ผ่านมาสามเดือน เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก่อนจะถึงงานเทศกาลโคมไฟ
“แฮกๆๆ” อูหลินเฟิง ร้องออกมาอย่างเหนื่อยหอบพร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมร่างกาย ตอนนี้เขาสามารถทะลวงระดับลมปราณระดับหกขั้นต้นได้แล้ว
ตอนนี้สัตว์อสูรทั้งหมดของเขา เสี่ยวหยุนวิหคมรณะบรรลุชนชั้นจอมอสูรขั้นกลาง เสี่ยวปินอสรพิษเกล็ดหยกบรรลุระดับหกขั้นสูง กังปี้บรรลุระดับหกขั้นกลาง ฮุยฮุยอินทรีย์ขนเทา และ หมาป่าขนเพลิงทั้งแปดตัว บรรลุระดับห้าชั้นสูง อาชาขนวารีบรรลุระดับห้าขั้นต้น การฝึกโหดของสามภูตรับใช้ เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากต่อการพัฒนาของสัตว์อสูรทั้งหมด
“ในที่สุดตัวเจ้าก็สามารถบรรลุลมปราณระดับหกขั้นต้นได้ ถึงเวลาที่อาจารย์จะสอนยันต์ภูตรับใช้ให้เจ้าแล้ว” ปราชญ์วิญญาณกล่าว พร้อมกับสร้างยันต์สีทองขึ้นมาหนึ่งใบที่บรรจุเคล็ดวิชายันต์ภูตรับใช้เอาไว้ภายใน ความรู้มากมายของวิชายันต์แบบใหม่ ได้เข้ามาภายในสมองของเขาทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าเหตุใดเขาต้องมีระดับหกเป็นอย่างน้อยเพราะว่าวิชานี้ คือยันต์อาคมขั้นสูง การจะสร้างภูตรับใช้ได้ต้องอาศัยลมปราณมหาศาลที่จะใช้สร้างร่างของภูตรับใช้ ปริมาณลมปราณของระดับที่หกคือเงื่อนไขต่ำที่สุดของวิชาภูตรับใช้หรือชิกิงามิ ชิกิงามิสามารถแบ่งเป็นสองรูปแบบสี่ระดับ สองรูปแบบคือชิกิงามิรูปแบบมนุษย์และชิกิงามิรูปแบบสัตว์ สี่ระดับคือ
ชิกิงามิระดับต่ำ อาศัยเพียงลมปราณประสานกับพลังวิญญาณ พลังจิตเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างขึ้นได้แล้ว สามารถรับคำสั่งแบบง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนได้
ชิกิงามิระดับกลาง ต้องอาศัยลมปราณพลังวิญญาณและพลังจิตจำนวนมากในการสร้าง ภูตรับใช้ระดับนี้จะสามารถรับคำสั่งที่ซับซ้อนขึ้นได้
ชิกิงามิระดับสูง ต้องอาศัย ลมปราณ พลังวิญญาณและพลังจิตปริมาณมหาศาลในการสร้างขึ้นภูตรับใช้ระดับนี้จะสามารถรับฟังคำสั่งที่ซับซ้อนและมีความคิดเป็นของตนเองได้
ชิกิงามิระดับพิเศษ เป็นขั้นที่สร้างขึ้นยากที่สุด นอกจากจะใช้พลังทั้งสามในปริมาณมหาศาลยิ่งกว่าของภูตรับใช้ระดับสูง ยังต้องการร่างกายที่ไม่ได้ถูกสร้างโดยลมปราณเพียงอย่างเดียว ภูตระดับนี้จะต้องการกายเนื้อระดับสูง อาจเป็นการนำเอาซากศพของสัตว์อสูรมาช่วยในการสร้าง หรืออาศัยโลหะพิเศษในการสร้างร่างกายของภูตระดับนี้ ชิกิงามิระดับนี้จะมีทั้งความแข็งแกร่งที่มหาศาลและสามารถคิดได้แบบมนุษย์ ร่างของปราชญ์วิญญาณในตอนนี้ก็เป็นชิกิงามิระดับพิเศษเช่นกัน
ถ้าเกิดมองไปทั่วประสาท ชิกิงามิของท่านอาจารย์ต้องเป็นชิกิงามิระดับสูงทั้งหมดเป็นแน่ ขนาดพลังส่วนใหญ่โดนผนึกอยู่ในร่างกายบนปราสาทชั้นห้า แต่ว่าก็ยังสามารถสร้างชิกิงามิระดับสูงออกมาได้มากมาย สมกับเป็นปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ
เมื่อได้รับวิชามาอูหลินเฟิงได้ทดลองสร้างชิกิงามิระดับต่ำ แต่ว่าความละเอียดอ่อนในการสร้างและการขึ้นรูปทำให้เขาไม่อาจทำสำเร็จได้ในครั้งแรก
“ยากจริงๆ ขนาดพยายามสร้างชิกิงามิระดับต่ำยังยากขนาดนี้เชียวหรือ” อูหลินเฟิงกล่าว ความยากของวิชานี้ไม่ใช่เล่นๆ เลย
“หากเจ้าคิดจะสร้างชิกิงามิขึ้นมา อย่างแรกเจ้าต้องนึกภาพรูปร่างของภูตตนนั้นๆ หลังจากนั้นชักนำพลังลมปราณ ค่อยๆ ใช้ลมปราณแทนร่างกายของภูต ใช้พลังจิตแทนจิตสำนึก ใช้วิญญาณของตนแทนวิญญาณของชิกิงามิ ชิกิงามิกล่าวคือร่างแยกของร่างกายเจ้า เพราะฉะนั้นการสร้างชิกิงามิขึ้นมาหนึ่งตนเจ้าจะต้องพร้อมทั้งสภาพร่างกาย สภาพจิตและสภาพดวงวิญญาณ” ปราชญ์วิญญาณกล่าวอธิบาย เมื่อได้ยินแบบนั้นอูหลินเฟิงก็พยายามทดลองใหม่อีกครั้งแต่ก็ยังไม่อาจสร้างขึ้นมาได้
“เจ้าก็ค่อยๆ เรียนรู้ต่อไปไม่ต้องรีบร้อน หากยังไม่อาจใช้ได้ ก็จงฝึกวิชาเชื่อมประสานวิญญาณกับสัตว์อสูรของเจ้าไปก่อน เพราะตอนนี้เจ้าเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น” ปราชญ์วิญญาณกล่าวแนะนำศิษย์ของตน
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์ ข้าจะฟังท่าน หากภายในวันนี้ข้าไม่อาจสร้างชิกิงามิขึ้นมาได้ ข้าจะพักวิชานี้ไว้ก่อน” อูหลินเฟิงกล่าว เขาไม่ดึงดันที่ใช้วิชาที่ไม่ถนัดในการสู้ศึกที่จะถึงนี้
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน เจ้าก็ฝึกต่อไป” ปราชญ์วิญญาณกล่าวแล้ว เดินออกจากห้องฝึกซ้อมไป สัตว์อสูรทุกตัวได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาร่วมฝึกกับอูหลินเฟิง
“เจี๊ยกๆๆ” กังปี้ที่ ตลอดเวลาสามเดือนแทบจะไม่ได้อยู่ร่วมกับอูหลินเฟิง หลังจากที่ได้เจอกันอีกครั้งก็ได้ระบายสิ่งต่างๆ ที่ได้พบจากการฝึกให้อูหลินเฟิงทราบ
“งั้นหรือโดนมาหนักสินะ ข้าเองก็ไม่ต่างกัน สามเดือนมานี้ท่านอาจารย์ซ้อมจนร่างกายข้ายับเยินไปหมด” อูหลินเฟิงกล่าว
“โฮ่งๆๆ / กรีซ / ฟ่อ” เรียกได้ว่าสัตว์อสูรทุกตัวของอูหลินเฟิงส่งเสียงฟ้องความอัดอันนี้
“เข้าใจแล้วเข้าใจแล้ว หลังจากนี้ข้าจะไม่ฝึกโหดเช่นนั้นอีก ข้าจะให้ทรัพยากรในแหวนของมารดากับทรัพยากรที่หาได้จากเทือกเขาหมื่นอสูร ให้พวกเจ้าดูดซับพลังเพื่อฝึกแทนดีหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวเขายื่นข้อเสนอให้กับสัตว์อสูรทุกตัว
“เจี๊ยก/โฮ่ง/ กรีซ / ฟ่อ” สัตว์อสูรทั้งหมดตอบรับคำพูดของอูหลินเฟิงทันที หลังจากนี้จะเป็นการฝึกโดยอาศัยทรัพยากรที่มากมายในแหวนของเขา ดูดซับพลังของทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อเลื่อนระดับพลังให้ไวที่สุดภายในหนึ่งเดือน เพราะว่าในตระกูลโอวหยาง แม้ตอนนี้ประมุขโอวหยางจะแก่ชราและป่วยหนักจนไม่อาจต่อสู้ได้ แต่ก็ยังมีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นอีกสองคนคอยปกป้องตระกูลอยู่ หากเป็นไปตามที่ท่านอาจารย์ว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้ว อีกฝ่ายเองก็อาจมีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เข้าร่วมต่อสู้ด้วย ชนชั้นระดับหก ขั้นต้น อาจจะแข็งแกร่งแต่ว่าคงไม่อาจทำอะไรได้มากนัก อย่างน้อยหากเขาไม่อาจทะลวงสู่ชนชั้นจอมยุทธได้ ต้องให้เสี่ยวปินที่ใกล้ทะลวงสู่ชนชั้นจอมอสูร ทะลวงไปให้ได้
เขาได้นำทรัพยากรทั้งหมดที่มีออกมา ไม่ว่าจะเป็นที่หาได้จาก เทือกเขาหมื่นอสูรและของที่ได้รับมาจากมารดาในแหวน ในครั้งนี้อาจจะต้องดูดซับทั้งหมดภายในครั้งเดียว
ดอกปทุมปรโลกเบ่งบานสะพรั่ง พลังวิญญาณและพลังจิตอันมหาศาลหลั่งไหลออกมา อูหลินเฟิงได้ชักนำพลังนั้นออกมาแล้วมอบให้กับตนเองและสัตว์อสูรทั้งหมดของตน ดูดซับพลังอย่างต่อเนื่องแม้ว่าร่างกายของอูหลินเฟิง จะมีขีดจำกัดในการดูดซับพลังของทรัพยากรต่างๆ แต่ดวงวิญญาณของเขาที่ เป็นถึงดวงจิตวิญญาณราชันเหนือสวรรค์ กลับสามารถดูดซับพลังของดอกปทุมปรโลกได้เรื่อยๆ ราวกับจิตวิญญาณของเขาเป็นมหาสมุทรที่สามารถใส่น้ำเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม
ครั้งแรกที่ได้สัมผัสพลังวิญญาณอาฆาตของดอกปทุมปรโลกดวงจิตวิญญาณ ดวงวิญญาณของอูหลินเฟิง ถูกกระตุ้นจนสายเลือดตระกูลเนี่ยได้ตื่นขึ้น หลังจากดูดซับสามารถทะลวงขั้นวิญญาณระดับหกได้ การดูดซับพลังในครั้งนี้ไม่ได้เร่งรีบเหมือนกับตอนอยู่ใต้หุบเหวหมื่นศพ บางส่วนดวงจิตวิญญาณของอูหลินเฟิงค่อยๆ ได้รับการเติมเต็มอย่างช้าๆ และมั่นคง
พลังวิญญาณที่ค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ ภายในดวงจิตวิญญาณของอูหลินเฟิงค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างทีละน้อย สิ่งนี้ตัวของอูหลินเฟิงก็สามารถสัมผัสได้ หลังจากนั้นเขาได้ลองใช้วิชาชิกิงามิอีกครั้ง คราวนี้ยันต์สีขาวที่จะใช้สร้างชิกิงามิ พลังวิญญาณสีขาวหลั่งไหลออกมาจากร่างกาย ตราประจำตระกูลเนี่ยปรากฏที่กลางหน้าผาก แสงของยันต์ส่องสว่างไปทั่วบริเวณยันต์นั้นค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เป็นรูปร่างชิกิงามิรูปแบบมนุษย์
..
..
ผ่านไปอีกยี่สิบวัน ก่อนงานเทศกาลโคมไฟสิบวัน
เพียงยี่สิบวันอูหลินเฟิง ทำได้เพียงเลื่อนระดับทั้งพลังจิตและพลังวิญญาณ สู่ระดับหกขั้นสูงได้แล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้ ระดับชั้นทั้งสาม กายจิต วิญญาณที่เคยสมดุลกันได้เพียงไม่กี่วัน พลังแห่งจิตและวิญญาณก็พุ่งเกินระดับชั้นร่างกายไปอีกแล้ว
สัตว์อสูรตัวอื่นนอกจากเสี่ยวปินก็ไม่อาจทะลวงระดับชั้นได้ มีเพียงเสี่ยวปินเป็นที่กลายเป็นจอมอสูรอีกตัวเท่านั้น เขาได้เดินทางไปหาอาจารย์ของตน
“เฮ้อ ระดับพลังของเจ้าเสียสมดุลอีกแล้ว” ปราชญ์วิญญาณที่เห็นว่าลูกศิษย์ของตนสามารถพัฒนาพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็วแม้ในใจจะเกิดความยินดี แต่ก็อดตำหนิไม่ได้ แต่เพราะเขาเองก็รับรู้ถึงความรีบร้อนของลูกศิษย์จึงปล่อยผ่านไปก่อน
“ขออภัยขอรับท่านอาจารย์ หลังจากกลับมาคราวหน้า ข้าจะฝึกฝนระดับชั้นกายให้มากขึ้นกว่านี้” อูหลินเฟิงบอกกับอาจารย์ของตน
“เจี๊ยกๆๆๆๆๆๆๆๆ” กังปี้ที่เกาะอยู่บนไหล่ของอูหลินเฟิงร้องประท้วงทันทีที่ได้ยินคำว่าฝึก
“ข้าไม่ได้จะส่งเจ้าไปฝึกสักหน่อย ข้าจะฝึกของข้าเอง” อูหลินเฟิงกล่าวกับกังปี้พยายามทำให้มันสงบลง เมื่อสามารถทำให้กังปี้ที่กลัวคำว่าฝึกได้แล้วจึงหันไปหาอาจารย์ของตนแล้วกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ท่านสามารถไปส่งข้าที่เมืองล่องเมฆาก่อนได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าว ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงสิบวันเท่านั้นเขาจะต้องเดินทางตั้งแต่วันนี้แล้วไม่อาจฝึกต่อไปได้อีก
“คิดจะกลับไปที่ตระกูลตัวเองก่อนสินะ คิดได้แล้วงั้นหรือว่าอีกฝ่ายอาจจะทำอะไรต่อไป” ปราชญ์วิญญาณกล่าวจริงๆ แล้วเขาเองก็อยากให้ลูกศิษย์ของเขากลับไปยังตระกูลอูก่อนที่จะไปเมืองจรัสแสง
“ขอรับ ข้าคิดตามที่อาจารย์บอก หากว่าข้าเป็นนักวางกลยุทธ์ของอีกฝ่ายที่โดนทำลายแผนการ ย่อมต้องแค้นชายที่ชื่ออูหลินเฟิงแน่นอน หากเป็นข้าจะใช้ช่วงเวลาที่มีศึกในตระกูลโอวหยาง ส่งกองกำลังย่อยไปโจมตีตระกูลอูอีกครั้ง ข้าจำเป็นต้องกลับไปเสริมกำลังค่ายกลของตระกูลอีกครั้งก่อนไปยังตระกูลโอวหยาง” อูหลินเฟิงบอกความต้องการของตน
“ย่อมได้ ข้าสามารถให้ภูตวิหคขาวไปส่งเจ้า อาศัยความเร็วของมันเพียงไม่กี่วันเจ้าจะสามารถไปถึงตระกูลอูแล้วค่อยไปตระกูลโอวหยางได้ถึงก่อนวันเทศกาลโคมไฟ” ปราชญ์วิญญาณนำยันต์สีทองขึ้นมาสร้างวิหคสีขาว เป็นตัวเดียวกับที่ได้นำเขามายังปราสาทแห่งนี้
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์ เป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าจะยืมภูตวิหคขาวในการต่อสู้ครั้งนี้” อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นก็ได้กระโดดขึ้นไปยังหลังของวิหคสีขาวขนาดมหึมา หากได้ชิกิงามิระดับสูงเช่นนี้ช่วยสู้คงจะดีไม่น้อย
"ภูตวิหคขาวถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพาหนะสำหรับข้าเท่านั้น ตัวของมันมีเพียงแค่ความเร็วกับความแข็งแกร่งของร่างกายที่สร้างโดยทรายสีเงินจากทวีปไร้พิรุณเท่านั้น มันทำได้เพียงบินอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงแต่ในการต่อสู้เกรงว่ามันจะไม่อาจสร้างประโยชน์ให้เจ้าได้” ปราชญ์วิญญาณกล่าวกับศิษย์ของตน
“ไม่เป็นไรท่านอาจารย์ หากท่านอนุญาตให้ข้าแทรกแซงภูตรับใช้ของท่านเล็กน้อย ข้าอาจจะสามารถสร้างชิกิงามิแบบใหม่ขึ้นมาได้” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยความมั่นใจ
“หากเจ้ามั่นใจขนาดนั้นข้าเองก็ไม่ห้าม ภูตวิหคขาวตัวนี้ถือว่าข้ามอบให้เจ้า” ปราชญ์วิญญาณกล่าว เขาสามารถมอบสิ่งล้ำค่าอย่างภูตระดับสูงที่มีร่างกายภายในเป็นทรายสีเงิน เหล็กกล้าชั้นดีจากต่างทวีปให้กับอูหลินเฟิงอย่างง่ายดาย
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงประสาทมือเคารพอาจารย์ของตนที่มอบของล้ำค่า แบบนี้ให้อย่างง่ายดาย
“ไปเถอะ” ปราชญ์วิญญาณกล่าวสั้นๆ พร้อมเดินจากไป
“รักษาตัวด้วยขอรับท่านอาจารย์ ข้าจะรีบกลับมาหลังจากสามารถจบเรื่องนี้ได้แล้ว” ทันทีที่อูหลินเฟิงกล่าวจบ ภูตวิหคขาวก็ได้กลายเป็นเส้นแสงพุ่งทะยานไปบนฟากฟ้าโบยบินไปอย่างรวดเร็ว
..
ปราชญ์วิญญาณที่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง ยกสื่อสารข้างกายของเขาได้ดังขึ้นมา ผู้เดียวที่มีหยกสื่อสารของเขาก็คืออาจารย์ของเขา เทพวิญญาณยามาโตะ
“ท่านอาจารย์”
“ข้าออกจากการฝึกตนแล้ว ข้อความที่เจ้าได้ส่งมาตอนที่ข้าเก็บตัวฝึกวิชา คิดว่าเป็นจริงหรือไม่” เสียงอันทรงอำนาจดังออกมาจากหยกสื่อสาร เมื่อยี่สิบวันที่แล้วหลังจากปราชญ์วิญญาณได้ปล่อยให้อูหลินเฟิงฝึกฝนคนเดียวเขาได้ส่งข้อความบางอย่างไปบอกกับอาจารย์เทพวิญญาณยามาโตะที่กำลังฝึกตนอยู่ เมื่อออกมาจากการฝึกตนแล้วได้รับข้อความที่สำคัญจึงรับติดต่อหาปราชญ์วิญญาณทันที
“มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ลูกศิษย์ของข้าอูหลินเฟิงจะเป็นหนึ่งในสามของคนที่อยู่ในคำทำนาย ตัวตนแห่งปัจจุบัน” ปราชญ์วิญญาณกล่าว เขาที่ได้เฝ้ามองลูกศิษย์เป็นระยะเวลาสามเดือน ทั้งยังรับรู้เรื่องราวที่อูหลินเฟิงบอกเขาเกี่ยวกับวิญญาณที่อยู่ต่างโลกกัน ทำให้เขาคิดว่าอูหลินเฟิงคือบุคคลที่เขาและอาจารย์ตามหามาตลอด หนึ่งในตนตัวทั้งสามตัวตนแห่งอดีต ตัวตนแห่งปัจจุบัน และ ตัวตนแห่งอนาคต ตัวตนทั้งสามที่สามารถเปลี่ยนอนาคตอันเลวร้ายได้
“ถ้าเช่นนั้นจงฝึกเขาให้ดี เขาคือความหวังของพวกเรา” เสียงอันทรงอำนาจได้กล่าวผ่านหยกสื่อสาร
“ข้าทราบแล้วท่านอาจารย์ ก่อนที่ศึกสุดท้ายของข้าจะมาถึง ข้าจะสอนทุกสิ่งทุกอย่างของข้าให้แก่เขา” ปราชญ์วิญญาณกล่าวน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว เขาจ้องมองไปยังทิศทางที่ลูกศิษย์ได้จากไป มีบางส่วนที่เขาไม่ได้บอกกับลูกศิษย์ของตนคือ หากดวงวิญญาณของเรนและลุคที่ตายในสถานที่ห่างไกลอย่างโลกแห่งจิตและโลกแห่งมนตรา ไม่สมควรกลับรวมกันได้อีกครั้ง แล้วยังสามารถเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้แก่อูหลินเฟิงได้ สมควรเป็นเหมือนกับเนี่ยหลิงอันและเนี่ยอันหลิง เมื่อเนี่ยหลิงอันตายไปดวงวิญญาณที่เหลือเพียงเสี้ยวเดียวของเนี่ยอันหลิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและระดับการฝึกตนตกลงสู่ระดับหก แต่จิตวิญญาณแฝดของอูหลินเฟิงที่ตายลงไปกลับสามารถผ่านห้วงมิติที่แข็งแกร่งระหว่างโลกทั้งสามได้ อีกทั้งยังสามารถรวมตัวกันแล้วฟื้นฟูร่างกายหลักให้กลับมาเป็นปกติได้ หมายความว่าดวงจิตวิญญาณของอูหลินเฟิง จะต้องได้รับการปกป้องจากบางสิ่งที่แข็งแกร่งอย่างมาก
เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ปกป้องดวงวิญญาณของอูหลินเฟิงคือหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ ตอนที่จิตวิญญาณแฝดโดนส่งไปต่างมิติได้สัมผัสเข้ากับพลังของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์จึงได้รับการปกป้องด้วยพลังที่เหนือกฎเกณฑ์ หัวใจแห่งเทพรังสรรค์นอกจากจะมีพลังในการเปิดมิติแล้ว ยังมีพลังเฉพาะของเทพรังสรรค์แต่ละองค์แฝงเอาไว้ด้วย เป็นไปได้ว่าหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ ที่เนี่ยอันหลิงได้ครอบครองคือหัวใจแห่งวัฏสงสาร หัวใจของเทพรังสรรค์ผู้สร้างกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
..
..
จบตอน