่อยใส่มือเธอ
สามหยวนสี่เจี่ยว
เงินก้อนเล็กจนชีวิตก่อนของเธอคงไม่แม้แต่จะหยุดมอง
แต่ครั้งนี้หลินซูเหยานับเองหนึ่งรอบเทียบยอดกับสมุด แล้วลงชื่อด้วยมือของตัวเอง
ไม่มีคนรับแทน
ไม่มีลายนิ้วมือของใครมาวางใต้ชื่อเธอ
คนรับของเห็นเธอยังมองเงินจึงหัวเราะ
“แค่นี้ก็ดูจนจะทะลุแล้ว”
“กำลังจำค่ะ”
“จำอะไร”
“เงินก้อนแรกที่ฉันหาเองในชีวิตนี้”
คนรอบข้างหัวเราะหลินซูเหยาก็หัวเราะตาม
ก่อนคนรับของกลับเขาหันไปมองกองที่ผ่านการคัดแล้วอีกครั้ง
“ถ้ารอบหน้ามีของแบบนี้อีกเอามาได้”
หัวหน้ากลุ่มถาม“รับเพิ่มหรือ”
“ถ้าไม่ปนของชื้นไม่ปนดินมาก ก็รับง่ายกว่า ของไปถึงปลายทางเสียทิ้งน้อย”
หลินซูเหยาเงยหน้า
คำว่า‘รับเพิ่ม’ สำคัญกว่าเงินสามหยวนในมือเสียอีก
ของดีไม่ได้มีค่าเพราะดูสวย
มีค่าเพราะปลายทางยอมรับมากขึ้น
หัวหน้ากลุ่มมองเธอเหมือนจะถามต่อแต่ซูเหยาส่ายหน้าเบา ๆ
“ขอลองรอบนี้ให้แน่นก่อนค่ะถ้าพรุ่งนี้ขยายแล้วของเสียกลับมาเท่าเดิม เราก็แค่ทำให้คนเหนื่อยเพิ่ม”
ชายสูงวัยพยักหน้า
นี่เป็อีกอย่างที่ชีวิตก่อนสอนเธอ
ยอดขายที่โตเร็วเกินระบบรับไม่ไหวไม่ใช่ชัยชนะ
มันเป็ปัญหาที่แต่งตัวเหมือนโอกาส
เธอไม่ได้รีบพูดเื่ขยายงานเพียงถามสั้น ๆ
“ถ้ามีมากขึ้นประมาณสองเท่ายังรับไหวไหมคะ”
ชายคนนั้นมองเธอแล้วหัวเราะ
“ทำให้ได้แบบนี้ก่อนเถอะมีมากเท่าไรค่อยมาคุย”
คำตอบไม่ใช่สัญญา
แต่ก็ไม่ใช่การปฏิเสธ
ตอนเงินถูกจ่ายคนงานอีกสองคนมองเธออย่างสนใจ
หญิงคนหนึ่งถาม“ทำไมของเธอถูกหักน้อยกว่าฉัน”
หลินซูเหยาดึงก้านสองกำมาเทียบกัน
“ของพี่ยังมีดินติดตรงโคนค่ะแล้วบางก้านตากไม่สุด น้ำหนักตอนชั่งมีมากก็จริง แต่พอคัดปลายทางเขาจะตัดของเสียออกอยู่ดี”
“งั้นฉันก็แบกน้ำหนักเสียไปขายเองสิ”
“ประมาณนั้นค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าเสียดายก่อนหยิบก้านของตัวเองขึ้นมาดูใหม่
ไม่มีใครต้องถูกสอนยาว
เมื่อเงินต่างกันต่อหน้าเหตุผลก็ชัดเอง
หลินซูเหยาจำภาพนั้นไว้
ตลาดไม่เปลี่ยนเพราะคนเชื่อคำพูดของเธอ
มันเปลี่ยนเมื่อคนเห็นว่าทำแบบหนึ่งแล้วได้เงินต่างจากอีกแบบอย่างไร
นี่เป็หลักเดียวกับโลกเดิมเพียงตัวเลขเล็กลงหลายเท่า
เย็นนั้นหลินซูเหยาแวะสหกรณ์ซื้อไส้ตะเกียงหนึ่งชิ้นกับเข็มเย็บผ้าสองเล่มจากเงินของตัวเองเงินที่เหลือพับใส่ซองผ้าเก่าแล้วเก็บไว้ในห้าง
เธอให้รางวัลตัวเองด้วยข้าวนุ่มปลานึ่ง และส้มครึ่งผล
รสเปรี้ยวหวานทำให้เธออารมณ์ดีอย่างง่ายดาย
เมื่อกลับออกมาฟ้าด้านนอกมืดแล้ว
หลินซูเหยาตรวจประตูก่อนเดินไปยังหน้าต่างด้านตะวันตกตามนิสัย
ลิ่มไม้ยังเสียบอยู่
แต่เธอหยุด
เส้นถ่านบนปลายลิ่มกับเส้นบนกรอบไม้
ไม่ตรงกัน
ห่างกันไม่ถึงครึ่งข้อนิ้ว
แต่เมื่อเช้ามันยังตรงอยู่
เงินสามหยวนสี่เจี่ยวในซองยังเป็ของเธอ
ส่วนบ้านที่เธอเพิ่งได้คืน
มีใครบางคนเพิ่งลองแตะมันอีกครั้ง