บทที่8 หลินเยว่อิงหายตัว อาวุธจิติญญา
ยามเช้าก่อนแสงแรกของพระอาทิตย์จะมาถึง ณสุสานผนึกศาสตรา
หลินเยว่อิงนอนอยู่ในที่หนึ่ง เป็ห้องหินลักษณะสร้างขึ้นในถ้ำ หลินเยว่อิงค่อยๆรู้สึกตัวขึ้น
“นี้.....นี้คือที่ใด”
“แม่หนูน้อยตื่นแล้วหรือ”
“เ้า! เ้าเป็ใครข้ามาอยู่ที่นี้ได้ยังไง” หลินเยว่อิงรีบกระโจนขึ้นตั้งท่าและมองไปรอบๆ เห็นเป็ห้องในถ้ำ บนกำแพง มีอาวุธถูกผนึกไว้ หลายชิ้นแต่ละชิ้นมีกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว แต่ถูกผนึกไว้ไม่ให้รอดออกมา
“ไม่ต้องใไปแม่หนู ที่นี้คือภายในถ้ำค่ายกลผนึกศาสตราที่เ้าจะต้องเข้ามาเอาอาวุธยังไงละ”
“หมายความว่าอย่างไร ข้านอนอยู่ในห้องของข้าแต่ตื่นมาที่นี้ ถ้าจะให้เข้ามาเอาอาวุธเหมือนปรกติ ยังไงข้าก็ต้องเข้ามาอยู่แล้วเหตุใดตาแก่อย่างเ้าถึงต้องพาตัวข้ามา”
“เอาละ ข้าจะบอกเ้าตามตรง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดี๋ยวตาแก่กวงชิงหยางจะมาขัดขวางข้าเสียก่อน”
“ข้าไม่สนใจ ข้า้าออกไปจากที่นี้”หลินเยว่อิงไม่สนใจจะฟังสิ่งใด นางรู้สึกไม่ชอบการถูกบังคับนางจึงเข้าโจมตี เหยียนไถ อย่างสุดกำลัง
“เด็กน้อยไม่คิดว่า ฝีมือเ้าจะมากขนาดนี้เ้าต้องเป็คนที่ข้ารอคอยอย่างแน่นอน”
“เ้าพูดอะไร ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้ไม่งันข้าจะฆ่าเ้า” เยว่อิงรู้สึกโกรธจึงโจมตีเข้าเพื่อหมายจะเอาชีวิต นางฟาดฝ่ามือออกอย่างรุนแรง แต่ทุกฝ่ามือก็ถูกเหยียนไถสกัดไว้ได้หมด แต่ถึงเป็แบบนั่น ตัวเหยียนไถเองก็ไม่สามารถโจมตีนางกลับไปทั้งการโจมตีที่ร้ายกาจ ความรวดเร็วไม่มีช่องให้เหยียนไถจึงได้แต่คอยหลบและปัดป้อง ในใจก็คิด ว่าตนนั่นเป็ถึงผู้มีอายุหลายสิบปีผ่านยุทธภพมามากมาย เจอจอมยุทธมาก็มาก แต่วันนี้กลับโดยเด็กไล่ต้อนด้วยความคิดเกิดขึ้น ความโกรธก็เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะฝ่ามือ ท่าเท้า เพลงหมัดที่ออกก็เหมือนกับถูก เด็กน้อยรู้ทันสกัดไว้หมดแต่เพราะระดับพลังของตนนั่นอยู่สูงกว่าทำให้สามารถป้องกันและกดดันฝ่ายตรงข้ามได้บ้าง เมื่อผัวพันหนักเข้า เหยียนไถ จึงต้องใช้วิธีะเิพลังออกมาเพื่อผลักหลินเยว่อิงให้ออกห่างจากตน
“เด็กน้อย ข้ายอมรับว่า ในยอดฝีมือรุ่นเยาว์คงไม่มีใครเทียบเ้าได้ แต่ข้าก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ใจดีที่ให้เด็ก มาเล่นหัวได้หรอกนะที่ข้าปล่อยให้เ้าเล่นสนุกถึงตอนนี้เพราะข้าไม่อยากฆ่าเ้า”
“ถ้าข้าอยู่ในระดับ7 ชั้นเซียนเหมือนกับเ้าเ้าคิดว่า เ้ายังจะยืนพล่ามได้อีกไหม”
“เด็กน้อย เลิกสู้เถอะ ข้านั่นแค่อยากให้เ้าได้ลองดูของชิ้นหนึ่งข้ารับรองว่า ไม่ว่าอาวุธใดในที่นี้ก็ไม่อาจเทียบได้”
“ของอะไร และทำไมต้องจับข้ามาด้วยแค่พามาดีๆ ก็ได้ไม่ใช่หรือ ฟังดูแล้วเหมือนไม่ใช่ของดีสักเท่าไรนะ”
“ที่ข้าต้องใช้ยาสลบและพาเ้ามาก็เพื่อไม่อยากให้ใครรู้ เพราะของที่ข้าอยากให้เ้าได้ไปนั่น เป็ของที่ดีที่สุดและถูกปิดผนึกไว้ที่นี้ หากว่ากวงชิงหยางรู้เข้า เขาต้องไม่ยอมแน่ๆ”
“ของที่ดีที่สุดยังงันหรือ ทำไมดาบมารโลหิตเล่มนั่น หรือดอกบัวกลืนิญญาดอกนั่นกัน ข้าก็ไม่เห็นว่ามันจะดีที่สุดตรงไหนในสายตาข้า พวกนี้ก็แค่ดูดีกว่าของทั่วไปนิดหน่อยเท่านั่น”
“ไม่ใช่ของที่เ้าเห็นอยู่บนกำแพงห้องนี้จะผนึกอาวุธที่มีจิตแกร่งกล้ากว่าปรกติ ซึ่งอาวุธพวกนี้ ถือได้ว่าชั่วร้ายจนคนทั่วไปไม่อาจจับต้องได้แต่เมื่อมีคนที่มีความสามารถมากพอ พวกมันก็ยังสามารถที่จะออกไปได้ แต่ของที่ข้าหมายถึงคือสิ่งนี้” แล้วเหยียนไถก็ซัดพลังไปที่กำแพงส่วนหนึ่งผนังได้พังลง ก็ปรากฏกล่องยาวไม้สีดำ ถูกผ้าพัดไว้โดยรอบ เป็ผ้าที่ลงผนึกไว้ไม่ให้กลิ่นอายหรืออะไรผ่านออกมา
“นี้คือสิ่งใด หากไม่เข้าตาข้าวันนี้ถึงจะฆ่าเ้าไม่ได้ แต่ข้าจะระบายความโกรธ ไม่ฆ่าเ้า จะฆ่าศิษย์เ้าคนรับใช้เ้า”
“ใจเย็นๆ เด็กน้อยจิตใจเ้าช่างโเี้นัก”
“เลิกพล่ามไร้สาระ มันคืออะไร ก็รีบว่ามาอย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลา”
“ได้” แล้วเหยียนไถก็ใช้พลังเปิดผ้าออก และดึงกล่องออกมา พลังสีดำได้แผ่ออกมา หลินเยว่อิงรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของอาวุธชิ้นนี้ แต่เพียงแค่พริบตา เหยียนไถก็ะโออกจากห้องนี้ไป พร้อมกับปิดประตูหินในห้อง หลินเยว่อิงรู้ตัวจึงรีบกระโจนตามออกไปเช่นกัน แต่ก็ไม่ทัน เหยียนไถซัดฝ่ามือปะทะกับฝ่ามือของหลินเยว่อิง หลินเยว่อิงต้องถอยกลับ หยุดชะงัดลงทำให้ออกจากห้องไม่ทัน และประตูหินก็ปิดลง
“ตาแก่! หมายความว่าอย่างไรถ้าข้าออกไปได้ ข้าฆ่าเ้าแน่นอน”
“เด็กน้อยของในกล่องนั่นถ้าไม่ใช้ผู้ที่มันเลือก ต่อให้เป็ข้าก็ไม่อาจควบคุมมันได้ หากไม่รีบออกมาข้าคงโดนมันเข้าสิงแน่นอน”
“สิ่งนี้คืออะไรกันแน่ ขนาดเ้าอยู่ระดับ7ยังไม่อาจต้านทานมันได้ แล้วให้เด็กอย่างข้าเนี้ยนะ”
“ใจเย็นๆ อาวุธชิ้นนี้ ยังไม่มีชื่ออาจาร์ยของข้าเป็ผู้สร้างมัน โดยใช้พลังอาฆาตแค้นของผู้ที่ตายในสนามรบนับหมื่นนับแสน หล่อหลอมมันขึ้นมา จนตอนนี้ มันจึงเป็อาวุธที่ยังไม่สมบูรณ์ขาดเจตจำนงของตนไป จึงเป็ได้แค่อาวุธที่ยังไม่มีจิติญญาของตนโดยแท้จริงแต่หากผู้ที่สามารถควบคุมมันได้แล้วสร้างเจตจำนงให้กับมัน เป็คนแรกได้มันจะกลายเป็อาวุธจิติญญาที่แข็งแกร่งที่สุด ข้าจะออกไปและเริ่มเปิดค่ายกลของถ้ำนี้เมื่อจิติญญาของเ้าสื่อสารกับมัน ก็หวังว่าเ้าจะเป็คนแรกที่ทำสำเร็จแต่ถ้าไม่ เ้าก็แค่เป็อีกคนที่ถูกมันกลืนกิน”
“นี้เ้าจะบอกว่าให้ข้าสยบจิติญญาอาฆาตนับหมื่นนับแสน นี้มันบ้าไปแล้ว ข้าทำไม่ได้เ้าปล่อยข้าออกไป แล้วข้าจะลืมเื่นี้ ข้าสัญญาจะไม่ฆ่าเ้า”
“โชคดีนะ เด็กน้อย” แล้วเหยียนไถก็พุ่งออกไปที่หน้าถ้ำ
“นี้! นี้! เ้าอย่าเพิ่งไปนะ ปล่อยข้าออกไป ข้าเป็ลูกสาวแม่ทัพนะ พ่อข้าฆ่าเ้าแน่ปล่อยข้าออกไป ไอแก่ชั่ว”
ตอนนี้ไม่ว่าหลินเยว่อิง จะะโด่าอย่างไรก็ไร้ผล เมื่อเหยียนไถออกมาถึงหน้าถ้ำ ก็ใช้พลังของตนเปิดค่ายกลขึ้นเป็ค่ายกลเชื่อมจิติญญา ที่เปิดให้ผู้ที่้าอาวุธได้เชื่อมต่อเข้าไปเพื่อหาอาวุธที่ตน้าแต่การที่หลินเยว่อิงถูกขังอยู่ที่ห้องส่วนลึกของถ้ำ เมื่อเปิดค่ายกลนี้อาวุธที่มีจิติญญาก็ปล่อยเจตจำนงของตนออกมาทันที
“แย่แล้ว เ้าตาแก่นั่นเปิดค่ายกลแล้วในนี้มีแค่เ้าสิ่งนี้ที่แผ่พลังออกมา จนกลบ อาวุธชิ้นอื่นหมดเลย”
ทันใดนั่นเงาดำที่ลอยอยู่ก็พุ่งเข้าหาเยว่อิงทันที่ เยว่อิงยกมือเพื่อป้องกันแต่ของสิ่งนั่นก็เข้ามาอยู่ในมือของเยว่อิงโดยไม่รู้ตัว
“สิ่งนี้คือ ขลุ่ย ขลุ่ยยังงันหรือ” เมื่อเยว่อิงได้เห็นร่างที่แท้จริงของสิ่งนี้เยว่อิงก็ตกอยู่ในภวังค์ทันที การเชื่อมต่อทางจิตก็เกิดขึ้นร่างของเยว่อิงยืนนิ่งสงบ มือถือขลุ่ยนั่นไว้ และตาก็หลับลงพอรู้สึกตัวก็เข้าไปอยู่ในแดนจิติญญา มองเห็นที่โล่งผืนดินแห้งแรง ยาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
“ที่นี้คือภาพลวงตาในจิตใจสินะเป็ภายในแดนจิตที่ขลุ่ยนั่นสร้างขึ้น แล้วตัวมันอยู่ที่ใด” หลินเยว่อิงมองไปรอบๆ ก็เห็นกลุ่มควันสีดำลอยอยู่ เมื่อเห็นดังนั่นหลินเยว่อิงก็จะเข้าไปเพื่อคว้าจับกลุ่มควันดำนั่น แต่แล้วก็กลับมีกลุ่มควันสีดำแยกตัวออกมาเป็ร่างทหารสีดำถืออาวุธออกมามากมายนับไม่ถ้วน ยืนขวางหน้าหลินเยว่อิงอยู่
“หึ ทำไมถึงไม่เข้ามาโจมตี แต่กลับยืนกันท่าอยู่อย่างนั่น แบบนี้สินะ พวกเ้าเป็เพียงแค่จิติญญาอาฆาตที่ตายในสนามรบพยายามปกป้องต้นกำเนิดของพวกเ้าอยู่สินะ ยังงันข้าจะเข้าไปคว้าเ้าขลุ่ยนั่นแล้วจบเื่นี้สะ” หลินเยว่อิงพุ่งเข้าไปยังกองทัพจิติญญาทหารนับไม่ถ้วนนั่นร่างทหารดำมืด ก็เข้าโจมตีหลินเยว่อิงทันที หลินเยว่อิงฟาดฝ่ามือ ออกกระบวนท่าไปมาเพื่อบุกลุยเดินหน้าเข้าไปให้ถึงใจกลางควันสีดำ ที่ปลดปล่อยทหารเหล่านี้ออกมาด้วยฝีมือที่ไร้คู่ต่อกร สุดยอดกระบวนท่าและวิชาท่าร่างทั้งหลาย ถูกใช้ออกมาไม่มีทหารตัวใดเข้าใกล้หลินเยว่อิงได้ แต่เมื่อหลินเยว่อิงเข้าใกล้ใจกลางมากเท่าใดกองทหารก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้สายตาของหลินเยว่อิงไม่สามารถมองเห็นอะไรได้มีแต่ทหารรายล้อมไปหมด หลินเยว่อิงจึงะโขึ้นฟ้าแล้วถอยออกมาเมื่อออกนอกระยะกลับมาที่เดิม เหล่าทหารก็ไม่เข้าโจมตีหลินเยว่อิง
ในขณะที่หลินเยว่อิงตกอยู่ในภวังค์ ภายในถ้ำผนึกศาสตราด้านนอก ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น
“เหยียนไถ!นี้เ้าทำอะไรลงไป”
“อาจาร์ยลุงกวงชิงหยางข้าก็แค่ทำตามที่อาจาร์ยข้าปรารถนาเท่านั่น ตอนนี้ต่อให้ท่านอยากหยุดก็สายไปแล้ว”
“เ้าบ้านทั้งสาม จับเขาไว้ครั้งนี้เขาทำผิดมากเกินไปจริงๆ ข้าคงอภัยให้เขาไม่ได้แล้ว”
แล้วเ้าบ้านทั้งสามซึ่งเป็าุโของสุสานผนึกศาสตรา ก็จับกุมตัวเหยียนไถเอาไว้
“เ้าสำนัก ข้าใช้เชือกรัดเซียน มัดเขาไว้แล้วตอนนี้เราจะทำอย่างไรดี”
“ก็คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ พวกท่านทั้งสามทำการควบคุมค่ายกล และผนึกจิตมารศาสตราให้น้อยลง เพื่อหลีกเลี่ยงการคลุ้มคลั่งของศาสตราทั้งหลายส่วนคนที่เข้าไปในนั่นก็แล้วแต่โชคชะตา ให้ทุกคนในสำนักเตรียมพร้อม ค่ายกลสยบมารไว้ถ้าหากเกิดการอาละวาดขึ้นมา เราคงจะต้องกำจัดผู้ที่ถูกควบคุมเท่านั่นและให้ทุกคนทำตัวตามปรกติ ส่วนเ้าไปเชิญพวกเขามา บอกพวกเขาว่าค่ายกลพร้อมแล้ว”
“ครับ” กวงชิงหยางไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้แล้วได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามชะตากรรม และได้ให้คนไปตามกลุ่มของหลินเยว่อิงที่เหลือมาเพื่อเข้าค่ายกลรับอาวุธ โดยไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ที่หลินเยว่อิงถูกจับตัวมา
ผ่านไปไม่นาน ไป๋ชิงชิวและคนอื่นๆ ก็มาถึง
“ท่านเ้าสำนัก ไม่ทราบว่าเยว่อิงลูกของข้าหายไปไหน ทำไมข้าถึงไม่พบนาง”
“อ่อ ท่านฮูหยินหลิน โปรดใจเย็นตอนนี้ลูกของท่านได้เข้าไปในค่ายกลเพื่อรับอาวุธแล้วส่วนพวกท่านก็สามารถเดินเข้าไปในค่ายกลเพื่อรับอาวุธได้เช่นกัน”
“ทำไมลูกของข้าก็ไม่รอพวกข้าปรกตินางไม่ใช่คนใจร้อน แล้วไม่บอกอะไรข้าไว้ก่อนนางมา”
“ข้าไม่ทราบ แต่ตอนนี้คุณหนูหลินเยว่อิงได้เข้าไปแล้วจริงๆ เมื่อนางได้รับอาวุธที่้าแล้วนางก็จะออกมาส่วนพวกท่าน สามารถตามนางเข้าไปได้ ตอนนี้นางยังปลอดภัยอยู่แน่นอน”
“ตอนนี้ปลอดภัยท่านหมายความว่านางมีอันตรายยังงันหรือ”
“ท่านน่าจะทราบบ้างแล้วว่าการเข้าไปในค่ายกลเพื่อรับอาวุธนั่น มีความเสี่ยงอยู่ หากท่านไม่สามารถเชื่อมจิติญญากับศาสตราได้ก็อาจจะถูกศาสตรานั่นเข้าควบคุม ตอนนี้คุณหนูหลินเยว่อิง ได้เลือกศาสตราแล้วกำลังเชื่อมจิติญญา จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่ที่ตัวนางแล้ว”
“ฮูหยินข้าเชื่อในตัวคุณหนูนางจะต้องออกมาได้แน่นอน ในเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็ทำตามที่คุณหนูบอกไว้แล้วเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เราค่อยถามคุณหนูอีกทีนะเ้าค่ะ ถึงตอนนี้จะดูแปลกๆแต่ท่านถามอะไรตอนนี้คงไม่ได้อะไร มีแต่เราต้องเดินหน้าทำสิ่งที่ต้องทำก่อนเท่านั่น”
“ถิงถิง เ้าพูดถูก เช่นนั่นเราก็เข้าไปกัน รอเยว่อิงออกมาแล้วเราค่อยคุยกัน”
“เอาละ ในเมื่อพวกท่านพร้อมแล้วข้าขออวยพรให้พวกท่านได้รับในสิ่งที่้า และแนะนำพวกท่านไว้หนึ่งสิ่งจงเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับท่าน มากกว่าสิ่งที่อยากได้ เชิญ”
แล้วทั้งสี่คน ไป๋ชิงชิว เซียงหยาง ถิงถิงถังเทียน ก็ได้เดินเข้าสู้ถ้ำค่ายกลผนึกศาสตรา เมื่อเดินเข้าไป ลึกพอสมควรทุกคนก็เริ่มที่จะพบเจอกับอาวุธที่ถูกผนึกอยู่บนกำแพงถ้ำและทุกคนก็แยกย้ายออกไปโดยไม่รู้ตัว พอมองอีกทีทุกคนก็หายไปกันแล้ว
“ทุกคนหายไปแล้ว คงไปตามหาสิ่งที่้า อาวุธพวกนี้มีทั้งสวยงามและน่ากลัว แต่ไม่มีชิ้นไหนที่ข้ารู้สึกพอใจเลยสักนิดอาวุธที่อยากได้ยังงันหรือ แต่ข้านั่นแค่หญิงอ่อนแอ ไม่ได้คิดอยากจะไปฆ่าใครอาวุธที่ดูแล้ว เอาไว้ฆ่าคนพวกนี้ ข้าไม่ชอบเลย” แล้วไป๋ชิงชิวก็เดินต่อไปเรื่อยๆอย่างช้าๆดูของทุกชิ้นอย่างระวัง
ตัดมาที่ถิงถิง “สิ่งเดียวที่ข้า้า คือพิณเล่มนั่นเท่านั่น หากข้าหาไม่เจอข้าจะไม่แตะต้องสิ่งใด”ถิงถิงจิตใจแน่วแน่เพื่อหาบ้างสิ่ง นางไม่มองไม่สนอาวุธหรือของชิ้นใดเลยที่พบเห็น
ในส่วนของ เซียงหยาง นางเดินไปได้ไม่เท่าไรนางก็หยุดเดิน และในหัวของนางก็ได้ยินเสียงมากมาย “เลือกข้าเลือกข้า ข้าสามารถฆ่าทุกคนที่เ้า้าได้ เลือกข้า เลือกข้า” เหมือนว่านางยังคิดไม่ใ จิตใจยังมีความลังเลทำให้เกิดหลอนได้ยินเสียงของศาสตราวุธมากมาย ที่้าจะกลืนกินนาง
ในส่วนของถังเทียน เขานั่นหยุดเดินและมองไปรอบๆ และครุ่นคิดขึ้น “ข้าอยากได้สิ่งใดกระบี่งันหรือ ไม่ข้าไม่ได้อยากเป็ยอดกระบี่ ดาบ ไม่ข้าไม่ได้อยากเป็จอมดาบชุดป้องกัน ก็ไม่เพราะข้ามีร่างกายที่เข็งแกร่งอยู่แล้วเครื่องป้องกันต่างๆไม่มีประโยชน์กับข้า เลือกในสิ่งที่เหมาะสมมากกว่าสิ่งที่อยากได้” ถังเทียนยืนนิ่งนึกถึงสิ่งที่เหมาะสมและสิ่งที่ตัวเอง้าจริงๆด้วยความที่ถังเทียนได้ชื่อเป็ 1ใน10 อัจฉริยะแห่งเมืองหลวงเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบต่อการล่อหลอกจิตใจของอาวุธมากนักและเขาเป็คนที่มีความมุ่งมั่นเขาจึงมีความเที่ยงตรงต่อความคิดและความ้าของตน
“ท่านพ่ออยากให้ข้าเป็ขุนนางจึงส่งข้าเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาจนได้ชื่อว่าเป็ 1ใน10อัจฉริยะ และท่านพ่อเองก็ได้ให้ข้าฝากตัวฝึกวิชากับท่านลุงที่สำนักกระบี่สาดส่องเพื่อจะได้มีวิชาป้องกันตัว ข้านั่นเชื่อท่านพ่อและทำตามที่ท่านสั่งสอนมาตลอดเชื่อว่าเป็คนดีมีคุณธรรม อนาคตสอบเป็ขุนนาง รับใช้ประชาชนสร้างเกียรติ์ให้วงศ์ตระกูล แต่แล้วท่านพ่อก็ถูกขุนนางกังฉิน รังแกยึดเอากิจการครอบครัวไป และเป็แม่รองกับท่านลุงที่วางแผนและยึดเอาทุกสิ่งในบ้านข้าไป ท่านพ่อเสียใจจนตรอมใจตาย แต่จะเรียกร้องความเป็ธรรมพวกมันก็ทำลายพลังของข้า และให้ข้าไปเป็คนเลี้ยงม้าที่หอนางโรมหากข้าไม่ได้คุณหนูช่วยออกมา วันนี้ข้าคงตายไปแล้ว ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อแต่ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องเสียใจ ข้าจะเป็ผู้ที่มีคุณธรรมข้าจะทำลายขุนนางกังฉิน พวกโจรร้าย ต่อให้ข้าไม่ได้เป็ขุนนางข้าก็จะเป็จอมยุทธผดุงความเป็ธรรม ไม่ให้ใครถูกรังแกเหมือนท่านพ่อของข้าอีก”แล้วถังเทียนก็ะโขึ้น
“ข้า้าความยุติธรรม” ทันใดนั่นก็มีอาวุธชิ้นหนึ่งสั่นไหวด้วยเสียงะโและเจตจำนงของถังเทียนที่แสดงออกมา อาวุธชิ้นนั่นสั่นส่งเสียงดังขึ้นถังเทียนได้ยินจึงเดินตามเสียงนั่นไป แล้วก็ได้พบกับ อาวุธชิ้นหนึ่งมีลักษณะสีดำเป็แท่งยาว ด้ามจับจึงถึงปลายมีความเสมอกัน ลวดลายคล้ายเมฆความยาวยาวกว่าดาบและกระบี่ทั่วไปเล็กน้อย เมื่อถังเทียนเห็นก็เกิดความรู้สึกต้องตาต้องใจ จึงได้เอื้อมมือจับที่อาวุธนั่น และถังเทียนก็ตกในภวังค์ทันที
“ที่นี้ที่ใดทำไมเหมือนกับศาลาว่าการตัดสินคดี” ถังเทียนมองไปรอบๆเข้าอยู่ในที่ลักษณะเหมือนศาลว่าการไต่สวนคดี แล้วทันใดนั่น ก็มีขุนนางผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางศาลหน้ามีลักษณะดำ ชุดขุนนางก็มีสีดำลายเมฆ
“ท่านเป็ใคร”
“ข้าคือสิ่งที่เ้า้า ความยุติธรรม”
“ความยุติธรรม”
“หากเ้า้าเป็นายข้านับจากนี้จงสัญญามา ว่าเ้าจะไม่ผิดต่อคุณธรรมของตน หากวันใดเ้าผิดต่อคุณธรรมของตนแล้วเมื่อนั่นเ้าจะไม่มีวันยกข้าขึ้นได้อีก”
“แน่นอน คนอย่างข้าไม่มีทางผิดต่อคุณธรรมที่มีในตนไม่รังแกผู้อ่อนแอ ไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์ข้าจะไม่ให้ใครต้องถูกคนชั่วรังแกเหมือนอย่างพ่อข้าและข้าอีก” เมื่อพูดจบ ขุนนางท่านนั่นก็กลายเป็อาวุธแท่งสีดำเหมือนกับที่ถังเทียนจับตอนแรกเมื่อถังเทียนเห็นดังนั่นจึงเข้าใจได้ทันทีว่านี้คือการเชื่อมจิตผูกิญญากับอาวุธถังเทียนเอื้อมมือไปจับอาวุธนั่น พร้อมพูดชื่อออกมา
“พลองยมราช” แล้วถังเทียนก็ตื่นจากภวังค์แล้วจึงถืออาวุธนั่นเดินออกมาที่ปากถ้ำ
“มีผู้หนึ่งออกมาแล้วครับ”
“พลองยมราชอาวุธชิ้นนี้นานมากแล้วที่ไม่มีใครสามารถมันได้ผู้ที่ต้องเป็คนที่มีคุณธรรมในใจเป็ที่ตั้ง ชายผู้นี้อนาคตต้องสร้างชื่อในยุทธภพหรือเป็ขุนนางที่เที่ยงธรรมได้แน่นอน”
“ข้าออกมาคนแรก แล้วคุณหนูออกมาหรือยัง”
“ท่านโปรดสงบใจ พักรอท่านทั้งหลายก่อนเทอญท่านเป็คนแรกที่สามารถได้รับอาวุธจิติญญาออกมาท่านที่เหลือจะต้องตามออกมาแน่นอน เพียงแต่เวลาของแต่ละคนนั่นก็คงขึ้นอยู่กับจิตใจและความสามารถของคนนั่น”
กลับมาที่หลินเยว่อิง หลินเยว่อิงพยายามที่จะโจมตีเข้าไปเพื่อให้ถึงใจกลางของทหารที่มีควันดำอยู่แต่ก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้
“นี้มันอะไรกัน ทหารพวกนี้ไม่หมดไม่สิ้นกันสักทียิ่งเข้าใกล้ใจกลางมากเท่าไรการป้องกันก็มากขึ้นเท่านั่นทำไมพวกมันถึงไม่โจมตีและกลืนกันข้าไปสะให้แล้วเื่ไป แต่กลับเน้นการป้องกัน หรือว่ามันจะกลัวข้าอยู่นั้นสินะ ข้านั่นมีจิติญญาของท่านอาจาร์ยอยู่ทำให้จิติญญาของข้านั่นแข็งแกร่งไม่ต่างจากนาง เ้าพวกนี้อยากกลืนกินก็ทำไม่ได้แต่จะยอมจำนนก็ไม่มีเจตจำนงที่แท้จริง เป็อาวุธที่ยังขาดขั้นตอนสุดท้ายของการรวมจิติญญาไปทำให้จิติญญาของทหารพวกนี้ รวมเข้ากันไม่ได้ หากไม่ใช่ข้าแล้วละก็ คนทั่วไปคงจะเสียสติในทันทีและสูญเสียความเป็ตัวตนไป แต่ถ้าจะปล่อยต่อไปแบบนี้ข้าก็ออกจากแดนจิติญญานี้ไปไม่ได้ คงต้องรอความตายเพียงอย่างเดียว ทำอย่างไรให้ไอเ้าสิ่งนี้ยอมรับข้ากัน”
ในขณะที่หลินเยว่อิงกำลังเผชิญหน้าอยู่นั่นทางถิงถิงเอง ก็ได้พบกับสิ่งที่นาง้า
“พิณใจ์ ในที่สุดข้าก็พบเ้าพิณของท่านบรรพบุรุต มีแต่สิ่งนี้เท่านั่นที่สามารถทำให้ข้าได้กลับไป” แล้วถิงถิงก็เอื้อมมือไปจับพิณนั่นออกมา และนางก็เข้าสู้ภวังค์ในทันที
“ที่นี้คือที่ใดกัน” ถิงถิงได้เข้าไปแดนจิตที่เป็ผืนน้ำเงียบสงบไกลสุดลูกตามีต้นไม้ที่สวยงามร่มเย็นอยู่เพียงแค่ต้นเดียว มีเสียงพิณอันไพเราะออกมานางได้ยินจึงเดินเข้าไปใกล้ โคนต้นไม้ที่อยู่บนน้ำนั่น มีหญิงนางหนึ่งกำลังเล่นพิณอันไพเราะอยู่เมื่อถิงถิงเห็นนาง ก็คุกเข่าลงทันที
“คารวะท่านบรรพบุรุษ”
“เ้าเป็ลูกหลานของนางอีกคนแล้วสินะข้าไม่ใช่บรรพบุรุษของเ้า เป็เพียงแค่จิติญญาในพิณของนางมีลูกหลานอย่างเ้าเคยมาที่นี้ เพื่อข้า แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่คู่ควร เ้าคู่ควรงันหรือ”
“ได้โปรดมีเพียงแค่ข้าได้ครองครองท่านเท่านั่น ข้าถึงจะทำในสิ่งที่ข้า้าได้”
“แก้แค้น หรือเพื่ออำนาจเื่พวกนี้ไร้สาระ เ้าไปสะ”
“ไม่ข้าจะไม่ไปหากไม่ได้ ท่าน”
“เช่นนั่นก็ทนให้ได้ หากจิติญญาเ้าแตกดับถือว่าเ้าไม่คู่ควรเอง” แล้วหญิงที่เล่นพิณก็ปล่อยพลังตามเสียงพิณออกมา กระแทกตัวถิงถิงออกห่างไป เป็แรงกดดันที่ทำให้ถิงถิงทนไม่ได้ แม้จะก้าวเดิน ก็ก้าวได้ลำบาก แต่นางก็ยังคงก้าวเดินต่อไปเพื่อที่จะเข้าใกล้พิณนั่น
“ทำไมกัน ทำไมถึงลำบากขนาดนั่นพลังจิติญญาของข้าจะต้านไม่ไหวแล้ว ท่านแม่ข้าไม่สามารถทำได้ ข้าขอโทษข้ามันอ่อนแอเกินไป” ในวินาทีที่สิ้นหวัง ความตายจะมาถึงถิงถิงรู้ตัวว่าไม่สามารถเข้าใกล้พิณได้ จึงนึกถึงแม่ของตนนึกถึงสมัยเด็กที่แม่ของนางสอนการเล่นพิณให้
“ท่านแม่ ข้าไม่ชอบเล่นพิณเลยเ้าค่ะข้าดีดมันทีไร ข้าเจ็บนิ้วทุกที”
“ถิงเฟยจ่ะการเล่นพิณไม่ใช่ใช้แรงอย่างเดียวนะจ่ะ เ้าต้องสงบจิตใจและปล่อยใจให้สงบ ปราศจากความคิดทุกสิ่งและดีดพิณด้วยใจไม่ใช่แรง เมื่อเ้ากับพิณเป็หนึ่งเดียวกัน การดีดพิณก็ง่ายพิณเองก็จะไม่ทำร้ายเ้า เ้าก็จะไม่เจ็บ”
“ขอบคุณท่านแม่ลูกรู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร” เมื่อถิงถิงนึกถึงคำที่แม่นางสอนจึงเริ่มเข้าใจและจับจุดอะไรได้บ้างอย่าง นางจึงเลิกที่จะต่อต้านต่อเสียงพิณทำใจให้สงบ และละทิ้งความคิดออกไปทั้งหมด ทั้งสิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ตัวเอง้าในใจนางตอนนี้มีแต่เสียงพิณที่อยู่ตรงหน้า จากที่นางรู้สึกกดดันนางก็เริ่มผ่อนคลาย เสียงพิณเริ่มไม่มีผลกับถิงถิง ถิงถิงเดินเข้าใกล้พิณเรื่อยๆจนมาหยุดที่หน้าหญิงที่เล่นพิณ พร้อมค่อยๆ นั่งลงตรงหน้าและหลับตาฟังเสียงพิณนั่นอย่างสงบ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง บทเพลงพิณที่บรรเลงก็จบลงหญิงนางนั่นก็ปล่อยมืออกจากพิณ ถิงถิงลืมตาขึ้น พร้อมมองหน้าหญิงผู้นั่นและถิงถิงก็เริ่มเล่นพิณต่อจากนาง ด้วยบทเพลงเดียวกัน เมื่อถิงถิงเล่นจบเพลงหญิงนางนั่นก็พูดขึ้น
“เ้าทำถูกแล้ว ผู้ที่มาหาข้า ใจมีแต่ความโลภมีแต่สิ่งที่้า บ้างก็ดนตรี บ้างก็อำนาจ แต่คนที่ข้า้าคือผู้ที่มีจิตใจที่สงบไร้ทุกข์ไร้สุข สมารถบรรเลงข้าได้อย่างไร้กังวล เมื่อเ้าไร้กังวล ก็สามารถบรรเลงเพลงได้ถึงแก่ใจทุกคนที่ได้ฟังหรือจะทำลายศัตรูก็ไม่ใช่เื่ยาก เมื่อเ้าคู่ควรข้าหวังว่าเ้าจะไม่บรรเลงพิณให้แปดเปื้อน”
“ขอบคุณท่านบรรพบุรุษ” แล้วถิงถิงก็ตื่นจากภวังค์ และพิณใจ์ก็เชื่อมจิตกับนาง ถิงถิงได้สิ่งที่นาง้าหลังจากนั่นนางก็ออกมาจากถ้ำและรออยู่กับถังเทียน
“ท่านประมุข สองชิ้นแล้วนะครับพวกเขาจะเก่งกันเกินไปแล้ว หากทุกคนได้ออกมาครบทุกคนนี้จะเป็ครั้งแรกที่มีคนทำสำเร็จมากที่สุดที่เคยมีมาทุกปีเลยนะครับ”
“มันก็เป็เื่ของพวกเขา หากเป็เช่นนั่นอาวุธพวกนั่นก็จะได้ออกไปสร้างชื่ออีกครั้ง เราคนทำอาวุธก็น่าภูมิใจไม่ใช่หรือ”
ในส่วนของเซียงหยางตอนนี้นางน่าเป็ห่วงที่สุด นางถูกพลังของอาวุธพยายามล่อลวงหากนางยังตั้งมั่นในจิตใจของตนไม่ได้นางอาจจะถูกอาวุธชิ้นใดชิ้นหนึ่งเข้าครอบงำก็ได้
“เลือกข้า เลือกข้า เลือกข้า”เสียงเหล่านี้วนเวียนในหัวของเซียงหยาง
“เงียบให้หมดดดดด!!!” เซียงหยางะโออกสุดเสียง
“ข้าไม่เลือกพวกเ้า ข้านั่นมีสิ่งที่อยากทำไม่ว่าจะฆ่าพวกมันทรมานพวกมันให้สาสม หรือคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวข้า ทำไมคนเราจะมีเป้าหมายมากกว่าหนึ่งอย่างไม่ได้ข้าจะเป็ทั้งมารร้ายและเป็ทั้งผู้แสวงหาความยุติธรรม ข้าจะทำมันด้วยความสามารถของข้าเองของอย่างพวกเ้าไม่จำเป็สำหรับข้า”
เมื่อเซียงหยาง เลือกที่จะไม่ต้องอาวุธชิ้นใดเลือกที่จะพึ่งตนเอง เสียงทั้งหลายก็หยุดลง ในขณะที่กำลังจะก้าวเดินออกมานั่นนางก็ััได้ถึงเสียงหนึ่ง
“เมื่อไม่้าเ้าพวกนั่นเช่นนั่นก็พาข้าไปด้วยเทอญ”
เซียงหยางได้ยินเสียงนั่น จึงหันกลับไปก็พบเข้ากับ แซ่สีแดงเส้นหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ พิจารณาดูแซ่นี้แล้วเป็สีแดงเหมือนสีเื ดูน่ากลัว แต่รูปลักษณ์กลับงดงาม
“เ้า้าให้ข้าพาไปหรือเ้าอยากครอบงำข้า”
“ท่านจับข้า แล้วมาคุยกันเทอญ”
เซียงหยาง ได้ยิน แต่ก็ไม่เชื่อใจแต่นางกลับรู้สึกว่าอาวุธชิ้นนี้ไม่ได้มีการแผ่พลังจิตออกมาเหมือนกับอาวุธชิ้นอื่นนางจึงลองจับอาวุธชิ้นนั่นดู
“นี้ที่ไหน ทำไมถึงมืดสนิท” เมื่อเซียงหยางมองไปรอบๆ ก็พบกับความมืด และก็มีแสงสีแดงค่อยๆปรากฏขึ้นและแสงนั่นก็ทอดยาวออก เลื้อยไปมาคลายกับงูขนาดใหญ่รอบตัวนาง เมื่อเซียงหยางมองดูก็พบกับส่วนหัวของแสงนั่น และแสงนั่นก็ลืมตาขนาดใหญ่ขึ้นปรากฏเป็ร่างัสีแดงรอบตัวนางอยู่
“ไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่กินเ้าหรอก”
“เ้าเป็ั เ้า้าอะไร”
“เ้าพาข้าไปด้วยเทอญข้าจะยินยอมให้เ้า ไม่ว่าเ้าจะเป็เทพหรือมาร ข้าก็พร้อมจะเป็ไปกับเ้า”
“ทำไมเ้าถึงอยากออกไปหรือเ้าคิดจะควบคุมข้า”
“ข้าก็แค่ไม่อยากอยู่ที่แห่งนี้ มันน่าเบื่อหลายปีมาแล้วไม่มีใครเลือกข้า ไม่ว่าข้าจะเหมาะสมกับคนผู้นั่นหรือไม่”
“ทำไม ในเมื่อเคยมีคนเลือกเ้าแล้วทำไมถึงไม่มีคนเอาเ้าไป”
“เพราะวิธีใช้ข้านั่นมันไม่ค่อยจะดีเหมือนอาวุธชิ้นอื่น”
“วิธีใช้เ้ามันลำบากยังไง”
“ธรรมดาแล้ว หากใช้ทั่วไปเ้าจะใช้พลังของข้าได้เพียงแค่ 2 ส่วนเท่านั่น หากจะใช้พลังของข้าอย่างเต็มที่เ้าต้องปล่อยให้ข้าดูดกลืนพลังปราณของเ้า เมื่อเ้ามอบปราณของเ้าเป็อาหารของข้าข้าจะปลดปล่อยพลังออกมาได้อย่างเต็มที่ และผู้ใช้จะมีความแข็งแกร่งหลายเท่าจากเดิมแต่สภาพจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับพลังปราณของผู้ใช้มีมากเท่าไรข้าก็สามารถสำแดงพลังได้เท่านั่น”
“แล้วถ้าหากพลังปราณหมดจะเป็ยังไง”
“แน่นอน ก็เหมือนคนทั่วไปผู้ใช้จะหมดแรงไม่สามารถใช้พลังปราณได้ จนกว่าพลังจะฟื้นคืน”
“แบบนี้มันฆ่าตัวตายชัดๆ หากไม่สามารถฆ่าศัตรูได้พอพลังหมดก็ถูกศัตรูฆ่าตายอยู่ดี”
“ผู้ข้าคนแรกเป็ผู้ที่้าเอาชีวิตรอด มากกว่าจะต่อสู้ เขาจึงได้สร้างข้าขึ้นมาและเมื่อยามเป็ตาย ก็ใช้ความสามารถของข้าในการตัดสิ้นกับศัตรูโดยเฉพาะผู้ที่มีพลังเหนือกว่า หากฆ่าได้ก็รอด หากฆ่าไม่ได้ก็ตาย ด้วยความสามารถแบบนี้แม้จะมีผู้ที่ได้ไป ก็ไม่มีใครอยากใช้ข้า ข้าจึงไม่ได้ออกไปจากที่นี้ เพราะผู้ที่เลือกอาวุธจิติญญาแล้วส่วนมากจะไม่สามารถชิ้นอื่นได้อีก แต่เ้าไม่ต้องสนใจไปเ้าบอกเองว่าไม่้าอาวุธชิ้นใดแล้ว มีข้าติดตัวเ้าไป แม้ใช้ในยามปรกติ ถึงพลังแค่2 ส่วน ก็ยังเหนือกว่าอาวุธทั่วไปอยู่ และเมื่อถึงคราวเป็ตายก็ยังใช้ข้าเพื่อตัดสินได้ มีข้าอยู่อย่างไงเ้าก็ไม่ขาดทุน”
“เช่นนั่นก็ดี ดีกว่าข้าออกไปมือเปล่าให้คุณหนูว่าข้าได้ ว่าไม่เอาไหน”
“ข้าต้องทำอย่างไร ถึงจะเ้าได้”
“เ้าแค่สัญญากับข้าว่าเ้าจะไม่ทิ้งข้าก็พอแล้ว”
“ได้ หากข้ายังมีชีวิตเ้าจะอยู่คู่กายข้าตลอดไป” หลังจากนั่นเซียงหยางก็ตื่นขึ้นจากภวังค์พร้อมเอ่ยชื่ออาวุธในมือออกมา “แส้ัหลับใหล ชื่อของเ้าสมชื่อจริงๆหากไม่ป้อนอาหารให้ เ้าก็ไม่ตื่นสินะ ดูจะเป็อาวุธที่เกียจคร้านสมชื่อจริงๆ” แล้วแส้ก็เข้าไปพันเอวของเซียงหยางเป็เข็มขัดรัดเอวไป
หลังจากที่เซียงหยางได้แซ่ัหลับใหลแล้วทางไป๋ชิงชิวก็ยังเดินอย่างช้าๆ และไม่รู้ว่าจะเลือกสิ่งใด
“เดินดูมาสักพักแล้ว มีแต่ของน่ากลัวทุกชิ้นมีแต่ใช้ต่อสู้ บ้างอันเป็ชุดป้องกันแต่จะให้ข้าใส่ชุดเกาะเป็นักรบหรือไง ไม่มีของที่ดูไม่น่ากลัวเลยหรือหากเอาของพวกนี้ติดตัวไว้ตลอด คนคงคิดว่าข้าเป็นักฆ่าหรือ จอมยุทธหญิงเป็แน่”ไป๋ชิงชิวเดินดูต่อไป แต่ไม่ได้รับผลกระทบกับค่ายกลมากนั่นเหตุเพราะนางเป็คนจิตใจดี ไม่มีความคิดที่จะทำร้ายใครแม้กระทั่งคนที่กลั่นแกล้งนาง อย่างฮูหยินสาม นางก็ไม่เคยคิดร้ายด้วยแม้จะมีขุ่นเคืองกันบ้าง ผู้ที่จิตใจบริสุทธิ์จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อนางเดินไปก็ได้สะดุดตากับสิ่งหนึ่ง ที่อยู่ด้านในลึกเข้าไป
“เอ๋! มีร่มอยู่ในนี้ด้วย”นางเห็นร่มอยู่หนึ่งคัน ใหญ่กว่าร่มทั่วไปเล็กน้อย มีลักษณะสีดำเงางามไม่มีลวดราย ดูแล้วไม่มีพิษมีภัย นางจึงได้หยิบขึ้นมาดู แล้วลองกางร่มออก ในตัวร่มมีรูปนกสวยงามสีน้ำเงินอยู่ และก้านของร่มมีแปดก้าน ลักษณะใหญ่กว่าก้านร่มทั่วไปและปลายของแต่ละก้านนั่นเป็ลักษณะ แท่งกลมเล็กน้อยและเมื่อดุที่ด้ามจับมีลักษณะกลม เหมือนมีสิ่งอยู่ข้างใน
“ร่มนี้หนักกว่าร่มทั่วไปพอสมควร รูปวาดนกนี้แทนที่จะอยู่ข้างนอกกับอยู่ข้างในแทนด้ามจับไม่เหมือนร่มทั่วไป มีร่องเหมือนจะดึงออกมาได้เลย” นางได้ลองดึงที่ด้ามจับทันทีที่ดึงออกมา ปรากฏเป็กระบี่เล่มหนึ่ง มีไฟลุกขณะที่ชักออกมานั่นก็มีเสียงนกร้องออกมาดังก้องกังวานไปทั่วทั้งถ้ำดังออกจนนอกถ้ำได้ยิน
“เสียงนี้มัน! ท่านเ้าสำนัก”
“รอดูไปก่อน หากอาวุธชิ้นนี้กลับสู้ยุทธภพผู้ที่ได้ครองคงได้ติดในอันดับเซียนกระบี่แน่ๆ”
ทันทีที่ไป๋ชิงชิว ชักกระบี่ออกจากร่มนางก็ตกสู้ภวังค์ทันที ตอนนี้ กระบี่ในมือนางมีเพลิงลุกด้วยพลังปราณสีน้ำเงินมืออีกข้างถือร่มที่กางอยู่ และ ก้านร่มทั้ง8 ก็มีกระบี่ที่มีขนาดเล็กกว่า บินออกมาพร้อมบินวนอยู่รอบๆตัวของไป๋ชิงชิวดูแล้วตอนนี้เหมือนกับไป๋ชิงชิวเป็ผู้เยี่ยมยุทธหรือเทพเซียนก็ไม่ปาน
“นี้ที่ไหนกัน ตรงนั่นมีใครอยู่ด้วย”ในแดนิญญาที่ร่มนี้สร้างขึ้น ไป๋ชิงชิว ได้เห็นศาลาอยู่ศาลาหนึ่ง อยู่กลางป่าไผ่ที่ร่มรื่นบรรยากาศเย็นสบาย มีชายผู้หนึ่งนั่งดื่มชาอยู่อยู่สงบมีนกตัวเล็กที่ปีกและหางเป็เพลิงสีน้ำเงินเกาะอยู่บนมุมของศาลาด้านล่างมีเด็กแปดคนกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ไป๋ชิงชิวเห็นแล้วก็รู้สึกถึงความสงบและปลอดภัยจึงเดินเข้าไปที่ศาลานั่น แต่ขณะที่เดินอยู่ใกล้ถึงศาลาเล็กๆนั่น เด็กทั้งแปดคนก็วิ่งมาโอบล้อมตัวนางไว้
“พี่สาว ท่านเล่นกับพวกข้าได้ไหม”
“หนูน้อย พวกเ้ามาจากไหน ที่นี้ที่ไหนบอกพี่สาวได้ไหม”
“พวกเ้าไปเล่นกันตรงอื่นปล่อยนางเดินเข้ามา”
“พี่สาว พี่ชายเรียกท่านท่านต้องมาเล่นกับพวกข้านะ”
“จ่ะ เดี๋ยวพี่สาวมาหานะ” ไป๋ชิงชิวมองเด็กน่ารักพวกนั่น ด้วยความเอ็นดู พร้อมค่อยๆเดินเข้าไปในศาลา
“ข้าไป๋ชิงชิว ขอเสียมารยาทกับท่านแล้วไม่ทราบว่าข้ามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร”
“ก่อนมาที่นี้ ท่านก็ถือข้าอยู่พร้อมกับปล่อยเ้าเด็กพวกนี้ออกมาไม่ใช่หรือ”
“ข้าปล่อยพวกเขาออกมา” นกตัวเล็กที่เกาะอยู่บนศาลา ก็บินลงมา เกาะที่บนโต๊ะศาลาที่ชายคนนั่นนั่งอยู่”
“ข้าคือร่มที่ท่านกางออก ส่วนเด็กพวกนั่นคือกระบี่ทั้งแปดเล่มที่อยู่ในก้านร่มที่ท่านกางออกและเ้านกตัวนี้คือกระบี่ที่ท่านดึงออกมา”
“ที่นี้คือ ภายในร่มยังงันหรือ”
“ที่นี้เป็จิติญญาของพวกเราก็เท่านั่นแล้วด้วยใจที่ไม่คิดร้ายกับผู้อื่น มีจิตเมตตา ข้าก็ได้ปกป้องท่านไว้ หากไม่มีข้าท่านคงโดนเ้าพวกนี้ ควบคุมไปแล้ว”
“เช่นนั่นข้าควรทำเช่นไร”
“ข้านั่นยินดีที่จะปกป้องท่านเพราะท่านเป็คนจิตใจดี เหมือนกับผู้ที่สร้างข้าขึ้นมา แต่เ้าพวกนี้เป็สิ่งชั่วร้ายที่ถูกเพิ่มเข้ามาในตอนหลังเ้าเด็กพวกนั่น ก็เป็จิติญญาเด็กทั่วไป ถ้าท่านรับเลี้ยงเอ็นดูพวกเขาเหมือนบุตรก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่เ้านกตัวนี้ข้าขอเตือนท่าน หากท่านไม่จำเป็ก็อย่าได้ชักเ้านี้ออกมาในอดีตถึงตอนนี้ ไม่มีใครทำให้เ้านี้ยอมรับได้สักคน ถ้าดึงมันออกมาคงโดนเพลิงเ้านี้เผาจนตาย แต่กลับท่าน มันกับสงบเป็นกน้อยแบบนี้ข้าเองก็เพิ่งจะเคยเห็น ไม่ทราบว่าตอนที่ท่านชักกระบี่ออกมาท่านคิดสิ่งใด”
“ข้าคิดแค่ว่า ร่มนี้สวยดีเหมาะสมกับข้าแต่ข้าไม่้าอาวุธที่ใช้ฆ่าคน แต่อยากได้สิ่งที่สามารถช่วยให้ข้าปกป้องลูกของข้าได้”
“ท่านมีเจตจำนงของมารดาสินะมิน่าเ้าเด็กพวกนั่นถึงวิ่งเล่นอารมณ์ดีแบบนั่นถ้าหากท่านเห็นพลังอาฆาตของเ้าพวกนั่นละก็ ท่านอาจจะไม่อยากจับร่มนี้ก็ได้ส่วนเ้านกนี้ เ้าว่าไง เพลิงเมฆา”
“จิ๊บ จิ๊บ! จิ๊บ จิ๊บ!”
“นกตัวนี้มันบอกชอบท่าน เหตุผลมีแค่นั่น”
“นี้เ้าชอบข้า ข้าเองก็ชอบเ้าเ้าเป็นกที่งดงามที่สุดที่ข้าเคยเจอมาเลย”
“จิ๊บ จิ๊บ!”
“มิน่า ที่แท้แบบนี้เองคนทั่วไปหากรู้ว่าเป็มันถ้าไม่กลัว ก็โลภอยากจะได้มัน แต่ท่านไม่กลัวและไม่โลภ ในใจท่านไม่สนใจความเป็หนึ่งแสวงหาความแข็งแกร่ง”
“เป็หนึ่ง คนเราจะแข็งแกร่งที่สุดไปเพื่ออะไรแค่อยู่กับครอบครัว และปกป้องคนที่รักได้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ”
“เจตจำนงแต่ละคนไม่เหมือนกันความคิดของท่านเรียบง่าย จิตใจบริสุทธิ์ กระบี่มารพวกนั่นถึงเห็นท่านเป็มิตรข้าเองก็มีเจตจำนงแห่งการปกป้องอยู่แล้ว ส่วนเ้านกนี้ ก็เป็นกเอาแต่ใจมันเลือกตามความถูกใจของมัน ทุกอย่างเป็โชคชะตา เมื่อท่านได้เราพวกเราจะปกป้องท่าน แต่เ้านกนี้ หากไม่จำเป็ท่านอย่าชักมันออกมาเลย เพราะการจะทำให้มันสงบได้ต้องใช้เืของท่านมันถึงจะยอมเข้าฟัก”
“ขอบคุณท่านที่แนะนำ ส่วนเ้า นกน้อยอย่าทำร้ายข้าเลยนะ นกที่งดงามแบบเ้า ควรที่จะได้โบยบินอย่างสวยงาม” แล้วไป๋ชิงชิวก็ตื่นจากภวังค์ “เด็กๆจ่ะเข้าฟักได้แล้วจ่ะ” กระบี่ทั้ง8เล่มเชื่อฟังโดยดีบินเก็บเข้าฟัก และไป๋ชิงชิวก็เก็บกระบี่เพลิงสีฟ้าเข้าฟักเช่นกัน แล้วไป๋ชิงชิวก็เดินออกมาจากถ้ำ
“เ้าสำนักนั่น ร่มเงาวิหกเมฆา”
“ไม่คิดว่า จะมีอาวุธระดับนี้ออกมาอาวุธก่อนหน้านี้เทียบไม่ได้กับสิ่งนี้เลยยุทธภพจากนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย”
“ขอบคุณท่านกวงชิงหยางและเ้าบ้านทุกท่าน”
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะได้เป็ผู้ ร่มเงาวิหกเมฆา”
“เด็กๆพวกนี้ น่าเอ็นดูมากข้าไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้พวกเขามาดูแล”
“เด็กๆ!ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านถืออยู่คือสิ่งใด คงไม่ได้โดนมันล่อหลอกเอาหรอกนะ”
“ไม่นะ พวกเขาออกจะเชื่อฟังดีอยู่ แล้วร่มนี้มันคืออะไรเ้าบ้านกวงบอกข้าที”
“ร่มนั่น เคยเป็ของชายผู้ที่เป็เ้าหอมืดแห่งสำนักมารเมื่อนานมาแล้ว ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร่มนั่นถูกใครสร้างขึ้นมา แต่เ้าสำนักรุ่นก่อนๆได้บันทึกไว้ว่า เป็ร่มที่สามารถป้องกันการโจมตีทั้งพลังและอาวุธได้อย่างดีไม่มีสิ่งใดที่สามารถตัดผ่านการป้องกันของร่มนี้ได้ผู้สร้างต้องเป็ยอดคนสมัยก่อนอย่างแน่นอน และมีความรู้ในด้านเต๋าอย่างลึกล้ำ และเ้าหอมืดผู้นั่นก็ได้มันมาอีกทีแต่เพราะมันเป็ของที่ไว้ป้องกัน เขาจึงได้นำกระบี่9เล่มให้ทางเรานั่นหลอมและใส่เพิ่มเข้าไปในร่มนี้กระบี่ทั้งแปดเล่มแรกนั่นเป็กระบี่มารที่คนผู้นั่นให้เราสร้างขึ้นจากพลังของเขาแต่กระบี่เล่มสุดท้าย กลับเป็กระบี่วิหกเมฆา เป็หนึ่งในยอดกระบี่มารที่ดีที่สุดเมื่อคราวนั่น ใครก็อยากได้มัน เมื่อเ้าหอมืดผู้นั่นได้ร่มนี้ไปครองครองจึงได้ไปประลองกับ เ้าตำหนักกระบี่บิน ซึ่งในเวลานั่นมีสุดยอดหีบกระบี่บินทั้ง9เล่มที่เลื่องชื่อในยุทธภพ เมื่อกระบี่เล่มที่เก้าออกจากหีบ ก็ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้หีบกระบี่นั่นชื่อว่า หีบกระบี่ัเก้าวิถี ซึ่งในกระบี่ทั้งเก้าเล่มนั่น เล่มสุดท้ายเป็เล่มที่ร้ายกาจที่สุดคือกระบี่ัท่อง์ ซึ่งมีอานุภาพไม่แพ้กันกับกระบี่วิหกเมฆาที่อยู่ในร่มของท่านที่ข้าเล่ามาทั้งหมด เพราะให้ท่านได้ทราบที่มา และศัตรูของท่านในอนาคต”
“ข้าไม่เคยไปทำร้ายหรือหาเื่ใครข้าจะมีศัตรูได้ยังไงท่านบอกข้าให้กระจ่างด้วย”
“เพราะร่มที่ท่านถืออยู่ เมื่อเ้าหอมืดผู้นั่นได้และหลอมรวมจิติญญากระบี่ทั้ง9 รวมกับร่มเป็หนึ่งเดียวแล้วเขาก็ได้กลับไปแก้แค้น ท้าประลองกับตำหนักกระบี่บิน เพราะเขาเคยพ่ายแพ้ให้กับเ้าตำหนักกระบี่บินผู้หีบกระบี่ในเวลานั่นการประลองระหว่างร่มเงาวิหกเมฆา และ หีบกระบี่ัเก้าวิถี กินเวลานานสามวันสามคืนผลที่ได้คือไม่มีใครแพ้ใครชนะ เ้าสำนักตำหนักกระบี่บินหลังจากนั่นอีกครึ่งเดือนก็ตายลงส่วนเ้าหอมืด ก็กลับมาที่นี้พร้อมทิ้งร่มนี้ไว้ และเขาก็หายไปไม่มีใครพบเจออีกเลย เขาก็คงตายแล้วเช่นกัน หลังจากนั่นทางตำหนักกระบี่บินก็ประกาศว่า ร่มเงาวิหกเมฆา เป็อาวุธมาร ผู้ที่หีบกระบี่ัเก้าวิถี ต้องกำจัดผู้ที่ร่มนี้เื่นี้ผ่านมาเป็ร้อยปี กระบี่ัท่อง์จึงไม่ใช่กระบี่อันดับหนึ่งอีกและกระบี่วิหกเมฆาก็มีชื่อเสียงเคียงคู่กันมาั้แ่นั่น และข้าจะบอกท่านว่าเมื่อปีก่อน หีบกระบี่ัเก้าวิถี ได้ผู้สืบทอดของตำหนักกระบี่บินลูกชายของเ้าสำนักคนปัจจุบันไปแล้ว ตอนนั่นเขาอายุเพียงแค่16ปีแต่ก็อยู่ในระดับหกแล้ว ซึ่งถ้าหากร่มนี้ออกไปจากที่นี้ทางตำหนักกระบี่บินต้องออกตามหาท่านแน่นอน หากท่านไม่อย่างมีปัญหาท่านจะคืนมันไว้ที่นี้เราก็ยินดี”
“ข้าได้ฟังแล้ว ก็หวั่นใจจริงๆแต่ถ้าข้าไม่มีร่มนี้ ข้าจะไม่สามารถปกป้องตัวข้าได้ ข้าก็จะกลายเป็ตัวถ่วงของลูกหากพวกเขาจะมา ข้าก็จะคุยกับพวกเขาเอง หากคุยไม่ได้ ตอนนั่นค่อยคิดก็แล้วกัน”
“ชะตากรรมสินะ เมื่อหีบกระบี่ได้ออกไปสู้ยุทธภพร่มนี้ก็ไม่อาจจะนอนอยู่ที่นี้ได้ วันข้างหน้าต้องมีการประลองที่โด่งดังไปทั่วยุทธภพอีกคราแน่นอน เมื่อท่านตัดสินใจแล้วทางเราก็ขอให้ท่านมีชัย”
“ขอบคุณท่านเ้าสำนัก พวกเราออกมาจนหมดแล้วแล้วเยว่อิงละ นางออกมาหรือยัง”
“ฮูหยิน คุณหนูยังไม่ออกมาเลยเ้าค่ะ”
“นี้ก็ผ่านไปจนพระอาทิตย์จะตกดินแล้วนางยังไม่ออกมา ท่านเ้าสำนักลูกของข้า นางจะเป็อะไรหรือไม่”
“ขอทุกท่านใจเย็นๆหากมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณหนู ค่ายกลที่เปิดไว้จะแสดงให้พวกข้ารู้ทันทีแต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ คุณหนูก็ยังคงปลอดภัยดี ขอพวกท่านรออย่างสงบเทอญ”
ทุกคนที่เดินทางมากับหลินเยว่อิงต่างก็ได้รับอาวุธคู่กายกันทุกคนเว้นแต่หลินเยว่อิงที่ยังคงต้องเผชิญกับ อาวุธที่ร้ายกาจและนางก็ยังคงหาวิธีสยบมันไม่ได้