Veonestra: สงครามวันพิพากษา

    ตอนที่ 40: เส้นทางที่ถูกลาก

    แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องทะลุผ่านกระจกนิรภัยทรงโค้งหลายสิบชั้นของสะพานบัญชาการหลักบนป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ทาบทับลงบนพื้นผิวเหล็กกล้าขัดมันจนเกิดเป็นประกายสีส้มอมเทาอันเงียบสงบ หากแต่บรรยากาศการทำงานภายในห้องโถงยุทธการอันโอ่โถงในเช้าวันนี้กลับเงียบเหงาและเย็นเยียบผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีเสียงหัวเราะหรือเสียงหยอกล้อเหมือนวันหยุดสั้นๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีเพียงเสียงนิ้วมือเคาะแป้นคีย์บอร์ดเรืองแสงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค และเสียงสังเคราะห์ของระบบนำร่องที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ

    ตรงใจกลางห้องโถง ภาพแผนที่จำลองสามมิติโฮโลแกรมของทวีปอเมริกาเหนือถูกฉายขึ้นเด่นหราส่งแสงสีฟ้าสลัวทาบทับใบหน้าของทุกคน จุดกลมสีแดงสว่างวาบกว่าสามสิบจุดถูกฉายกระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาค ตั้งแต่แถบป่าดิบชื้นทางตอนเหนือไปจนถึงแนวเทือกเขาร็อกกีอันสลับซับซ้อน ทว่าหากสังเกตให้ดี จุดสีแดงเหล่านั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างไร้ทิศทาง แต่มันกลับเรียงตัวต่อกันเป็นเส้นโค้งที่ประหลาดและสมมาตรอย่างน่าขนลุก ราวกับมีพู่กันที่มองไม่เห็นค่อย ๆ ลากเส้นผ่านแผ่นดินใหญ่ มุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ

    ดร.นิโคล เบล ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะบัญชาการสามมิติ มือเรียวบางของเธอเลื่อนปัดข้อมูลดิบและภาพถ่ายจากดาวเทียมความร้อนขึ้นแสดงผลทีละหน้าด้วยความรวดเร็วแต่เพ่งพินิจลึกซึ้ง ใบหน้าสวยของเธอเต็มไปด้วยความกังวลจนรอยย่นบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าผาก

    "ภายในเวลาเพียงแค่ห้าวันหลังจากเหตุการณ์ที่ชายฝั่งอาร์กติก..." น้ำเสียงของนิโคลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมามอง "อัตราการปรากฏตัวของการ์เลนอส G พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ดาวเทียมพรางตาและเรดาร์ควอนตัมตรวจพบรอยโรคและการปะทุของคลื่นมานาทั้งหมดสิบสี่ครั้งในพิกัดที่ระบุไว้เหล่านี้..."

    ดร.นิโคลแตะหน้าจอเพื่อสไลด์เปลี่ยนภาพ ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงฉายขึ้น เผยให้เห็นเหมืองแร่ใต้ดินขนาดใหญ่ในแถบยูคอนที่พังทลายย่อยยับจนกลายเป็นหลุมยุบสีดำสนิท

    "ทุกครั้งที่มันปรากฏตัว แหล่งสะสมแร่คริสตัลโบราณหรือผลึกพลังงาน **Genesis Crystal** ภายในรัศมียี่สิบกิโลเมตรจะถูกดูดกลืนพลังงานจนสูญสลายและกลายเป็นเศษหินผุยผงอย่างไร้ร่องรอยในเวลาไม่ถึงสิบนาที... ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งรังสีไซคิกตกค้าง"

    ภาพต่อมาฉายภาพมุมสูงของผืนป่าสนไทกาอันกว้างใหญ่ บัดนี้ต้นไม้โบราณนับหมื่นต้นกลับแห้งเหี่ยวและกลายเป็นสีดำสนิทราวกับถูกชำระล้างด้วยเพลิงวิปลาส ผืนดินปริแตกแห้งแล้งราวกับถูกสูบฉีดเอาพลังชีวิตและแร่ธาตุธรรมชาติไปจนหมดสิ้น ภาพถัดมาคือภูเขาหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ถูกเจาะทะลวงผ่านใจกลางจนกลายเป็นโพรงอุโมงค์กลมมนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสามสิบเมตร ราวกับมีหนอนยักษ์จากนรกชอนไชผ่านไป

    "และในทุก ๆ ครั้งที่มันกวาดล้างแหล่งพลังงาน..." นิโคลสูดหายใจเข้าลึก แววตาสั่นระริก "...โครงสร้างเซลล์และรูปร่างชีวภาพของมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระบวนการวิวัฒนาการทางดีเอ็นเอของมันว่องไวและข้ามขั้นขึ้นเรื่อย ๆ จนแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของเราไม่สามารถตามทันได้อีกต่อไปแล้วค่ะ"

    ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งสะพานบัญชาการอีกครั้ง

    กัปตันแบล็คเบิร์ดที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างกระจกนิรภัย ค่อย ๆ ละสายตาจากภาพโฮโลแกรมหันมามองทุกคน แววตาคมกริบของทหารผ่านศึกเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "เราไม่มีเวลาปล่อยให้มันโตไปมากกว่านี้อีกแล้ว... ยิ่งมันกินผลึกมานาเข้าไปมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งกลายเป็นตัวตนที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเรา"

    ผู้บัญชาการสูงสุดโรซาเลียพยักหน้ารับคำอย่างเฉียบขาด แขนเรียวบางกางออกเหนือแผนที่ยุทธการ "สภาสูงแห่งสหพันธ์มนุษยชาติ V.I.F. ได้ลงมติอนุมัติปฏิบัติการร่วมระดับวิกฤตอย่างเป็นทางการ... 

    **ปฏิบัติการล่าผลึกปฐมกาล (Operation : Hunting Genesis)**"

    เธอกวาดสายตาคมมองมายังกลุ่มเด็กสาวที่ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่เบื้องหน้า "...มีเพียงภารกิจเดียว และเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ นั่นคือการจับกุมตัวเป็น ๆ ของการ์เลนอส G กลับมาศึกษาและวิจัยระบบแกนกลางพลังงานของมันให้ได้ เพื่อค้นหาจุดอ่อนก่อนที่มันจะวิวัฒนาการจนกวาดล้างอารยธรรมมนุษย์"

    สายตาของริน อาซากิ ขยับเลื่อนมองไปด้านข้างของเธอ... เก้าอี้และตำแหน่งการยืนของ **โอลิเวีย** อดีตมือมีดสาวร่วมทีมยังคงว่างเปล่าและเยือกเย็น นับตั้งแต่วันที่เธอเผชิญหน้ากับคลื่นพลังจิตหลอนประสาทของการ์เลนอส G ที่ชายฝั่งรัสเซีย โอลิเวียก็ต้องถูกกักตัวอยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของแผนกจิตเวชการทหารขั้นสูง มีรายงานว่าสภาพจิตใจของเธอแตกสลายอย่างหนักและยังมีอาการเพ้อหวาดกลัวดวงตาสีฟ้าครามและภาพดวงดาวแตกดับอยู่ตลอดเวลา ทางเบื้องบนจึงสั่งห้ามเธอออกปฏิบัติการภาคสนามโดยเด็ดขาดจนกว่าจะได้รับการฟื้นฟูเสร็จสมบูรณ์

    "แต่ครั้งนี้..." น้ำเสียงของโรซาเลียดึงสติของรินให้กลับมา "เพื่อความมั่นใจในชัยชนะและลดความสูญเสีย... พวกเธอทีม Vanguard จะไม่ได้ออกปฏิบัติภารกิจเพียงลำพังอีกต่อไป"

    สิ้นประโยค บานประตูเลื่อนเหล็กกล้าทางด้านข้างของสะพานบัญชาการก็เปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นกลุ่มชายหญิงจำนวนสิบกว่าคนในชุดยุทธวิธีรัดกุมสีเทาเข้มเนื้อหนาพิเศษเดินแถวเรียงหนึ่งเข้ามาอย่างเป็นระเบียบและเงียบกริบดุจเงา เครื่องแบบของพวกเขาดูแปลกตาและแตกต่างจากทหารราบทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะพวกเขาไม่มีปืนใหญ่พลาสม่าหรืออาวุธหนักทำลายล้างติดตั้งอยู่ตามร่างกาย ทว่าทั่วทั้งตัวกลับประดับประดาไปด้วยกล่องบรรจุอุปกรณ์ไฮเทคที่แปลกประหลาด

    ทั้งกระบอกยิงลูกดอกเหนี่ยวนำแรงสูง... โซ่โลหะหนาหนักถักทอด้วยคอยล์แม่เหล็กไฟฟ้าระดับจิกะวัตต์... เครื่องยิงตาข่ายควอนตัมขนาดพกพา... และเครื่องกำเนิดสนามพลังสะกดความถี่ชีวภาพที่ติดอยู่ตามบ่า นอกจากนี้เบื้องหลังของพวกเขายังมีรถยกกลไฮโดรลิกส์ที่กำลังลากจูงตู้คอนเทนเนอร์โลหะขนาดยักษ์สีดำสนิทที่ประดับด้วยตราสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานขนาดใหญ่ยักษ์อักษรย่อ: **H.S.T.**

    ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ ผิวกร้านแดดและมีรอยแผลเป็นบางยาวพาดผ่านแก้มซ้ายก้าวเดินออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม เขาน้อมศีรษะลงเล็กน้อยให้ผู้การโรซาเลีย ก่อนจะหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากให้พวกทีมริน

    "...ผมผู้พันเอเดน ผู้บัญชาการหน่วย **Hunt Services Team** ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพวกเธอทีม Vanguard นะ"

    น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจลึกล้ำ "งานของหน่วยพวกเรา... ไม่ใช่การสังหารหรือทำลายล้างทำลายกระดูกเหมือนทหารทั่วไป... แต่งานของเราคือการ 'จับเป็น' และควบคุมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตพิเศษกลับบ้านอย่างปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์"

     

    UNIT NAME: H.S.T. (Hunt Services Team)

    PURPOSE: หน่วยยุทธวิธีเฉพาะทางขั้นสูงขององค์กร V.I.F. ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ค้นหา, สะกดรอย, วางกับดัก, จับเป็น, กักกันระบบพลังงาน, และลำเลียงสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์กลายพันธุ์หรือการ์เลนอสระดับสูงเข้าสู่สถาบันวิจัยชีววิทยาโบราณโดยตรง

    PRIMARY TACTICS: เน้นการใช้ยุทธวิธีซุ่มโจมตีเงียบ, ล่อเป้าหมายด้วยคลื่นรังสีควอนตั้มเทียม, ปิดกั้นน่านฟ้าและน่านน้ำด้วยกำแพงสนามแม่เหล็ก, และสยบระบบประสาทด้วยคลื่นเหนี่ยวนำความถี่ต่ำ โดยสมาชิกทุกนายในทีมได้รับการฝึกอบรมเชิงลึกด้านพฤติกรรมศาสตร์และโครงสร้างกายวิภาคของการ์เลนอสระดับ 1-3 มาอย่างเชี่ยวชาญ

    "...แต่ทว่า" ผู้พันเอเดนก้าวเดินไปหยุดยืนจ้องมองแผนที่สามมิติพลางขมวดคิ้วเข้ม แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังเคร่งขรึม "ครั้งนี้... จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การก่อตั้งหน่วย H.S.T. ของพวกเราเลยทีเดียว... ที่ต้องออกปฏิบัติการไล่ล่าและจับกุมสิ่งมีชีวิตปริศนาที่พวกเราไม่มีแม้กระทั่งข้อมูลโครงสร้างยีน ข้อมูลพฤติกรรมดิบ หรือแม้แต่ขีดจำกัดสูงสุดของพลังงานของมันเลยสักนิด"

    ทั้งห้องประชุมตกลงสู่ความเงียบงันอันหนักอึ้งทันที ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่านี่ไม่ใช่ภารกิจไล่ล่าสัตว์ร้ายธรรมดา แต่เป็นการเผชิญหน้ากับกล่องปริศนาแห่งหายนะที่พร้อมจะระเบิดทำลายล้างทุกชีวิตได้ทุกวินาที

    "หกชั่วโมงหลังจากนี้... พวกเธอจะถูกส่งตัวลงสู่พิกัดรอยโรคสุดท้ายในรัฐอะแลสกา" โรซาเลียออกคำสั่งเฉียบขาด "จงระวังตัวให้ดี และรักษาวินัยยุทธวิธีขั้นสูงสุด ห้ามทำอะไรวู่วามเด็ดขาด"

    "รับทราบค่ะ/ครับ!"

     

    หกชั่วโมงถัดมา ณ หุบเขาหินอันรกร้างและโดดเดี่ยวใจกลางแผ่นดินใหญ่ของรัฐอะแลสกา

    พายุหิมะพัดกระหน่ำสาดเศษเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมเข้าใส่แนวหน้าผาหินสีเทาดำอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าด้านบนถูกทาบทับด้วยหมู่เมฆพายุหนาทึบจนบดบังแสงสว่างยามกลางวันไปจนเกือบหมดสิ้น อุณหภูมิโดยรอบดิ่งต่ำทะลุกว่าติดลบสี่สิบองศาเซลเซียส เปลี่ยนทุกอณูของชั้นบรรยากาศให้กลายเป็นความเย็นยะเยือกอันทรมานแสนสาหัส

    ท่ามกลางความหนาวเหน็บเหนือขอบหน้าผาหิน โดรนสอดแนมทรงกลมขนาดพกพานับร้อยลำของหน่วย H.S.T. บินร่อนลาดตระเวนแหวกพายุกระแสลมอย่างเงียบเชียบ ส่งภาพและข้อมูลความร้อนส่งตรงมายังแผงคอนโซลควบคุมเคลื่อนที่เร็วที่ซ่อนอยู่หลังโขดหินยักษ์

    ทันย่าที่สวมชุดเกราะรบคลุมด้วยเสื้อกันหนาวขนสัตว์เนื้อหนากำลังใช้นิ้วรัวเคาะประมวลผลข้อมูลชีวภาพบนแท็บเล็ตส่วนตัวอย่างรวดเร็ว แววตาหลังเลนส์แว่นตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง "ตรวจพบร่องรอยคลื่นพลังงานแล้วค่ะ...! ระดับการแผ่รังสี Genesis Radiation ในพิกัดอุโมงค์หินด้านล่างพุ่งสูงเกินกว่าค่าปกติถึงเจ็ดร้อยเปอร์เซ็นต์ มันทิ้งรอยความร้อนและรังสีเข้มข้นเอาไว้ตามเส้นทางเดินอย่างชัดเจน"

    เมดิสันที่สวมหมวกกันหนาวไหมพรมทับหมวกเหล็ก ย่อตัวลงต่ำพลางยกปืนไรเฟิลซุ่มยิงพลังงานหนักขึ้นแนบพวงแก้ม เพ่งสายตามองลอดผ่านกล้องเล็งตรวจจับความร้อนอินฟราเรดลงไปยังหุบอุโมงค์มืดเบื้องล่าง "เจอโพรงขนาดมหึมาแล้ว... สภาพปากโพรงเหมือนเพิ่งถูกฉีกกระชากและขุดลึกลงไปในชั้นหินร้อน ๆ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี่เอง รอยเล็บใหญ่ชะมัดยาดเลยแฮะ"

    ผู้พันเอเดนที่ยืนถือเครื่องสั่งการยุทธวิธีอยู่เคียงข้าง ทอดสายตามองดูภาพจำลองสภาพใต้ดินด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยประกายแห่งนักล่าวัยเก๋า เขาแสยะยิ้มบาง ๆ ออกมาประหนึ่งคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว

    "...มันกำลัง 'ลอกคราบ' อยู่จริง ๆ ด้วยสินะ"

    รินหันขวับมามองผู้พันเอเดนด้วยความงุนงงทันที "ลอกคราบ...งั้นเหรอคะ? สัตว์ร้ายระดับนั้นน่ะนะ?"

    "ใช่แล้วล่ะ ริน" เสียงของ ดร.นิโคล เบล ดังแทรกผ่านระบบวิทยุสื่อสารทางไกลตรงมาจากห้องวิจัยบน ORCA "จากบันทึกพฤติกรรมที่เราเก็บรวบรวมได้จากทุกจุดปะทะ... ก่อนที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาเซลล์แบบก้าวกระโดดจะผ่านพ้นเกณฑ์การวิวัฒนาการไปสู่ขั้นถัดไป พวกมันมักจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า 'ภาวะอ่อนแอหลังฟักตัว' เพื่อลอกเอาเปลือกเกราะเก่าที่ต้านทานขีดจำกัดพลังงานใหม่ออก"

    ดร.นิโคลอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ในช่วงเวลานี้ ระบบป้องกันตัวและโครงสร้างเกราะชั้นนอกของมันจะอ่อนนุ่มและไวต่อความเจ็บปวดที่สุด หากพวกเราจะหาวิธีจับเป็นมันโดยไม่ให้ตัวมันเกิดการต่อต้านจนระเบิดตัวเองไปซะก่อน... วินาทีนี้คือโอกาสทองครั้งเดียวและดีที่สุดที่มนุษยชาติมีแล้วค่ะ!"

    ผู้พันเอเดนสูดลมหายใจลึก ก่อนจะชูมือขวาขึ้นฟ้าส่งสัญญาณยุทธวิธีในทันที "ได้ยินแล้วใช่ไหมทหารหาญทุกคน! เริ่มต้นปฏิบัติการล่าได้! วางตาข่ายและติดตั้งกรงขังเดี๋ยวนี้!"

    สิ้นเสียงคำสั่ง หน่วยรบพิเศษ H.S.T. กว่าสองร้อยนายที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินและหุบเขาต่างกระจายกำลังกันออกไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบดุจเครื่องจักรกลที่มีชีวิต เครื่องยิงสมอเหล็กกล้าแรงดันสูงถูกลากเข้าประจำตำแหน่งเพื่อเล็งเป้าหมายไปที่ปากทางออกอุโมงค์... ตาข่ายสนามพลังงานควอนตัมชั้นหนาพิเศษถูกขุดฝังลงใต้ชั้นหิมะอย่างมิดชิด... เครื่องผลิตแรงดันกำแพงแม่เหล็กไฟฟ้าเฟสแอลฟ่าถูกตั้งตระหง่านล้อมรอบหุบเขาทั้งสี่ทิศทางเพื่อสร้างเป็นโดมกักกันน่านฟ้า

    ภายในเวลาเพียงห้านาทีถัดมา... ทั่วทั้งหุบเขาอะแลสกาอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ถูกเนรมิตและแปรสภาพให้กลายเป็น 'กรงขังเหล็กและพลังงานกักกันขนาดยักษ์' ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถก้าวผ่านเล็ดลอดออกไปได้ง่าย ๆ

    ผู้พันเอเดนจ้องมองระบบเรดาร์กักกันที่ขึ้นไฟเขียวพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น "เรียบร้อย... คราวนี้แหละ เจ้าสัตว์ร้ายเอ๋ย แกหนีไม่พ้นเงื้อมมือของมนุษยชาติแน่"

     

    *ครืน... ครืน... ครืน...*

    เสียงแรงสั่นสะเทือนทุ้มต่ำสะท้อนก้องกังวานลึกขึ้นมาจากภายในอุโมงค์หินมืดเบื้องล่าง ดึงเอาหิมะบนยอดเขาให้สไลด์ถล่มลงมาเป็นระลอก จากนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เริ่มแผ่ขยายวงกว้างจนผืนดินและผืนน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าของทุกคนสั่นไหวอย่างรุนแรงราวดั่งแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

    *ตึง... ตึง... ตึง...*

    เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและมหาศาลดังสะท้อนก้องกังวานตามมา หินแกรนิตหนาหนาแน่นรอบ ๆ ปากอุโมงค์เริ่มเกิดรอยแยกปริแตกและถล่มทลายลงมาเสียงดังสนั่น ก่อนที่... กรงเล็บแหลมคมขนาดยักษ์สีดำสนิทที่ปกคลุมด้วยไอพลังงานมานาสีแดงดำจะพุ่งทะลวงแทงผ่านแผ่นดินขึ้นมาเหยียบย่ำบนพื้นหิมะจนทรุดยุบตัว

    ทุกคนในสนามรบต่างพากันหยุดหายใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้พันเอเดนพลันแข็งค้างลงกะทันหัน

    ร่างอันใหญ่โตมโหฬารที่ค่อย ๆ คลานก้าวพ้นขอบปากอุโมงค์ออกมาในยามนี้... มันไม่ใช่ก้อนก้อนเนื้อสีดำอัปลักษณ์ไร้รูปทรงเหมือนตอนแรก และไม่ใช่แม้กระทั่งสัตว์เลื้อยคลานกิ้งก่ายักษ์สี่ขาในรายงานชุดเดิมอีกต่อไปแล้ว!

    ตัวตนของการ์เลนอส G ในปัจจุบัน ได้วิวัฒนาการขนาดร่างกายจนเติบโตใหญ่โตขึ้นเกือบ **สิบเมตร** รูปร่างของมันยืนตรงสองขาคล้ายกับอสูรกายไททันโบราณ ทั่วทั้งร่างอันน่าเกรงขามถูกปกคลุมด้วยเปลือกเกราะกระดูกสีขาวหยาบด้านแกร่งที่ดูไร้รอยต่อ ทว่าตามช่องว่างของเกราะกลับเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อสีดำทมิฬที่สั่นระริกอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง เส้นเลือดสีแดงสดเรืองแสงพลังงานแล่นผ่านสลับซับซ้อนใต้ผิวหนังราวกับลาวาเดือดที่พร้อมปะทุ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ตรงใจกลางทรวงอกของมัน... มีผลึกพลังงาน Genesis Crystal รูปลูกบาศก์เหลี่ยมมุมคมกริบสีแดงฉานสุกสว่างสดฝังแน่นอยู่ ส่งประกายรังสีความร้อนและคลื่นสั่นสะเทือนทางจิตวิทยาอันรุนแรงออกมาทาบทับจิตใจของผู้พบเห็นจนรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก

    ทว่าร่างกายของมันในเวลานี้ยังคงดูไม่เสถียรและสมบูรณ์แบบเต็มร้อย เนื่องจากครึ่งท่อนล่างของลำตัวและแผ่นหลังของมัน ยังคงติดแน่นอยู่กับเศษซากคราบเปลือกชีวภาพสีดำเก่าขนาดมหึมาที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นอับโชยออกมา

    "มันยังลอกคราบไม่เสร็จสมบูรณ์! ตอนนี้แหละยิงตาข่ายได้เลย! ยิงมันซะ!!" ผู้พันเอเดนเรียกสติกลับมาแล้วตะโกนสั่งการลั่นป่าหิมะ

    *ตูม!! ตูม!! ตูม!!*

    เครื่องยิงสมอแรงดันพลาสม่าแผดเสียงยิงออกไปพร้อมกันพัลวัน ตาข่ายสนามพลังงานควอนตัมหนาแน่นนับสิบผืนถูกยิงตกกวาดลงมาแผ่คลุมร่างของการ์เลนอส G เอาไว้แน่นหนา โซ่ตรวนคอยล์แม่เหล็กไฟฟ้านับร้อยสายพุ่งเข้าเสียบพันรอบแขนและลำคอของมันเพื่อตรึงมิติและขัดขวางการขยับตัว สมอเหล็กกล้าเจาะทะลวงผ่านหินใต้เท้าขึ้นมาล็อกข้อเท้าทั้งสองข้างของมันอย่างหนาแน่น เครื่องสร้างสนามสะกดความถี่ชีวภาพรอบทิศทางทำงานเต็มกำลังส่งคลื่นเสียงความถี่ต่ำกระแทกเข้าใส่สมองของอสูรกายยักษ์ทันที

    "จับเป้าหมายได้แล้ว...! สนามพลังสะกดคงที่แล้วครับ!" เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คีย์ข้อมูลรายงานเสียงตื่นเต้น เสียงยินดีเริ่มดังระงมขึ้นจากแนวหลังทหารหน่วย H.S.T.

    แต่ทว่า... ความสุขและเสียงยินดีเหล่านั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

    การ์เลนอส G ที่โดนพันธนาการแน่นหนาจนขยับตัวไม่ได้ ค่อย ๆ ก้มศีรษะลงมามองดูโซ่ตรวนและตาข่ายพลังงานรอบตัวด้วยความนิ่งเฉยดวงตาที่ยังคงปิดสนิท จากนั้น ผลึกรูปลูกบาศก์สีแดงฉานตรงกลางทรวงอกของมันพลันส่งแสงสว่างจ้าเรืองรองขึ้นมาอย่างกะทันหันจนตาพร่า

    *ฟุ่บ...*

    เกิดคลื่นสั่นสะเทือนพลังงานมิติบางอย่างแผ่ขยายกระจายตัวออกจากผลึกสีแดงนั้นในทันที คลื่นพลังงานที่ไม่มีความร้อน ทว่ากลับมีความถี่สูงจนสามารถทำลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของทุกสิ่งได้ในชั่วพริบตา... ตาข่ายควอนตัมชั้นหนาที่แข็งแกร่งที่สุดพลันหลอมละลายกลายเป็นไอสีดำสลายหายไป... โซ่แม่เหล็กไฟฟ้าหนาหนักแตกสลายออกกลายเป็นเศษเหล็กผุยผงร่วงหล่นลงพื้นหิมะ... และเครื่องสร้างสนามสะกดชีวภาพรอบทิศทางทุกลำต่างส่งเสียงระเบิดตูมตามพร้อมกันเนื่องจากแผงวงจรภายในลัดวงจรลุกไหม้เกรียมเป็นตอตะโก

    "อะ... อะไรกัน!? ตาข่ายควอนตัมสลายตัวไปงั้นเหรอ?! เป็นไปไม่ได้!" ผู้พันเอเดนเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความรู้สึกหวาดกลัวเชิงวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกในชีวิต

    *โฮกกกกกกกกกกกกก!!!*

    การ์เลนอส G อ้าปากกว้างแผดเสียงส่งเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทออกมาเป็น **ครั้งแรก** นับตั้งแต่ตื่นขึ้นมา! มันไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ร้ายทั่วไป แต่เป็นเสียงกรีดร้องความถี่สูงที่แปรสภาพกลายเป็น 'คลื่นกระแทกสีแดงชาด' (Red Shockwave) แผ่พุ่งขยายออกจากตัวมันเป็นวงกลมรัศมีสามร้อยหกสิบองศาส่งพลังทำลายล้างเหนือจินตนาการ

    *ตูมมมมมมมมมมมมม!!!*

    แรงอัดของคลื่นเสียงสีแดงฉีกกระชากผืนดินหินและผืนหิมะโดยรอบให้แตกร้าวแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ร่างของทหารสังกัดหน่วย H.S.T. นับร้อยชีวิตถูกคลื่นกระแทกซัดปลิวกระเด็นลอยละลิ่วลอยหายไปในพายุกระแสน้ำแข็งคนละทิศละทางราวดั่งเศษใบไม้แห้ง ยานพาหนะลำเลียงพลหุ้มเกราะหนักไทเทเนียมถูกแรงลมยกร่างลอยขึ้นฟ้าก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นพังยับเยิน โดรนสอดแนมทุกลำบนฟากฟ้าส่งเสียงระเบิดและร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝนดาวตกแห่งความตาย

    เพียงแค่การคำรามครั้งเดียว... แนวป้องกันและกับดักที่สมบูรณ์แบบของหน่วย H.S.T. ก็ถูกฉีกกระชากทำลายล้างจนสิ้นซากในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที!

    "ถอนกำลัง...! สั่งยกเลิกภารกิจจับกุมและถอนกำลังเดี๋ยวนี้—!" ผู้พันเอเดนกรีดร้องสั่งการเสียงหลงผ่านวิทยุสื่อสารที่เต็มไปด้วยคลื่นรบกวนสลับซับซ้อน

    ทว่าทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว

    กรงเล็บแหลมคมขนาดยักษ์ของการ์เลนอส G ฟาดผ่านพื้นหิมะเพียงครั้งเดียว รถบัญชาการยุทธการส่วนหน้าก็ระเบิดเป็นจุณกลายเป็นทะเลเพลิงสีส้ม เครื่องสร้างสนามกักกันรอบตัวแตกกระจายออกเป็นเศษชิ้นส่วนเล็กชิ้นน้อย กำลังพลหน่วยรบพิเศษหลายสิบนายถูกแรงอัดระเบิดและสะเก็ดไฟซัดร่างแหลกจมกองเลือดไปในทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องขอชีวิต สมรภูมิรบที่เคยสวยงามบัดนี้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นนรกบนดินในพริบตา

    "Vanguard ทุกคน... เข้าประจำตำแหน่งรบ! ยับยั้งมันเอาไว้ก่อนที่มันจะกวาดล้างกำลังพลทั้งหมด!" เสียงตะโกนเฉียบขาดของกัปตันแบล็คเบิร์ดดังสะท้อนก้องหูผ่านระบบสื่อสารระบบประสาทส่วนกลางของทุกคน

    ริน อาซากิ ไม่รอช้า สัญชาตญาณในร่างกายของเธอสั่งการให้หลับตาลงและเปิดใช้งานพลังงานทันที

    `[ Evolution Wave Form II : ACTIVATE ]`

    *ฟู่มมมมมมมมมมมมมมมม—!!!*

    เปลวเพลิงสีทองคำมหาศาลระเบิดปะทุออกจากร่างของเด็กสาวแหวกพายุหิมะสีขาว ปีกเพลิงคู่มหึมากางสยายออกด้านหลังขับไล่ความหนาวเหน็บจนหิมะรอบข้างละลายกลายเป็นไอน้ำในชั่วพริบตา เส้นผมสีแดงส้มยาวพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต รินก้าวเท้าพุ่งทะยานฉีกน่านฟ้าตรงเข้าใส่อสูรกายสีขาวดำแดงเบื้องล่างทันที โดยมีอายาโกะ เมดิสัน และทันย่าคอยวิ่งเข้าสนับสนุนจากสามทิศทางอย่างรู้ใจ

    เสียงระเบิดปะทะดังสนั่นก้องหุบเขาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก

    รินคว้าจับ เฟลม ฟอร์จ เฟเน็กซ์ แกรนด์ซอร์ด ดาบยักษ์สีทองสว่างจ้าในมือ ก่อนจะฟาดฟันคมดาบความร้อนสูงเข้าใส่เปลือกเกราะกระดูกสีขาวของการ์เลนอส G อย่างรุนแรงและแม่นยำ

    *ฉัวะ!!!*

    เปลือกเกราะกระดูกที่แข็งแกร่งปานเหล็กกล้าถูกฟันแตกออกบางส่วน ส่งผลให้ของเหลวสีแดงดำคล้ายเลือดไหลทะลักกระเด็นสาดกระจายลงบนพื้นหิมะ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถัดมากลับทำให้รินต้องใจหายวาบ... เพราะรอยแผลลึกขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกฟันขาดไปเมื่อครู่ กลับมีเส้นใยกล้ามเนื้อสีดำงอกเงยออกมาถักทอประสานกันใหม่ และสมานตัวจนหายสนิทเป็นเนื้อเดียวอย่างไร้รอยแผลในเวลาไม่ถึงสามวินาที!

    "อัตราการฟื้นตัวของมัน... มันเร็วกว่าข้อมูลเมื่อสามวันก่อนหลายเท่าตัวเลยค่ะกัปตัน! แผลสมานตัวแทบจะทันทีที่ได้รับความเสียหาย!" ทันย่าที่คอยตรวจสอบค่าชีวภาพอยู่แนวหลังร้องเตือนเสียงหลงด้วยความตกตะลึง

    "งั้นก็ลองกินนี่หน่อยเป็นไง!" เมดิสันคำรามพลางลั่นไกปืนไรเฟิลเจาะเกราะหนักยิงกระสุนพลังงานแรงสูงมุ่งตรงเข้าใส่ผลึกลูกบาศก์สีแดงกลางทรวงอกของมันหวังทำลายล้างคอร์หลัก

    *ตูมมม!!!*

    กระสุนพลังงานปะทะเข้ากับตัวผลึกสีแดงอย่างจัง ทว่าแทนที่มันจะแตกสลายหรือแตกร้าว ตัวผลึกกลับดูดซับแรงปะทะทั้งหมดและสะท้อนคลื่นกระแทกพลังงานสวนทางกลับมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ซัดเอาร่างของเมดิสันกระเด็นกลิ้งหล่นไปตามเนินหินหิมะ

    อายาโกะควงดาบคาตานะพลังงานไซคิกพุ่งทะยานเข้าซ้ำ แทงคมหอกเข้าใส่ข้อต่อลำคอของการ์เลนอส G เต็มแรงหวังเด็ดหัว ทว่าอสูรกายสีขาวดำแดงกลับขยับตัวว่องไวผิดกับขนาดร่างกายอันใหญ่โต มันสะบัดหางหนาหนักที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อฟาดเข้าใส่ร่างของรุ่นพี่สาวขาลุยอย่างจังเสียงดังสนั่น!

    *อั้ก!!!*

    ร่างของอายาโกะกระเด็นลอยละลิ่วลอยไปกระแทกกับหน้าผาหินสีเทาดำจนหินถล่มทับลงมาบดบัง ร่างของเธอทรุดลงไปนอนไอสำลักเลือดจมกองหิมะบาดเจ็บสาหัสทันที

    รินเห็นเพื่อนร่วมทีมและรุ่นพี่ร่วมชะตากรรมได้รับบาดเจ็บไปทีละคน ดวงตาสีทองเรืองรองดุจดวงอาทิตย์ก็ลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว "ทุกคน... ถอยออกไปก่อนค่ะ! หนูจะจัดการมันคนเดียวเอง!"

    เด็กสาวกางปีกเพลิงกว้างพุ่งทะยานเข้าปะทะกับการ์เลนอส G ตัวต่อตัวใจกลางสนามรบ ดาบยักษ์สีทองปะทะเข้ากับกรงเล็บแหลมคมสีดำสนิท ประกายไฟสีทองคำสลับสีแดงฉานระเบิดแตกกระจายสว่างจ้าไปทั่วทั้งหุบเขาอะแลสกาที่หนาวเหน็บ แรงลมปะทะพัดเป่าเอาลมพายุหิมะรอบข้างให้ปลิวกระเจิดกระเจิง

    *ตูม!! ตูม!! ตูม!!*

    ทั้งสองฝ่ายต่างแลกหมัดและกรงเล็บปะทะกันอย่างดุเดือดเจียนตาย ร่างกายของรินเริ่มมีรอยแผลขีดข่วนและคราบเขม่าสีดำติดตัว ทว่าเธอก็ยังคงกัดฟันสู้ตายพุ่งฟาดฟันดาบเพลิงเข้าใส่เปลือกกระดูกขาวอย่างต่อเนื่องไม่มีถอยร่น

    ทว่า... ในวินาทีที่การต่อสู้กำลังดำเนินไปถึงจุดเดือดพล่านและตัดสินผลแพ้ชนะอยู่นั้นเอง

    จู่ ๆ การ์เลนอส G ก็หยุดชะงักฝีเท้าและการโจมตีลงกะทันหันอย่างประหลาด กรงเล็บยักษ์สีดำที่กำลังจะฟาดใส่รินค้างอยู่กลางอากาศ มันค่อย ๆ หมุนหันศีรษะอันใหญ่โตที่ไร้ดวงตามองข้ามไหล่ของริน หันกลับไปจ้องมองยังแนวเทือกเขาหิมะทิศใต้ที่ห่างไกลออกไปลับสายตา...ทิศทางที่ลึกลงไปใต้โลก... ทิศทางที่ดักแด้ของโรเชลล์เพิ่งจะแตกสลายตัวลงไปเมื่อครู่นี้!

    มันยืนนิ่งสงบ ราวกับกำลังรับรู้และสื่อสารโทรจิตโทรจิตถึงคลื่นรังสีพลังงานของ 'ราชินี' ตนใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาพบเจอชะตากรรมร่วมกัน

    และในเสี้ยววินาทีถัดมา... ก่อนที่ใครจะทันได้ตระหนักรู้ การ์เลนอส G ก็ย่อตัวลงต่ำแล้วออกแรงกระโจนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่นอย่างกะทันหันด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี!

    *ตูมมมมมมมมมมม!!!*

    แรงส่งจากการกระโจนมหาศาลหนักหน่วงจนทำให้ภูเขาหินแกรนิตและเนินหิมะทั้งลูกโดยรอบถึงกับทรุดตลบถล่มทลายยุบตัวลงไปในพริบตา ร่างสีขาวดำแดงขนาดสิบเมตรพุ่งทะยานฉีกแหวกชั้นบรรยากาศและพายุหิมะหายวับเข้าไปในผืนป่าทึบไทกาทางตอนใต้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าความเร็วเสียงหลายเท่าตัว ทิ้งไว้เพียงเสียงระเบิดเสียงจากแรงอัดอากาศและเศษฝุ่นละอองหิมะสีขาวที่ฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่ว

    "หยุดนะ...! อย่าเพิ่งหนีสิ!" รินกรีดร้องเรียกตามเสียงหลง พยายามจะกางปีกบินไล่ตามไปทันควัน ทว่าพลังงานมานาในแกนกลางลีซิลนอสกลับเกิดอาการสั่นไหวและลัดวงจรชั่วคราวจากการต่อสู้ต่อเนื่องจนเธอต้องร่วงหล่นลงมาคุกเข่าไอโขลกบนพื้นหิมะอย่างเหนื่อยอ่อน

    ความพยายามและปฏิบัติการทั้งหมดจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างยับเยิน สิ่งที่หลงเหลืออยู่เบื้องหน้าของพวกเธอในตอนนี้... มีเพียงเศษซากคราบเปลือกชีวภาพสีดำเก่าขนาดมหึมาที่ถูกทิ้งไว้ และเศษซากยุทโธปกรณ์ เครื่องกำเนิดพลังงาน และร่างไร้วิญญาณของทหารหาญหน่วย H.S.T. ที่พังพินาศกระจัดกระจายเกลื่อนป่าหิมะสีขาวราวกับป่าช้ารกชัฏ

    ผู้พันเอเดนพยุงร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเขม่าดำลุกขึ้นยืนช้า ๆ ทอดสายตามองดูเศษซากอารยธรรมและความพ่ายแพ้ยับเยินของหน่วยตนเองด้วยดวงตาที่เลื่อนลอยไร้แวว ก่อนจะกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความแค้น "ปฏิบัติการ... ปฏิบัติการกวาดล้างและจับเป็น... ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง..."

    กัปตันแบล็คเบิร์ดก้าวเดินกะเผลกเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างริน สายตาคมกริบของเขายังคงทอดมองตรงไปยังแนวรอยเท้าขนาดยักษ์สีแดงดำที่ลากยาวเป็นเส้นตรงลึกเข้าไปในผืนป่าทึบเบื้องหน้า รอยเท้าที่ทอดยาวเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับจะจงใจทิ้งรอยเอาไว้ให้ผู้ล่าสามารถติดตามได้ง่าย ๆ

    ชายหนุ่มยืนนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ หนักแน่น และแฝงไปด้วยความกังวลลึกซึ้งที่ทำเอาทุกคนต้องขนลุกวาบ

    "...ไม่หรอก ผู้พันเอเดน มันไม่ได้ล้มเหลวเพราะพวกเราฝีมือตกต่ำหรอก..."

    กัปตันแบล็คเบิร์ดหันกลับมาสบตากับรินและทันย่า "...แต่แท้ที่จริงแล้ว... พวกเราต่างหากล่ะคะ ที่กำลังถูกมัน 'ล่อ' ให้เดินตามเส้นทางที่มันขีดลากเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว"

    ทุกคนในสนามรบต่างพากันเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิว เพราะในวินาทีนั้นเอง... พวกเขาทุกคนรวมถึงริน ก็เริ่มที่จะตระหนักรู้และเข้าใจความจริงอันน่าสะพรึงกลัวลึกซึ้งแล้วว่า... การ์เลนอส G ไม่ได้กำลังหวาดกลัวหรือวิ่งหนีการไล่ล่าของกองทัพมนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว

    แต่แท้ที่จริงแล้ว มันกำลังเล่นสนุก... มันตั้งใจปล่อยให้มนุษย์ตรวจพบคลื่นรังสีความร้อนและทิ้งรอยเท้าเอาไว้ในทุก ๆ พิกัดที่มันต้องการให้เห็น เพื่อล่อเป้าหมายและลากพวกเขาทั้งหมดให้วิ่งตามไปบนเส้นทางที่กำหนดไว้ และกำลังใช้ความพยายามและการดิ้นรนทั้งหมดของมนุษยชาติ... เป็นเพียงแค่ 'ตัวประกอบ' และ 'อาหารชั้นเลิศ' ในการก้าวเดินไปสู่ขั้นบันไดแห่งวิวัฒนาการขั้นที่สามที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของมันต่างหาก!

    และเบื้องบนฟากฟ้ายามสายอันหม่นหมองของอะแลสกา... กลุ่มก้อนเมฆพายุหิมะสีดำทมิฬขนาดมหึมาก้อนหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันจนดับแสง... ทิ้งให้ผืนแผ่นดินและมนุษยชาติเบื้องล่างจมดิ่งลงสู่ความมืดสลัวและหนาวเหน็บอันแสนยาวนาน ประหนึ่งลางบอกเหตุและสัญญาณเตือนว่า... วันสิ้นโลกที่แท้จริง บัดนี้ได้เริ่มนับถอยหลังก้าวแรกขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ!

     

    [จบตอนที่ 40 : เส้นทางที่ถูกลาก]

    คล้ายกับเรื่องVeonestra: สงครามวันพิพากษา ที่คุณอ่าน