ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 57 แผนสังหารหัวหน้าตระกูล
ชายสามคนค่อยๆ เดินเข้ามาภายในร้านที่เต็มไปด้วยซากข้าวของที่หักพัง
ชายในชุดคลุมสีม่วงสอดส่ายสายตามองรอบๆ ก่อนจะอุทานออกมา
“โอ้ พวกมันทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ? ทำเกินไปจริงๆ!” ชายชุดม่วงดูตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ท่าทางราวกับเพื่อนฝูงมิตรสหายในยามยาก แต่จริงๆ แล้วคาลอสและอีริกก็ไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายจริงใจแค่ไหน
คาลอสมั่นใจว่าตนก็ไม่ได้กระโตกกระตากอะไร เข้าเมืองมาอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว การที่อีกฝ่ายใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงกับรู้ว่าตัวแทนของตระกูลพีไรซ์เดินทางมาถึงเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาสักนิด
หูตาของพวกนี้เป็นใครกัน ชายชรากับหญิงสาว? คนในกองคาราวาน หรือแค่คนที่เดินสวนกันระหว่างทาง?
ชายหนุ่มคิดใคร่ครวญขณะเดินพาแขกเข้ามาด้านใน แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีนัก มีแต่ต้องคุยดูเท่านั้นกระมังจึงจะรู้ความ
“เชิญนั่ง” คาลอสผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลง น้ำเสียงดูแข็งกระด้างเล็กน้อย ชายหนุ่มยังอายุไม่มาก ความสามารถด้านการปฏิสัมพันธ์และรับรองแขกก็ไม่ได้ดีมากนัก เป็นอีริกที่เดินตามมาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้คนทั้งคู่ จากนั้นจึงนั่งอยู่ด้านข้างคาลอส
“เข้าเรื่องเลยดีกว่า ข้าอยากจะถามว่าท่านเป็นอเวกระดับที่เจ็ดใช่หรือไม่?” เฟรดดี้ในชุดคลุมสีม่วงเอ่ยถามหลังจากจิบชาในแก้วไปหนึ่งอึก
คำถามนั่นทำให้คาลอสต้องหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง 'เจ้านี่รู้เรื่องที่ข้าเป็นอเวกระดับที่เจ็ด?'
ถึงจะไม่แน่ใจ...แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้อะไรบางอย่างมา หูตาของอีกฝ่ายจะต้องเป็นคนในกองคาราวานไม่ก็ชายชรากับหญิงสาวแน่ๆ ไม่เช่นนั้นคงยากสักหน่อยที่คนในเมืองจะล่วงรู้ความสามารถของเขาได้ง่ายๆ
ทั้งหญิงสาวและชายชราก็เป็นคนที่ดีไม่น้อย หากดูจากการกระทำในครั้งแรกที่เจอ บางทีอาจจะไม่ใช่พวกเขา? แล้วถ้าเป็นคนในกองคาราวานเล่า? ก็จับมือใครดมไม่ได้อยู่ดี มีคนมากเกินไปในกองคาราวาน
“เรื่องระดับพลังของข้าเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่เราจะคุยกันในครั้งนี้? หากมันมีประโยชน์จริง ข้าจะตอบ” คาลอสไม่ได้บอกอีกฝ่ายไปตรงๆ เขาแค่อยากจะรู้ว่าการที่เขาเป็นอเวกระดับที่เจ็ดมันจำเป็นกับธุระในครั้งนี้อย่างไร
ชายชุดม่วงเหยียดยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “เกี่ยวสิ เกี่ยวมากด้วย”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเจ้าเมือง B-24 เป็นอเวกระดับที่แปดขั้นสูงสุด เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองแห่งนี้ ส่วนกองกำลังใหญ่แห่งอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีอเวกระดับที่เจ็ดประจำการอยู่ด้วยกันทั้งนั้น และตระกูลเดสมอนของข้า ก็มีอเวกระดับเจ็ดอยู่หลายคนเสียด้วย” ชายชุดม่วงจิบชาไปอีกหนึ่งอึกก่อนจะพูดต่อ
“นั่นแหละปัญหา ฝ่ายของข้ามีอาวุโสสามที่เป็นอเวกระดับเจ็ดเพียงคนเดียว ส่วนอีกฝั่งมีอเวกระดับที่เจ็ดถึงสองคน คือหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสหนึ่ง ส่วนผู้อาวุโสสองและผู้อาวุโสสี่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเราก็เป็นอเวกระดับที่หกขั้นสูงสุด ไม่ใช่บุคคลที่จะดูแคลนได้ นี่เป็นเหตุผลที่ฝั่งของข้าถูกกดขี่มาโดยตลอด...”
แววตาของเฟรดดี้ดูโกรธเคืองอยู่ไม่น้อยยามที่พูดออกมา เพียงแค่นึกถึงก็ทำให้เขาไม่สบอารมณ์กับอีกขั้วอำนาจของตระกูลเสียแล้ว
คาลอสสังเกตอาการของเฟรดดี้อยู่ตลอดก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจเรื่องราวในตระกูลจริงๆ ทำให้พอจะเชื่อเรื่องที่ตระกูลเดสมอนแบ่งออกเป็นสองฝั่งได้อยู่บ้าง แต่สำหรับเรื่องอื่น...เขายังไม่ค่อยมั่นใจนัก
“แล้วเป็นเช่นไรต่อ เจ้าคงไม่ได้ให้ข้าเข้าร่วมกับฝั่งเจ้าเพื่อคานอำนาจตระกูลกระมัง?” คาลอสถามคำถามพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา
“ไม่เชิงว่าเป็นเช่นนั้น ข้าแค่ต้องการการร่วมมือชั่วคราวจากท่าน งานนี้จะเป็นไปด้วยความฉับไวรวบรัด หลังจากนั้นผลประโยชน์ก็ตกถึงมือของทั้งสองฝ่าย”
“ข้าต้องการให้ท่าน สังหารหัวหน้าตระกูล รวมถึงผู้อาวุโสอีกฝั่งให้ข้า โดยพวกข้าจะจัดฉาก อำนวยความสะดวกให้เจ้าได้เข้าไปฆ่าโดยสะดวก” เมื่อพูดถึงตรงนี้ชายในชุดคลุมสีม่วงก็แสยะยิ้มออกมา
“ก่อนหน้านี้หัวหน้าตระกูลของข้าฝึกฝนพลังผิดพลาด จึงต้องเก็บตัวฝึกฝนพลังให้กลับมาเสถียร ตัดขาดจากงานธุระส่วนกลาง ห้ามให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด...นี่เป็นโอกาสที่เราจะแยกผู้อาวุโสหนึ่งและผู้อาวุโสสองออกจากหัวหน้าตระกูล สิ่งแรกที่ท่านต้องทำคือเข้ามาภายในตระกูลเดสมอนในฐานะแขก จากนั้นให้ตรงไปตามเส้นทางที่ข้ากำหนดไว้ มันจะช่วยปกปิดท่านจากสายตาคนในตระกูลได้เป็นอย่างดี เป้าหมายแรกของท่านคือกำจัดหัวหน้าตระกูลโดยเร็วที่สุด”
ระหว่างที่พูด ชายชุดคลุมม่วงก็หยิบแผ่นกระดาษออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นไปตรงหน้าคาลอส มันเป็นแผนที่คร่าวๆ ในส่วนที่พักของหัวหน้าตระกูล โดยมีรายละเอียดหลายๆ อย่างกำกับไว้ภายใน
“หากท่านไปตามเส้นทางนี้ จะสามารถหลีกเลี่ยงการกระตุ้นความสนใจของผู้คนในตระกูลไปได้มาก ส่วนหน้าที่ในการดึงความสนใจของผู้อาวุโสท่านอื่นๆ จะเป็นฝ่ายของข้าที่ช่วยจัดการให้เอง ห้านาที ภายในห้านาทีจะไม่มีใครสามารถไปรบกวนเจ้าไม่ให้สังหารหัวหน้าตระกูลได้!” ชายที่ชื่อว่าเฟรดดี้พยักหน้าด้วยความมั่นใจ
ตัวของมันวางแผนร่วมกับฝ่ายของตนมาสักพักใหญ่แล้ว ก่อนที่จะเดินทางมาหาคาลอส
ความจริงในช่วงเวลาที่ดีเช่นนี้ พวกมันวางแผนจะจัดการหัวหน้าตระกูลด้วยตนเองอยู่แล้ว แม้โอกาสสำเร็จจะไม่มากนัก แต่สถานการณ์ที่ดีเช่นนี้แทบจะหาไม่ได้อีกแล้ว
ทว่าทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมันได้ทราบข่าวจากหนึ่งในกองคาราวานที่ขายข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรระหว่างทาง ความน่าสนใจที่แท้จริงไม่ใช่สัตว์อสูรตนนั้น แต่เป็นชายหนุ่มที่สามารถสังหารมันได้ด้วยมือเปล่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้ อีกฝ่ายจะต้องเป็นอเวกระดับเจ็ดเป็นอย่างน้อย และที่น่าตกใจไปยิ่งกว่านั้นคือ ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นคนจากตระกูลพีไรซ์ ตระกูลที่จะมาแย่งส่วนแบ่งทางการค้ากับตระกูลเดสมอน!
ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร วลีนี้ใช้ได้เสมอเมื่อถึงคราวที่จะต้องลงมือทำการใหญ่
การมีอเวกระดับที่เจ็ดเพิ่มมาอีกหนึ่งคนย่อมเป็นการเพิ่มกำลังให้ฝั่งเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งอีกฝ่ายเป็นคนนอกด้วยแล้ว การจัดการทุกอย่างย่อมง่ายดายขึ้นมาก และหากการลงมือไม่สำเร็จ ก็โบ้ยความผิดให้อีกฝ่ายได้เต็มๆ โดยที่พรรคพวกของตนไม่จำเป็นต้องเอาขาจุ่มลงไปในโคลนตมนี้
พวกมันวางแผนกันว่าจะรอดูทีท่าอีกฝ่ายก่อนว่ามีโอกาสสู้รบตบมือกับหัวหน้าตระกูลได้มากแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดหากฝีมือพอจะรั้งหัวหน้าตระกูลของพวกตนไว้ได้ พวกตนจะดำเนินการต่อทันทีเพื่อสังหารหัวหน้ากลุ่มของอีกฝ่ายให้สิ้นซาก แล้วยึดอำนาจ ยึดธุรกิจทุกอย่างของตระกูลมาไว้ในกำมือ
“หรือหากภายในห้านาทีเจ้ายังไม่สามารถสังหารหัวหน้าตระกูลได้ ก็ให้รั้งอีกฝ่ายต่อไปให้ได้นานที่สุด หากฝั่งของเราจัดการพวกผู้อาวุโสได้แล้ว พวกเราจะเข้าไปสมทบและกลุ้มรุมสังหารหัวหน้าตระกูลด้วยกัน นี่คือแผนการโดยคร่าวๆ ที่ข้าได้ทราบมา” ชายชุดม่วงกล่าวด้วยรอยยิ้ม แววตาดูเต็มไปด้วยแผนการ
คาลอสจ้องมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง พยายามมองทะลุไปให้ลึกถึงเนื้อในของอีกฝ่าย เขาไม่สามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้ถ่องแท้จริงๆ
“งั้นข้อขอตอบเจ้าก่อน ใช่ ข้าเป็นอเวกระดับที่เจ็ด แต่...จากที่เจ้าเล่ามา ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร การแบ่งผลประโยชน์ที่เจ้ากล่าวถึงคืออะไร หากเสร็จงานแล้วธุรกิจของตระกูลข้ายังถูกกดดันอยู่เล่า?”
“เท่าที่รู้มาธุรกิจหลักของตระกูลเดสมอนคือส่งออกโพชั่นมิใช่หรือ? ต่อให้ตำแหน่งผู้นำถูกเปลี่ยนมือ ธุรกิจหลักของพวกเจ้าก็ยังต้องดำเนินต่อไป เจ้าจะยอมขาดทุนมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจของข้าเติบโตอย่างนั้นหรือ เรื่องนี้ดูจะเชื่อถือได้ยากอยู่นะ” คาลอสจ้องมองอีกฝ่ายอย่างจริงจัง แม้อีกฝ่ายจะเสนอการแบ่งผลประโยชน์หลังทำการใหญ่สำเร็จ แต่คาลอสก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะสามารถแก้ไขภารกิจที่บรรพบุรุษมอบหมายมาได้อย่างไร
“โอ้ ท่านช่างรีบร้อนยิ่งนัก ความจริงเรื่องนี้ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสห้าก็ได้เตรียมการไว้ให้ทั้งหมดแล้ว ผลประโยชน์ที่ท่านจะได้จากการลงมือครั้งนี้คือหนึ่งในสี่ของทรัพย์สินส่วนตัวของหัวหน้าตระกูลเดสมอนคนปัจจุบัน และตระกูลเดสมอนจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่รุกรานการค้าของตระกูลพีไรซ์อีกต่อไป” เฟรดดี้กลืนน้ำลายก่อนจะพูดต่อ
“พวกเราจะแบ่งฐานการค้ากันอย่างชัดเจน มีพื้นที่การค้าขายสำหรับตระกูลพีไรซ์โดยเฉพาะและตระกูลเดสมอนจะไม่รุกล้ำพื้นที่การค้าของตระกูลพีไรซ์โดยเด็ดขาด และเช่นเดียวกัน ตระกูลพีไรซ์ก็จะไม่สามารถก้าวก่ายการค้าในส่วนของตระกูลเดสมอนเช่นกัน” ชายชุดคลุมม่วงค่อยๆ ล้วงกระดาษอีกแผ่นออกมา
กระดาษแผ่นนี้เป็นกระดาษแผ่นหนา ลงลายลักษณ์อักษรด้วยความวิจิตรงดงาม ด้านล่างลงลายมือชื่อของผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลเดสมอน เป็นหนังสือสัญญาข้อตกลง
“นี่คือเอกสารทางการของอาณาเขตเมือง B ฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างตระกูลพีไรซ์และผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลเดสมอน จะถือว่าหนังสือสัญญามีผลก็ต่อเมื่อผู้อาวุโสสามขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลแล้วเท่านั้น”
“เพราะฉะนั้นท่านต้องเก็บสิ่งนี้ไว้ให้ดีๆ และทำงานใหญ่ของพวกเราให้สำเร็จ นี่เป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎของเมือง ข้าสัญญาได้เลยว่าพวกเราจะทำตามข้อความในหนังสือสัญญาอย่างแน่นอนหลังจากที่ผู้อาวุโสสามขึ้นครองตำแหน่งหัวหน้าตระกูล” เฟรดดี้กล่าวออกด้วยเสียงอันหนักแน่น ไม่ได้ดูเหมือนว่าเขาจะพูดล้อเล่นแม้แต่น้อย
คาลอสหรี่ตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมามองหนังสือสัญญาที่ถูกเลื่อนมาอยู่ด้านหน้าของตนเอง หยิบมันขึ้นมาอ่านช้าๆ
เป็นอย่างที่เฟรดดี้ ชายชุดม่วงเข้มได้บอก หนังสือสัญญาฉบับนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อผู้อาวุโสสามของตระกูลเดสมอนได้รับตำแหน่งหัวหน้าตระกูลแล้วเท่านั้น หาไม่แล้ว หนังสือสัญญาฉบับนี้จะถือว่าไม่เสร็จสมบูรณ์
นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากผู้อาวุโสสามไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จภายในตระกูล ก็ไม่มีทางจะให้คำสัญญาในเชิงตัวแทนของตระกูลได้ รวมถึงเป็นการผลักดันตัวเขาให้ทำงานนี้อย่างเต็มที่อีกด้วย หากงานสำเร็จ ทุกฝ่ายก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน
แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่...ระหว่างที่ผู้อาวุโสสามจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูล มันมีช่องว่างของเวลาอยู่ และในระหว่างนี้ร้านค้าตระกูลพีไรซ์ก็ยังไม่อยู่ในระยะการคุ้มครองของสัญญา เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเล่นตุกติกบางอย่าง
คาลอสอ่านข้อความในกระดาษพร้อมหันไปมองอีริก อีริกเองก็ทำหน้าเครียดเช่นกัน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ภายในใจ แต่ก็เหมือนจะยังไม่เชื่อใจอีกฝ่ายเต็มร้อยเหมือนกับคาลอส
คาลอสหลับตานิ่งคิดอยู่พักใหญ่หลังจากอ่านจบ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ตอนนี้เขาจำเป็นต้องใช้ความคิดอย่างมากว่าควรหรือไม่ควรทำสิ่งใดดี
หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดคาลอสก็ลืมตาขึ้นมา จ้องตรงไปที่เฟรดดี้ ตอนนี้เขาค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าต้องทำเช่นไรต่อ
“ข้าตกลง” คาลอสกล่าวออกไปทันที ไม่มีความลังเลในน้ำเสียง
นั่นทำให้อีริกสะดุ้งโหยงเช่นกัน พยายามจะเตือนคาลอส แต่ชายหนุ่มยกมือขึ้นปรามเอาไว้ก่อน
“ข้าคิดดีแล้ว” คาลอสพูดกับอีริกก่อนจะหันไปหาเฟรดดี้อีกครั้ง
เหตุที่คาลอสตกลงที่จะเดินอยู่ในแผนการของอีกฝ่ายเป็นเพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะจัดการปัญหา อีกฝ่ายเสนอวิธีจัดการปัญหามาถึงหน้าประตูบ้านขนาดนี้ หากปล่อยโอกาสนี้ไป ก็ไม่รู้จะหาโอกาสดีๆ เช่นนี้ได้อีกเมื่อไหร่
ถ้าเขาใช้วิธีอื่น ไม่รู้จะต้องใช้เวลากี่วันในการสืบเสาะหาข้อมูลเบื้องลึกของตระกูลเดสมอน ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าที่ข้อมูลที่ตนเองได้มาจะเป็นข้อมูลลวงหรือไม่ เช่นนั้นก็เลือกเชื่อข้อมูลคนในอย่างเฟรดดี้ไม่ดีกว่าหรือ?
“แต่ข้ามีข้อแม้ พรรคพวกของเจ้าจะต้องช่วยข้าด้วยส่วนหนึ่ง ข้าไม่สามารถลงมือคนเดียวได้ ข้าอยากให้ปรับแผนสักหน่อย” คาลอสเปรยออกมาเล็กน้อย ตัวเขาไม่สามารถนำตัวเองไปเป็นหมากในกระดานของอีกฝ่ายได้ เขาจำเป็นต้องวางตัวเองให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุด
คาลอสรู้ดีว่าอีกฝ่ายเชื่อใจไม่ได้เท่าไหร่นัก แต่เขาก็เชื่อมั่นใจตนเองมากเช่นกัน หากเขาสามารถสังหารหัวหน้าตระกูลเดสมอนคนปัจจุบันได้จริง และผู้อาวุโสฝั่งหัวหน้าตระกูลถูกกำจัดไปหมด นั่นเท่ากับจะเหลืออาวุโสสามคนเดียวเท่านั้นที่เป็นอเวกระดับเจ็ด
การมีอเวกระดับเจ็ดเพียงคนเดียวไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อชายหนุ่มแม้แต่น้อย
เขาเชื่อมั่นในพลังของตนเอง เชื่อมั่นในอาวุธที่บรรพบุรุษให้มา ต่อให้คนทั้งตระกูลเดสมอนเข้ามากลุ้มรุม เขาก็คิดว่าเขาจะต้องไม่แพ้อย่างแน่นอน นี่คือความมั่นใจของตัวแทนของตระกูลพีไรซ์ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่คิดจะปฏิเสธอีกฝ่ายแม้ไม่ได้ไว้ใจก็ตาม