ตอนที่ 192
บทเพลงแห่งวิหคสวรรค์
"ตกลง"หนิงเซียนพยักหน้ามาดมั่น เมื่อรับรู้ว่าตนเองจำเป็นต้องใช้พลังในตำนานขั้นสูงสุดของเพลิงแห่งเฟิ่งหวงเที่ยงแท้ เพื่อชุบฟื้นชีวิตเสวี่ยหมิง ความเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นในดวงตา แม้ตอนนี้ดวงตากลมโตของหนิงเซียนจะแดงเรื่อด้วยเส้นเลือดฝอยที่แตกระแหง คราบน้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว แต่ความผูกพันที่มีต่อเสวี่ยหมิงกลับขยายใหญ่ จนพื้นที่ในใจของหนิงเซียนแทบจะไม่มีที่ว่างให้สิ่งใดอีก
...ข้าจะช่วยท่านเอง พี่เสวี่ยหมิงรอข้าก่อนนะ
"ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วข้าก็จะมอบพลังของเด็กหนุ่มผู้นั้นให้กับเจ้า ก่อนที่เจ้าจะได้รับพลังแห่งเฟิ่งหวงบรรพกาล"
หนิงเซียนพยักหน้ารับ ก่อนที่ร่างบอบบางของเด็กสาวจะส่องสว่าง พลังอบอุ่นสายหนึ่งแล่นไวเข้าสู่ชีพจรของหนิงเซียน ใบหน้าของเด็กสาวกลายเป็นสีแดงร้อนลวก หนิงเซียนรับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งในร่างที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
...หัวใจแห่งวิหคเที่ยงแท้ หัวใจของพี่เสวี่ยหมิง
ปากน้อยของหนิงเซียนสั่นเทาเล็กน้อย น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง สองมือน้อยของเด็กสาวยกขึ้นมากุมเอาไว้ตรงหว่างกลางตำแหน่งหัวใจของตนเอง ความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมายามโลหิตร้อนแรงถูกสูบฉีดผ่านหัวใจดวงนี้ แต่นั่นเป็นเพียงแค่พลังในส่วนของการหลอมรวมหาใช่พลังที่หนิงเซียนกำลังจะได้รับจากเฟิ่งหวง
"อืม พลังของเจ้าเมื่อรวมกับเด็กหนุ่มผู้เสียสละ ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก ได้แต่ใช่คำว่าสมบูรณ์พร้อมราวกับสวรรค์สรรสร้าง เอาละถ้าเป็นเช่นนี้ข้าจะมอบพลังอันแท้จริงแห่งวิหคบรรพกาลให้เจ้า แต่เจ้าจะวาสนาบรรลุถึงขั้นนั้นที่ได้รับพลังใสตำนานหรือไม่นั้น ก็อยู่ชะตาลิขิตแล้ว "
สิ้นคำของเฟิ่งหวงร่างของหนิงเซียนก็แปรเปลี่ยนกลับคืน ยามนี้ใบหน้าของหนิงเซียนกลับมางดงามราวกับเทพธิดาน้อยอีกครั้ง สองเท้าเริ่มลอยขึ้นเหนือพื้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นโอบอุ้ม พลังร้อนแรงสุดเปรียบสายหนึ่งพุ่งออกจากร่างจิตสำนึกของเฟิ่งหวง ทะยานตรงไปยังตำแหน่งหัวใจวิหคเพลิงเที่ยงแท้
ตูม...!
เสียงดังสนั่นแตกระเบิดอยู่ในความคิดของหนิงเซียน ปีกเพลิงไฟของวิชาวิหคเก้าตะวันพลันงอกเงยขึ้นที่กลางหลัง เปลวเพลิงของมันค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากสีแดงสดใส กลายเป็นประกาบเพลิงสีทองเจิดจ้า ดวงตาของเด็กสาวยามนี้ปรากฏเปลวเพลิงสีทองเส้นหนึ่งวิ่งวนเป็นวงกลม ก่อนที่จะค่อย ๆ จางหายไป
...เคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวันขั้นที่ 10
...เคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวันขั้นที่ 11
...เคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวันขั้นที่ 12
เคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวันที่เหนือล้ำกว่าบรรพชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะซึ่งตลอดหลายพันปีสืบทอดกันสูงสุดเพียงแค่ ขั้นที่ 9 เท่านั้น พลันกระจ่างแจ้ง และผนึกแน่นอยู่ในสมองของหนิงเซียน
...เคล็ดวิชาวิหคเก้าตะวันขั้นสูงสุด บทเพลงแห่งวิหคสวรรค์
เมื่อเฟิ่งหวงรับรู้ว่าระดับของสายเลือด และพลังของวิหคเพลิงอมตะในร่างของหนิงเซียนนั้นสูงส่งถึงขั้นที่ได้รับ...บทเพลงแห่งวิหคสวรรค์ ร่างของเฟิ่งหวงพลันสั่นสะท้านขึ้น "น่ายินดียิ่งนัก เจ้านับเป็นผู้สืบทอดคนแรกบนพื้นพิภพแห่งนี้ที่ได้รับพลังถึงขั้นสูงสุดของวิหารแห่งนี้"
แม้หนิงเซียนจะรู้สึกตื่นเต้น และยินดีกับพลังที่ได้รับมา แต่ในจิตใจก็ยังคงมีเงาทะมึนแห่งความสูญเสียปกคลุมอยู่ ปากน้อย ๆ ขอนางจึงเพียงฉีกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะค้อมศีรษะยื่นคำนับส่งให้กับวิญญาณแห่งเฟิ่งหวงบรรพกาลที่เบื้องหน้า "ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส" สิ้นคำร่างของหนิงเซียนก็ค่อย ๆ จางหายไปจากมิติวิเศษแห่งนี้
เมื่อภารกิจของเส้นทางทดสอบเสร็จสิ้น โลกแห่งเส้นทางวิหคเพลิงอมตะก็พลันสั่นไหว ก่อนที่จะแตกสลาย ร่างของผู้คนที่เหลือรอดถูกส่งกลับคืนสู่ถ้ำลึกในภูเขาไฟของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะอีกครั้ง
ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่รั้งรออยู่เกือบหนึ่งเดือน ต่างตื่นเต้นยินดีที่เห็นผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลับออกมา แต่เมื่อฟางเยี่ยที่เดินนำหน้าออกมา เอ่ยเรื่องการตายของ เทียนหนัน จินตง และว่านหลี่ สีหน้าทุกคนก็ทอแววตกตะลึง และเสียใจเพราะทั้งสามถือเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และในอนาคตย่อมต้องเป็นขุมกำลังอันกล้าแข็งให้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะแห่งนี้ เหล่าผู้อาวุโสที่เป็นอาจารย์ของทั้งสามต่างเศร้าสลด สอบถามเรื่องราว ซึ่งฟางเยี่ยได้รับการกำชับจากฮัวเหวินเยี่ยนก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางวิหคเพลิงอมตะ ว่า...หากเจ้าเด็กเสวี่ยหมิงถูกกำจัด ก็ให้ปล่อยไปตามนั้น แต่หากว่ามันสามารถเล็ดลอดกลับออกมาได้และสังหารผู้คนของดินแดนวิหคเพลิงอมตะแห่งนี้ก็ให้โยนความผิดทั้งหมดให้กับเสวี่ยหมิงไปเสีย
ฟางเยี่ยเห็นเป็นโอกาสประจบเอาใจฮัวเหวินเยี่ยน จึงเร่งตอบคำออกไปในทันที "ทั้งสามถูกเด็กที่ชื่อเสวี่ยหมิงสังหาร..." และผลของมันก็เป็นไปตามที่ฮัวเหิวนเยี่ยนต้องการ ไม่ทันที่ฟางเยี่ยจะเอ่ยจบประโยค ความเดือดดาลล้วนปรากฏขึ้นในแววตาของผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เป็นอาจารย์ของหนึ่งในสาม ปรากฏเพลิงแห่งความแค้นปานจะกลืนกินเลือดเนื้อของเสวี่ยหมิงขึ้นในดวงตา "มัน อยู่ ไหน !!! เจ้าบอกข้ามาข้าจะไปสังหารมันเอง"
ฟางเยี่ยปรากฏรอยยิ้มขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป "เด็กหนุ่มผู้นั้น ไม่ได้กลับออกมา มันตายแล้ว"
"เหลวไหล !!!" เสียงดังทรงอำนาจตวาดก้องออกมาจากในถ้ำถูเขาไฟ
"หนิงเซียน" ฮัวเหวินเยี่ยนตะลึงงัน เมื่อเห็นร่างของหนิงเซียนที่ค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ ออกมาจากด้านในถ้ำ รัศมีแห่งพลังของเฟิ่งหวงเที่ยงแท้ในร่างเปล่งประกายเจิดจ้า ร่างของเด็กสาวหวนคืนสู่ความงดงามราวเทพธิดาอีกครั้ง และดูจะงดงามและทรงสง่ายิ่งกว่าเก่าก่อน พลังกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของหนิงเซียน ทำให้ผู้คนที่ยืนรออยู่รอบนอกถ้ำล้วนใจสั่นสะท้าน พลังลมปราณของนางรุดหน้าขึ้นไปอีกขั้น เข้าสู่สุดปลายของลมปราณเชื่อมฟ้าดิน แต่นั่นหาใช่สิ่งที่ทำให้ทุกคนครั้นคร้าม แต่สิ่งที่สะกดตรึงทุกผู้คนคือรัศมีแห่งราชันย์...ราชันย์แห่งเพลิงอมตะเฟิ่งหวง
หนิงเซียนกวาดตามองไปยังทุกผู้คนรอบหนึ่ง สายตาของนางเย็นชาราวกับมองดูคนแปลกหน้า "พี่เสวี่ยหมิงคือคนที่ช่วยให้ข้าได้รับพลังแห่งเฟิ่งหวง แม้จะต้องเสียสละชีวิตของตนเอง แต่พวกท่านกลับ..."หนิงเซียนถลึงตาจ้องไปยังฟางเยี่ย
แรงกดดันของหนิงเซียนทำเอาฟางเยี่ยขนลุกเกลียว เข่าอ่อนจนแทบจะทุรดตัวลงกับพื้น แม้แต่ฮัวเหิวนเยี่ยนก็หน้าตาบูดเบี้ยว เพราะนางไม่คิดว่าเหตุการณ์จะกลับกลายเป็นเช่นนี้
"หนิงเซียน..."ฮัวเหวินเยี่ยนพยายามจะเอ่ยเพื่อแก้ไขเรื่องราว "เจ้าเหน็ดเหนื่อยมากแล้วไปพักผ่อนเสียก่อนดีหรือไม่"
"ขอบคุณท่านอาจารย์"น้ำเสียงที่แฝงความผิดหวัง สายตาที่เปลี่ยนไป แต่นางยังคงทำตามคำของฮัวเหวินเยี่ยน "ข้าคงเหนื่อยเกินไป" แต่ก่อนที่หนิงเซียนจะเดินผ่านผู้คนออกไป นางก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยทิ้งท้าย "พี่เสวี่ยหมิงคือผู้มีพระคุณของข้าหนิงเซียน หากใครกล้าเอ่ยวาจาลบหลู่เขาอีก ข้าหนิงเซียนจะถือว่ามันผู้นั้นเป็นศัตรู"
ฮัวเหวินเยี่ยนสูดลมหายใจหนาวเหน็บเข้าไป นางไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดที่ภายในเส้นทางการทดสอบ จึงทำให้เด็กสาวที่อ่อนโยนว่าง่าย กลับกลายเป็นเด็ดเดี่ยวเย็นชาเช่นนี้ไปได้ แต่ด้วยไหวพริบ และเล่ห์เหลี่ยมของนาง ฮัวเหวินเยี่ยนก็ไม่ลืมที่จะเปลี่ยนพลิกเรื่องราวให้เกิดผลดีต่อตนเอง "พวกเจ้าทุกคนได้ยินชัดแล้วใช่มั้ย !!! ลูกศิษย์ของข้า ผู้สืบทอดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะหนิงเซียน เอ่ยชัดเจนแล้ว ดังนั้นข้าในฐานะประมุขของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ขอสั่งให้ทุกคนจดจำสหายน้อยเสวี่ยหมิงเอาไว้ ว่าคือผู้มีพระคุณของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะของเรา หากใครกล้าดูหมิ่นสหายน้อยผู้นี้ต่อหน้าข้า มันผู้นั้นต้องได้รับโทษทัณฑ์"
ฟางเยี่ยที่เป็นคนเปิดประเด็นถึงกลับกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เดินตัวลีบหลบไปอยู่ที่ด้านหลังของฝูงชนด้วยใบหน้าซีดขาว ส่วนผู้อาวุโสที่ทำท่าทางฮึดฮัดก่อนหน้า ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีก้าวร้าวอีก
แม้ผู้คนทั้งหกจะกลับออกมาจากประตูมิติที่นำส่งไปยังเส้นทางทดสอบวิหคเพลิงอมตะเรียบร้อยแล้ว แต่ดวงไฟแห่งชีวิตดวงหนึ่งยังคงไม่มอดดับ แม้ว่ามันจะริบหรี่ลงไปมากมายแล้วก็ตาม