ห้องโถงภายในคฤหาสน์ปกคลุมไปด้วยความเงียบ
ไป๋เหวินหลิงจ้องมองซูฮ่าว แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ผู้หญิงกับเด็กในรูปนั้นเป็นพี่น้องกันส่วนฉันกับพวกเธอก็เป็นเพียงแค่เพื่อนกันเท่านั้น” ซูฮ่าวพูดขึ้นมาด้วยเสียงเรียบซึ่งเป็นการย้ำอีกครั้ง
เขาเป็นคนที่ไม่ชอบอธิบายอะไรมากมาย ในเมื่อมือสะอาดก็ไม่จำเป็นต้องล้างแต่ถ้าไป๋เหวินหลิงไม่อยากจะเชื่อเขา ต่อให้เขาพูดมากกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์
ไป๋เหวินหลิงจ้องมองไปที่ซูฮ่าวด้วยสายตาแน่วแน่ “คุณคิดว่าฉันจะเชื่อคุณอย่างนั้นหรือ?”
“ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็ช่วยไม่ได้” ซูฮ่าวพูดออกมาอย่างเชื่องช้า
ความไว้วางใจของไป๋เหวินหลิงที่มีต่อเขานั้นไม่ได้สูงตั้งแต่แรกดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติมากที่เธอจะตั้งคำถามเช่นนี้
เพียงแต่ในเรื่องเดียวกัน เขารู้สึกเกลียดมากที่จะต้องถูกถามสองครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นจริงหรือเปล่าที่เธอเคยวันไนท์สแตนด์กับคุณ?” เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของซูฮ่าวไม่มีอะไรผิดปกติ ไป๋เหวินหลิงก็ระงับความสงสัยในตัวเองลงแล้วชี้ไปทางสวี่ชิงหง คิ้วของเธอก็ขมวดขึ้นอีกครั้ง
ซูฮ่าวไม่ได้ปิดบัง “ใช่แต่ว่าฉันเป็นฝ่ายถูกบังคับ”
ทันทีที่เขาพูดจบ ไป๋เหวินหลิงก็ยกมือขึ้นแล้วตบหน้าเขาอย่างแรง
ซูฮ่าวไม่ได้ขยับตัว ในฐานะที่เขาอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางการหลบฝ่ามือนี้เป็นเรื่องง่ายมาก
แต่ว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้น เขาปล่อยให้ไป๋เหวินหลิงตบลงมา
แต่ตอนที่ฝ่ามือของไป๋เหวินหลิงกำลังจะกระทบใบหน้าซูฮ่าวเธอกลับหยุดชะงักกลางทาง
ใบหน้าของเธอนั้นมีความโกรธเคืองที่ไม่สามารถระบายออกมาได้ เธอกัดฟันกรอดดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
เรื่องแบบนั้นระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายมันมีเหตุผลที่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายถูกขืนใจด้วยหรือ?
ข้ออ้างของซูฮ่าวมันไร้สาระสิ้นดี
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็ยังไม่ได้ตบหน้าเขา
ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้าน หากไป๋เหวินหลิงตบลงมาจริงๆ ละก็เขาก็จะเดินหมุนตัวจากไปในทันที
ชาติที่แล้วเขาติดค้างไป๋เหวินหลิง ชาตินี้ก็ได้ชดใช้คืนไปพอสมควรแล้วเรื่องราวระหว่างพวกเขาทั้งสองคน ไม่มีอะไรที่ต้องติดค้างกันอีก
ไป๋เหวินหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นน้ำตา ก่อนจะหันมามองทางสวี่ชิงหง “ฉันไม่สนใจว่าก่อนหน้านี้คุณกับซูฮ่าวจะมีความสัมพันธ์อะไรต่อกันแต่ในตอนนี้ เขาเป็นคนของฉัน เป็นคู่หมั้นของฉันฉันจะไม่ยอมให้บุคคลที่สามมาทำตัวกำเริบเสิบสานภายในบ้านดังนั้นคุณช่วยออกไปด้วยค่ะ”
สวี่ชิงหงชะงักไป
หลังจากคำพูดก่อนหน้านี้ เธอก็คาดหวังการกระทำต่อไปของไป๋เหวินหลิงมากแต่เหตุการณ์ในตอนนี้เป็นสิ่งที่เธอคิดไม่ถึงจริงๆ
หากเป็นผู้หญิงทั่วไปแล้วหลังจากที่เธอได้ยินว่าผู้ชายของเธอนั้นมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นเธอจะต้องด่าและทำร้ายผู้ชายคนนั้นมากมายแน่นอน
แต่ไป๋เหวินหลิงกลับไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้เธอจะเป็นคนถูกไล่ออกมา
ต้องบอกก่อนว่าด้วยสไตล์การจัดการของประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวทำให้เธอต้องเปิดมุมมองใหม่
มุมปากของสวี่ชิงหงยกยิ้มขึ้น แล้วพูดยั่วยุอีกครั้ง “คุณไป๋ ฉันไปแน่นอนค่ะ แต่ฉันจะพาซูฮ่าวไปด้วย และทำให้เขากลายเป็นผู้ชายของฉันมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับฉัน”
“นี่สมองของเธอมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย?” ไป๋เหวินหลิงใบหน้าเย็นยะเยือกน้ำเสียงเย็นชา “เขาคือคู่หมั้นของฉันคุณเป็นเพียงแค่ผู้หญิงที่วันไนท์สแตนด์กับเขา ยังกล้ามาพูดว่าจะพาตัวเขาไปต่อหน้าฉันเนี่ยนะ? คุณมีคุณสมบัติอะไร!”
“คุณสมบัติ?” สวี่ชิงหงหัวเราะออกมาเธอเดินเข้าไปสองก้าวแล้วหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋เหวินหลิงก่อนจะเหยียดสายตาลงต่ำแล้วพูดว่า “แม้ว่าคุณจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแต่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวกลับไม่ได้เข้าสู่สามอันดับแรกของฉวนโจวเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ หรือว่าความสามารถก็สูงกว่าคนอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีค่าพอให้ฉันพูดถึงด้วยซ้ำ”
“ฉันขอแนะนำตัวหน่อยนะ ฉันชื่อสวี่ชิงหง มาจากอวี้โจวและเป็นผู้ดูแลของกิจการหยกในอวี้โจวทั้งหมด กิจการของฉันนั้นติดอยู่ในสิบอันดับแรกของเมืองไห่เป่ยแค่คัดเลือกผู้จัดการออกมาสักคน เขาก็มีฐานะทัดเทียมกับคุณแล้ว”
“บอสใหญ่ของฉวนโจวก็คือหวางเฉิงเทียน ก่อนหน้านี้ฉันก็เป็นคนปั้นเขามาหากในปีนั้นไม่มีฉัน เขาก็อาจจะไม่ได้เป็นบอสใหญ่ของฉวนโจวเลยก็ได้ ส่วนคุณชายใหญ่ตระกูลมู่หรงที่เขาพึ่งพิงนั้นทุกครั้งที่อีกฝ่ายเจอฉัน เขาต้องเรียกฉันว่า พี่หง”
“ขอเพียงแค่ฉันต้องการตำแหน่งบอสใหญ่ของอวี้โจวก็จะกลายมาเป็นของฉันในทันที แค่ฉันพูดเพียงประโยคเดียว หวางเฉิงเทียนก็สามารถโค่นล้มบริษัทของคุณได้ทันที”
“ฉันสามารถทำให้ซูฮ่าวยืนอยู่เหนือคนนับหมื่นได้ แต่เท่าที่ฉันรู้ ซูฮ่าวอยู่ที่บริษัทของคุณก็เป็นเพียงแค่พนักงานฝ่ายการตลาดไม่ใช่หรือ”
“ในฐานะที่เธอเป็นคู่หมั้นของซูฮ่าว แต่เธอกลับไม่ได้ให้ร่างกายกับเขาไม่ได้มอบตำแหน่งให้เขา ในทางกลับกันซูฮ่าวกลับช่วยเธอแก้ปัญหามาตั้งมากมาย เธอถามฉันว่าฉันมีสิทธิ์อะไรหึๆ แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรล่ะ?”
คำพูดประโยคนั้นดังก้องอยู่ในห้องโถงเป็นเวลานาน
ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เขาคาดไม่ถึงมาก่อนว่าภูมิหลังของสวี่ชิงหงจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ไป๋เหวินหลิงเงียบเสียงไป
เธอพยายามอย่างมากมาตั้งแต่เด็ก เพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเธอทำให้ครอบครัวและเพื่อนได้รู้ว่าเธอไม่ใช่แค่แจกันดอกไม้
แต่หลังจากที่ได้ยินฐานะของสวี่ชิงหงแล้ว เธอก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นต่ำต้อยอย่างมากเธอไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายได้เลย
“เป็นอย่างไร? รู้แล้วใช่ไหมว่าฉันกับเธอต่างกันมากแค่ไหน?” สวี่ชิงหงหัวเราะออกมา แล้วเหลือบสายตามองทางไป๋เหวินหลิงอย่างเย่อหยิ่ง
“ตอนนี้ เธอยังจะอยากพูดเรื่องคุณสมบัติกับฉันอีกหรือเปล่า?”
“ฉันเป็นคู่หมั้นของเขา นี่คือคุณสมบัติของฉัน!” ไป๋เหวินหลิงตะโกนออกมาเสียงดังอย่างกะทันหัน น้ำตาไหลออกมาเหมือนกับก๊อกน้ำที่ไม่ได้ปิดสนิทแล้วก้มหน้าลงมองพื้น
เธอไม่เคยรู้สึกเสียใจขนาดนี้มาก่อนคำพูดของสวี่ชิงหงเหมือนเข็มทิ่มแทงหัวใจเธอ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองช่างต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
“คู่หมั้น?” สวี่ชิงหงหัวเราะเสียงเย็นแล้วพูดประชดประชันว่า “เธอคิดว่าตอนนี้ยังเป็นสมัยที่จะแต่งงานกับใครเพราะชี้นิ้วสั่งอย่างนั้นหรือสิ่งที่เรียกว่าคู่หมั้นนั้น มันก็เป็นเพียงข้ออ้างทางผลประโยชน์เท่านั้น”
“พวกตระกูลไป๋โลภอยากจะได้อำนาจของตระกูลซู อีกฝ่ายก็เลยให้เธอหมั้นกับซูฮ่าวไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ซูฮ่าวถูกไล่ออกจากตระกูลแล้วพวกคนตระกูลไป๋ก็เลยไม่ชอบขี้หน้าซูฮ่าวมานานแล้ว ฉันเดาว่าเธอก็อยากจะยกเลิกงานหมั้นกับซูฮ่าวเหมือนกันสินะ?”
“เอาแค่ชื่อคู่หมั้นมาอ้างมันไม่ได้ผลหรอกนะ อีกทั้งมันยังน่าขำด้วยฉันจะบอกอะไรเอาไว้ให้ ฉัน… ”
“พอแล้ว!” เมื่อเห็นว่าสวี่ชิงหงยิ่งพูดยิ่งเลยเถิดซูฮ่าวจึงออกแรงชกกำแพงอย่างแรง
เหตุการณ์นั้นทำให้ผู้หญิงทั้งสองคนตกใจสะดุ้งเฮือก
ซูฮ่าวหันไปมองทางสวี่ชิงหงแล้วพูดเสียงเรียบว่า “สวี่ชิงหง ฉันไม่สนใจว่าเป้าหมายของเธอในวันนี้คืออะไรแต่อย่าทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับเหวินหลิงแตกร้าวหากเธอยังก่อความวุ่นวายที่นี่ต่อไป ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“แล้วก็ เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เธอเป็นคนจับฉันเข้าไปในห้องก่อนจะบังคับฉันเรื่องนี้เธอน่าจะรู้ดีที่สุดในตอนนั้นฉันเป็นเพียงแค่คนธรรมดาจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอและเป็นเรื่องปกติที่ไม่สามารถขัดขืนได้”
“แต่ในตอนนี้ หากฉันจะจัดการเธอก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น หวังว่าเธอจะไม่มาท้าทายความอดทนของฉันอีก”
ครั้งแรกที่เขาได้เจอสวี่ชิงหงเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแล้ว — เซียนเทียนขั้นต้น!
เมื่อหลายวันก่อนที่เขาถูกเซียนเทียนขั้นกลางสามคนล้อมโจมตีเขาก็สามารถตอบโต้และสังหารอีกฝ่ายได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสวี่ชิงหงที่อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นต้น
หากพูดอย่างไม่น่าฟังเดิมทีเขากับสวี่ชิงหงไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไว้หน้ากัน
ส่วนเบื้องหลังของสวี่ชิงหงนั้น ในสายตาไป๋เหวินหลิงอาจจะเห็นว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากแต่ในสายตาของเขาก็เหมือนแค่หยดน้ำในมหาสมุทร เม็ดทรายในแม่น้ำไม่มีอะไรให้น่าหวาดกลัว
“ซูฮ่าว ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคุณจะพูดแบบนี้เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งหรือว่าคุณลืมไปแล้วหรือว่าผู้หญิงคนนี้ทำกับคุณไว้อย่างไร? คุณทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังมาก!” ความเชื่อมั่นในตัวเองและเย่อหยิ่งบนใบหน้าของสวี่ชิงหงจางหายไปแล้วมีเพียงความกรุ่นโกรธและไม่พอใจเข้ามาแทนที่
ตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเช่นนี้ต่อให้เมื่อสองเดือนก่อนคนสนิทจะหักหลังเธอโดยการวางยาในแก้วเหล้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกโกรธเท่าครั้งนี้
เธอมาถึงที่ฉวนโจวตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว และเธอได้แอบจับตามองซูฮ่าวอยู่ตลอดยิ่งมองก็ยิ่งเข้าใจว่าผู้ชายคนนี้มีสิ่งที่ซ่อนเอาไว้อยู่มากมาย
เธอให้ความสำคัญกับฝีมือของซูฮ่าว และเธอก็มีลางสังหรณ์ว่าซูฮ่าวจะสามารถยืนหยุดบนจุดสูงสุดของประเทศจีนได้อย่างแน่นอน
และเธอจะเป็นผู้หญิงของราชาคนนั้น
เธอแอบสืบทุกเรื่องราวของเขารวมถึงในวันนี้เธอก็ได้ไปหาหลินอีหลุนเพื่อเอาข้อมูลของซูฮ่าวมาด้วย
แม้ว่าหลินอีหลุนจะเป็นศัตรูของซูฮ่าว แต่เธอก็ไม่สนใจสิ่งที่เธอต้องการคือการพิชิตใจซูฮ่าว และทำให้ซูฮ่าวออกห่างจากไป๋เหวินหลิง
ต่อให้เธอจะรู้ว่าซูฮ่าวไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเย่จื่ออี๋แต่เธอก็จงใจใช้เรื่องนี้เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาร้าวฉาน
และหวังว่าหลังจากที่เธอพูดทุกอย่างจบก็จะสามารถทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ได้
แต่เธอคิดไม่ถึงเลยว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะมั่นคงกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เห็นว่าซูฮ่าวใช้ร่างกายตัวเองเพื่อปกป้องไป๋เหวินหลิงเธอก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมา
ในสายตาของเธอ ไป๋เหวินหลิงไม่มีคุณสมบัติที่จะมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ได้ แต่คาดไม่ถึงว่าซูฮ่าวจะปกป้องไป๋เหวินหลิง นี่มันหมายความว่าเธอไม่สามารถเทียบกับผู้หญิงขยะคนนี้ได้เลยหรือ?
“สวี่ชิงหง คุณกลับไปคิดเรื่องของคุณดีๆ แต่ฉันขอเตือนคุณเอาไว้ ความอดทนของฉันมีจำกัด” สายตาของซูฮ่าวเฉียบแหลม ลมปราณอันแข็งแกร่งแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาจนทำให้ผู้คนรู้สึกตกใจมาก
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าความอดทนของคนนั้นมีอยู่เท่าไร” สวี่ชิงหงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยเธอกลับหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย “ยิ่งคุณปกป้องผู้หญิงคนนี้มากเท่าไรฉันก็จะทำให้ผู้หญิงคนนี้เจ็บปวดมากเท่านั้น เป็นคู่หมั้นแล้วอย่างไรขอเพียงแค่เธอตายไป คุณก็จะกลายมาเป็นของฉันแล้ว”
“ฉันขอแนะนำว่าคุณอย่าทำแบบนั้น ไม่อย่างนั้นคุณก็น่าจะรู้ผลลัพธ์ที่จะตามมาดี” ซูฮ่าวจ้องสวี่ชิงหงตาเขม็งแรงกดดันท่วมห้องโถงแห่งนี้
คำพูดประโยคนี้เผยให้เห็นความเย็นชาและไม่เห็นอกเห็นใจเหมือนกับเขาเห็นว่าทุกสิ่งไม่มีความสำคัญ เหมือนกับมดปลวกมันเล็กมากจนเปรียบเทียบไม่ได้ ความเย็นยะเยือกเหล่านั้นทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัด
หัวใจของสวี่ชิงหงสั่นสะท้านแต่สีหน้าของเธอนั้นยังคงไม่มีเจตนาที่จะล่าถอยเลย “อย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นฉันขอดูผลลัพธ์ที่ว่าก่อนได้หรือเปล่า?”
“ฟิ้ว!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ลำแสงหนึ่งก็วาบผ่านดวงตา
สวี่ชิงหงหน้าเปลี่ยนสี สะกิดปลายเท้าแล้วรีบถอยหลังออกไป
แต่น่าเสียดายที่ลำแสงนั้นเร็วเกินไป เธอยังไม่ทันได้หลบพ้น มีดปอกผลไม้ก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเธอแล้ว
ในแววตาของซูฮ่าวไม่มีความปรานีแม้แต่น้อยเหมือนกับเทพแห่งความตายมาเยือนโลกมนุษย์ความหนาวเย็นทำให้ตัวของเธอนั้นสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
“สวี่ชิงหง ถ้าเธอกล้าแตะต้องไป๋เหวินหลิงแม้แต่น้อยฉันจะเอามีดปอกผลไม้เล่มนี้ฆ่าเธอแน่นอน!”