บทที่9
มู่ซาน
หลังจากที่ทั้งสองรับประทานอาหารเช้ากันจนเสร็จเรียบร้อยหนานกงจิ่นอวี่ลุกขึ้นจากที่นั่งโดยไม่เอ่ยคำใดเขาเดินไปหยิบชุดเกราะที่แขวนอยู่มุมห้อง ก่อนจะเริ่มสวมใส่อย่างคล่องแคล่ว
ชุดเกราะนั้นเป็เกราะโลหะสีดำสนิทออกแบบตามแบบขุนพลในยุคราชวงศ์ ดูเรียบแต่สง่างาม แม้จะผ่านการใช้งานมาไม่น้อยแต่เมื่ออยู่บนร่างสูงของเขาแล้วกลับแลดูทรงอำนาจอย่างประหลาด
เซี่ยอันอวี่ที่มองอยู่เงียบ ๆเอ่ยขึ้นเบา ๆ น้ำเสียงนางไม่แข็งนัก แต่แฝงด้วยความกังวลบางอย่าง
“ท่าน…จะออกไปสำรวจหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่ที่เพิ่งรัดเชือกคาดอกแน่นเรียบร้อยเงยหน้าขึ้นและพยักหน้าตอบกลับอย่างเรียบง่าย
“ใช่”
เซี่ยอันอวี่มองอีกฝ่ายที่หันหลังกำลังจะเดินออกไปสุดท้าย นางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวบางอย่างตามหลัง
“...ระวังตัวด้วย”
เสียงของนางแม้จะเบาแต่ก็เต็มไปด้วยน้ำหนักของความหมาย ไม่ใช่เพียงเพราะความห่วงใยแต่เพราะรู้ดีว่านอกกำแพงเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายที่ยากคาดเดา
หนานกงจิ่นอวี่ที่ยกเท้าจะก้าวพ้นประตูหยุดชะงักชั่ววินาที
เขาหันกลับมาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบรับอีกครั้ง พร้อมกล่าวเสียงสั้น “อืม”
แล้วจึงก้าวออกไปจากเรือนเ้าเมืองซึ่งเป็เพียงเรือนไม้เก่า ๆ ที่แทบไม่อาจเทียบเคียงคำว่า “จวน”
บานประตูไม้ส่งเสียงแ่เมื่อปิดลงเหลือเพียงเซี่ยอันอวี่ที่ยังนั่งอยู่ในห้องนั้นเพียงลำพัง
นางไม่ได้พูดอะไรต่อไม่ได้ถามถึงเื่เมื่อคืน ไม่ได้เอ่ยถึงััหรือคำพูดแฝงความลับ
เพราะนางรู้ดี…
หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้เปิดโอกาสให้พูดถึงเื่นั้นอีก...หรืออาจจะไม่้าให้พูดถึงเลยด้วยซ้ำ
เซี่ยอันอวี่ไม่ใช่สตรีที่โง่เขลาเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ความเงียบเฉียบ และแววตาที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆนางก็ตัดสินใจได้ในทันทีว่า "เื่นี้ไม่ควรพูด"
เพราะหากอีกฝ่ายตั้งใจจะปิดบังอย่างจริงจังและหากเื่นี้คือความลับที่มีน้ำหนักพอจะทำให้ “ฆ่าคนปิดปาก”ได้...ทางรอดของนางก็คือ อย่าแสดงออกว่า ‘รู้อะไร’ทั้งสิ้น
แสร้งลืมทุกอย่างแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ ...นี่คือวิธีเอาตัวรอดของเซี่ยอันอวี่และนางเลือกที่จะใช้มัน
…
หลังจากที่หนานกงจิ่นอวี่ออกจากเรือนไม้ไปได้สักพักเซี่ยอันอวี่ก็กลับเข้าสู่ห้องนอนของตนเองอีกครั้งนางเดินอย่างเงียบเชียบไปยังเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งใกล้หน้าต่างแล้วทรุดกายลงนั่งอย่างเงียบงัน
ภายในห้องมีเพียงเสียงลมหายใจของนางกับเสียงลมแ่เบาที่เล็ดลอดผ่านช่องฝาไม้
เซี่ยอันอวี่เงยมือขวาขึ้นช้า ๆสายตาของนางจับจ้องไปยังกำไลประคำหยกที่ยังสวมอยู่บนข้อมือ นางยกนิ้วเคาะเบา ๆไปยังหยกเม็ดหนึ่งที่เรืองแสงเขียวจางเมื่อ่เช้า
“นี่เ้าน่ะ...”นางเอ่ยออกมาอย่างเบาเสียง ราวกับไม่แน่ใจว่าจะมีใครตอบกลับหรือไม่
หยกยังคงนิ่ง...ไม่มีแสงไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เซี่ยอันอวี่จึงกล่าวต่อ พลางเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เป็เ้าหรือไม่...ที่ตอบสนองเมื่อครู่นั้น”
ทันใดนั้นหยกเม็ดสีเขียวก็สั่นไหวเบา ๆ อย่างคล้ายรับรู้ และภายในพริบตาแสงสีเขียวจางก็พุ่งออกจากเม็ดหยก ลอยวนกลางอากาศ
จากแสงนั้น ค่อย ๆปรากฏเป็ร่างของภูติตัวน้อยในชุดจีนโบราณสีเขียว ผมยาวสีเขียวอ่อนพลิ้วเบาดวงตาสีเดียวกันทอแสงเจิดจ้าเล็กน้อยด้วยความกระตือรือร้น เขาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศพลางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ใช่ขอรับ” มู่ซานกล่าวเสียงใส
เซี่ยอันอวี่ที่ตอนนี้ค่อย ๆทำใจกับการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตลึกลับตรงหน้าได้แล้ว จึงไม่ได้แสดงความใอีก
นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย
“แล้วเ้าปรากฏตัวขึ้นมาเพราะมีอะไรหรือ?”
มู่ซานยิ้มบาง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ข้าอยากบอกว่า... ข้าสามารถทำได้น่ะขอรับ”
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างงุนงง
“ทำได้? หมายถึงทำอะไร?”
มู่ซานชี้นิ้วจิ๋วของเขาขึ้นพลางกล่าวเสียงแจ่มใส “เพาะปลูกขอรับ!”
เซี่ยอันอวี่ชะงักไปเล็กน้อยใบหน้าแสดงความแปลกใจทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น
“หา? เพาะปลูกงั้นหรือ...”
มู่ซานพยักหน้าอย่างมั่นใจ ร่างเล็กๆ ที่ลอยอยู่กลางอากาศดูเปล่งประกายเล็กน้อยยามพูด
“ใช่ขอรับ!”
เ้าคนจิ๋วตรงหน้า มู่ซานพยักหน้าอย่างมั่นใจ เสียงของเขาแว่วชัดเจนแม้ร่างจะเล็กจิ๋วเพียงเท่าฝ่ามือ
“นายหญิงลืมไปแล้วหรือขอรับ...ข้าคือจิติญญาพฤกษาา เพราะแบบนั้น...ข้าย่อมสามารถทำได้”
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยยังคงมีความลังเลอยู่ในน้ำเสียงยามเอ่ยถามกลับไป
“ในดินแดนแบบนี้น่ะหรือ?”
“ใช่ขอรับ” มู่ซานขานรับอย่างไม่ลังเล ร่างเล็กลอยนิ่งกลางอากาศโดยไม่มีทีท่าจะคลาดแคลน
เซี่ยอันอวี่นิ่งไปนางก้มลงมองกำไลที่ยังคงสวมอยู่บนข้อมือขณะที่ความคิดมากมายเริ่มไหลเวียนขึ้นในสมอง
ถ้าหากว่าคำพูดของเ้าจิ๋วตรงหน้านั้นเป็ความจริง นางจะไม่ต้องอดตาย ไม่เพียงแค่นั้นอาจจะไม่ต้องกินข้าวต้มที่แทบไม่มีข้าว กับผักดองฝืดคอแบบเมื่อเช้าอีกต่อไป
แต่นางเองก็รู้ดีมู่ซาน...ไม่ใช่อะไรที่ธรรมดา และไม่ควรให้ใครล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
“จะเพาะปลูกโดยไม่เปิดเผยเขาได้อย่างไร?” ความคิดนั้นก่อตัวขึ้นอย่างเป็รูปร่าง
หากสามารถสร้างผลผลิตได้ในดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้นางก็จะกลายเป็บุคคลสำคัญ บุคคลที่สามารถพลิกฟื้นปากท้องของผู้คนในเมือง บุคคลที่หนานกงจิ่นอวี่ไม่อาจปล่อยให้ตกอยู่ในอันตรายได้
นางจะกลายเป็หลักประกันของตนเอง...จะมีที่ยืนในโลกแปลกประหลาดใบใหม่นี้
เซี่ยอันอวี่นิ่งงันชั่วครู่ดวงตาทอแสงแห่งการตัดสินใจ จากนั้น นางก็สูดหายใจเข้าลึก แล้วพึมพำกับตัวเอง
“เอาล่ะ...ตัดสินใจแล้ว”