Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 37 ทวนกระดูก

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 37 ทวนกระดูก
    เหลียนหรูเฟิงและพลพรรคผู้พิทักษ์จำต้องถอยกรูดไปอีกฝั่งโดยพร้อมเพรียงกัน แม้พวกเขาต่างก็คุกรุ่นไปด้วยเพลิงแค้นสุมเต็มทรวงตู้ม!ลูกธนูดอกนั้นกระแทกพื้นดินเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ฝุ่นธุลีฟุ้งกระจายเปรอะทั่วใบหน้าของพวกเขา“หวังจุ่น เซียวสือไปตามผู้เฒ่าอู๋ให้มาช่วยเราเร็วเข้า!”เหลียนหรูเฟิงแหกปากลั่น เกือบคลั่งไปด้วยความเดือดดาล แถมยังเคืองนักที่อู๋เฮิ่นสุ่ยเอาแต่ยืนเฉยไม่ทำอะไรสักอย่างชีวิตเจ้ามีค่า ชีวิตข้าก็มีค่าเหมือนกัน!เป็นบ้าอะไรของมัน! ต้องรอให้พวกเราตายกันหมดก่อนหรือถึงคิดจะมาช่วยหวังจุ่นและเซียวสือปรี่ออกไป ทั้งคู่รู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์ตึงเครียดแค่ไหน“หัวหน้าเหลียน เราจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้”หนึ่งในผู้พิทักษ์ที่เหลือถามขึ้น“รออยู่ที่นี่แหละ เราจะเสี่ยงเป็นฝ่ายบุกอีกไม่ได้ มันเจ้าเล่ห์เกินไป มีแต่คนระดับผู้เฒ่าอู๋เท่านั้นที่จะจัดการมันได้”เหลียนหรูเฟิงสูดหายใจลึกแล้วกล่าวเสียงเย็นชา เขาจะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงอีกแล้ว ถ้าเขาตาย ทุกอย่างก็จบอู๋เฮิ่นสุ่ยจะมองเขาอย่างไร เขาก็ไม่สนอีกต่อไปแล้วผู้พิทักษ์ที่เหลือได้ยินดังนั้นก็โล่งอก ว่ากันตามตรงพวกเขาต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อจะแย่แล้ว ที่ต้องเห็นเพื่อนพ้องของตัวเองตายไปทีละคนสองคนแบบนี้ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างที่พวกเขารอความช่วยเหลือจากอู๋เฮิ่นสุ่ยสายลมพัดผ่านหมู่บ้านอันเวิ้งว้าง หอบเอากองใบไม้ที่ร่วงหล่นมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดฉับพลันเหลียนหรูเฟิงก็สังหรณ์ไม่ค่อยดีนัก จากนี่ไปถึงทางเข้าหมู่บ้านอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ลี้ ป่านนี้หวังจุ่นกับเซียวสือน่าจะไปถึงแล้วสิแต่เหตุใดพวกเขาจึงยังไม่ได้ข่าวคราวอะไรแม้เพียงนิด ทั้งที่ทั้งคู่ออกไปครึ่งเค่อได้แล้ว!หรือจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับพวกเขาเสียก่อนความสงสัยยิ่งทำให้เขาเครียดเขม็งและระแวงจนยากจะสาธยาย“ออกไปดูกันสักหน่อยดีกว่า”เหลียนหรูเฟิงตัดสินใจแล้ว เขาให้พลพรรคผู้พิทักษ์ติดตามเขาไปด้วย เพราะรู้ว่าเอาแต่นั่งรออยู่ที่นั่นต่อไปก็ไม่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิตได้หมู่บ้านที่เขาคุ้นเคยกลับแปลกหูแปลกตา ราวกับที่นี่เป็นป่าช้าอันเย็นเยียบก็ไม่ปานไม่ทันไรพวกเขาก็หยุดกึกที่ตรอกแห่งหนึ่ง ในเงามืดพบร่างไร้ชีวิตสองร่างนอนอยู่ ร่างหนึ่งหน้าอกถูกฟันเป็นแผลกว้างโชกไปด้วยเลือด อีกร่างลำคอแหลกละเอียด ทำให้ศีรษะยุบยวบหันบิดเบี้ยวร่างทั้งสองคือหวังจุ่นและเซียวสือ ผู้ถูกส่งตัวไปขอความช่วยเหลือสันหลังของทุกคนพลันเย็นวาบ ราวกับร่วงหล่นสู่ใจกลางถ้ำน้ำแข็ง มีผู้พิทักษ์เสียชีวิตเพิ่มอีกสองคนแล้ว!“หนี!”หนึ่งในผู้พิทักษ์ที่เหลือทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาโหยหวนอย่างคลุ้มคลั่งแล้วพรวดพราดออกจากหมู่บ้านไป“กลับมา!”เหลียนหรูเฟิงตะโกนไล่หลังไป พยายามรั้งตัวเขาเอาไว้ทว่าสายไปเสียแล้ว ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งลงมาจากยอดต้นฮวายฉู้เก่าแก่ที่อยู่ไกลออกไป และปลิดชีวิตผู้พิทักษ์คนนั้นในพริบตาผู้ตายอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่กี่ฉื่อเท่านั้น...ใบหน้าของเหลียนหรูเฟิงบิดเบี้ยว ตาถลนออกจากเบ้า มันชักจะมากเกินไปแล้ว!“บุก! ไปฆ่าไอ้เด็กเวรนั่น!”เขาคำรามเหมือนคนขาดสติไปแล้ว ก่อนพุ่งพรวดไปยังต้นฮวายฉู้เก่าแก่ที่อยู่ไกลออกไปต้นนั้น เขาเห็นหลินสวินอยู่ที่นั่น“ตามไป!”ผู้พิทักษ์สามคนที่เหลือมีทีท่าลังเลใจ ทว่าก็ตัดสินใจตามหัวหน้าของพวกเขาไปในที่สุด...“พวกมันประมาทคู่ต่อสู้เกินไป”ณ ทางเข้าหมู่บ้านเฟยอวิ๋น อู๋เฮิ่นสุ่ยและหานจวิ้นซานเดินประกบคู่กันไป ทั้งสองพบศพคนตายสองสามคนถูกทิ้งไว้เบี้ยบ้ายรายทาง ประเมินจากบาดแผลแล้วศัตรูผู้นั้นหาได้อ่อนด้อยอย่างที่คิดไว้ตอนแรก“จริงทีเดียว แทนที่จะเสี่ยงเผชิญหน้ากับเหลียนหรูเฟิงโดยตรง ศัตรูกลับวางแผนใช้หมู่บ้านอำพรางตัวเพื่อจัดการพวกผู้พิทักษ์ทีละคน เป็นกลยุทธ์ที่แยบคายโดยแท้”หานจวิ้นซานกล่าวเสียงค่อย “น่าแปลกที่หมู่บ้านจนๆ มีคนโฉดจอมเจ้าเล่ห์เช่นนี้อาศัยอยู่ด้วย”“อย่างไรเสียมันก็ตัวคนเดียว ข้าใคร่รู้นักว่ามันเป็นใครกันแน่ จึงรอบคอบและคุมสถานการณ์ได้ถึงเพียงนี้ แต่จากที่ข้าประเมินแล้ว ระดับปราณของมันหาได้สูงกว่าขั้นที่ห้าของระดับกำลังภายในเป็นแน่ หาไม่มันคงสังหารเหลียนหรูเฟิงเสียตั้งแต่แรกแล้ว”อู๋เฮิ่นสุ่ยดูไม่ยี่หระและเดินทอดน่องสบายใจเฉิบ แม้ภายนอกจะดูผ่อนคลาย แต่ไหล่เขากลับงองุ้มเล็กน้อย ดวงตาเฉี่ยวคมดุจเนตรอินทรี พร้อมต่อสู้อยู่ทุกเมื่อ“ผู้เฒ่าอู๋ เห็นทีคราวนี้เราจะสูญเสียกันมากทีเดียว”หานจวิ้นซานขมวดคิ้วมุ่น“อย่าเพิ่งไปคิดมาก ข้าไม่ปล่อยให้มันลอยนวลไปแน่ หาไม่แล้วข้าคงนอนไม่หลับอีกเลยตลอดไป”อู๋เฮิ่นสุ่ยให้คำมั่นไว้เรียบๆหานจวิ้นซานพยักหน้า “จริงของท่าน”ทันใดนั้นอู๋เฮิ่นสุ่ยก็เงยหน้าขึ้นและชี้ไปยังจุดที่ไกลออกไป “มันอยู่นั่น”หานจวิ้นซานชักกระบี่สีดำด้ามใหญ่ออกมาจากฝัก แววสังหารฉายแวบผ่านดวงตาของเขาทว่าอู๋เฮิ่นสุ่ยกลับถอนหายใจอย่างแผ่วเบาแทน “ข้าบรรลุถึงขั้นที่แปดของระดับกำลังภายในแล้ว แถมยังมีฐานะเป็นถึงเถ้าแก่ใหญ่ของร้านสมุนไพรตระกูลอู๋แห่งเผ่าอาทิตย์มรกต เลยไม่ค่อยมีโอกาสลงไปจัดการอะไรด้วยตัวเองเท่าไหร่ ได้แต่หวังว่าศัตรูของข้าจะไม่อ่อนด้อยจนเกินไปนะ”หานจวิ้นซานหัวเราะร่า “ผู้เฒ่าอู๋ ครั้งนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิดขอรับ มันไม่ควรค่าที่ท่านจะไปใส่ใจเลยด้วยซ้ำ”อู๋เฮิ่นสุ่ยเหลือบตามองเขา “เอาเช่นนั้นก็ได้”ทั้งคู่ล้วนแต่มั่นใจในตัวเองเสียเต็มประดา ต่างไม่ได้คำนึงถึงหลินสวินเลยแม้สักนิดระหว่างที่หารือกันแน่นอนว่าพวกเขามีเหตุผลให้ดูถูกหลินสวินอยู่ คนหนึ่งระดับปราณสูงถึงขั้นที่แปดของระดับกำลังภายในแล้ว ส่วนอีกคนก็ขั้นที่สี่ ยิ่งกว่านั้นวิชายุทธ์ที่พวกเขาฝึกฝนมาก็ยังรุดหน้าไปไกลกว่าเหลียนหรูเฟิงและพรรคพวกโขไม่ว่าศัตรูของพวกเขาจะเจ้าเล่ห์มาจากไหน หากได้เผชิญหน้ากับพลังอำนาจอันเบ็ดเสร็จเช่นนี้ ก็เหลือเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือความตาย!ครั้นพวกเขากำลังจะเคลื่อนไหวต่อ ก็เห็นร่างเล็กแบบบางร่างหนึ่งโผล่มาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ในตรอกที่อยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าจั้งร่างนั้นสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์สีดำทะมึน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงแม่นางตัวน้อย ใบหน้าส่วนใหญ่ปกปิดอยู่ภายใต้หมวกผ้าคลุม เห็นเพียงคางอันเกลี้ยงเกลา เครื่องนุ่งห่มสีเข้มขับผิวของนางให้ขาวผ่องจนน่าตะลึงงันแม่นางน้อยยังเยาว์วัยเหลือเกิน ทว่าเพียงยืนเฉยอยู่ตรงนั้นก็ทำเอาอู๋เฮิ่นสุ่ยและหานจวิ้นซานสั่นไปทั้งใจด้วยความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอันยากจะอธิบายเมื่อทั้งคู่เห็นนางควงทวนสีขาวยาวหนึ่งจั้งกว่าที่ทอประกายอ่อนๆ มาด้วย สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงนั่นมันอาวุธวิญญาณ!ทวนกระดูกขาวนั่นทรงพลังเกินกว่าคนทั่วไปจะใช้ได้หรือนางจะบรรลุระดับจิตผสานวิญญาณแล้วเป็นไปไม่ได้ แม่นางน้อยยังเยาว์นัก จะบรรลุระดับที่สูงเช่นนั้นได้อย่างไรกันหรือทวนกระดูกนั่นจะไม่ใช่ของนางความคิดนั้นทำให้อู๋เฮิ่นสุ่ยชักโลภใหญ่ ไอร้อนระอุขึ้นในดวงตาของเขาแม่นางน้อยไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงนิดตั้งแต่ปรากฏกายขึ้น นางเพียงยืนเฉยอยู่ตรงนั้น รอบกายปรากฏมวลไอปริศนาสีประดุจเลือดหมุนเวียนห้อมล้อมรอบตัวนางอยู่นางมาที่นี่เพื่อหยุดพวกเขาเอาไว้“เจ้าไปถามไถ่นางหน่อยสิ”อู๋เฮิ่นสุ่ยส่งสายตาให้หานจวิ้นซาน ไม่ปกติที่เห็นแม่นางน้อยควงอาวุธวิญญาณปรากฏตัวขึ้นกลางหมู่บ้านยากจนแห่งนี้เขาจึงเลือกที่จะรอดูอยู่อย่างระแวงระวัง“แม่หนู หลบไปเสีย!”หานจวิ้นซานไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่าแม่นางน้อยมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงตัดสินใจพูดคุยกับนางก่อนแม่นางน้อยส่ายศีรษะ แต่ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดหานจวิ้นซานพลันตกประหม่าโดยไม่มีสาเหตุ นางมาที่นี่เพื่อหยุดพวกเขาจริงๆเขาเองก็ไม่อาจบอกได้ว่าเหตุใดจึงระแวดระวังเด็กคนนี้เป็นพิเศษ แต่จากประสบการณ์การต่อสู้มานานหลายปีบอกเขาว่า ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดี“หลบไป ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”เขาก้าวอาดไปข้างหน้าโดยควงกระบี่สีดำด้ามใหญ่ไว้ในมือ ทรงพลังประหนึ่งภูผาแกร่งหานจวิ้นซานเป็นถึงมือกระบี่ขั้นบรรจบช่องทาง ขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายใน หมายความว่าพลังปราณของเขาสามารถโคจรผ่านจุดลมปราณทุกจุดในร่างกายได้แล้ว ครั้นเขาโคจรพลังปราณสำเร็จ เขาก็จะดูดุดันและน่าเกรงขามไม่ต่างอะไรจากสุนัขป่ายังไม่ทันพูดจบประโยคดี แม่นางน้อยก็สัมผัสได้ถึงอันตรายจากอีกฝ่าย นางเงยหน้าขึ้น เผยดวงตารูปจันทร์เสี้ยวดำขลับคู่สวย ทว่าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆหืมครั้นดวงตาคู่นั้นทอดมาสบกับหานจวิ้นซานเขาก็พลันสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความกลัวอันไม่มีที่สิ้นสุด ประดุจมีกระบี่แหลมคมมาจ่ออยู่ตรงคอหอยวินาทีต่อมานัยน์ตาของเขาก็พลันพร่ามัว เห็นประกายแสงดาวพราวระยับสาดผ่านใบหน้า ดุจภาพฝันอันหอมหวานจิตใจของเขาเริ่มลอยละล่อง ช่างงดงามอะไรเช่นนี้!แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็ได้ยินเสียงตะโกนก้องดังมา “ระวัง!”เขาฉงนยิ่งนัก ระวังอะไรฉัวะ!ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบโต้ ก็รู้สึกได้ถึงความปวดร้าวที่ลำคอ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะล้มตึงลงราวกับภูผามหึมาถล่มทับจนดับดิ้นในที่สุดสติก็คืนกลับมา ทว่ามันกลับสายไปเสียแล้ว ความมืดทมิฬเริ่มโรยตัวลงมากัดกินเขาเสียแล้วแสงดาวพราวฝันพลันดับลับหายไปในบัดดล...ความกลัวแล่นวาบทั่วร่างอู๋เฮิ่นสุ่ย ชุดคลุมของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬเย็นเยียบเขาเห็นหานจวิ้นซานยืนนิ่งอยู่กับที่ราวต้องมนตร์สะกด ก่อนที่ทวนกระดูกขาวในมือของแม่นางน้อยจะกะซวกเข้าทะลุคอหอยของอีกฝ่ายโดยไม่รามือทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กว่าที่เขาจะตระหนักได้ก็สายไปเสียแล้วช่างเลวร้ายและพิสดารไปกันใหญ่แล้ว!แม่นางน้อยวัยเพียงห้าหกขวบเพิ่งลงมือสังหารชายฉกรรจ์ผู้บรรลุขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายใน ด้วยท่วงท่าทวนยาวอันเหลือรับ!ชักจะเตลิดไปไกลกว่าที่เขาวาดภาพไว้ ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจของเขาตอนนั้นเองที่เขาสูญสิ้นศรัทธาในตัวเอง ขั้นที่แปดของระดับกำลังภายในที่เขาเคยภาคภูมิใจนักหนา กลับไม่ช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้นเลยสักนิดเขาลืมสิ้นทั้งตะกรุดเขี้ยวโลหิต ผืนนาศักดิ์สิทธิ์ และมือธนูที่เขาหมายหัวเอาไว้เขาแค่อยากไปจากที่นี่เสียที!มีอันตรายเหนือจินตนาการซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด นี่มันไม่ใช่หมู่บ้านชนบทยากจนทั่วไปแล้ว นี่มันป่าช้าสยองขวัญชัดๆ!อู๋เฮิ่นสุ่ยกลับหลังหันโดยไม่รอช้า แล้วเผ่นแน่บอย่างลืมตายแต่ในชั่วพริบตา เขากลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่กลางแผ่นหลัง เขาถูกฟาดอย่างรุนแรงจนล้มคว่ำก่อนจะหมดสติไปทุกอย่างเกิดขึ้นในบัดดล ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาหลบหนีหรือโจมตีกลับซย่าจื้อในชุดคลุมสีดำสืบเท้าเข้าหาอู๋เฮิ่นสุ่ยท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง นางย่นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อรู้ว่านางไม่สามารถปลิดชีพเขาได้ภายในหนึ่งแรงหวดครั้นนางตั้งท่าจะฟาดเขาซ้ำอีกครั้ง ก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจทว่าอำมหิตดังมาแต่ไกลหรือหลินสวินกำลังตกอยู่ในอันตรายคิ้วโก่งงอนของนางขมวดเข้าหากัน แม่นางน้อยคว้าทวนกระดูกไว้มั่นแล้วพุ่งไปตามเสียงหัวเราะนั่น ว่องไวปานลูกธนูจากคันศร

    TBC

    เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ

    คล้ายกับเรื่องBattling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ ที่คุณอ่าน