ริมลำธารมีสองร่างกำลังยืนสนทนากัน
"มารร้ายอย่าบอกนะว่าเจ้าจะเดินทางไปยังดินแดนเหมันต์"เสี่ยวเต่าออกปากถามด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
"ใช่ข้าจะไปดินแดนเหมันต์ทางตอนเหนือ" อู๋เซี่ยนตอบพร้อมกับยิ้มมุมปาก
เขาจงใจเร่งเสียงเพื่อให้เหล่าคนที่แอบฟังอยู่ได้ยิน
"แล้วเจ้าล่ะ ไม่คิดจะไปที่นั่นเพื่อหาสมบัติบ้างเหรอ"อู๋เซี่ยนถามเสี่ยวเต่าที่กำลังเงียบอยู่
"ไม่เอาล่ะ จุดประสงค์ที่ข้ามายังดินแดนแห่งนี้ก็คือจะได้พักผ่อนนอนหลับอย่างสงบเท่านั้น" เสี่ยวเต่าตอบพร้อมกับหาวฟอดใหญ่ออกมา
หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกกันโดยเสี่ยวเต่าอธิบายว่าเนื่องจากดินแดนทางเหนือนั้นห่างไกลจากจุดที่อู๋เซี่ยนอยู่มากอีกฝ่ายจึงแนะนำให้ใช้บริการรถม้าโดยสารทางไกลจะสะดวกกว่า
ใช้เวลาไม่นานอู๋เซี่ยนก็มายืนอยู่หน้าตึกไม้หลังหนึ่งที่อยู่ท้ายค่ายพันธมิตร
เบื้องหน้ามีป้ายใหญ่เขียนกำกับไว้ว่า"จวนตระกูลฝ่าน"
ประตูใหญ่ของที่แห่งนี้เปิดกว้างต้อนรับผู้คนอยู่ตลอดเวลาอู๋เซี่ยนจึงไม่รอช้าเดินตรงเข้าไปด้านในทันที
เมื่อก้าวเข้ามาเขาก็ต้องตกตะลึงเล็กน้อยที่แห่งนี้ถูกตกแต่งไว้เป็นอย่างดี ไม่ต่างจากสถานที่ชั้นนำในโลกภายนอก
ตามคำบอกเล่าของเสี่ยวเต่าหากเป็นธุรกิจรถม้าทางไกลทั้งภายในดินแดนแห่งนี้ และโลกภายนอกตระกูลฝ่านถือเป็นอันดับหนึ่งเขาจึงต้องถ่อมาถึงที่นี่
อู๋เซี่ยนถึงกับพยักหน้า"อีกหกปีก็ถูกเพลิงอเวจีผลาญจนสิ้นใยต้องตกแต่งให้สิ้นเปลือง"
"เป็นเพราะทางตระกูลฝ่านของเราใส่ใจภาพลักษณ์ด้านธุรกิจ"เบื้องหลังของชายหนุ่มมีชายชราท่าทางใจดียืนอยู่
ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งตัวหันมาโดยเร็วเพราะเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าชายผู้นี้มาอยู่ด้านหลังของตนเมื่อไหร่
"ขออภัยที่ทำให้ตกใจ ข้าน้อยฝ่านจี๋ เป็นผู้ดูแลธุรกิจรถม้าทางไกลของตระกูลฝ่านเชิญคุณชายอู๋ด้านในเถอะ"
เมื่อหรี่ตาสำรวจร่างอีกฝ่ายดีๆผ่านไปไม่กี่เสี้ยวอึดใจเขาก็ต้องตกใจเล็กน้อยเพราะชายชราผู้นี้มีการบ่มเพาะถึง ระดับจักรพรรดิฟ้าหากเป็นกาลก่อนตนคงระแวดระวังเป็นอย่างมาก
ตามข้อตกลงทั้งหกสำนัก พวกเขาไม่สามารถส่งสมาชิกที่มีระดับสูงกว่าอาณาจักรพลังที่5 เข้ามานี่คือกฎ แต่ก็ไม่คิดว่าตระกูลใหญ่อื่นๆ ที่ได้สัมปทานกลับทำได้นี่เป็นสิ่งที่ตนคาใจมาจนถึงวันนี้
"อาวุโสรู้จักข้าน้อยด้วย" ชายหนุ่มประสานมือพร้อมทำสีหน้าสงสัย
"ช่วงกลางวันข้าผ่านไปธุระที่โรงเตี๊ยมพันธมิตรพอดีจึง..."
หลังจากนั้นฝ่านจี๋ก็แนะนำประวัติตระกูลฝ่านที่อยู่ในโลกภายนอกคร่าวๆทำให้ทราบว่าตระกูลฝ่านนั้น
เป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจรถม้าทางไกลหรือจะเรียกให้ถูกก็คล้ายกับสำนักคุ้มกัน คอยดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ว่าจ้างในการเดินทางนั่นแหละ
"ว่าแต่คุณชายอู๋มีแผนจะเดินทางไปที่ใด"ชายชราผายมือเป็นเชิงให้ตนตามมา
"ข้าน้อยตั้งใจจะไปดินแดนเหมันต์ทางตอนเหนือมิทราบว่าสามารถออกเดินทางได้เร็วสุดเมื่อไหร่" อู๋เซี่ยนถามออกไปเรื่องนี้ก่อนจะมาถึงตระกูลฝ่ายตนก็ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีแล้ว
"เนื่องด้วยดินแดนทางตอนเหนืออยู่ไกลทำให้มีศิษย์ทั้งหกสำนักไปยังที่แห่งนั้นน้อยมากท่านจึงต้องเดินทางร่วมไปกับผู้อื่นหากคุณชายอู๋รับในข้อนี้ได้รอบเดินทางเร็วที่สุดคือคืนวันนี้"ฝ่านจี๋กล่าวขณะเดินนำเขา
จากการประเมินคำพูดอีกฝ่ายดูก็มีเหตุผลเนื่องจากระยะทางที่ไกลจำเป็นต้องใช้เวลาในการเดือนทางเกือบสามเดือนและตอนนี้รถม้าศึกของเขาก็พังไปเป็นที่เรียบร้อยสัตว์เวทประเภทบินในพันธสัญญาก็ไม่มี ครั้นจะไปเพียงลำพังก็ดูจะน่าเบื่อ ดังนั้นการมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยก็ไม่นับว่าเลวร้ายเท่าไหร่
จากนั้นชายชราก็พูดถึงกฎเกณฑ์การใช้บริการที่จำเป็นต้องทราบรวมไปถึงค่าบริการ
"สบายมาก นี่คือค่าเดินทางตามที่ตกลง"อู๋เซี่ยนส่งแหวนเงินให้กับชายชราด้านในมีผลึกอสูรระดับห้าเจ็ดร้อยชิ้นกับผลึกอสูรระดับหกหนึ่งชิ้นที่สะสมมาจากการสังหารอสูรขนแดงและศิษย์สำนักทะเลมืด
จากนั้นฝ่านจี๋ก็พาอู๋เซี่ยนมายังห้องหนึ่งเมื่อก้าวเข้ามาเขาก็พบว่าที่แห่งนี้มีหนึ่งคนมาประจำอยู่ก่อนแล้ว
"แม่นางเจี่ยนี่คือคุณชายอู๋ เขาจะร่วมเดินทางไปกับท่าน" ฝ่านจี๋แนะนำ
หญิงสาวผู้นี้มีชื่อเต็มๆ ว่า"เจี่ยหลิง" เธอมีรูปร่างผอมผิวขาวซีด สวมเครื่องแบบสีดำคล้ายหม่าหลุนชัดว่าเป็นศิษย์ของสำนักโลหิตตะวัน
เธอที่ได้ยินคำแนะนำจากฝ่านจี๋ทำเพียงพยักหน้าให้กับอู๋เซี่ยนเท่านั้น
เมื่อมาส่งถึงที่ชายชราฝ่านจี๋ก็จากไป
อู๋เซี่ยนเองเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ชอบสนทนาเขาก็ไม่ได้ฝืนอะไรชายหนุ่มทำเพียงเดินไปรอบๆห้อง สำรวจถ้วยไถแจกันไปตามประสาแต่ก็มีแอบตรวจสอบระดับการบ่มเพาะของเจี่ยหลิงคร่าวๆจนพบว่าเธออยู่ในระดับเทพสงครามขั้นกลาง
ไม่นานก็มีสมาชิกอีกสองคนมาเพิ่มครั้งนี้เป็นชายจากสำนักพยัคฆ์ขาว กับ ชายจากสำนักนักพรตมาร
"แม่นางเจี่ยหลิงข้าสมญาหมาป่าเจ้าสำราญฮั่นเกาจู่แห่งสำนักพยัคฆ์ขาว" ชายหนุ่มที่ดูท่าทางสำอางทักทายไปทางหญิงสาวซึ่งเจี่ยหลิงก็ยังรักษามาตรฐานเดิมคือพยักหน้าตอบแบบขอไปทีซึ่งชายชุดขาวก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด
อู๋เซี่ยนเองที่ได้ยินสมญานามของอีกฝ่ายถึงกับสำลักชา
"ข้าเก้อเหลียงยินดีทีได้พบทุกท่าน"ชายที่มีผมโก๊ะอยู่กระจุกหนึ่งประสานมือให้กับทุกคน
"ข้าน้อยอู๋เซี่ยนจากสำนักอรุณ" เขาเองก็วางแก้วชาลงลุกขึ้นแนะนำตัวกับทุกคนตามมารยาท
เมื่อชื่อเต็มของชายหนุ่มออกมาจากปากทำให้การสนทนาต่างๆ หยุดลง เจี่ยหลิงก็สะดุ้งตัวครั้งหนึ่งพร้อมมองมาที่เขา
"ที่แท้ท่านก็คือมารร้ายที่ผู้คนกล่าวถึง"เป็นฮั่นเกาจู่ที่พูดออกมาอย่างทีเล่นทีจริง
"ได้ยินชื่อมานาน..." เก้อเหลียงประสานมือมา
ต่างจากเจี่ยหลิงทั้งสองนั้นพูดเก่งเป็นอย่างมากโดยเฉพาะชายที่มาจากสำนักพยัคฆ์ขาว "ฮั่นเกาจู่"
ที่อยู่ในระดับการบ่มเพาะเทพสงครามขั้นต้น กับ "เก้อเหลียง"ที่มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในเทพสงครามขั้นปลาย
สายตาของอู๋เซี่ยนจดจ้องไปทางเก้อเหลียงเป็นพิเศษหลังจากที่ตนได้เข้ามาในค่ายพันธมิตรก็พบว่าศิษย์สำนัก
นักพรตมารทุกคน ล้วนแข็งแกร่งกว่าศิษย์สำนักอื่นอย่างเห็นได้ชัดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสนใจ
หลังจากนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นฮั่นเกาจู่ที่มักจะเป็นผู้ชวนคุยจนทุกคนเริ่มสนิทกันในที่สุดระหว่างนี้เจี่ยหลิงก็มีหลุดพูดออกมาบ้างอยู่คำสองคำ
จนถึงกลางดึกฝ่านจี๋ก็มาเชิญตัวทุกคนไปเพื่อไปยังจุดที่เตรียมรถม้าที่ไว้
รถม้าที่ว่ามันค่อนข้างต่างจากที่อู๋เซี่ยนคิดไว้นิดหน่อยเพราะมันดูคล้ายกล่องดำขนาดใหญ่ที่มีล้อ
ด้วยความสูงหกเมตรและยาวเกือบหกสิบเมตรทำให้มันราวกับเป็นห้องพักเคลื่อนที่อีกทั้งยังไร้ซึ่งสิ่งลากจูงเพราะสิ่งนี้เคลื่อนที่ด้วยเวทมนตร์
"ทุกท่าน นี่คือรถม้าหุ้มเกราะ" ฝ่านจี๋พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจชายชราอธิบายว่ารถม้านี้ทนทานการโจมตี ที่ต่ำกว่าจักรพรรดิฟ้าลงมาได้ทุกประเภท
เมื่อเข้าไปก็พบว่าด้านในนั้นตกแต่งอย่างหรูหราถึงขีดสุดมีเตียงนอน จุดนั่งเล่น ถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัวในพื้นที่จำกัดเสียอย่างเดียวคือในนี้ไม่มีสุขาหรือห้องอาบน้ำแต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคของผู้ฝึกตนระดับสูง เพราะร่างกายพวกเขานั้นได้พัฒนาเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาไปแล้วดังนั้น การไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ขับถ่ายเลยเป็นเดือนๆ ก็ไม่ส่งผลเสียอะไร
"ตระกูลฝ่านให้ความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยเป็นอันหนึ่งดังนั้นจะมียอดฝีมือทั้งสิบคอยดูแลท่านตลอดการเดินทาง" ฝ่านจี๋กล่าว
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงคนทั้งสี่ก็ประจำอยู่ในรถม้าหุ้มเกราะเป็นที่เรียบร้อย
"เหตุใดรถม้านี่ยังไม่ออกเดินทาง"เจี่ยหลิงที่มองกระจกด้านนอกพูดขึ้นอย่างร้อนใจ
"เห็นผู้ดูแลบอกว่ายังมีสมาชิกอีกคน" เก้อเหลียงตอบสั้นๆ
"พวกเรามาพนันกันดีหรือไม่ว่าอีกคนที่จะร่วมทางไปกับพวกเราเป็นชายหรือหญิง"ฮั่นเกาจู่พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
สุดท้ายคนทั้งสามก็สนทนาเรื่องนี้กันไปมาพร้อมวางเดิมพันกันมีเพียงอู๋เซี่ยนที่ขอยอมแพ้เพราะขี้เกียจเดา
ไม่นานก็มีร่างหนึ่งก้าวขึ้นมาบนรถม้า
"เห็นหรือไม่ว่าเป็นสตรีหนำซ้ำนางยังงดงามอีกด้วย ดังนั้นพนันในครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายชนะ"ฮั่นเกาจู่โกยผลึกอสูรระดับห้าทั้งสิบชิ้นเข้าสู่แหวนเก็บของด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
หญิงสาวผู้มาใหม่รีบตรงเข้ามาแล้วกล่าวขออภัยกับทุกคนทันที
"ข้าน้อยฝ่านปิงขออภัยที่ล่าช้า"
หลังจากมีการสนทนากันก็ได้ทราบว่าหญิงสาวหน้าตาน่ารักผู้นี้มีนามว่าฝ่านปิงเป็นสมาชิกตระกูลฝ่านที่จะร่วมเดินทางที่ภูเขาเกล็ดหิมะเพื่อฝึกตน
อู๋เซี่ยนเองก็พยักหน้าอย่างชื่นชมเพราะฝ่านปิงผู้นี้มีอายุเพียง18 ปีเท่านั้นซึ่งน้อยที่สุดในกลุ่มแต่ระดับการบ่มเพาะของเธอนั้นกลับอยู่ในระดับเทพสงครามขั้นปลายซึ่งหากอยู่ในสำนักชั้นหนึ่ง ยังสามารถพูดได้เต็มปากว่าอีกฝ่ายเป็นผู้
มีพรสวรรค์
ขณะรถม้าเคลื่อนตัวออกจากค่ายพันธมิตรอู๋เซี่ยนก็ส่งสัมผัสออกไปรอบๆพบว่าที่รอบรถม้านั้นมีผู้คุ้มกันอยู่ในระดับราชันยุทธถึงสิบคนขี่สัตว์เวทตามมาไม่ห่าง
"แม่นางฝ่านมาดินแดนอเวจีครั้งนี้ ตระกูลของท่านคงมีผลกำไรกลับไปไม่น้อย"เป็นฮั่นเกาจู่ที่เริ่มชวนอีกฝ่ายสนทนา
ฝ่ายหญิงสาวก็ตอบอย่างยิ้มแย้ม
"โชคดีที่สำนักอรุณยังมอบสิทธิ์ให้ตระกูลฝ่านรับสัมปทานอยู่แม้จะติดปัญหาเรื่องระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเท่ารอบก่อนๆแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย"หญิงสาวพลางมองมาที่อู๋เซี่ยนเป็นระยะเพราะเขาเป็นศิษย์สำนักอรุณ
เมื่อได้คุยกันเรื่อยๆเขาก็ได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่ากำไรที่ตระกูลฝ่านจะได้รับที่ดินแดงแห่งนี้เมื่อออกไปสู่โลกภายนอกนั้นมันแทบจะประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้แต่สิ่งที่แน่ชัดคือรากฐานของตระกูลฝ่านอีกร้อยปีนับจากนี้จะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายขุม
หลังจากที่สนทนากันในหลายเรื่องเขาก็พบว่าฝ่านปิงนั้นถือว่าเป็นอัจฉริยะคนสำคัญของตระกูลฝ่านจึงได้แรงสนับสนุนทรัพยากรจากทางตระกูลและถูกมอบหมายภารกิจให้เธอบ่มเพาะอย่างเต็มที่
เมื่อถึงกำหนดงานชุมนุมวิหารทองคำหญิงสาวต้องแสดงศักยภาพออกมาให้ดีที่สุดเป็นการตอบแทนตระกูล เพื่อก้าวไปสู่เจดีย์ชั้นที่สูงๆจนทำให้ทางนิกายหมายตารับตัวไปเป็นศิษย์และนั่นจะทำให้ตระกูลฝ่านรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง