บทที่ 52 ถ้าเรื่องนี้แค่เข้าใจผิด
ซูหยวนมองดูทั้งสามคนที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง สายตาของเธอราวกับกำลังมองคนโง่งมก็ไม่ปาน แม้ว่าพวกนักเรียนทุนทั้งสามจะเห็นสายตานั้น ทั้งยังเข้าใจความหมายที่ซูหยวนต้องการจะสื่อออกมา ทว่า...พวกเธอเป็นคนที่นำรองเท้ามาซ่อนที่นี่เอง เช่นนั้นจึงมีความมั่นใจมาก
“นักเรียนทุนอัน ขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่สามารถปิดความผิดให้เธอได้น่ะ” ฝูหนี่ย์แสร้งทำเป็นเศร้า แต่พร้อมกันนั้นก็ยังแสดงออกว่าเธอเป็นคนดีนักหนาด้วย
เพื่อนนักเรียนบางคนลอบเบะปากกับท่าทางของฝูหนี่ย์ ไม่ว่าวันนี้นักเรียนทุนอันจะเป็นคนขโมยรองเท้าของเพื่อนนักเรียนมาหรือไม่ ทว่าพวกเขาก็ไม่คิดจะให้ค่ากับนักเรียนทุนฝูอยู่ดี ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็กระทำเรื่องไร้ยางอายอย่างการมองดูพวกเขาต่อสู้โดยไม่เข้ามาช่วยเหลือ กับคนแบบนี้...พวกเขาย่อมไม่มีความนับถือใดๆต่อกัน
ตอนนี้นักเรียนหลายคนก็คาดการณ์กันไปต่างๆนานา พวกเขาเคยเห็นว่านักเรียนทุนอันและนักเรียนทุนอีก 6 คนนั้นไม่ได้เป็นมิตรต่อกันเลย ดังนั้นมีโอกาสสูงมากที่นักเรียนอันอาจจะถูกพวกนักเรียนทุนเหล่านี้กลั่นแกล้ง ทว่า..เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาเสียหน่อย ไม่ว่านักเรียนทุนอันจะผิดหรือถูก พวกเขาก็แค่รอดูการแสดงที่น่าสนใจเท่านั้น
ไม่เหมือนนักเรียนตระกูลจางทั้งสามคน ตราบใดที่นักเรียนทุนอันซึ่งเป็นคนของท่านประธานจางจนมุม พวกเขาก็พร้อมที่จะออกหน้าเพื่อช่วยเหลือเธออยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ตอนนี้ก็แค่การรอดูทีท่าเท่านั้น
เวลาที่จะยื่นฟืนเข้าไปให้สร้างความประทับใจมากที่สุด สมควรจะต้องยื่นมันในช่วงหิมะตก หากยื่นฟืนออกไปในตอนที่กำลังมีพายุฤดูร้อน ฟืนชิ้นเดียวกันนี้อาจจะถูกมองว่าไม่มีค่าก็เป็นได้
ซูหยวนหรี่ตาลงเมื่อได้ยินคำตอบของนักเรียนทุนฝู เธอได้รับการยืนยันจากปากของอีกฝ่ายเลยว่า “เห็นกับตา” แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง ทว่าความหมายก็เป็นเช่นนั้น
ต่อหน้าของทุกคน เธอก็ยังกล้ายืนยันในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เช่นนั้นก็สมควรแล้วที่จะถูกเธอเปิดโปง
“ฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมนักเรียนทุนฝูต้องใส่ร้ายฉัน เธออาจจะไม่พอใจที่ฉันไม่คอยสนับสนุนหรือช่วยเหลือเธอในช่วงที่ผ่านมา แต่ฉันขอบอกว่าก่อนหน้านี้ฉันยังไม่เคยมองว่าเธอเป็นศัตรู ทว่า...เมื่อจบเรื่องนี้แล้ว เธอกับฉัน...พวกเราไม่สามารถอยู่ร่วมกันด้วยดีได้อีกแล้ว”
“ถ้าบังเอิญว่าเธอได้จับคู่ทำภารกิจกับฉัน ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าการจับคู่กับศัตรูนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็ในพื้นที่ล่าในอนาคต...ไม่ว่าเธอหรือฉันที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ให้รู้เอาไว้ว่าพวกเราจะปล่อยให้อีกฝ่ายตกตายไปอย่างนั้น และไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วย แม้ว่าจะผิดกฎหมายก็ตาม!”
ไม่มีใครคาดคิดว่าซูหยวนจะประกาศเจตนาของตนเองออกมาเช่นนั้น คำพูดที่ตรงไปตรงมาอย่างนี้ไม่ค่อยมีคนกล้าพูดนัก เหมือนกับที่ซูหยวนพูดนั่นแหละ การไม่ช่วยเพื่อนมนุษย์ยามตกอยู่ในอันตรายถือว่ามีความผิดอยู่ แน่นอนว่ามีหลายคนที่ทำเหมือนกับที่ซูหยวนพูด ทว่าพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องบอกออกไปไม่ใช่หรือ?
เห็นได้ชัดเจนว่าซูหยวนต้องการประกาศแตกหักกับนักเรียนทุนฝู และบางทีอาจจะรวมไปถึงนักเรียนทุนทั้งหมดที่กล้าพาคนอื่นมาใส่ร้ายตนเองด้วย
การกระทำของซูหยวนเหมือนกับคนไร้หัวคิดไปหน่อย ทว่าซูหยวนกลับมีเส้นทางของตนเองชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เธอกลายเป็น “นักเรียนทุน” ที่เหมือนกับทั้ง 6 คน และไม่ปล่อยให้ตนเองมี “โอกาส” กลายเป็นหนึ่งในพวกเขา เธอต้องการแสดงการแตกหักกับคนโง่งมเหล่านี้ ที่นี่ ตอนนี้เลย!!
เนื่องจากซูหยวนเคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน ผ่านการแข่งขันมาไม่น้อย หลายครั้งที่เธอถูกโยงไปเป็น “พวกเดียวกัน” กับคนโง่ ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเธอเคยถูกลูกค้าเหมารวมว่าเป็นพวกเซลล์ขี้โกง เพียงเพราะใส่เสื้อของบริษัทเหมือนกัน กว่าจะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่าการขายของเธอและการขายของเซลล์คนอื่นต่างกันก็เสียพลังงานไปมาก
อีกทั้งยังดีที่ลูกค้าคนนั้นมาโวยวายที่บริษัท เธอไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้ เธอได้เสียลูกค้าไปมากเท่าไรแล้ว ซึ่งลูกค้าเหล่านั้นต่างก็จากไปโดยไม่พูดอะไร ดีไม่ดีอาจจะส่งข้อมูลพวกนี้ต่อไปให้บริษัทพันธมิตรด้วยซ้ำไป...
เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเหมือนในอดีต “สัญลักษณ์” ของเธอจะต้องไม่เหมือนกับนักเรียนทุนโง่ๆพวกนี้ อาศัยโอกาสที่พวกเขาก่อเรื่องประกาศขึ้นมาให้ชัดเจน ภายภาคหน้า...เพื่อนนักเรียนกลุ่มนี้จะเป็นคนออกปากแทนเธอ ว่าไม่ควรเหมารวมเธอกับนักเรียนทุนพวกนี้เอง
“นักเรียนทุนอัน แม้เธอจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ทว่า...พวกเราเองก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับคนขี้ขโมยหรอกนะ” ฝูหนี่ย์พูดขึ้นมาบ้าง ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวด้วยความโกรธจัด
ถึงนักเรียนทุนอันจะไม่ใช่คนขโมยของจริงๆ แต่การที่ทำเหมือนพวกเธอไร้ค่า และอาจจะต้องไปพึ่งพาอีกฝ่ายในอนาคตนั้นช่าง...น่ารังเกียจสิ้นดี
ก็แค่ถูกเลือกโดยตระกูลจางที่ยิ่งใหญ่เพราะโชคช่วย ถ้าพวกเธอถูกเลือกโดยประธานจางคนนั้นบ้างล่ะก็...เธอก็คงจะได้รับความเคารพไม่ต่างกันนักหรอก บางที...เธออาจจะทำได้ดีกว่านักเรียนทุนอันด้วยซ้ำ
“คำก็ขโมย สองคำก็ขโมย จู่ๆมาบอกว่าเห็นฉันขโมยของ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานก็เป็นแค่การใส่ความเท่านั้น แน่นอนว่าฉันไม่มีทางยอมรับการถูกใส่ร้ายแบบนี้ ถ้าเธอพิสูจน์ไม่ได้ว่าฉันขโมยไป ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ”
เมื่อได้ยินซูหยวนพูดเช่นนั้น นักเรียนหลายคนก็ตกใจอยู่บ้าง พวกเขาไม่คิดว่านักเรียนทุนอันจะพูดถึงการ “แจ้งความ” ขึ้นมา ทั้งๆที่นี่เป็นความขัดแย้งกันเองภายในชั้นเรียนปีที่ 1 เท่านั้น
สำหรับโลกใบนี้ เนื่องจากเป็นโลกที่โหดร้าย การฆ่าฟันเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้เกิดความสงบต่อไป กฎหมายของที่นี่จึงเข้มงวดมาก
แม้แต่โทษของการ “ใส่ความ” ผู้อื่น บทลงโทษก็ยังรุนแรงถึงกับอาจจะถูกตัดลิ้นได้เลย ด้วยความรุนแรงของกฎหมาย จึงไม่ค่อยมีคนไปแจ้งที่ทางการมากนัก เพราะถ้าการแจ้งความนี้ถูกตัดสินว่าเป็นการแจ้งความเท็จหรือต้องการสร้างความเสื่อมเสียแค่ผู้อื่น หากถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งโดยไร้คุณธรรม เช่นนั้นคนที่แจ้งมาก็จะถูกลงโทษด้วยบทลงโทษข้อหาที่แจ้งให้คนอื่น
ด้วยการตีกลับที่รุนแรงนี้ ผู้คนมากมายจึงไม่ค่อยเอาเรื่องเอาราวไปถึงทางการ ทว่า...ซูหยวนกลับประกาศออกมาเสียแล้ว
“นักเรียนทุนอัน...” นักเรียนหญิงที่ถูกขโมยรองเท้าไปเอ่ยออกมาด้วยความกังวล
รองเท้าของเธอหายไปก็จริง การออกพื้นที่ล่านี้คงจะลำบากไม่น้อยก็จริง กระนั้น...เธอก็ยังหวาดกลัวเกี่ยวกับการแจ้งความด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องการหยุดการสอบสวนนี้ต่อไป ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เธอก็ไม่อยากจะข้องเกี่ยว แม้แต่ในฐานะพยานก็ไม่ต้องการ
“เพื่อนนักเรียน ฉันคิดว่าเธอไม่ควรปล่อยให้คนผิดลอยนวลไปนะ วันนี้ขโมยรองเท้า...วันข้างหน้าอาจจะขโมยของสำคัญที่สุดไปก็ได้ แล้วถ้าเกิดว่า มีใครบางคนสามารถขโมยอาวุธของเธอในขณะหลับได้ แล้วศัตรูเข้าโจมตีพอดี นั่นจะหมายถึง “ชีวิต” ของเธอที่ต้องเสียไปเลยนะ”
“ยิ่งเป็นการสร้างปัญหาในขณะที่พวกเราอยู่ในเขตพื้นที่ล่าแบบนี้ ฉันคิดว่าไม่ควรปล่อยให้คนผิดทำตามอำเภอใจ หากทำครั้งแรกแล้วไม่เจอปัญหา ครั้งต่อไปก็คงจะกล้าลงมือมากกว่าเดิมอีก”
อันซูหยวนกล่าวอย่างจริงจัง หลังจากนั้นก็มองไปยังกลุ่มนักเรียนทุนที่กำลังรออยู่ก่อนแล้ว
“พวกเธอว่ายังไงล่ะ ในเมื่อพวกเธอมั่นใจว่าฉันเป็นคนขโมยของเพื่อนนักเรียนไป อย่างนั้นเธอก็น่าจะเห็นด้วยกับฉัน ไม่ว่าจะพิสูจน์ออกมาว่าใครผิดหรือถูก พวกเราจะแจ้งความเรื่องนี้ต่อทางการ ดีหรือไม่?”
เห็นอันซูหยวนท้าทายแบบนั้น นักเรียนทั้งสามคนที่รู้อยู่แล้วว่ารองเท้าถูกขโมยมาได้อย่างไรก็อยากจะหัวเราะออกมา เดิมทีพวกเขาแค่ต้องการสร้างปัญหาให้อันซูหยวนเท่านั้น ไม่ได้คิดไปถึงการแจ้งความเลย
หากแจ้งความเรื่องนี้ เช่นนั้นอันซูหยวนก็น่าจะถูกตัดมือตัดเท้าข้อหาขโมยของใช่หรือไม่? เช่นนั้นแล้ว...พวกเธอก็อยากจะเห็นเหลือเกินว่า คนที่ไม่มีมือมีเท้าแล้ว ตระกูลจางจะยังสนับสนุนอยู่ไหม แล้วชีวิตของอันซูหยวนจะเป็นอย่างไรต่อ แค่คิดก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจไม่น้อยแล้ว
“นักเรียนทุนอัน...ฉันรู้ว่าเธอกำลังเดินเกมจิตวิทยากับพวกเรา เธอคงคิดว่าพวกเราจะกลัวมากเลยสินะ เอาสิ ในเมื่อเธอต้องการแจ้งความกับทางการ อย่างนั้นฉันก็เห็นด้วย นี่ก็เพราะฉันมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเห็นมาก ส่วนเธอ...การเอาเรื่องแจ้งความมาข่มขู่ให้พวกเรายอมถอย ขอบอกไว้เลยว่าพวกเราก็ไม่มีทางยอมแน่”
“นักเรียนทุนอันทำผิดแต่ยังไม่ยอมรับผิด แถมยังพยายามหาเรื่องมาข่มขู่ให้พวกเราขลาดกลัวอีก ฉันถือว่านักเรียนทุนอันเป็นคนที่น่ากลัวมากเลยนะ ก็เหมือนกับที่เธอพูดนั่นแหละ...ฉันไม่อยากปล่อยให้คนที่ทำเลวเช่นนี้ลอยนวล แล้วก็อย่ามาหาว่าฉันใจร้ายเลยนะ”
ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมาจะแย่!
อันซูหยวน เอ๋ย อันซูหยวน เธอคงจะมั่นใจมากเลยสินะ ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด จะมีรองเท้าเพื่อนนักเรียนมาอยู่ในกระโจมได้อย่างไรใช่ไหล่ะ ฮ่า ดูสิ...ท่าทางที่มั่นใจในความถูกต้องของตนเองนั้นช่างน่าหมันไส้เสียจริง ถ้าจู่ๆสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำกลับปรากฏที่กระโจมของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวออกมาอย่างไร ถึงเวลานั้นจะหวาดกลัวต่อคำขู่ที่พูดออกมาเองหรือไม่กันนะ
ความคิดของแต่ละคนล้วนต่างกันออกไป ต่างฝ่ายต่างมั่นใจกันเช่นนี้ สุดท้ายแล้วซูหยวนก็เปิดทางให้พวกเพื่อนนักเรียนเข้ามาตรวจสอบได้
เธอออกมาจากกระโจมเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พวกเพื่อนนักเรียนค้นข้าวของของเธอด้วยความเกรงใจซึ่งเธอเป็นการให้เกียรติเธอด้วย ส่วนนักเรียนทุนทั้งสามคนนั้นไม่ได้เข้าไปข้างในด้วย พวกเธอเพียงกอดอกยืนรอผลลัพธ์อยู่อย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เวลาผ่านไปชั่วครู่ ทั้งสามก็ดูเหมือนจะเริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว พวกเธอมั่นใจว่าวางรองเท้าเอาไว้ในจุดที่มองเห็นได้ไม่ยากเลย ขอแค่ยกกระโจมขึ้นเท่านั้นก็ย่อมเห็นรองเท้าคู่ใหม่ของนักเรียนจากเขตชั้นใน แต่ให้เวลานั้นมืดขนาดไหน พวกเธอก็ยังจำได้อยู่ดีว่ามันไม่ได้หาได้ยากเย็นอะไร แต่แล้วทำไม...
“ไม่มี” นักเรียนคนหนึ่งส่งเสียงออกมา ท่าทางของเขาผ่อนคลายลงไปไม่น้อยเลยเมื่อประกาศออกมาแบบนี้
“ใช่ นักเรียนทุนอันไม่ได้ขโมยของมา พวกเราค้นสัมภาระของนักเรียนทุนอันทั้งหมดแล้ว มีแค่ข้าวของเครื่องใช้ของเธอเท่านั้น” เพื่อนนักเรียนอีกคนยืนยันคำพูด
“เป็นไปไม่ได้!!”
ในขณะที่หลายคนผ่อนคลายลง ขอแค่ไม่มีเหตุการณ์ขโมยเกิดขึ้น เดี๋ยวพวกเขาจะได้แยกย้ายกันไปช่วยหารองเท้าจากที่อื่น บางที...เพื่อนนักเรียนอาจจะลืมเอาไว้ที่ไหนก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม...เสียงของนักเรียนทุนฝูกลับดังขึ้นมาเสียอย่างนั้น สีหน้าท่าทางแสดงความไม่อยากจะเชื่อออกมาอย่างชัดเจน เธอมองหน้าของซูหยวนที่ยังยืนสงบอยู่แล้วก็รับรู้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย
“นักเรียนทุนฝู เธอบอกว่าเธอเห็นนักเรียนทุนอันเอารองเท้าฉันไป แต่ตอนนี้ทำไมไม่เห็นมีรองเท้าอย่างที่เธอบอกเลยล่ะ”
เดิมทีเธอก็แทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แค่รู้สึกว่ารองเท้าไม่ได้ถูกขโมยไปก็เป็นเรื่องดีแล้ว อย่างไรก็ตาม...เสียงของนักเรียนทุนฝูก็เรียกความสนใจของเธอให้กลับมา
ราวกับตอนนี้ความสำคัญของรองเท้านั้นไม่มากอีกแล้ว เธอแค่อยากจะจัดการคนที่ทำให้เธอตกใจกลัวแทบตายเมื่อครู่ คนที่จู่ๆก็ใส่ความนักเรียนคนอื่น กล้ายืนยันด้วยซ้ำว่าเห็นนักเรียนทุนอันเอารองเท้าของเธอไป!
แน่นอนว่าถ้าเป็นนักเรียนคนอื่นๆ เธอคงจะไม่มีอคติมากขนาดนี้หรอก แต่เพราะนักเรียนทุนพวกนี้เคยสร้างปัญหามาก่อนแล้ว นักเรียนร่วมชั้นมากมายต่างก็เกลียดชังพวกเขา ยิ่งเห็นว่าเธอเป็นคนที่ถูกนักเรียนทุนพวกนี้หลอกลวงได้ เธอก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจมากขึ้นไปอีก
“นี่ไม่ถูกต้อง ฉันเห็นจริงๆว่านักเรียนทุนอันเอารองเท้าไป จริงๆนะ” ฝูหนี่ย์รีบพูดยืนยัน เธอก้าวออกไปข้างหน้าแล้วพยายามที่จะหารองเท้านั้นให้เจอให้ได้
ฝูหนี่ย์เปิดกระโจมดูรอบๆแต่ก็หาไม่เจอ ก่อนที่เธอจะเรียกเพื่อนนักเรียนทุนอีก 2 คน ซึ่งเป็นคนที่รู้ตำแหน่งซ่อนรองเท้ามาให้ช่วยตนเอง
ทว่า...ท่ามกลางสายตาของคนมากมาย นักเรียนทุนสองคนที่ร่วมใส่ความซูหยวนในตอนแรกกลับไม่แม้แต่จะขยับขาด้วยซ้ำ
“อะไร? ทำไมพวกเธอไม่มาช่วยกันหาล่ะ เร็วเข้าสิ!!” ฝูหนี่ย์รู้สึกได้ว่านักเรียนทุนทั้งสองคนคิดอะไรอยู่ สีหน้าของเธอยิ่งดูย่ำแย่มากไปกว่าเดิมอีก
“นักเรียนทุนฝู ฉัน...นี่มันก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วนะว่าเพื่อนนักเรียนทุนอันไม่ได้ทำผิดน่ะ”
“จะ จริงด้วย ฉันว่าเธอทบทวนดูอีกทีดีกว่านะ ถ้าเธอเข้าใจผิด อย่างนั้นก็แค่ขอโทษนักเรียนทุนอันก็ได้”
“....!!.....”
…………………………………..