ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 เก็บกวาดหลังงาน (2)

            “ต่อให้นายจะโมโหไปก็เท่านั้นเบื้องบนกำชับมาว่าให้พูดตามสคริปต์ทุกตัวอักษร และห้ามเพิ่มคำพูดไปตามอำเภอใจ”ผู้จัดการส่วนตัวถอนหายใจ “เสี่ยวเจิ้น ครั้งนี้เป็นคำสั่งของเลขาฯ ผู้ว่าการมณฑลฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนว่าทำไมละครของพวกเราถึงได้รับความสนใจจากข้าราชการระดับนี้แต่ฉันรู้เพียงอย่างเดียว ถ้านายไม่พูดตามสคริปต์นี้ พวกเราเตรียมตัวไสหัวออกจากวงการบันเทิงไปได้เลย”

            เจิ้งซ่งไม่ปริปาก นิ่งเงียบไปสักพักใหญ่จึงแค่นเสียงหึในลำคอ“ผู้จัดการจาง เบื้องหลังเขามาจากไหน ตรวจสอบได้ไหม? หน้าตายไร้อารมณ์ชะมัดอย่าบอกนะเป็นพวกลูกคุณหนูตระกูลผู้ดีอีก”

            “ไม่ใช่” ผู้จัดการจางขยับแว่นสายตา น้ำเสียงพูดขึ้นอย่างสงสัย“ที่น่าแปลกมันอยู่ตรงนี้นี่แหละ... จริงอยู่ว่าคนที่ชื่อสวีหยางอี้คนนั้นมีรูปร่างหน้าตาส่วนสูงที่ไปได้ดีในวงการบันเทิงแต่ฉันค้นหาภูมิหลังของอีกฝ่ายไม่เจอเลย...”

            “หาไม่เจองั้นเหรอ? เขาไม่มีโมเดลลิ่งเอเจนซี่เหรอ?ไม่มีประวัติผลงานการแสดงงั้นเหรอ? อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่ทาบทามเข้าวงการบ้างสิ?!”ความโมโหเดือดดาลของเจิ้งซ่งคนนี้ไม่ใช่เล่นๆได้ยินเช่นนั้นก็สาดโทสะออกมาเป็นฝืนเป็นไฟ ทั้งทุบโต๊ะ ทั้งแหกปากดังลั่น“ไม่มีดาราหน้าไหนที่ไม่มีคนทาบทามเข้าวงการ! อย่างน้อยเขาก็ต้องมีผู้จัดการส่วนตัวไม่ใช่รึไง?แล้วผู้จัดการส่วนตัวของเขามาจากบริษัทไหน?!”

            “ไม่มีเลย... และฉันก็ไม่ได้หมายถึงแค่ข้อมูลพวกนี้...” ผู้จัดการจางคล้ายหวาดกลัวขึ้นมารำไรเขาเดินไปที่ประตู ล็อคลูกบิด กดเสียงต่ำ “แม้แต่... ข้อมูลวันเกิดหรือประวัติก่อนเข้าวงการ... ล้วนว่างเปล่า... เหมือนกับว่า...”

            เขาเม้มปากแน่นพักหนึ่ง “เหมือนกับคนๆ นี้โผล่มาจากอากาศ...”

            แม้เจิ้งซ่งจะโมโห แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ หลังจากได้ยินคำพูดนี้ไม่ใช่แค่ผู้จัดการจาง เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็หายโมโหลงทันที

            “มีคนคุ้มครองเขาอยู่สินะ?” เจิ้งซ่งลุกขึ้นเดินวนไปวนมาครุ่นคิดสักพักใหญ่จากนั้นก็หยุดชะงักและขมวดคิ้วเอ่ยถาม“แสดงว่าสถานะและตัวตนของเขาค่อนข้างพิเศษสินะ? ไม่ใช่สิผู้จัดการจาง พวกเราอาจคิดมากไปเองก็ได้? ถ้าสถานะของอีกฝ่ายสูงส่งขนาดนั้นเขาจะมาที่กองละครของพวกเราทำไม?”

            “แน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องบางอย่าง...”

            “ใครกัน...”

            ประตูที่เดินไปปิดกับมือเมื่อครู่ถูกเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียงผู้ชายชุดสูทคนหนึ่งสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ตัดผมสั้นสไลด์รับใบหน้ามีวัยรุ่นหนุ่มสาวเดินตามหลังสี่คนกำลังเดินตรงมาหาพวกเขา

            แม้เขาสวมใส่ชุดสูท แต่ก็ไม่ได้ผูกเนกไทด์ กระดุมติดไม่ครบเม็ดเจิ้งซ่งมองไม่ออกว่าเป็นยี่ห้ออะไร ดูเหมือนอีกฝ่ายหยิบมาใส่แบบลวกๆแล้วก็ออกจากบ้านเท่านั้น

            แต่วัยรุ่นหนุ่มสาวที่อยู่ด้านหลังพวกนั้นกลับแต่งตัวทำผมเข้ากับรูปร่างหน้าตายิ่งนักเสื้อผ้าที่สวมใส่บนตัวน่าจะราคาหลายหมื่นเข็มกลัดที่ปักอยู่บนอกของผู้หญิงหนึ่งคนในนั้นคือผลงานรุ่นใหม่ของดีไซน์เนอร์ระดับแถวหน้า

            “คุณจ้าว” ผู้จัดการจางดวงตาเป็นประกาย เขามองออกทันทีว่าคนคน นี้เป็นใครเพราะการถ่ายทำละครที่ต้องใช้พื้นที่ใกล้ๆ บึงบงกชจตุทิศต้องอาศัยการพูดคุยกับอีกฝ่าย เขาโค้งคำนับเอ่ย “คุณมาได้อย่างไรครับ?”

            จ้าวหยวนจิ้งไม่ชายตามองเขาสักนิดเขาคลี่ยิ้มหันไปพูดกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ “พวกเขานี่แหละ”

            พวกเรางั้นเหรอ?

            พวกเราทำอะไรผิดงั้นเหรอ?

            ผู้จัดการจางรู้สึกว้าวุ่นขึ้นในใจเปลือกนอกของวงการบันเทิงดูเหมือนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาของวัยรุ่นหนุ่มสาวแต่ในความเป็นจริงตัวเองกลับรู้ดีว่าเป็นอย่างไรการติดต่อกับรัฐบาลท้องถิ่นของสถานที่ที่พวกเขาเข้าไปถ่ายทละคร นับเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาปวดหัวไม่น้อยโดยเฉพาะต้องติดต่อกับลูกหลานนักการเมืองอย่างจ้าวหยวนจิ้ง

            “ไฉนวันนี้คุณจ้าวถึงมีเวลามาได้ครับ” ผู้จัดการจางรีบตั้งสติปรับอารมณ์ปั้นสีหน้าจริงใจขึ้นมาทันทีและรีบต้อนรับพวกเขาทุกคนเป็นอย่างดี “เชิญทุกท่านนั่งก่อนครับเดี๋ยวผมไปชงกาแฟมาให้”

            “ไม่ต้อง” ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่นั่งไขว่ห้างพาดแขนที่โซฟา เงยหน้ามองเพดาน“ฉันกลัวว่าทุกคนจะไม่รู้จักฉัน ก็เลยเรียกคนที่ทุกคนน่าจะรู้จักมาด้วย”

            ปากลาไม่ปะทะปากม้า! ทั้งผู้จัดการจางกับเจิ้งซ่งต่างพากันนิ่งเงียบ

            ไม่มีการแนะนำตัวใดๆ ทั้งสิ้น เดินเข้ามาวางตัวเป็นใหญ่ไม่ต้องรู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่าย แต่ดูจากกริยาท่าทางก็รู้แล้วว่าภูมิหลังไม่ธรรมดาอีกฝ่ายไม่มีท่าทีสนใจผู้จัดการจางและเจิ้งซ่งแม้แต่น้อย 

            ผู้จัดการจางเหงื่อเย็นผุดเต็มหัว

            ดวงตาของเขามองเหยียดคนที่อยู่ด้านหน้าคนที่ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงทุกคนรู้จักสายตาแบบนี้เป็นอย่างดีถึงแม้คนที่มาเยือนจะมาอย่างเงียบๆ ไม่เอิกเกริกเหมือนลมเฉื่อยฉิวโชยแต่ผู้จัดการจางรู้ดีว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะต้องเป็นกลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลของมณฑลหมิงสุ่ยอย่างแน่นอน

            โดยเฉพาะคนรูปร่างสูงใหญ่คนนี้ที่นั่งอยู่บนโซฟา...โดยคนที่เหลืออีกสามคนยังยืนอยู่

            ไม่มีใครกล้านั่งร่วมโซฟาเดี๋ยวกับเขา!

            แม้แต่จ้าวหยวนจิ้งก็ไม่กล้า!

            มือผู้จัดการจางเปียกชุ่ม แค่จ้าวหยวนจิ้งก็ทำเอาเขากระวนกระวายใจแล้ว

            เขาพยายามใช้สายตาสื่อสารไปยังเจิ้งซ่งที่ไม่รู้จักคนพวกนี้ว่าลำพังแค่จ้าวหยวนจิ้งก็ทำให้ละครพวกเขาพังไม่เป็นท่าได้แล้ว ต่อให้นายเป็นดาราคนมีชื่อเสียงก็ทำอะไรไม่ได้

            “พี่ฉู่กังวลว่าพวกนายจะไม่เข้าใจงานนี้ ก็เลยมาที่นี่ด้วยตัวเอง”จ้าวหยวนจิ้งคลี่ยิ้ม “คุณจาง คุณอย่าลืมว่าฉันเป็นคนอนุญาตให้พวกคุณเข้ามาถ่ายทำที่นี่ละครของคุณขึ้นอยู่กับลมปากของฉัน ฉันขอเตือนคุณเอาไว้อย่างพรุ่งนี้จงจำสคริปต์ให้ได้ทุกตัวอักษร ห้ามตกหล่นแม้แต่ตัวเดียวและห้ามพูดเพิ่มเติมเองแม้แต่คำเดียว”

            “ถ้าเผลอพูดออกไป พวกนายก็ขนกองละครกลับไปซะ”ฉู่เจาหนานปัดมือเหมือนเป็นเรื่องปกติ สำหรับเขาก็แค่ละครหนึ่งเรื่องเท่านั้นไม่มีได้มี ค่าอะไร 

            ถ้างานนี้เป็นไปได้ด้วยดี พวกนายก็ถ่ายต่อ ถ้าทำพัง แล้วจะอยู่ต่อไปทำไม?ขวางหูขวางตาเปล่าๆ

            ลงทุนไปเป็นสิบล้านร้อยล้าน... ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉัน

            ผู้จัดการจางเหงื่อเย็นผุดเปียกชุ่ม

            คนๆ นี้เป็นใครกันแน่?

            ทำไมถึงทรงอิทธิพลได้ขนาดนี้? นี่เป็นละครที่ทุ่มทุนสร้างเป็นแสนล้านเชียวนะ!จะให้ยกเลิกก็ยกเลิกได้ง่ายๆ เลยงั้นเหรอ!

            ผู้จัดการจากส่งสายตาไปหาจ้าวหยวนจิ้งแต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจ และหันมาคลี่ยิ้ม“ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ?”

            “รู้เรื่องครับ...” ผู้จัดการจางรีบตอบกลับทันที เจิ้งซ่งที่อยู่ข้างๆได้แต่ตกตะลึงอึ้งงัน

            นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

            “บอกดาราในสังกัดของนาย อนาคตของเขาขึ้นอยู่กับปากของเขา ถ้าทำไม่ได้อย่าหวังว่าจะออกจากมณฑลหมิงสุ่ยได้” ฉู่เจ้าหนานมองเจิ้งซ่งด้วยสายตารังเกียจ

            ก่อนเข้าเรียนที่เทียนเต้า ฉู่เจาหนาเคยได้ยินข่าวอื้อฉาวของเจิ้งซ่งมาบ้างการที่เขาบังคับตัวเองให้พูดกับอีกฝ่ายได้เป็นปกติแบบนี้ ถือว่าดีมากแล้ว

            “ครับ! รับทราบครับ!” ผู้จัดการจางรีบรักปากโดยไม่สนใจสีหน้าซีดเซียวเป็นไก่ต้มของเจิ้งซ่งแม้แต่น้อย

            ตอนนี้ภายในใจของเจิ้งซ่งว้าวุ่นปั่นปวนเต็มไปด้วยความสงสัยที่ไม่ได้คำตอบ

            เขาเป็นใครกัน?

            เอาแต่ใจเกินไปแล้ว

            นิสัยเอาแต่ใจส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงออกมาตรงๆ แบบนี้ต่อหน้าทุกคนต่างยิ้มแย้มให้กัน แล้วชักมีดแทงกันลับหลังแต่สำหรับฉู่เจาหนานนั้นต่างออกไป เพราะวิธีคิดของคนธรรมดากับผู้ฝึกตนต่างกัน

            สำหรับฉู่เจาหนานแล้วไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใคร

            พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องไว้หน้า

            “จงจำเอาไว้” เมื่อพูดจบ พวกเขาก็จากไป คำสั่งจากเบื้องบนพรุ่งนี้ห้ามเล่นนอกบทเป็นอันขาด

            “ให้ของเขาไปรึยัง?” เมื่อเดินถึงประตูฉู่เจาหนานเอ่ยถามเสียงต่ำ

            จ้าวหยวนจิ้งหยุดชะงึก “อุ้ย ลืมสนิทเลยเดี๋ยวผมค่อยส่งไปให้เขาทีหลังก็ได้”

            ฉู่เจาหนานพยักหน้าแลผลักประตูเดินออกไป

            “ปึง...” เสียงประตูปิดลง บรรยากาศในห้องเงียบสงัด

            “ผู้จัดการจาง พวกเขาเป็นใครกันแน่!!” หลังจากนั้นครู่หนึ่งเจิ้งซ่งก็พูดขึ้นอย่างโมโห “คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!? คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน!?”

            “ไม่ใช่ใครที่ไหน...” ผู้จัดการจางมองประตูด้วยสายตาหลากอารมณ์เขากัดฟันพูด “หนึ่งในนั้นคือลูกชายคนเดียวของหนึ่งในรองผู้ว่าการมณฑลแซ่จ้าว”

            “...” เจิ้งซ่งอึ้งเป็นใบ้

            ต่อให้ชื่อเสียงเจิ้งซ่งจะโด่งดังแค่ไหน แต่เมื่อเปรียบกับลูกหลานนักการเมืองแล้วเขาจะเอาปัญญาไหนไปสู้

            ทั้งสองคนเก็บปากเงียบไปสักพักภายในใจทั้งสองต่างมีคำถามผุดขึ้นมาเหมือนกัน

            ใครเป็นหัวหน้าคนกลุ่มนี้?

            เป็นแค่ความคิดผุดขึ้นมาในใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม

            ไม่สิ... เรื่องนี้ไม่สำคัญ คนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวกันเป็นกลุ่มขนาดนี้ดูเหมือนพูดจาแค่ไม่กี่ประโยค แต่การที่คนอย่างพวกเขามาพูดอยู่ต่อหน้าถือว่าเป็นการเตือนที่ดีที่สุดแล้ว!

            อย่าว่าแต่ดาราหรือผู้จัดการดาราอย่างพวกเขาเลยต่อให้เป็นประธานบริหารบริษัทก็ต้องปั้นสีหน้ายอมฟังเหมือนกัน!

            อีกฝั่งไม่เลือกวิธีโทรศัพท์คุย แต่เลือกที่จะมาคุยต่อหน้าแม้คำพูดมีไม่มาก แต่ทีท่าชัดเจน!

            คำถามก็คือ...

            คนพวกนี้กำลังปกป้องคุ้มครองคนที่จะขึ้นตอบคำถามนักข่าววันพรุ่งนี้อยู่เหรอ?

            คนที่สืบหาข้อมูลไม่เจอคนนั้น... มีสถานะเป็นอะไรกันแน่?

            “ดูเหมือนพวกเรา... จะเข้าไปพัวพันกับปัญหาใหญ่ซะแล้ว...” ผ่านไปสักพักผู้จัดการจางจึงถอนหายใจลากยาวอย่างละเหี่ยใจ

            ...

            เช้าวันต่อมา เวลาสิบนาฬิกา สวีหยางอี้เดินทางมาถึงสถานีโทรทัศน์ประจำมณฑลหมิงสุ่ยตรงเวลาการตอบคำถามนักข่าวถูกจัดขึ้นที่นี่

            “คุณสวีครับ ขอเรียนเชิญ!” เมื่อเข้าห้องมา ก็มีเสียงกล่าวต้อนรับดังขึ้น“ได้ร่วมสัมภาษณ์กับคุณครั้งนี้ นับว่าเป็นเกียรติของพวกเราอย่างยิ่ง!”

            “สวัสดีครับ พวกคุณคือ...” สวีหยางอี้จับมือทักทาย

            เจิ้งซ่งกับผู้จัดการจางหน้าซีดไปเลย

            อีกไม่ฝ่ายไม่จำด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นใคร

            “แหะๆ พวกเราเป็นคนร่วมสัมภาษณ์ของคุณในครั้งนี้ครับเขาเป็นดาราในสังกัดของผม ส่วนผมเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขาชื่อปี้ซิ่งจางครับ” ผู้จัดการจางไม่กล้าเผยสีหน้าไม่พอใจแม้แต่น้อย

            สวีหยางอี้พยักหน้า ผายมือเชิญ จากนั้นทั้งสามก็นั่งลงที่โซฟาตัวเดียวกัน

            นี่เป็นสถานที่ถ่ายทอดสดแห่งหนึ่ง มีรายการหลายรายการถ่ายทำที่นี่ไม่ถึงห้านาที ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

            “คนนี้คือพิธีกรที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของมณฑลหมิงสุ่ยดำเนินการมาแล้วหลายรายการ ชื่อว่าหลิวอวี้เหราและวันนี้เธอจะเป็นคนสัมภาษณ์พวกเราค่ะ” มู่ตันกระซิบข้างหูสวีหยางอี้“อีกอย่าง...วิดีโอสัมภาษณ์ของคุณวันนี้จะถูกอัพโหลดลงเว็บไซต์ซิวสิงอายส์ด้วยค่ะ”

            “ทำไมเธอไม่บอกฉันล่วงหน้าเรื่องนี้”สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพลางเอียงหัวกระซิบถามมู่ตัน

            “ขั้นตอนนี้เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาวันนี้อย่างกะทันหันค่ะเพราะยอดกดเข้าชมวิดีโอของคุณสูงมาก” มู่ตันคลี่ยิ้มตอบ “หัวหน้าคะการค้นหาเครือข่ายความสัมพันธ์ของโลกผู้ฝึกตนไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะในโลกที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเจริญเติบโต เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นนี้ส่งอิทธิผลต่อการสร้างเครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ของผู้ฝึกตนมากค่ะ”

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน