ข้าลงทุนกับโชคชะตา และโลกก็ต้องตอบแทนแก่ข้า

    การพูดคุยกัน

    จางเหวินเพียงเหลือบตามองท้องฟ้าด้านบนครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาออกอย่างไม่ใส่ใจนัก

    เขายกมือขึ้นเบา ๆ ข้อความอีกชุดหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นรายงานที่ส่งมาจากไป๋อัน หนึ่งในผู้บัญชาการของหน่วยลับอีกาดำใหม่ที่เขาแต่งตั้งใหม่

    สายตาของเขากวาดอ่านอย่างรวดเร็ว

    สถานการณ์ภายในเมืองดาบสวรรค์กำลังดำเนินไปตามแผน ฝูงชนแห่ไปยังหอการค้าเมฆา ความหวาดกลัวและความหวังถูกควบคุม การเคลื่อนไหวของกองกำลังใหญ่ยังคงนิ่งเงียบในภาพรวม

    แต่ก็มีหอการค้าหลายแห่งเริ่มส่งคนปลอมตัวเข้ามาซื้อโอสถถอนพิษจำนวนหนึ่ง จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อรักษา แต่เพื่อศึกษาส่วนผสม และพยายามแกะสูตรโอสถออกมา

    จางเหวินยิ้มบาง ๆ ราวกับเรื่องนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เขาส่งข้อความตอบกลับไปทันที

    “ไม่จำเป็นต้องกังวล”

    สายฝนรอบตัวเขาหมุนวนช้าลงเล็กน้อยตามจังหวะความคิด

    “พิษเหล่านั้น… จะทำงานหรือไม่ทำงาน มันขึ้นอยู่กับตัวข้าเพียงคนเดียว”

    โอสถที่ขายอยู่ มีพิษของแฝงอยู่ภายในทั้งหมด วิธีถอนพิษแบบง่ายๆ เลยก็คือ ฆ่าเขา… หรือหาผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาระดับสูงที่สามารถแทรกแซงพลังระดับที่เล็กมากๆ ได้มาถอนพิษให้

    หลังจากนั้น เขาส่งคำสั่งใหม่ลงไปอย่างรวดเร็ว

    “ปรับแผน”

    “ส่งให้คังห่าวไปเจรจากับหอการค้าหลักทั้งหมด อธิบายว่าโอสถมีพิษแฝงอยู่จริง”

    “ดึงหอการค้าเก้าอันดับแรกมาอยู่ฝั่งเจ้าเมืองให้ได้”

    “เริ่มที่หอการค้านกยูงเจ็ดสี… และพาหญิงคนนั้นไปด้วย”

    ข้อความเงียบไปเพียงครู่เดียว ก่อนคำตอบจะส่งกลับมา

    “รับทราบ”

    จางเหวินหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้สายฝนบดบังโลกภายนอกทั้งหมด ก่อนที่เขาจะนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง

    ตัวตนของเย่ซิน ศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก

    นางเป็นเพียงศิษย์ธรรมดา… ที่ยังไม่ถือว่ามีความสำคัญมากพอจะให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ส่งผู้อาวุโสมาคุ้มกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นการที่ยังไม่มีใครเคลื่อนไหว เขาจึงไม่แปลกใจมากนัก

    แต่ของมู่หลิง… กลับแตกต่างออกไป นางเป็นนักบุญจากสำนักภูผากระบี่ หนึ่งในกองกำลังระดับกึ่งจักรพรรดิในภาคใต้ของทวีปลมดำ

    และที่สำคัญ เขาได้สังหารราชานักบุญไปถึงสี่คน… ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกของสำนักนั้น

    โดยปกติ ผู้แข็งแกร่งระดับนี้มักมีตะเกียงวิญญาณภายในสำนัก ใช้ตรวจสอบสถานะชีวิตของผู้ถือครอง หากตะเกียงดับ นั่นหมายถึงความตาย

    แต่จนถึงตอนนี้… สำนักภูผากระบี่กลับยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เลย

    สายตาของจางเหวินหรี่ลงเล็กน้อย

    ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขากำลังจะเดินทางไปภาคเหนือของทวีปลมดำ เขาจงใจรออยู่ระยะหนึ่ง เผื่อจะมีผู้แข็งแกร่งจากสำนักภูผากระบี่หรือฝ่ายอื่นปรากฏตัวออกมา เพื่อที่เขาจะได้ใช้เป็นวัตถุดิบในการกลั่นหยดน้ำเพิ่มเติม

    แต่สุดท้าย… ไม่มีใครมา

    อาจเป็นเพราะเวลาผ่านไปไม่นาน เหตุการณ์ทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ

    หรือ… อาจจะเป็นเพราะว่าราชานักบุญทั้ง 4 คนนั้นแทบจะตายในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ฝั่งนั้นค่อนข้างระวังตัว แต่พวกเขาน่าจะรู้ว่ามู่หลิงน่าจะยังไม่ตายเพราะนางก็น่าจะมีตะเกียงวิญญาณที่สำนักเหมือนกัน

    จางเหวินหยุดคิดแล้วหลับตาลงช้า ๆ เพราะสำหรับเขา… ในเวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดมีเพียงอย่างเดียว

    ความแข็งแกร่ง…

    พลังวิญญาณภายในร่างเริ่มไหลเวียนอีกครั้ง การตรัสรู้ ถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง โครงสร้างพลังนับไม่ถ้วนถูกสร้างและทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ภายในจิตวิญญาณของเขาพร้อมกับเริ่มกระบวนการในการกลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่

    …

    ภายในหอการค้านกยูงเจ็ดสี

    ห้องทำงานชั้นในสุดถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ผนังประดับด้วยหยกสีมรกตและขนนกวิญญาณที่สะท้อนแสงนุ่มนวล กลิ่นชาหอมอ่อนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

    ชายชุดสีเทายืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่น

    “ดูเหมือนว่าคู่หมั้นของคุณหนู… จะเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยนะขอรับ”

    เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดต่อ

    “ท่าทางสงบนิ่งขึ้น วิธีพูดก็ดูสุขุมขึ้นมาก แบบนี้… จะทำให้คุณหนูเปลี่ยนใจได้หรือไม่กันนะ”

    หญิงสาวผมสีเขียวนั่งพิงเก้าอี้อย่างสง่างาม นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ

    “ถึงจะดูดีขึ้นมาบ้าง… แต่เขาก็ยังเป็นคนที่น่ารังเกียจอยู่ดีในสายตาข้า”

    แววตาของนางค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย

    “แต่สิ่งที่ข้าสงสัย… คือพวกคนชุดดำทั้งสิบสี่คนนั้น”

    “ที่สำคัญในทั้ง 14 คนนั้นมีราชานักบุญถึงสี่คนเลย คนจากตระกูลหวังรึเปล่า?”

    นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำเบา ๆ

    “หรือว่าหลิวชิง… นางจะ…”

    ทันใดนั้นเอง

    ก๊อก! ก๊อก!

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างฉับพลัน

    “คุณหนู… ข้ากลับมาแล้ว”

    เสียงของหลิวชิงดังขึ้นจากด้านนอก

    ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวผมเขียว นางลุกขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าว

    “เข้ามาได้”

    ประตูเปิดออกช้า ๆ

    ในเสี้ยววินาทีที่เห็นเงาร่างด้านหน้า ชายชุดสีเทาขยับตัวทันที เขาก้าวมาขวางด้านหน้าหญิงสาวผมสีเขียวด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะประสานมือ

    “คารวะ… ท่านเจ้าเมือง”

    หน้าประตู

    หลิวชิงยืนอยู่ด้านข้าง ขณะที่คังห่าวยืนอยู่ตรงกลางด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย

    คังห่าวยิ้มบาง ๆ ก่อนจะโบกมือเล็กน้อย

    “ไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้”

    เขากวาดสายตามองภายในห้อง ก่อนจะพูดต่ออย่างสุภาพ

    “พอดีข้ามีเรื่องอยากคุยกับนายหญิงของเจ้า ไม่ทราบว่าสะดวกหรือไม่”

    ชายชุดสีเทาที่ชื่อหลิวหลงหันกลับไปมองหญิงสาว

    “คุณหนู… ท่านเห็นว่าอย่างไร”

    หญิงสาวผมเขียวที่มีนามว่า กัวหนิง เงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย

    แต่ก่อนที่นางจะตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้อง

    “กัวหนิง… เจ้าว่างหรือไม่ ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”

    ทุกสายตาหันไปมองพร้อมกัน

    หญิงสาวอีกคนเดินเข้ามา รูปร่างสูงเพรียว ผิวขาวเนียน การแต่งกายเรียบง่ายแต่ดูทะมัดทะแมง เสื้อคลุมแบบบุรุษถูกสวมอย่างเป็นธรรมชาติ ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้า แววตาคมเฉียบและมั่นใจนางคือ เฉินเหยา

    หลิวหลงขมวดคิ้วทันที

    “ได้โปรดออกไปก่อน คุณหนูกำลัง—”

    “หยุด หลิวหลง”

    เสียงของกัวหนิงดังขึ้นด้วยความโกรธเล็กน้อย

    “เฉินเหยาไม่ใช่คนนอก”

    หลิวหลงเงียบไป ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย

    “ตามคำสั่งของท่าน”

    กัวหนิงจ้องมองคังห่าวด้วยสายตาสำรวจ ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าว

    “เชิญท่านเจ้าเมืองเข้ามาเถิด ท่านมีเรื่องสำคัญหรือไม่”

    ไม่นาน ทุกคนก็เคลื่อนตัวเข้ามาภายในห้อง

    กัวหนิงและเฉินเหยานั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะรับแขก ท่าทางสง่างามแต่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง

    คังห่าวนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างสบาย ๆ สีหน้าจริงจัง

    ด้านหลัง กัวหนิง มีหลิวชิงและหลิวหลงยืนคอยคุ้มกัน ขณะที่บรรยากาศภายในห้องค่อย ๆ ตึงเครียดขึ้นอย่างเงียบงัน

    ขณะนั้นเองเสียงของคังห่าวก็ดังขึ้น

    “เอาละ… เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า”

    เขาเอนตัวเล็กน้อย สายตากวาดมองทุกคนอย่างช้า ๆ ก่อนพูดต่อ

    “จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ค่อนข้างเร่งด่วนมากสำหรับพวกเราทั้งหมด”

    ทันใดนั้น นิ้วของเขาดีดเบา ๆ

    ฟึ่บ!!

    ขวดยาใบเล็กปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่โอสถหนึ่งเม็ดจะลอยออกมาจากด้านในอย่างช้า ๆ

    คังห่าวจับมันไว้เพียงปลายนิ้ว ก่อนบดขยี้ทันที

    ปึก!

    โอสถแตกกระจายกลายเป็นผงละเอียด ละอองสีซีดกระจายลอยฟุ้งไปทั่วห้องอย่างเงียบงัน แต่พลังที่แฝงอยู่ภายในกลับทำให้อากาศโดยรอบหนักอึ้งลงอย่างชัดเจน

    ทันทีที่ละอองกระจายออก หลิวหลงขยับตัวในพริบตา

    ม่านพลังสีเงินเข้มกางออกปกคลุมร่างของกัวหนิงทันที คลื่นพลังแน่นราวกับกำแพงเหล็ก

    คังห่าวมองปฏิกิริยาทั้งหมด จากนั้นเขาก็เริ่มพูดขึ้นช้า ๆ

    “พวกเจ้ารู้หรือไม่… ว่านี่คืออะไร”

    กัวหนิงจ้องละอองโอสถที่ลอยอยู่กลางอากาศ สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ

    “นี่… คือโอสถถอนพิษที่ท่านซื้อจากหอการค้าเมฆา ใช่หรือไม่”

    คังห่าวพยักหน้าช้า ๆ

    “ถูกต้อง”

    เขาหยุดเพียงครู่ ก่อนดีดนิ้วอีกครั้ง

    ติ๊ง!

    หยดน้ำใสหยดหนึ่งลอยออกมาจากปลายนิ้วของเขา มันลอยนิ่งกลางอากาศ แสงสะท้อนบนผิวหยดน้ำดูงดงามราวอัญมณี

    คังห่าวมองหยดน้ำหยดนั้น ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

    “แล้วพวกเจ้ารู้หรือไม่… ว่านี่คืออะไร”

    ทั้งห้องเงียบลงทันที

    พลังจิตสัมผัสของผู้ฝึกตนระดับสูงค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปตรวจสอบหยดน้ำเบื้องหน้า แต่ยิ่งตรวจสอบ… สีหน้าของหลายคนก็เริ่มมึนงงมากขึ้น

    หลิวหลงหรี่ตาลง ก่อนพูดขึ้นช้า ๆ

    “มันคือ… หยดน้ำฝนเมื่อครู่นี้… ใช่หรือไม่ ท่านเจ้าเมือง”

    คังห่าวพยักหน้าอีกครั้ง

    “ใช่”

    ทันใดนั้น ฝ่ามือของเขาก็ยกขึ้นช้า ๆ พลังแห่งกฎไหลเวียนออกมาจากปลายนิ้ว ก่อนค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในหยดน้ำอย่างยากลำบาก ราวกับกำลังผ่าชั้นพลังที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่าย

    หยดน้ำสั่นไหว

    เส้นสายพลังจาง ๆ ถูกดึงออกมาทีละชั้น คล้ายใยแมงมุมที่ซ้อนทับกันอย่างประณีตจนแทบแยกไม่ออก

    หยดเหงื่อเล็ก ๆ ปรากฏบนหน้าผากของคังห่าว แม้เขาจะยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ทุกคนสัมผัสได้ว่าการสกัดสิ่งที่อยู่ภายในนั้น… ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย

    ไม่นานนัก เขาก็หยุดมือ

    พลังที่ถูกดึงออกมาจากหยดน้ำแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มละอองสีเทาดำลอยวนอยู่กลางอากาศ มันแผ่กลิ่นอายออกมาอย่างน่าขนลุก คังห่าวมองทุกคน ก่อนถามขึ้นอีกครั้ง

    “พวกเจ้าสัมผัสอะไรได้หรือไม่”

    ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงของหลิวหลงและเฉินเหยาดังขึ้นแทบพร้อมกัน

    “พิษ… งั้นหรือ”

    บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งลงทันที