ตอนที่ 137 รับเคส
ตอนที่ 137 “เคสนี้มันหมอฮิคาริเอาจริงเหรอคะ !!” มิโฮะอุทานออกมาหลังจากถูกเรียกประชุมทีมแพทย์ในตอนเย็นก่อนที่จะเลิกงาน “เป็นโรคสะเก็ดเงินตั้งแต่ในท้องแม่เลยสินะคะเนี่ยเด็กคนนี้น่าสงสารจัง” ซากิที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีความเป็นเพศแม่สูงอยู่แล้วรู้สึกสงสารเด็กคนนี้เป็นอย่างมาก “ถ้าไม่ผ่าตัดเด็กคนนี้อย่างมากอยู่ได้อีกนานแค่ไหนคะหมอฮิคาริ” รินะหันไปถามฮิคาริ “โรคลิ้นหัวใจรั่วปกติแล้วถ้าร่างกายแข็งแรงสามารถหายได้เองเมื่อโตขึ้นตามวัยแต่ในกรณีเด็กคนนี้นั้นคงไม่มีโอกาสได้โตเพราะนอกจากจะป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้วยังเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วยดูจากข้อมูลอย่างมากก็น่าจะทนอยู่ได้อีกสักสี่หรือห้าเดือน” ฮิคาริคาดเดาเวลาที่เหลืออยู่ของเด็กคนนี้จากข้อมูล “เหลือเวลาอีกแค่นั้นเองเหรอคะเนี่ย” รินะทำหน้าเครียดเพราะเวลาให้เตรียมตัวฝึกซ้อมผ่าตัดมีน้อยมาก “ทีมแพทย์ทีมอื่นไม่สะดวกมาผ่าตัดเคสนี้เหรอฮิคาริอย่างทีมของศาสตราจารย์ลูเซียโน่ น่าจะผ่าตัดเคสนี้ได้ไม่ยากนะ” ดนัยนึกถึงทีมของศาสตราจารย์ลูเซียโน่ “คิวของทีมศาสตราจารย์ลูเซียโน่เต็มไปจนถึงกลางปีหน้าน่ะ” ฮิคาริบอก “งั้นเหรอแย่จัง...ปกติการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจก็ทำได้ยากอยู่แล้วและนี่ยังมาเกิดในเด็กทารกที่ไม่แข็งแรงอีกไหนจะโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอีกซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้นั้นไม่เหมาะแก่การผ่าตัดเป็นอย่างยิ่งเพราะต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายดันใช้การไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงมากแถมปกติคนที่เป็นโรคนี้ก็เป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอและป่วยบ่อยอยู่แล้วด้วย” ดนัยนึกถึงโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ทำให้การผ่าตัดนี้ยากขึ้นไปอีก แถมเคสนี้ยังเป็นเด็กทารกแรกเกิดซึ่งภูมิคุ้มกันยังโตไม่เต็มที่ด้วยแค่นี้ก็เสี่ยงมากพอที่จะติดเชื้อหลังผ่าตัดอยู่แล้ว ดนัยคิดในใจ “แล้วจะเอายังไงล่ะถึงฉันจะเป็นที่ปรึกษาแต่ฉันให้สิทธิในการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่นายนะดนัยว่าจะรับผ่าตัดเคสนี้หรือไม่ถ้านายไม่รับฉันจะได้ปฏิเสธไป” ฮิคาริให้สิทธิการตัดสินใจว่าจะรับผ่าเคสนี้หรือไม่กับดนัย “ถ้าฉันไม่รับเคสนี้จะมีทีมแพทย์ทีมอื่นรับแทนหรือไม่ฮิคาริ” ดนัยไม่ได้ให้คำตอบในทันที “ก็อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ถึงทีมแพทย์ในโลกนี้จะมีหลายสิบทีมแต่ก็ใช่ว่าทุกทีมจะมีฝีมืออยู่ในระดับแถวหน้าของโลกแบบทีมของศาสตราจารย์ลูเซียโน่ไหนจะคิวผ่าตัดที่ยาวเป็นหางว่าวอีกนายก็รู้คนป่วยน่ะมีมากกว่าหมออยู่แล้วฉันเองก็ให้คำตอบไม่ได้หรอกนะว่าถ้านายปฏิเสธเคสนี้ไปจะมีทีมไหนมารับผ่าเด็กคนนี้ก่อนที่จะหมดเวลาหรือไม่” ฮิคาริพูด ซึ่งพอดนัยได้ยินแบบนั้นก็หันไปไล่มองหน้าทุกคนในทีมแน่นอนทีมเขาเป็นผู้หญิงล้วนที่มีความเป็นเพศแม่สูงเพียงแค่มองหน้าพวกเธอก็แสดงสีหน้าออกมาหมดแล้วว่าอยากช่วยเด็กคนนี้มากแค่ไหน “ดนัยคะไม่ต้องลังเลในฝีมือของตัวเองหรอกค่ะขนาดในตอนนั้นดนัยยังช่วย...เอาไว้ได้เลย !!” ยูมิที่เงียบไม่พูดแทรกขึ้นมาเลยพูดขึ้นมาบ้างซึ่งเธอมองไปยังฮิคาริซึ่งคนอื่นทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจว่ายูมิกำลังพูดถึงอะไร นั่นสินะตอนนั้นเรายังช่วยฮิคาริเอาไว้ได้เด็กคนนี้เองเราก็จะช่วยเอาไว้ให้ได้เหมือนกันคงต้องลองดูสักตั้งล่ะนะ ดนัยคิดในใจก่อนจะหันหน้าไปให้คำตอบฮิคาริ “ตกลงทีมแพทย์ของพวกเราจะรับผ่าเคสนี้เอง” ดนัยให้คำตอบแก่ฮิคาริ “โอเคถ้าอย่างนั้นฉันจะตอบรับไปเลยแล้วกันส่วนเรื่องวันผ่าตัดเดี๋ยวค่อยคุยกันอีกทีแล้วก็พรุ่งนี้หลังเลิกงานก็ไปใช้เครื่อง VR-Life ซ้อมผ่าตัดจนกว่าจะถึงวันผ่าตัดเดี๋ยวคืนนี้จะกลับไปตั้งค่าให้แล้วก็เหมือนเดิมนะห้ามใครรู้เรื่องเครื่อง VR-Life เด็ดขาด” ฮิคาริบอก “โอเค/ค่ะ !!x4” ทุกคนพยักหน้าจากนั้นก็แยกย้ายกันออกจากห้องประชุมไป ทางด้านดนัย หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลดนัยก็ตรงกลับมาที่หอพักเพื่อพักผ่อนเขาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของยูกิจัง “อ๊ะต้องเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปให้ยูกิจังนี่นาลืมไปเลย” ดนัยนึกขึ้นได้ก่อนจะรีบหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของยูกิจังขึ้นมาและลงจากหอพักตรงกลับไปที่โรงพยาบาล ครืด !! ดนัยตรงกลับไปที่ห้องพักพิเศษของพ่อยูกิจังเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นยูกิจังนั่งทำการบ้านอยู่ส่วนพ่อของเธอก็หลับไปแล้วเพราะฤทธิยา “อ๊ะพี่หมอดนัยนึกว่าจะไม่เอาเสื้อผ้ามาให้หนูซะแล้ว !!” ยูกิจังหันมามองที่ประตูและก็เห็นว่าเป็นดนัยนั่นเองที่เข้ามาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอ “แหะๆโทษทีพอดีมีประชุมตอนเย็นน่ะว่าแต่คุณพ่อหลับไปนานแล้วเหรอ” ดนัยถามยูกิจัง “หลับไปเมื่อชั่วโมงก่อนค่ะพี่พยาบาลเขาเข้ามาดูแล้วก็ให้ยาคุณพ่อก็เลยหลับ” ยูกิจังบอก “อือต้องให้ยาฆ่าเชื้อเอาไว้เพราะช่วงนี้คุณพ่อหนูร่างกายอ่อนแอมากถ้าติดเชื้อหลังผ่าตัดขึ้นมาจะยุ่งว่าแต่กินข้าวหรือยังเราน่ะ” ดนัยถาม “กินเรียบร้อยแล้วค่ะพี่พยาบาลเขาเอามาให้” ยูกิจังพยักหน้าพลางชี้ไปที่ถาดอาหารที่วางอยู่ตรงโต๊ะมุมห้อง “ดีแล้วถ้าหิวก็กดปุ่มเรียกพยาบาลมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจเพราะค่าอาหารมันรวมอยู่กับค่าห้องอยู่แล้ว” ดนัยบอก “ค่ะ” ยูกิจังพยักหน้าเข้าใจ สวัสดิของญี่ปุ่นนี่ดีจริงๆเจ็บป่วยทีแทบไม่ต้องเสียตังสามารถเบิกกับรัฐได้หมด ดนัยนึกถึงสวัสดิการทางการแพทย์ของญี่ปุ่นซึ่งดูแลประชาชนชาวญี่ปุ่นดีมากๆ (ไรท์ : ประกันสุขภาพของญี่ปุ่นนั้นดีมากซึ่งถ้าเป็นประชาชนของญี่ปุ่นเวลาป่วยจะเสียค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 30% เท่านั้นอีกทั้งยังมีอีก 2 กรณีคือถ้าเป็นคนอายุ 70 ขึ้นไปจะเสียเพียงแค่ 20% แต่ถ้ากรณีอายุ 75 ขึ้นไปจะเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเพียงแค่ 10% เท่านั้นจากค่าใช้จ่ายทั้งหมด....แต่ของบ้านเราก็ไม่ใช่ไม่ดีนะครับอย่างกรณี 30 บาทรักษาทุกโรคนั่นเพียงแต่ว่าคิวมันค่อนข้างยาวและไม่ครอบคลุมก็เท่านั้นตอนยายผมป่วยหนักแค่จะใช้สิทธิในการ CT สแกนยังต้องรอคิวตั้ง 6 เดือนสุดท้ายผมยอมจ่ายไปสแกนที่เอกชนไม่กี่พันจบเลยยิ่งเรื่องการผ่าตัดไม่ต้องพูดถึงรอคิวกันครึ่งค่อนปีเหมือนกันจะลัดคิวได้ก็ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าไม่ไหวแล้วต้องได้รับการผ่าตัดทันที) จากนั้นดนัยก็คุยกับยูกิจังสักพักและดูอาการพ่อของยูกิจังก่อนจะเดินออกจากห้องมาซึ่งพอเขาออกมาเขาก็บังเอิญพบกับไซโต้เข้าพอดี “อ้าวหมอดนัยยังไม่กลับอีกเหรอครับ !!” ไซโต้ทักดนัย “อ๊ะหมอไซโต้พอดีผมเอาเสื้อผ้าของยูกิจังมาให้น่ะครับแล้วก็แวะมาดูอาการพ่อของยูกิจังด้วยว่าแต่หมอไซโต้ล่ะครับทำไมถึงมาอยู่นี่” ดนัยบอกพลางถามกลับ “ผมมาดูอาการผู้ป่วยของผมน่ะแถมคืนนี้ก็เข้าเวรด้วยสิกว่าจะได้กลับบ้านก็ห้าทุ่มนู่นแหละ” ไซโต้ตอบ “ฮ่ะๆเข้าเวรแบบนี้ก็เหนื่อยหน่อยนะครับ” ดนัยหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็นะอาชีพหมออย่างเราก็แบบนี้แหละว่าแต่เห็นว่าทีมแพทย์ของฮิคาริจังมีเคสเข้ามาอีกแล้วนี่นาหมอดนัยเป็นหัวหน้าทีมใช่มั้ย” ไซโต้พูด “หือหมอไซโต้รู้เรื่องทีมแพทย์ด้วยเหรอครับ !!” ดนัยอุทานออกมา “ต้องรู้สิครับแหมทีมแพทย์ของทาเคนากะดังจะตายถึงจะพึ่งผ่าตัดไปแค่สองเคสแต่เป็นเคสที่ยากจนทีมอื่นต้องเบือนหน้าหนีผมเองก็ได้ดูคลิปผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เป็นโรคแทรกซ้อนนั่นแล้วนะฝีมือหมอดนัยเยี่ยมไปเลยล่ะแทบไม่ต่างจากหมอมีชื่อเสียงแถวหน้าของโลกเลย” ไซโต้พูดชื่นชมดนัยจนดนัยชักจะรู้สึกเขิน “เอ่อ...ไม่ขนาดนั้นหรอกครับผมก็แค่ซ้อมมาเยอะแล้วก็มีที่ปรึกษาดีด้วย” ดนัยเกาหัวแก้เขินซึ่งที่ปรึกษาที่ว่านั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นฮิคาริยังไงล่ะ “ซ้อมมาเยอะสินะอยากรู้จังว่าซ้อมกันยังไงนะถึงได้ผ่าตัดเคสยากๆแบบนั้นได้วันหลังขอคำแนะนำบ้างสิผมจะได้เก่งขึ้นบ้าง” ไซโต้ยิ้มออกมา “เอ่อ...เอาไว้คราวหน้านะครับถ้ายังไงผมขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่าพรุ่งนี้มีผ่าตัดตอนเช้าด้วยสิ” ดนัยที่ถูกห้ามพูดถึงไม่กล้าพูดถึงเรื่องการซ้อมโดยเครื่อง VR-Life กับไซโต้ถึงแม้ไซโต้จะเป็นเพื่อนสมัยเด็กกับฮิคาริและยูมิก็เถอะ “โอเคครับพักผ่อนให้มากๆล่ะแล้วเจอกันพรุ่งนี้หมอดนัย” ไซโต้ไม่ถามต่อจากนั้นดนัยก็เดินแยกไปซึ่งไซโต้ยืนมองดนัยจนกระทั่งดนัยลงลิฟท์ไป “อ่าซ้อมผ่าตัดสินะ...ที่ได้ยินมาไม่เคยซ้อมกันที่โรงพยาบาลเลยนี่นาไปซ้อมกันยังไงและที่ไหนนะอยากรู้จังเลย” ไซโต้พูดพลางฉีกยิ้มออกมาก่อนจะเดินไปดูผู้ป่วยของตนที่พักฟื้นอยู่ในห้องพักพิเศษ จบ...