บทที่ 53:อริส
อริส...ลาริสซาเป็นเด็กผิวเผือกที่ถูกศูนย์วิจัยซื้อตัวมาเงียบๆ
ตอนแรกเธอไม่มีชื่อ อายุแค่สองขวบ ไม่มีใครรู้ว่าพ่อแม่เป็นใครและเกิดอะไรขึ้นกับพวกท่านเธอไม่มีตัวตนในกฎหมาย ไม่มีสัญชาติ ไม่มีอะไรเลย
คนที่ตั้งชื่อให้เธอคือผู้ชายหน้าโหดที่ชื่อเปโดร ซันเชซ เป็นผู้ช่วยและมือขวาของคนที่เธอเรียกในใจว่าป๊ะป๋าแต่เจ้าตัวไม่ยอมให้เธอเรียกว่าป๊ะป๋า
เธอเรียกเปโดรว่าคุณลุงเปโดร แต่เจ้าตัวบอกให้เธอเรียกเปโดรเฉยๆ
ลาริสซาโตมากับตึกสีขาวอึมครึม โลกทั้งใบของเธอคือโซนของเล่นในแผนกกุมารเวชเธอจำวอลล์เปเปอร์ลายหมีได้ดีกว่าหน้าตัวเอง กระนั้นลาริสซาก็มีความสุข
ถึงเธอจะไม่มีพ่อแม่คอยอุ้มคอยปลอบเหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่ร้องไห้จ้าตอนไปหาหมอเธอก็อยู่ของเธอได้ ไม่ได้อิจฉาใคร เพราะเธอเป็นคนพิเศษ เด็กๆ กับพ่อแม่ทุกคนเห็นเธอเป็นคนพิเศษพวกเขาบอกว่าเธอสวย ถ้ามีใครถามว่าทำไมเธอตัวขาว เธอก็อธิบายได้คล่องปาก
ทว่ายิ่งเวลาผ่านไป เธอก็ยิ่งมีปัญหาเรื่องสายตา ลาริสซาปกปิดมันได้ดีเดินเหินได้เหมือนคนปกติ ไม่ต้องมีใครช่วย มองผ่านๆ ไม่มีใครรู้ว่าดวงตาเธอพร่ามัวจนอ่านอะไรไม่ค่อยออกไปๆ มาๆ เธอเริ่มโดนเด็กที่โตกว่ารังแก ทึ้งผม ฉุดกระชากรุนแรง สุดท้ายก็โดนย้ายไปที่อื่น
มันคือตึกที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของโรงพยาบาล ถ้าไม่มีบัตรก็เข้าไม่ได้
ลาริสซาใช้เวลาแต่ละวันไปกับการปั้นดินน้ำมันและต่อรางรถไฟ บางทีก็มีพวกพี่ๆที่ทำงานอยู่ตรงนั้นแวะเวียนเข้ามาเล่นด้วย ลาริสซาคิดว่าแบบนี้ดีกว่าการต้องเจอพวกเด็กแย่ๆเยอะ
สิ่งเดียวที่เธอไม่ชอบคือ เธอโดนจับฉีดยาบ่อยๆ
บางทีแขนก็ปวดทั้งวันจนอยากนอนไม่ทำอะไร แต่พอความเจ็บปวดหายไปเธอก็ลืมเธอไม่รู้และไม่เคยถามว่าโดนฉีดยาอะไร เหมือนเด็กทั่วไปที่แค่รู้ว่าการฉีดยาน่ากลัวแต่ไม่เคยสงสัยว่าฉีดกันเชื้อโรคอะไร
ลาริสซานึกว่ามันเป็นวัคซีนทั่วไป... เพียงแต่มันไม่ใช่
พวกคนชุดขาวและป๊ะป๋าของเธอทำงานไม่หยุด คนที่ดูแลหาข้าวหาน้ำและพาเธอไปกลับคือเปโดรผู้ตีหน้านิ่งไม่ค่อยพูดกับใครเขาตั้งเงื่อนไขว่าถ้าเธอทำตัวว่านอนสอนง่ายและไม่ถามอะไรให้มากความ เขาจะไม่บังคับให้เธอทำอะไรและปล่อยอิสระในห้องเช่าขนาดสองยูนิตของเขา
เรื่องเดียวที่เขาบังคับคือการแปรงฟัน ด้วยสาเหตุบางประการ ลาริสซาเกลียดรสยาสีฟันทุกยี่ห้อจนไม่ยอมแปรงฟันโดนหนุ่มใหญ่เอ็ดทุกวี่วัน
ลาริสซาไปที่ห้องของเปโดรแค่เพื่อนอน เพราะหลังเขาปลุกเธอตอนเช้าตรู่ ทั้งคู่ก็ตรงดิ่งไปศูนย์วิจัยพอค่ำๆ หน่อยก็ตรงกลับห้อง เปโดรจะอุ่นกับข้าวให้เธอกิน ลาริสซาก็อาบน้ำและเข้านอนอาจจะเล่นตุ๊กตาหรือดูโทรทัศน์บ้าง แต่สุดท้ายเธอก็เบื่อจนหลับไปในที่สุด
เขาบอกว่าถ้าเธอโตพอจะให้เธอไปกลับเอง และเมื่อเธอสูงกว่านี้ เขาจะให้ใช้ไมโครเวฟ(ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงเหนือหัวเธอมาก)ด้วยตัวเองทีนี้เธอจะซื้ออะไรก็ได้ที่อยากกิน กินเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากกินโดยไม่ต้องรอเขาเสร็จงาน
บางครั้งเปโดรกับป๊ะป๋าก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ลาริสซาไปอยู่บ้านของป๊ะป๋าตอนนั้นเองที่เธอได้พบกับ ‘พี่สาว’ เป็นครั้งแรก
...รินคำ
เด็กหญิงผมดำขลับอายุมากกว่าเธอเล็กน้อยเท่านั้น แต่เธออยู่บ้านคนเดียวและดูแลตัวเองได้ทุกอย่างทั้งอุ่นอาหารเอง เดินออกไปซื้อขนมเอง ในสายตาของลาริสซา เธอเหมือนยอดมนุษย์
ด้วยความที่ลาริสซาไม่มีเพื่อนเล่นวัยเดียวกันเลย เธอจึงติดรินคำแจ ไม่เคยห่างตัวทั้งตอนกินข้าวหรืออาบน้ำ
ทั้งคู่เหมือนกลางวันกับกลางคืน
รินคำอยู่ในโลกที่ต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง ไปโรงเรียน มีเพื่อนวัยเดียวกันมากมายได้เรียนหนังสือกับคุณครู ทำกิจกรรมแสนสนุก
โลกแคบๆ ที่มีแต่ผนังสีขาวสี่ด้านของลาริสซาเปิดกว้าง ยังมีโลกที่เธอไม่รู้จักโลกของเด็กที่เธอไม่เคยสัมผัส...
เธอมักฝันกลางวันว่าตัวเองได้ไปโรงเรียนและมีเพื่อนมากมาย เธอจะเล่นกีฬาโดยไม่ต้องกลัวแดดอ่านหนังสือโดยไม่ต้องยกมันขึ้นมาจนชิดใบหน้า
ลาริสซาถามเปโดรว่าทำไมเธอไม่ได้ไปโรงเรียน เปโดรบอกว่าโรงเรียนคือสนามรบเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสังคม เขาบอกว่าครูบางคนที่เขารู้จักไม่ควรมายุ่งกับเด็กด้วยซ้ำพวกเขามองเพื่อนร่วมงานตัวเองข่มขืนเด็กนักเรียนหญิงโดยไม่ทำอะไร แล้วออกมาด่านักเรียนหญิงเหล่านั้นที่ไปแจ้งความลาริสซาไม่รู้ว่าข่มขืนคืออะไรแต่มันฟังดูแย่มาก
ช่วงนี้ลาริสซาถูกเจาะเลือดบ่อย พอฉีดยาหนึ่งเข็มก็จะตามมาด้วยการเจาะเลือดทุกอาทิตย์ไปอย่างน้อยสี่อาทิตย์วันนี้เปโดรก็พาเธอมาเจาะเลือดขณะนั่งเล่นอยู่บนเตียงตรวจปูด้วยผ้าห่มลายการ์ตูน ป๊ะป๋าของเธอก็เดินเข้ามา
“ภูมิคุ้มกันไม่มีการตอบสนอง” ชายสวมแว่นพูดกับกลุ่มคนชุดขาวที่เดินตามเข้ามาพวกเขาอยู่อีกฟากของผ้าม่าน แต่ลาริสซาจำเสียงพวกเขาได้ “รับเชื้อแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกอย่างปกติ หรือเชื้อของเราจะผิดตัว? ผลการวิเคราะห์ DNA เป็นยังไงบ้าง?”
“ก็...ไม่มีอะไรค่ะ” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าว “เทียบกับข้อมูลในดาต้าเบสแล้วไม่พบอะไรผิดแผกนอกจากยีนผิวเผือก”
“เหรอ...? แสดงว่าต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับกลไกการรับมือความเครียดของร่างกายจริงๆไม่ใช่แค่ฉีดเข้าไปแล้วจะได้เลย...”
“ลองเปลี่ยนโดสดูไหมคะ?”
“นั่นสินะ... ที่อยากรู้จริงๆ คือมนุษย์สามารถสร้างแอนติบอดีที่จับสารประหลาดพวกนั้นหรือทำให้เซลล์อื่นๆในระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองได้รึเปล่า แต่ในเมื่อเด็กคนนี้กับผู้ป่วยที่ผ่านมา ภูมิคุ้มกันไม่มีการตอบสนองใดทั้งที่ไม่มีความบกพร่องตอนนี้หนทางรักษาเดียวของเราอาจเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเทียม เร่งแผนกโมเลกุลหน่อยว่าเมื่อไหร่จะเรียบร้อย นี่มันผ่านมาไม่รู้กี่ปียังไม่เสร็จกันอีก”
“ค่ะ” หญิงสาวคนเดิมกล่าว “ส่วนฝ่ายวิทยาภูมิคุ้มกัน ตอนนี้ยังพัฒนาพลาสมาเซลล์เทียมไม่สำเร็จอีกงานวิจัยที่สร้างเซลล์เกลียซึ่งสามารถตรวจหาเซลล์ซึ่งโดนแปรสภาพ ตอนนี้ทดลองในฮามังคิวลัสแต่...ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการตอบสนองเท่าที่ควรในเซลล์ไลน์”
ลาริสซาไม่เข้าใจอะไร คำพูดไหลเข้าหูซ้ายเลี้ยวออกหูขวา ตอนนั้นเองเหมือนป๊ะป๋าของเธอเพิ่งนึกได้ว่าอยู่ที่ไหนจึงแหวกม่านเข้ามา
“ว่าไง ลาริสซา เป็นยังไงบ้างครับ?”
“สบายดีค่ะ” เธอส่งยิ้มกว้าง
“เธอเป็นเด็กดี” เปโดรรายงาน ลาริสซาคิดว่าเขาน่าจะแอบขยิบตาให้ แต่เธอมองหน้าเขาไม่ชัด
“ช่วงนี้เห็นถามหารินคำบ่อยๆ ถูกใจลูกสาวของผมขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“...” ลาริสซาก้มหน้างุด
“เกรงว่าคงไม่ได้พบกันอีกสักพักนะครับ”
“ทำไมเหรอคะ?”
“เป็นความลับ”
...
ลาริสซาไม่รู้ว่าเธอไม่ได้พบรินคำนานกี่ปี ได้ยินชื่อรินคำอีกครั้งก็ตอนที่ต่างฝ่ายย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น
แม้ไม่ได้ออกไปเจอโลกภายนอก ลาริสซาก็รู้เรื่องเครื่องเกมเสมือนจริง เธอเคยเห็นคนในศูนย์วิจัยใช้มันโดยเฉพาะคนไข้เครื่องเกมทำให้พวกเขาลืมความเจ็บปวดของร่างกายและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในโลกแห่งจินตนาการ
สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ รินคำกลายเป็นหนึ่งในคนไข้ที่ต้องใช้เครื่องนี้
“สายตาจะมองทุกสิ่งได้ชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผิวจะโดนแดดเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องกลัวเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบไปเลยว่าไหมครับ?” ป๊ะป๋าโฆษณา แต่ถึงเขาไม่สาธยายลาริสซาก็จะตอบตกลงอยู่แล้ว เพราะเธอ...
“อยากเจอ... พี่รินคำค่ะ” เธอพูดเสียงใส
ลาริสซาไม่รู้ว่าเธอจะโดนล้างความทรงจำแล้วได้โค้ดเนมว่าอริส
...
“ระหว่างอยู่ที่บาเรีย ฉันสนิทกับคุณรินคำ...หรือที่ทุกคนเรียกว่าอัลฟ่าเธอคือคนในอุดมคติของฉัน พอเธอตาย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองตายไปด้วย แต่สุดท้ายฉันก็ผ่านมาได้”อริสหรือลาริสซาเล่าพลางบีบมือลัคนาแน่น “หลังถูกฆ่าในบาเรีย ฉันกลายเป็นผู้เล่นเซิร์ฟอินเตอร์พักหนึ่งจากนั้นก็ถูกพาออกมาเพื่อฉีดยากับตรวจเลือดเหมือนเดิม แต่สุขภาพไม่ดีจนอยู่ในสภาพที่เห็น”
“เดี๋ยว หยุด สต๊อปฟอร์อะแดมมินิต” อรุโณทัยยกมือ “ป๊ะป๋า... เธอเป็นลูกบุญธรรมของไอ้ดอกเตอร์...?”
“หัวหน้า ที่ควรแปลกใจมากกว่าคือ...” ฮิบิคิเหลือบมองลัคนา “เรื่องที่ดอกเตอร์เป็นพ่อรินคำ...ไม่ใช่เหรอ?”
บรรยากาศหนักอึ้ง อุณหภูมิในห้องตกฮวบ นาธานแปลไม่ออกชั่วขณะ ลัคนาหน้าซีดเผือดพอปะติดปะต่อเรื่องราวว่าความจริงเธอคือรินคำ...และพ่อของรินคำคือ...
“มัน...ยังไงกันแน่...? คนคนนั้น...” เธอกุมหัว“รินคำ...รินคำเป็นใคร? ฉันเป็นใคร?!”
“คนที่รู้คำตอบน่ะ...คือคุณลุงคุณป้า แต่ฉันว่าเธอปะติดปะต่อได้แล้วเพียงแต่ไม่ยอมรับฉันพูดถูกใช่ไหม?” ฮิบิคิถาม เขาเอื้อมมือแตะไหล่เธอ
ใบหน้าเด็กสาวอาบด้วยน้ำตา ด้านนอก เมฆฝนตั้งเค้าทั้งที่เมื่อครู่แดดยังสาดเปรี้ยง
“หนู...หลอกตัวเองต่อไปมันไม่ดีหรอกนะ หนูรินคำ...” คุณลุงเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนเขาโดนภรรยาเอ็ดที่เลือกใช้คำพูดขวานผ่าซาก ทั้งคู่ส่งสายตาให้กันก่อนที่ฝ่ายภรรยาจะถอนหายใจและพยักหน้าให้คนเป็นสามีพูดต่อ
“หนูรินคำ...จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?”
“เธอโดนผนึกความทรงจำครับ เธอไม่เหมือนอริสกับยูริที่โดนปิดการทำงานของนาโนบอตพยายามนึกไปก็ไม่มีประโยชน์” นาธานอธิบายเสียงแผ่ว “จะว่าไป ทำไมถึงเรียกเธอว่ารินคำ? ทุกคนเข้าใจว่าเธอคือลัคนา ในเอกสารระบุตัวตนก็บอกว่าเธอคือลัคนา”
“คนที่ตายไม่ใช่รินคำ คือลัคนา...ลูกของเราต่างหาก!”
คุณป้าเจ้าของบ้านกล่าว สิ้นเสียงแปลของนาธาน คนที่ตกใจที่สุดก็หนีไม่พ้นเคทที่ค้นพบความจริงว่ารินคำตายไปแล้วด้วยตนเอง
“มันยังไงกันแน่...?”
เสียงที่ดังก้องในหัวลัคนามาตลอดหลายวันย้อนกลับมาในหัว
รินคำ...รินคำ กลับมาสิ...ได้โปรดเถอะ อย่ายอมถูกกัดกร่อนจนตายหายไปจริงๆอย่างนี้สิ...รินคำยังไม่ตาย! กลับมาสิรินคำ...
ลูกพ่อ...!!!
แท้จริงนั่นคือ...เสียงของดอกเตอร์...?
กัดกร่อนจนตายหายไปจริงๆ... อย่าบอกนะว่า...
ว่าเธอ...ที่จริงแล้ว...
“คุณลุงคุณป้าครับ เล่าให้ทุกคนฟังเหมือนที่เล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ?” ฮิบิคิขอด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำจนหลายคนในห้องแปลกใจ เจ้าของบ้านทั้งสองพยักหน้า สุดท้ายคนพ่อเป็นฝ่ายเล่า
“ลุงเป็นเพื่อนกับหมอนั่นตั้งแต่สมัยเรียน ทุกอย่างเริ่มตอนที่หมอนั่นพาเด็กคนหนึ่งมา...”
...
ทุกอย่างเริ่มจากการที่ดนัยโดนอาจารย์เรียกไปนั่งเก้าอี้แถวหน้าสุดของห้อง
นักศึกษาปีหนึ่งทุกคนจากทุกคณะต้องเรียนภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานด้วยกัน ในห้องจึงมีคนอยู่เต็มทว่าไม่มีใครนั่งแถวหน้าเลยนอกจากหมอนั่น
เด็กหนุ่มสวมแว่น ผิวไม่คล้ำไม่ขาว ดูเหมือนมาเรียนเอาสนุกมากกว่าจะตั้งใจเรียนให้ผ่านสมุดปากกาก็ไม่มี หนังสือก็ไม่ได้เอามา ดนัยสงสัยเหลือเกินว่าอาจารย์เจาะจงเรียกตัวเองทำไมและเหตุไฉนถึงต้องมานั่งข้างหมอนั่นที่ดูไม่ตั้งใจเรียนเลยสักนิด เขาไม่ได้เป็นเด็กประถมให้ครูจัดที่นั่งให้สักหน่อย
ไปๆ มาๆ ดนัยก็ได้รู้ความจริงน่าประหลาดใจของไอ้แว่นที่นั่งข้างเขาหมอนี่มาเรียนเอาปริญญาตรีใบที่สองเพื่ออะไรมิทราบได้แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือมันอายุน้อยกว่าเขา และทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนกันด้วยสาเหตุบางประการ
บ้านของดนัยเป็นสำนักดาบ เขามาเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเอาไปต่อยอดที่บ้านเพราะเรียนวิทย์เหมือนกันเลยได้มีโอกาสเจอหมอนั่นในห้องบ่อยๆ ในช่วงแรก ขึ้นปีสูงๆก็เจอกันน้อยลง
พอเขาเรียนจบก็เพิ่งได้ข่าวว่าหมอนั่นคบสาวต่างคณะ ได้ปริญญาปุ๊บก็ประกาศแต่งงานแบบสายฟ้าแลบเรียกได้ว่าวันที่รู้ว่าตาแว่นนั่นมีแฟนคือวันที่บัตรเชิญส่งมาถึงบ้านแล้วนั่นเอง
งานแต่งงานไม่ได้อลังการงานสร้างแต่ก็เรียบหรูมีระดับ
วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ดนัยได้เห็นยิ้มอีกแบบของหมอนั่น ปกติเขาจะยิ้มกวนๆเหมือนรู้ดีไปหมดเสียทุกอย่าง แต่วันนี้...ในชุดเจ้าบ่าว...เป็นครั้งแรกที่หมอนั่นยิ้มจริงใจเป็นยิ้มแห่งความสุข
ทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันมากหลังจากนั้น ดนัยพบรักสาวร้านเป็ดย่างหนังกรอบกว่าจะจีบเธอติดก็หวิดโดนอีโต้สับหัวไปหลายรอบ แต่สุดท้ายทั้งสองก็ตกลงปลงใจสร้างครอบครัวด้วยกัน
ทว่าภาพครอบครัวแสนสุขที่ดนัยวาดฝันไว้ก็ต้องสะดุด เมื่อทั้งคู่ไปตรวจก่อนวางแผนมีบุตรแล้วพบว่าลูกมีโอกาสเกิดมาเป็นธาลัสซีเมีย
หลังปรึกษากัน ทั้งคู่ตัดสินใจว่าถึงมีโอกาสที่ลูกจะปกติถึงสามในสี่ แต่เพราะโรคประจำตัวอย่างอื่นของภรรยาจึงจะรับอุปการะเด็กสักคนแทนแม้เสียดาย แต่ดนัยก็รู้สึกว่าเด็กๆ ที่มาเรียนดาบเป็นเหมือนลูกอยู่แล้ว ส่วนภรรยาก็มีความสุขกับการบริหารร้านเป็ดย่างหนังกรอบทั้งคู่ไม่ได้เครียดเรื่องลูกและไม่ได้ศึกษาเรื่องการรับเลี้ยงเด็กจนเวลาผ่านไปหลายปี...
ในคืนที่พายุเข้าคืนหนึ่ง เวลาประมาณสองสามทุ่ม เพื่อนสมัยเรียนที่ดนัยเกือบลืมไปแล้วก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูบ้าน สีหน้าเขาหมองคล้ำ กลายเป็นผู้ชายอมทุกข์ต่างกับสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิงเขาอุ้มทารกมาด้วย เด็กคนนั้นอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทว่าใบหน้ามีร่องรอยเหมือนโดนศัลยกรรมเด็กคนนั้นคาบจุกนม หลับพริ้มไม่สนใจเสียงฟ้าฝนที่กระหน่ำรอบกาย
ดนัยรีบเรียกเพื่อนเก่าเข้ามาในบ้าน
“ไปยังไงมายังไงวะ? เกิดอะไรขึ้น? นี่ลูกเอ็งเหรอ?”
อีกฝ่ายส่ายหน้า
“ฉันเชื่อใจใครไม่ได้เลยนอกจากพี่” ชายหนุ่มส่งเด็กให้ดนัยและเอาแขนเสื้อเช็ดแว่นที่มีน้ำฝนเกาะพราว
“เรื่องอะไร?”
“...ช่วยรับเลี้ยงเด็กคนนี้ที...”