ตอน 19
เมื่ออดีตและปัจจุบันมาบรรจบ (2)
(ส่วนตอนท้าย)
เกริกไกรอุทานรำลึกถึงเพื่อนรักที่จากโลกไปแล้ว ยามมือหยิบใบภาพถ่ายที่ซ้อนอยู่กับแบบเรียนดนตรี
“อ๋อ รูปที่อาวนัสได้มาแล้วส่งจดหมายมาหาพ่อนี่เอง อาวนัสถึงกับยอมเสี่ยงไปขอจากโรงเรียนอินเตอร์มาได้” สุรีย์รัตน์เฉลยให้หมดจด “รูปเดียวที่มีน้องลอริสถ่ายรวมกับเพื่อนสาวสองสามคนและครูประจำชั้น”
“รูปนี้แปลกดี ลอริสใส่ชุดวอร์มสีน้ำเงินด้วย แต่หน้าไม่ยิ้มเลย” ชายวัยเจ็ดสิบยังอดสงสัยไม่หาย ไยลูกสาวฝรั่งคนนี้ช่างยิ้มยากนัก
“น้องเค้าก็ยิ้มยากแบบนี้อยู่แล้วละค่ะพ่อ” สุรีย์รัตน์คอยย้ำคำภาพลักษณ์อดีตน้องสาว “แต่หนูชอบนะคะ ชุดวอร์มที่ลอริสใส่ กางเกงขายาวสีน้ำเงินพอง ๆ น่ารักมาก พองกว่าของเพื่อนข้าง ๆ ด้วย น้องคงชอบใส่พองพลิ้วแบบนี้น่ะค่ะ หนูสังเกตได้จากชุดกางเกงสีขาวซ่อนในชุดเดรสขาวที่ใส่ประจำ”
“วนัสเค้าเก่งนะ” พ่อพรรณนาชื่นชมเพื่อนรัก “ขนาดเชื้อชาติฝ่ายแม่ยังสืบเจอว่าเป็นลูกครึ่งรัสเซียกับสวิส ส่วนชื่อลอริส อันนี้วนัสคงเดาเอาแล้วบอกกับพ่อ น่าจะมาจากแม่ตั้งชื่อพวกคำฝรั่งเศส ชื่อเลยไม่ค่อยคล้ายคนรัสเซียแท้ ๆ”
“เรื่องชื่อนี่ใช่เลยค่ะ เหมือนชื่อฝรั่งเศสเลย แต่แปลกนะคะ ลอริสชอบใส่ชุดสีขาว รูปครอบครัวที่จัตุรัสแดงก็ใส่ชุดกระโปรงสีขาว แปลว่าน้องคงชอบสีขาวมาก ๆ เลย”
เกริกไกรพยักหน้าไร้วาจา เพียงแย้มน้อย ๆ ให้ลูกสาวรับรู้ว่าลอริสเหมาะสมเพียงใดกับชุดสีขาว
ภาพความหลังสามสิบปียังลอยวนกลางใจสองพ่อลูก ชะตาใดหนอชักพาให้หนึ่งหญิงสาวรัสเซียเคยได้ร่วมอาศัยใต้ชายคาบ้านหลังนี้ตลอดสิบเดือน ชีวิตหนึ่งที่ต้องทนทุกข์กำพร้าพรากพลัดพ่อแม่เดิม ซ้ำร้ายร่างกายยังอ่อนแอแพ้พ่ายต่อความตาย หากแต่จิตใจช่างงดงามอ่อนโยนเหลือเกิน
มโนภาพลูกสาวรัสเซียยังมิเลือนรางใดเลย ชุดกระโปรงขาวที่สวมใส่ทุกคืนวันยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง สุดแสนตราตรึงใจยากจะเลือนลืม
ลูกสาวบรรจงเรียงเหล่าเอกสารใส่ลงซองใสดุจเดิม กระทั่งจัดเรียงห่อถุงบรรจุชุดสีขาวหลากหลายจนเป็นระเบียบ พ่อก็ช่วยกลัดเข็มขัดแต่ละเส้นปิดกระเป๋าหนังสีน้ำตาลจากรัสเซีย
“ต่อไปก็กระเป๋าใบนี้สินะ” เกริกไกรช่วยหยิบกระเป๋าหนังสีดำที่เปิดออกแล้วนำมาวางใกล้ตัว มีห่อถุงใสวางเรียงภายในด้วยกันสามห่อ ต่างล้วนบรรจุชุดขาวอมครีมที่น้าไสวเคยตัดเย็บให้ลอริสสวมใส่
“จะแกะอันไหนดีคะพ่อ” สุรีย์รัตน์ถามไถ่เคล้าไม่มั่นใจ ชั่วขณะหนึ่งจึงได้ยินเสียงพ่อบอกออกไป “ชุดก็คงคล้ายกันหมด เราหยิบชุดจากถุงกระดาษแทนก็ได้มั้ง”
ลูกสาวพยักหน้าตอบตกลง เพราะคิดอยู่ว่าน้าไสวคงตัดชุดให้ลอริสเหมือนกันหมด หากนับในกระเป๋าหนังสีดำและในถุงกระดาษที่เพิ่งยกเข้ามาในห้องนี้ก็รวมแล้วได้สี่ชุด
“ที่จริงน้าไหวตัดไว้ห้าชุดใช่ไหมคะ...” สุรีย์รัตน์เอ่ยแผ่วถึงความจริงที่มิกล้าบอกตามตรง
“ใช่แล้ว จริง ๆ มีถึงห้าชุด น้าไหวตัดแล้วมอบให้ลอริสได้ใช้สี่ชุด ชุดที่ห้ายังตัดไม่เสร็จ อยู่ในถุงกระดาษใบนี้แหละ”
“หนึ่งชุดอยู่ที่ตัวน้องลอริสใช่ไหมคะ...”
สิ้นเสียงอ่อนเอื่อยจากลูกสาว เกริกไกรก้มหน้ารินน้ำตาเอ่ออีกครา
“ถูกต้องแล้วลูกรัก...” เสียงพ่อสั่นเครือ “น้ำเลือกชุดนั้นให้ลอริสเป็นครั้งสุดท้ายก่อนฝังร่าง...”
“ใช่ค่ะ พ่อ...”
สุรีย์รัตน์พลันสะอื้น
มือเริ่มยับย่นซับน้ำตาให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนแล้วสวมกอด
“พ่อ... ไม่ค่อยได้กอดลูกแบบนี้เลย ถือว่าช่วยกันปลอบประโลมใจนะ...”
“ได้ค่ะ ยินดีค่ะพ่อคะ...” เสียงตอบแผ่วปนสะอื้นจากลูกสาวบ่งบอกว่าเต็มใจไร้ขัดข้อง
หนึ่งนาทีผ่านเลย อ้อมกอดสองพ่อลูกค่อยคลายลง ทั้งหยาดน้ำตา ทั้งห้วงจิตใจขื่นขมเริ่มผ่อนทุเลา
สายตาอ่อนโยนจากพ่อยังคงมองโฉมหน้าลูกสาว ส่งแย้มน้อยนิดเพื่อปลอบประโลม สุรีย์รัตน์เอ่ยขอบคุณทั้งเริ่มผลิยิ้มตอบรับ
“พ่อน่ารักที่สุดเลย... ปลอบหนูได้แม้หนูเป็นวัยป้าแล้วแท้ ๆ”
“ก็พ่อปลอบลูกมาแต่เล็กแล้วนี่นา ถึงพ่อแก่แล้วก็ยังปลอบได้นะ” เกริกไกรเอ่ยมุกตลกให้ลูกสาวเริ่มขบขัน
ลูกสาวมิยอมแพ้จึงยิงมุกตอบบ้าง “เหมือนแข่งกันร้องไห้ไม่รู้กี่รอบเลยนะคะพ่อ วันนี้ สุด ๆ จริง ๆ แต่หนูกลับยินดีนะ ยินดีจะร้องไห้”
“พ่อก็เช่นกันนะ น้ำตาผู้ชายฟังดูน่าอาย แต่พ่อก็ไม่ฝืนเลย ปล่อยให้ร้องออกมาจะอับอายยังไงก็ช่างมัน”
“เรามาดูชุดที่น้าไหวตัดเกือบจะเสร็จแล้วกันเถอะค่ะ” สุรีย์รัตน์เอ่ยชักชวน มือเอื้อมถุงกระดาษแล้วหยิบชุดสีขาวครีมขึ้นมา
“มีสามตัวนะ เหมือนชุดจากรัสเซียเลย” สายตาเริ่มชราวัยมองชุดกระโปรงยาวดุจชุดคุณหนู ทั้งมีเสื้อตัวในแขนระบายและกางเกงขายาวยามลูกสาวหยิบให้ชมพร้อมกัน
“เหมือนของรัสเซียเลยค่ะ น้าไหวตัดเก่ง” สุรีย์รัตน์ชมฝีมือจากน้าช่างตัดเย็บผู้ล่วงลับ “อุตส่าห์ตัดให้คล้ายของเดิมแทบจะเหมือนเป๊ะ เดรสกระโปรงยาวคลุมขาก็ยาวเท่ากัน กางเกงขาจั๊มก็ยังพอง ๆ พลิ้ว ๆ เหมือนขาจะพองกว้างกว่าของรัสเซียด้วยค่ะ”
“มิน่าเล่า พวกญาติ ๆ ทางน้าไหวพอเห็นชุดนี้เข้า ถึงกับงงไก่ตาแตก” พ่อพรรณนาเหตุแตกตื่นกลางงานเลี้ยงรวมญาติเมื่อหัวค่ำ “ชุดอะไรทำไมน้าไหวถึงตัดออกมาได้ น้าไหวตัดแต่ชุดไทยทำไมถึงมีชุดแบบนี้ ชุดก็สวยแปลกตาเกินจะเรียกว่าชุดที่คนไทยใส่ด้วยซ้ำ”
“พวกเขาน่าจะไม่เคยเห็นชุดสาวฝรั่งแนวเรียบหรูลูกคุณหนูใส่กันน่ะค่ะ” ลูกสาวผลิยิ้มชอบใจ “ผิดกับพวกเรานะคะที่เห็นครั้งแรกเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แล้วยังเห็นทุกวันทุกคืนตลอดสิบเดือนที่ลอริสยังอยู่กับเรา เห็นชุดนี้จนนึกว่าเป็นชุดทั่วไปเสียแล้ว”
“สำหรับลอริส คงเป็นชุดปกติธรรมดานะ แนวคุณหนูน่าทะนุถนอม แต่สำหรับเรา มันแปลกดี อย่างน้ำก็เคยบอกมันสวยเกินไปเกินจะใส่” เกริกไกรย้ำทวนวาจาจากลูกสาวที่เคยบอกเมื่อเนิ่นนาน
สุรีย์รัตน์พยักหน้ายอมรับ “ใช่ค่ะ หนูไม่กล้าใส่เลย มันสวยเกินน่ะค่ะ ฮ่า ๆ ต้องให้ลอริสใส่เท่านั้นแหละค่ะถึงจะเหมาะที่สุดเลย”
“พ่อว่า มันเหลือแค่ขาดกระดุมสองสามเม็ดเอง ชุดก็จะสมบูรณ์แล้ว เก็บรวมในกระเป๋าใบดำก็ได้มั้ง ยังมีที่เหลืออีก”
“ได้ค่ะพ่อ แต่... หนูใส่ทั้งถุงกระดาษลงไปไม่ได้ เอาไงดีคะ” คำบอกจากลูกสาวทำฝ่ายพ่อเริ่มลังเล
สุดท้ายเป็นน้ำเสียงจากคนชราวัยพลันเปลี่ยนใจ “งั้น... คงไม่ต้องดีกว่านะ ให้ชุดพวกนี้อยู่ในถุงเหมือนเดิม ตอนเก็บก็วางถุงกระดาษใกล้กับกระเป๋าทั้งสองใบก็ได้”
“ดีค่ะ งั้น... หนูรูดซิปปิดใบนี้นะคะ”
ไม่ร่ำไรให้พ่อตอบพยักหน้า ลูกสาวเริ่มจัดแจงปิดกระเป๋าหนังสีดำและวางเคียงกระเป๋าจากรัสเซีย ส่วนชุดที่เย็บกระดุมยังไม่เสร็จฝ่ายพ่อช่วยพับแล้วจัดใส่ลงถุงกระดาษ บรรจงวางลงข้างกระเป๋าทั้งสองตามที่ตั้งใจ
“มีของน่าสนใจตรงนั้นค่ะ” ลูกสาวเอ่ยทัก เกริกไกรมองตามสายตาสุรีย์รัตน์ที่เงยหน้ามองผนังฝั่งตรงข้าม แลเห็นกล่องกระดาษขาวสองกล่องวางพิงบนหิ้งเล็ก ๆ สีฟ้าอ่อน
วัยเจ็ดสิบลุกยืนเอื้อมหยิบทั้งสองกล่องขาวแล้วย่อตัวลง ยื่นส่งให้ลูกสาวเป็นฝ่ายเปิดมันออก
“ให้หนูเปิดทั้งสองกล่องเลยหรอคะ”
“น้ำเปิดเถอะ” พ่อพยักหน้าเคล้าเสียงแผ่ว
“แต่..” สุรีย์รัตน์กลับชะงักมือ “ไม่ไปเปิดข้างล่างให้ญาติเห็นพร้อมกันเลยเหรอคะ”
เกริกไกรพยายามร้องขอลูกสาว “พ่ออยากเห็นตอนมันถูกเปิดในห้องนี้ก่อนน่ะ”
แววตาสุรีย์รัตน์บ่งบอกก็คล้ายจะเข้าใจ ในห้องแห่งความหลังนี้คือห้องพิเศษ หากจะซึมซับบรรยากาศสามสิบปีวันวานแล้ว น่าจะเปิดกล่องที่เคยเก็บที่นี่ในห้องแห่งนี้เป็นดีที่สุด
“งั้นหนูเปิดกล่องนี้ก่อนนะคะ” ลูกสาวสุ่มเลือกหนึ่งในสองกล่อง
พลันได้ยินเสียงอุทานหวานแหววยามฝากล่องถูกเปิด “โอย... สวยจัง น่ารักอ่า...”
“กุหลาบวาเลนไทน์” เกริกไกรพรรณนาพรั่งพรู “ลอริสอุตส่าห์ทำกุหลาบจากกระดาษตั้งหลายดอกเรียงร้อยเป็นรูปหัวใจ น้องอยากขอบคุณน้ำและพ่อมากนะเลยทำขึ้นมาเพื่อบอกว่ารัก”
“ใช่ค่ะ น้องรักพวกเรามากจริง ๆ ค่ะ” ลูกสาวผลิยิ้มหวาน
“กุหลาบขาว กุหลาบชมพู และก็กุหลาบแดงเรียงสลับกันสวย ฝีมือน้องประดิดประดอยเก่งจัง”
“เรื่องงานฝีมือหนูง่อยมากค่ะพ่อ” สุรีย์รัตน์แอบอิจฉา “ลอริสเก่งมากหนูทึ่งเลย เล่นเปียโนก็ได้ ทำดอกกุหลาบก็ได้ แล้วก็ยัง...”
“อีกกล่องก็คือ ถักนิตติ้ง...” พ่อช่วยตอบอีกความสามารถของอดีตลูกรัก
มือลูกสาวประหม่าสั่นเล็กน้อยเคล้าใจระทึก “ใช่ค่ะ หนูเปิดดูเลยนะคะ ตื่นเต้นจัง”
ยามนี้สุรีย์รัตน์ยากจะอดใจรอ ไหนเลยฝ่ายพ่อก็ไม่ขัดข้อง ของสวยของงามจากน้องสาวแห่งความหลังอยู่ในมือแล้วแค่เปิดกล่องออกมา
“โอ้... สวยมาก ๆ” เกริกไกรอุทานบ้าง “ผ้าพันคอที่ลอริสอุตส่าห์ถักเป็นแรมเดือน...”
“ยังมีเข็มถักกลัดกับผ้าอยู่เลยค่ะ ม้วนไหมพรมก็เหลืออยู่น้อยแล้ว คิดถึงน้องจังเลย...” สุรีย์รัตน์รำพันวันคืนเก่าก่อน “เสียดายนะคะ น้องต้องจากไปทั้งที่ถักเกือบจะเสร็จแล้ว”
สองมือเริ่มย่นประคองหยิบผ้าพันคอสีครีม “อย่าเศร้าเลยลูก น้องได้ทำเต็มความสามารถแล้ว ตั้งใจถักเพื่อจะมอบให้น้ำโดยเฉพาะเลย...”
“หนูซาบซึ้งใจลอริสค่ะ... ปลื้มใจมาก น้องสาวสุดรักที่จากไป...”
“แปลกนะ ตอนนี้ไม่ร้องไห้แล้ว...” เกริกไกรแย้มมองตาลูกสาว อีกฝ่ายก็ผลิยิ้มไร้น้ำตา
“จริงด้วยค่ะ คงร้องไปเยอะแล้ว อิ่มน้ำตากันแล้ว ฮ่า ๆ”
พ่อยิ้มขำขันเบา ๆ “นั่นสิ อิ่มแทนน้ำเปล่าเลย” พลางส่งผ้าพันคอใส่มือลูกสาวอย่างระมัดระวัง
“โอย... นุ่มมือมากเลยค่ะ ไหมพรมอย่างดี สีครีมละมุนอบอุ่นจังเลย” สุรีย์รัตน์รำพันคะนึงหาภาพอดีต “คิดถึงมือเรียวสวย ๆ ของลอริสตอนถักนะคะ งดงามเพียงใดตอนเราคอยดูคอยเอาใจช่วย”
ชายวัยเจ็ดสิบเบิกแย้มน้อย ๆ “งามที่สุดเท่าที่เราจินตนาการเลยละ ลูกเอ๋ย...”
“ก่อนออกจากห้องดูอัลบั้มรูปถ่ายกันนะคะ” ลูกสาวคะยั้นคะยอชวนพ่อดูสิ่งรำลึกถัดไป อีกฝ่ายก็ยิ้มท่าเดียวไม่เคยขัดใจ “ได้สิ หยิบมาเลย...”
มือเริ่มย่นบรรจุผ้าพันคอนวลนุ่มกลับเข้ากล่องแล้วปิดฝา อีกมือลูกสาวช่วยปิดอีกกล่องใส่กุหลาบสวยเรียงร้อยเป็นรูปหัวใจ
สุรีย์รัตน์ลุกขึ้นยืน คว้าห่อผ้าชมพูและซองกระดาษน้ำตาลบนหิ้งสีม่วงเหนือศีรษะ ค่อยย่อตัวลงแล้ววางใกล้กล่องกระดาษขาวที่เรียงคู่ พลางเงยหน้าถามไถ่พ่อ “หนูว่า... จะเอาอัลบั้มรูปลงไปด้วยพร้อมกล่องขาวสองกล่องนี้ ส่วนซองกระดาษอันนี้เก็บแต่ฟิล์มไม่ต้องเอาลงไปนะคะ”
“ตกลง” เกริกไกรพยักหน้าเห็นพ้อง “กลับมาค่อยเก็บรวมกับซองใส่ฟิล์มภาพกลับเข้าที่เนอะ”
ลูกสาวหยิบซองใสบรรจุฟิล์มภาพจากซองกระดาษขึ้นมา “นี่ไงคะฟิล์มที่หนูเคยเล่าว่ายังเก็บอย่างดี พ่อไม่ต้องกังวลนะคะ อยากอัดรูปเพิ่มเมื่อไหร่หนูจัดการให้”
พ่อได้แต่ผลิแย้มพยักหน้าคล้ายวางใจฝีมือลูกรัก ไร้วาจาอันใดจะเอ่ยบอก
เมื่อเหล่าฟิล์มถูกสอดใส่ในซองกระดาษอีกครั้ง ในใจลูกสาวยังตื่นเต้นไม่หาย สองมือคลำปมผูกผ้าชมพูข้างกายแล้วแก้มัดออกหมด เพียงไม่กี่อึดใจจึงเห็นกล่องกระดาษสีเทาเข้มผิวอาบมัน
มือพ่อที่เริ่มยับย่นช่วยเปิดฝากล่องเทาออก เผยให้เห็นอัลบั้มรูปปกสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ภายใน
“มาดูกันเร็ว” สุรีย์รัตน์รบเร้าชักชวน พลันเปิดกางหน้าปกเพื่อดูรูปภาพภายในเล่มทั้งหมด
หลากรูปคู่ลูกสาวไทยฝรั่งเรียงรายในอัลบั้มภาพ หน้าแล้วหน้าเล่าที่เปิดผ่านอย่างเชื่องช้า สองคู่สายตาพ่อลูกร่วมซึมซับภาพแห่งความหลัง ต่างสนทนารำพันวันวานอันแสนสุข
เกริกไกรเบิกแย้มเชยชม “ชุดขาวของน้ำก็สวยนะ น้าไหวตัดให้พร้อมกับลอริสเลย”
“จริงด้วยค่ะ ของน้ำเป็นกระโปรงคลุมเข่ายาวแค่น่องบน ของลอริสยาวคลุมทั้งเท้าเลย ลูกคุณหนูด้วยกันทั้งคู่เลยค่ะ โอย... น่ารัก”
“แน่ะ ชมตัวเอง...” พ่อเริ่มหยอกเย้า
“ไม่ใช่ ๆ หนูชมลอริสต่างหากค่ะ ฮ่า ๆ” ลูกสาวเบิกตาวาวโตเคล้าแก้ตัว “ชุดนั้นที่หนูใส่ยังเก็บไว้ดีอยู่นะคะ แต่ไม่กล้าใส่อีกกลัวจะเก่าขาดเวลาซัก”
เกริกไกรไม่ขาดคำเชยชมอีก “ลูกเก็บความทรงจำเก่า ๆ ดีทุกอย่างเลย แม้แต่ชุดที่เคยใส่ พ่อนี่เก็บของไม่ได้เรื่องเลย หายหาไม่เจอหลายอย่างเลย ฮ่า ๆ”
“พ่อถ่ายรูปสวยนะคะ” ลูกสาวขอออกปากชมบ้าง “รูปแต่ละรูปเหมือนมีชีวิตชีวามาก ทำให้หนูดูเหมือนตุ๊กตากลมกลืนไปกับน้องลอริสเลยค่ะ”
“คิดถึงสนามหญ้าที่จัดสวนดอกไม้เล็ก ๆ ให้น้ำและลอริสได้มีรูปสวย ๆ เนอะ” พ่อวัยชราคอยชักพาอดีตน่าซึมซับอีกตามเคย
“คิดถึงเช่นกันค่ะ คิดถึงมาก ถึงแม้ตอนนี้กลายเป็นที่จอดรถเพิ่มตั้งแต่หนูแต่งงาน อยากทวงคืนต้องไปทวงกับคีรีสามีหนูแล้วละ แฮ่ะ ๆ”
สองพ่อลูกขบขันเบา ๆ คล้ายวันวานถูกขโมยออกไปจากใครคนอื่นที่มาอยู่ร่วมเพิ่ม แต่เรื่องพรรค์นี้ต่างรู้ดีว่ามันช่วยไม่ได้ บางทีอดีตบางอย่างก็ไม่ควรยึดติดหวงแหนเกินไป
“มีรูปเก็บไว้ก็ดีถมแล้วเนอะ ลูกเนอะ” เกริกไกรเอ่ยปลอบพลางลูบศีรษะลูกสาว
“ดูลอริสสิคะ คงมีความสุขมาก หนูสัมผัสได้” สุรีย์รัตน์แย้มน้อยแย้มใหญ่ “น้องไม่เคยยิ้ม แต่หนูเชื่อว่าน้องกำลังมีความสุข และขอบคุณที่มอบชีวิตใหม่ให้แม้เป็นช่วงชีวิตสุดท้าย”
“ตื้นตันจังเลยลูก บรรยายซะพ่ออยากร้องเลย แต่ก็ไม่ร้องนะ ไม่ต้องกลัว” เกริกไกรรีบบอกให้ลูกสาวอย่ากังวล “แม้ตายจากกัน เราคงได้เจอในกาลใดเวลาหนึ่งนะ พ่อเชื่ออย่างนั้น”
“น้ำก็เชื่อเช่นกันค่ะพ่อคะ” สุรีย์รัตน์จับมือพ่อ “แม่ของเรา น้องรัสเซียของเรา และน้าของเรา เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนค่ะ แม้แต่อาวนัสเพื่อนพ่อก็เช่นกันค่ะ”
ใบหน้าเริ่มชราแล้วเบิกแย้มคล้ายคำขอบคุณส่งมอบให้
มิวายลูกสาวยังสาธยายเชยชมต่อ “พ่อถ่ายรูปเก่ง แสงสวย ถ่ายไว้หลายเดือนเลย ทั้งในบ้าน ในสวนหย่อม แม้แต่ในห้องนอน พ่อก็ยังช่วยถ่ายรูปตอบหนูหอมแก้มน้องด้วยค่ะ”
สุรีย์รัตน์พักหายใจชั่วขณะ “แต่หนูขอถ่ายรูปอยู่ใบหนึ่ง ตอนพ่อหอมแก้มลอริสก่อนนอนให้หลับฝันดีด้วย โรแมนติกมาก ๆ นะคะ พ่อลูกห่วงใยกัน”
เกริกไกรเริ่มขวยเขิน “หอมแก้มลอริสแค่ครั้งเดียวเอง ลูกนะลูกคะยั้นคะยอซะเหลือเกิน ถ่ายรูปเป็นหลักฐานให้อีกแน่ะ” ว่าแล้วพลางชี้ยังรูปที่สุรีย์รัตน์เป็นคนกดชัตเตอร์บันทึกไว้พอดิบพอดี
“น่ารักดีออกค่ะ ลอริสเรียกพ่อบ่อย ๆ เป็นภาษารัสเซีย แต่คำว่าอะไร หนูลืมไปแล้วค่ะ อิ ๆ” สุรีย์รัตน์หรี่ตาหยีอดขำความแฟมิลีแมนของพ่อไม่ได้
วัยเจ็ดสิบยังส่งยิ้มขบขัน มองลูกสาวเปิดจนถึงหน้าสุดท้าย ว่างเปล่าไร้รูปถ่ายสอดไว้แม้สักใบ กลับกลายเป็นแผ่นกระดาษโน้ตสีเหลืองที่กึ่งกลางเขียนด้วยดินสอเป็นภาษาไทย
“สุธาวัลย์” ลูกสาวเอ่ยอ่านคำออกมาแผ่ว ๆ
“ลายมือสวยจัง” พ่อปริปากชม “นี่คงเป็นภาษาไทยแค่ไม่กี่ตัวที่ลูกลอริสหัดเขียนสินะ”
“ใช่ค่ะ พ่อ น้ำอยากให้น้องเรียนภาษาไทยตามที่ลุงสานิตย์แนะนำ จะได้อยู่ที่นี่ในฐานะนักเรียนข้ามชาติในวันข้างหน้า แต่ก็กลัวน้องจะลำบากตอนยังป่วยอยู่ หนูเลยให้เริ่มจากคำสั้น ๆ แบบนี้ก่อน แบบเรียน ก. ไก่ ก็ยังไม่ทันคิดจะให้เรียนเลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรลูก ทำดีที่สุดแล้วละ” เกริกไกรยังเชยชมต่อ “ลูกยังอุตส่าห์หาชื่อไทยแทนตัวน้องด้วยนะ ชื่อก็เพราะพริ้งมาก สุรีย์รัตน์ สุธาวัลย์ พี่น้องคู่กัน”
ลูกสาวยิ้มไม่หุบ “เผื่อน้องได้สัญชาติไทยไงคะพ่อ เราจะได้มีชื่อไทยเพราะ ๆ ให้น้องน่ะค่ะ”
“อืม... ถ้าลอริสยังอยู่ถึงวันนี้ล่ะ จะเป็นยังไงนะ” เกริกไกรเงยหน้ามองเพดานคล้ายอยากลองจินตนาการ
“ก็เป็นป้าเหมือนหนูนี่แหละค่ะ พ่อ...” ลูกสาวเริ่มพรรณนาพาไป “แต่... เป็นป้าที่สวยนะคะ หนูเชื่อเช่นนั้น แล้วผมน้องก็คงยาวเหมือนราพันเซลด้วยค่ะ เคยเห็นสาวรัสเซียคนนึงในอินสตาแกรมไว้ผมสวยมาก อายุก็สามสิบปลาย ๆ ได้แล้วละค่ะ แต่สวยจริง หน้ายังดูสวย ไว้ผมม้าน่ารัก ผมยาวย้วยถึงปลายขาแล้วยังถักเปียเหมือนราพันเซล หนูยังชอบเลย เห็นทีไรแอบคิดถึงลอริสตอนวัยใกล้ ๆ หนูเลยค่ะ ไว้หนูหารูปสาวรัสเซียคนนั้นเจอจะเรียกให้พ่อดูนะคะ”
“ลอริสต้องสวยแน่นอน ลูก...”
พ่อก้มลงหันมาแย้มตอบก่อนเอ่ยชวน
“เราหาเวลาไปเยี่ยมลอริสกันดีไหม ไม่ได้ไปนานหลายปีแล้ว”
“จริงหรอคะ...” สุรีย์รัตน์เบิกตาวาว “หนูกลัวพ่อจะทำใจไม่ได้ไม่กล้าไป ห้าปีได้แล้วมั้งคะที่ไม่ได้ไปเยี่ยมสุสาน... ว่าแต่พ่อยังบริจาคให้คริสตจักรแถวย่านคนต่างประเทศอาศัยในซอยสุขุมวิทอยู่ใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้ว...” เกริกไกรเบิกสีหน้ามั่นใจ “พ่อบริจาคให้ทุกปี ปีละสามหมื่นสี่หมื่นตลอดเลย พวกซิสเตอร์ที่รับลงบัญชีไว้บอกเสมอว่า แปลกใจไม่ใช่คนคริสต์แต่ทำไมชอบบำรุงให้พวกเขา ให้ทีไรเขาขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ไม่หวังจะให้มากขนาดนี้แค่บำรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้จ่ายดูแลสุสาน พ่อก็ตอบเพียงว่า อยากให้ช่วยดูแลลอริสไปตลอด เขาเลยบอกเงินมากพอแล้ว ถึงขนาดเก็บน้องสาวได้เป็นร้อยปีเลย เกรงใจกันยกใหญ่”
“โอ๊ย.. รู้สึกดีเลยค่ะ” ลูกสาวยิ้มพิมพ์ใจ “หนูช่วยออกบ้างนะคะ จะได้แบ่งเบาทางพ่อบ้าง”
มือเริ่มย่นลูบศีรษะตอบแทน “ขอบใจนะลูกรัก...”
บทสนทนาหยุดเพียงไม่กี่อึดใจ พลันได้ยินเสียงสายเรียกเข้าจากมือถือในกระเป๋าหิ้วดังขึ้น สุรีย์รัตน์รีบล้วงออกมากดรับสาย
“ตัวเอง... มีอะไรหรอ...”
ปลายสายถามไถ่ไร้ทักทาย “เสร็จยัง... ญาติสงสัยกันใหญ่แล้ว นี่ต้องเฝ้าทางขึ้นบันไดเลยนะเกรงจะมีคนขึ้นไปขัดจังหวะ...”
ชายวัยเจ็ดสิบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ส่วนหญิงสาววัยสี่สิบแปดก็ส่งเสียงขบขันเล็กน้อย
“โทษที โทษที เราอยู่กับพ่อนานมาก อยู่กันเพลินมาก ไม่รู้เลยว่าอยู่กันชั่วโมงกว่าแล้ว...”
เสียงจากคีรีปลายสายเริ่มน้อยใจ “โธ่... อุตส่าห์ช่วยกันคนขึ้นมาข้างบนนะนี่ ไม่คิดว่าจะนานมาก ญาติเขาซุบซิบกันแล้วว่าเธอกับพ่อข้ามไทม์แมชีนไม่กลับมาแล้วหรือเปล่า ฮ่า ๆ”
“มุกเยอะนะคะ คุณสามี...” สุรีย์รัตน์ยิ้มใส่มือถือหวังให้ปลายสายรับรู้ “ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่เข้าใจหัวอกเรากับพ่อน่ะ เรื่องนี้มัน... มันยากจะบอกเล่าให้ใครเข้าใจง่าย ๆ เพราะพวกเราผ่านเหตุการณ์แบบนั้นมาจนลืมไม่ลง”
“อืม... ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน่า ตอนลงไปคงต้องอธิบายให้พวกเขาเหนื่อยหน่อยนะ ทำไมหายกันไปซะนานเลย ฮ่า ๆ” ปลายสายขอขำขันบ้าง
“จ้า อีกห้านาทีเดี๋ยวลงไปนะ”
เสียงตู๊ดสั้น ๆ สุดท้ายเมื่อสายสนทนาตัดลง สุรีย์รัตน์เก็บมือถือลงกระเป๋าหิ้ว พลางผลิยิ้มให้พ่อที่แย้มขบขันสองสามีภรรยาสนทนายิงมุกใส่กันไปมา
“ออกจากห้องกันเถอะนะ” เกริกไกรชวนลูกสาวกลับไปหาบรรดาญาติที่งานสังสรรค์เบื้องล่าง
“ได้ค่ะ” สุรีย์รัตน์พยักหน้าพลางหยิบกระเป๋าถือคล้องไหล่ มือซ้ายคว้าอัลบั้มภาพถ่ายความหลังสามสิบปีก่อน มือขวาหยิบกล่องสีขาวบรรจุงานฝีมือกุหลาบวาเลนไทน์
ยังเหลืออีกหนึ่งกล่องที่ตอนนี้อยู่บนมือขวาจากชายวัยเจ็ดสิบแล้ว
“พ่อถือกล่องใบนี้เองนะ ผ้าพันคอฝีมือน้อง...” เกริกไกรอาสาพลางบอก “ลูกก้าวออกก่อนเดี๋ยวพ่อเลื่อนปิดเอง”
“ปิดได้ไม่ยากนะคะ...” ลูกสาวถามไถ่ยังห่วงใยพ่อ
มือเริ่มยับย่นอีกข้างที่ยังว่างกดปิดสวิตช์ไฟ จากนั้นจึงยื่นจับขอบบานผนังที่พับซ้อน ค่อยดึงแผ่ออกมาจนผนึกห้องแห่งความหลัง
กลไกกุญแจถูกหมุนกลับเข้าที่ บัดนี้ห้องเล็กที่เก็บเรื่องราวอีกหนึ่งลูกสาวจากแดนไกลเคยร่วมชีวิตด้วยกันก็ปิดทึบอีกครั้ง
หากแต่... ห้องเล็กแห่งนี้คงปิดไว้เพียงชั่วคราว เมื่อสามสิ่งสุดล้ำค่าของสองพ่อลูกถูกนำออกจากห้อง หวังให้ญาติได้ชื่นชมเพียงคืนนี้คืนเดียว
ดอกกุญแจสีเงินถูกวางบนกล่องไหมพรมชมพูเคียงร่างตุ๊กตา
สองเท้าพ่อลูกค่อยสืบก้าวออกจากห้องนอน
“หวังว่าพวกเขาคงชอบและเอ็นดูน้องลอริส น้องตุ๊กตานางฟ้าของพวกเรานะคะ”
สิ้นเสียงหวานจากสุรีย์รัตน์ ชายเริ่มชราวัยเบิกสีหน้าเคล้าแย้มยิ้มแล้วหันตอบรับ
“แน่นอนจ้ะลูก”
-จบตอน-
