จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 143 การเตรียมตัวในคฤหาสน์ Re

            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงลงมาจากรถ  โดยที่ไป่ฉีหิ้วเอาข้าวกล่องทั้งหมดลงมาด้วยตัวคนเดียว  พร้อมกับเดินไปทางทีมงาน  ไม่นานทีมงานก็เห็นการมาของเขา  เขาจึงกล่าวทักทาย


            “สวัสดีครับ  ขอโทษที่มาช้า  ผมซื้อข้าวกล่องมาฝากทุกคนด้วย  เผื่อระหว่างถ่ายทำจะหิวกัน” ไป่ฉีพูดพร้อมกับชูถุงที่มีข้าวกล่องหลายถุงในมือของเขา  ทางทีมงานไม่รอช้า  พวกเขารีบเดินเข้าไปช่วยไป่ฉีถือทันที


            “มาแล้วเหรอไป่ฉี  ว่าแต่ไม่กลัวผีใช่ไหม” ผู้กำกับรายการถาม


            “ไม่หรอกครับ” ไป่ฉีตอบ


            “ดีที่ได้เธอมาแทนเนี่ยฟง  ไม่คิดเลยว่าเขากับเสี้ยนหรัวจะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งขนาดนั้น” ผู้กำกับกล่าว


            “เหรอครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “สวัสดีค่ะ  ผู้กำกับ  ฉันเมิ่งชิงชิง  เป็นผู้จัดการของไป่ฉีค่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าวทักทายพร้อมกับยื่นนามบัตรให้


            “โอ้  สาวสวยคนนี้เป็นผู้จัดการนายเหรอ  ถ้าหากไม่บอก  ฉันคิดว่าเป็นแฟนนายนะเนี่ย” ผู้กำกับแซว  เมิ่งชิงชิงหน้าขึ้นสีเล็กน้อย


            “จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะคะ” เมิ่งชิงชิงยิ้มแหย ๆ


            “คุณเมิ่ง  คุณพกของศักดิสิทธิ์อะไรไว้เหรอครับ  ขอผมดูหน่อยได้ไหม” คุณคิว (ชื่อในวงการ) เดินมาหาเมิ่งชิงชิงที่กำลังคุยกับผู้กำกับ


            “เอ๋  มีแค่ยันต์แผ่นนี้เองค่ะ” เมิ่งชิงชิงหยิบเอายันต์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ  ส่วนคุณคิวนั้นจ้องยันต์ไม่วางตาก่อนจะถามต่อ


            “ไปได้มาจากไหนเหรอครับ” คุณคิวถาม


            “ได้มาจากผมเองครับ  พี่ชิงชิงกลัวผี  ผมก็เลยให้พกติดตัวไว้  ยันต์มันมีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม


            “เปล่าครับ  ผมไม่เคยสัมผัสถึงกลิ่นอายศักดิสิทธิ์ที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน  ขนาดในเทวาลัยใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศยังไม่ให้สัมผัสที่ทรงพลังขนาดนี้  ยังไงช่วงที่ถ่ายทำคุณเมิ่งอยู่ให้ห่าง ๆ ตัวบ้านมากที่สุดนะครับ  ไม่งั้นด้วยพลังของยันต์ที่รุนแรงนี้  วิญญาณพวกเขาอาจจะแตกสลายได้” ด้วยคำพูดนี้ของคุณคิว  ทำให้ทีมงานหลายคนถึงกับจ้องยันต์ของเมิ่งชิงชิงไม่วางตา  ใช่แล้ว  พวกเขาอยากได้มันมากนั่นเอง


            “ได้ค่ะ ฉันจะอยู่ให้ห่าง ๆ เลยค่ะ” เมิ่งชิงชิงรับคำ  ก่อนจะมองยันต์ในมือของตน


            ‘โห  นึกว่าไป่ฉีให้ของปลอมมาเพื่อให้เราสบายใจซะอีก  ที่ไหนได้  ของจริง ๆ เหรอเนี่ย  อย่าคิดจะได้คืนเลย  คิก ๆ’ เมิ่งชิงชิงคิดไปก็ยิ้มไป


            “เอาไปเถอะครับพี่ชิงชิง  ผมให้” ไป่ฉีกล่าว


            “นายรู้ได้ไงว่าฉันคิดอะไรน่ะ” เมิ่งชิงชิงหันขวับมาหาไป่ฉี


            “มองตาก็รู้แล้วครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ว่าแต่ไป่ฉี  นายคงเจอผียากหน่อยล่ะนะ” คุณคิวกล่าว


            “อ้าว  ทำไมล่ะ” ผู้กำกับถาม


            “อืมจะให้ผมอธิบายยังไงดีล่ะ  พลังจิตเขาแข็งแกร่งมาก  ปกติคนประเภทนี้เห็นผียากมากครับ” คุณคิวตอบ


            ‘หืม ไม่เลว  คนผู้นี้มีพลังจิตวิญญาณระดับกลาง  หายากสำหรับคนในโลกนี้เลยนะเนี่ย’ ไป่ฉีคิด


            “คุณไป่ฉีคะ  ขอลายเซ็นได้ไหมคะ” หญิงสาวที่เป็นผู้ร่วมรายการจากทางบ้านเดินเข้ามาขอลายเซ็นไป่ฉี


            “พี่ชิงชิงครับ” ไป่ฉีหันไปเรียกเมิ่งชิงชิง  ก่อนที่เธอจะหยิบชุดหมึกกับพู่กันและกระดาษแข็งมาให้


            “ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวกล่าว  หลักจากไป่ฉีตวัดพู่กันเป็นชื่อตัวเองลงบนกระดาษแข็ง


            “ชื่ออะไรครับ” ไป่ฉีถาม


            “ฉินฮวา ค่ะ” หญิงสาวตอบ


            ไป่ฉีพยักหน้าแล้วเขียนคำว่า  มอบแด่  ฉินฮวา  ซึ่งอักษรนั้นดูอ่อนช้อยงดงามราวดอกไม้  ความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากชื่อทำให้ผู้กำกับถึงกับทึ่งไปเลย  เขาเห็นลายเซ็นดารามาก็มาก  แต่ที่มองแล้วทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน  ส่วนคุณคิวนั้นจ้องตัวอักษรตาไม่กระพริบ


            “คุณคิวมีอะไรเหรอคะ” ฉินฮวาถาม


            “ตัวอักษรมีพลังรุนแรงมาก  ผมสัมผัสได้เลย  ไป่ฉี  คุณฝึกจิตบ่อยรึเปล่า” คุณคิวถาม


            “บ่อยครับ” ไป่ฉีตอบ


            “ผมอยากบอกว่าตอนที่คุณเขียนตัวหนังสือหรือเซ็นชื่อ  คุณเผลอใส่พลังจิตของตัวเองลงไปด้วย  มันเลยทำให้ตัวอักษรของคุณดูมีพลัง” คุณคิวกล่าว


            “งั้นเหรอครับ  ผมไม่รู้เลย” ไป่ฉีกล่าว


            ‘ข้าใส่ลงไปเอง  เอ็งมีปัญหาเรอะ’ ไป่ฉีคิด


            “ต้องฝึกสัมผัสและควบคุมมันให้ได้นะครับ” คุณคิวแนะนำ


            ‘บอกตัวเองเถอะเด็กน้อย’ ไป่ฉีคิด


            “ครับ  ขอบคุณครับ” ไป่ฉีรับคำ


            “คุณไป่ฉี  ยินดีที่ได้รู้จักครับ  ผมเป็นผู้ร่วมรายการจากทางบ้านเหมือนกัน ชื่อ ซือกง ครับ” ชายหนุ่มทักทายไป่ฉี


            “ยินดีเช่นกันครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “งั้นในเมื่ออยู่กันครบแล้ว  ผมจะอธิบายสิ่งที่พวกคุณทุกคนต้องทำ  เริ่มแรกเลยคุณคิวจะเป็นคนทำพิธีเปิดตาที่สาม  เพื่อให้พวกคุณเห็นผี  จากนั้นเราจะไปตามจุดต่าง ๆ ที่เป็นจุดพบศพของสมาชิกภายในบ้าน  พร้อมกับทำการท้าทายดวงวิญญาณ  คร่าว ๆ มีแค่นั้น  หากผมอยากให้พวกคุณทำอย่างอื่นเพิ่มเติม  ผมจะบอกผ่านทางวิทยุสื่อสารอีกทีครับ” ผู้กำกับอธิบาย


            “แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะครับ  เนื่องจากผมตรวจสอบแล้ว  วิญญาณที่นี่ค่อนข้างดุ  ผมจะไม่ปล่อยให้ใครอยู่คนเดียวในคฤหาสน์เด็ดขาด  ขอความกรุณาทุกคนอย่าอยู่ห่างกันนะครับ” คุณคิวกล่าว


            “แล้วตากล้องละครับ” ซือกงถาม


            “ไม่มีครับ  พวกเราแต่ละคนจะมีหมวกที่ติดกล้องไว้บนหัว  จึงไม่ต้องใช้ตากล้องครับ” คุณคิวกล่าว


            “งั้นแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน  ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมง” ผู้กำกับกล่าว  ก่อนที่ทุกคนจะแยกกันไปทานข้าว และนอนเอาแรง  ซึ่งทางรายการได้เตรียมรถบ้านมา 4 คัน  สำหรับผู้ร่วมรายการทั้ง 2 คน  คุณดิว และไป่ฉี  ส่วนทีมงานจะนอนกันในรถตู้


            ไป่ฉีพาเมิ่งชิงชิงเข้ามาในรถบ้าน  ข้างในมีเตียงสำหรับนอนคนเดียว  หากจะนอน 2 คนก็คงต้องเบียดกันหน่อย  ไป่ฉีจึงจูงมือพาเมิ่งชิงชิงไปนอนที่เตียงกับเขาด้วย


            “นายไม่นอนเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “นอนสิ  ผมขอถอดเสื้อก่อน” ไป่ฉีกล่าว


            “นะ...นายจะถอดทำไม  แอร์เย็นแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” เมิ่งชิงชิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง


            “คิดว่าผมไม่รู้เหรอครับว่าพี่ชอบกลิ่นผมน่ะ” ไป่ฉียิ้ม


            “นายว่าฉันแปลกไหม” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ไม่แปลกครับ  คนเรามีนิสัยเฉพาะตัว  เรื่องที่พี่ติดกลิ่นผมไม่งั้นนอนไม่หลับนั่นก็นิสัยเฉพาะตัว  พี่ไม่ต้องเก็บไปคิดหรอก  อีกอย่าง  เสื้อเชิ้ตที่ผมใส่มา  ถ้าใส่นอนบนเตียงมันจะยับเอาน่ะครับ  ที่นี่ไม่มีเตารีดซะด้วย” ไป่ฉีขึ้นเตียงแล้วคว้าเอาเมิ่งชิงชิงเข้ามากอดแนบอก  เพียงไม่นานเมิ่งชิงชิงก็หลับไป


            ส่วนไป่ฉีหลับตาลงและถอดจิตออกไป  เพื่อไปสำรวจคฤหาสน์  แน่นอนว่าเขาต้องอ้อมไปไกลหน่อยเพื่อให้พ้นจากการรับรู้ของคุณคิว  ซึ่งภายในคฤหาสน์ตอนนี้ไป่ฉีเห็นดวงวิญญาณจำนวนมากอาศัยอยู่  ดวงวิญญาณหลายตนสังเกตเห็นการมาของไป่ฉี  พวกมันคิดว่าไป่ฉีเป็นวิญญาณที่มาใหม่จึงคิดที่จะรับน้อง  แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงพวกมันเข้ามาใกล้ไป่ฉี  จุดสีทองกลางหน้าผากของไป่ฉีก็ส่องแสงออกมา  ทำให้พวกวิญญาณทั้งหมดต่างถอยหนีกันหมด  พวกมันร้องอย่างเจ็บปวดทรมานราวกับถูกไฟเผาตามร่างกาย


            ‘มีวิญญาณอาศัยรวมกันอย่างหนาแน่นจริง ๆ  ดีนะที่ไท่ซื่อคงสอนเราเกี่ยวกับการใช้ตาที่ 3 ไม่อย่างนั้นคงต้องออกแรงกันหน่อย’ ไป่ฉีคิด


            “ใครกล้ามารุกล้ำคฤหาสน์ของฉัน” เสียงหญิงสาวดังมาจากชั้น 2  ไป่ฉีจึงมองขึ้นไปทันที และเพียงพริบตาเขาก็มาหยุดตรงหน้าเจ้าของเสียง  ซึ่งเป็นหญิงสาวถักเปีย 2 ข้าง  โดยตรงราวบันไดนั้นมีวิญญาณที่น่าจะเป็นคุณชายใหญ่  คุณชายกลาง  คุณชายน้อย  คุณหญิงใหญ่  คุณหญิงเล็ก และคุณหญิงแม่  ถูกแขวนคอลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่


            “เธอสินะที่เป็นผีสาวที่เขาร่ำลือกัน” ไป่ฉีกล่าว


            “มีธุระอะไร” ผีสาวถาม  เธอแสดงท่าทีระมัดระวังตัวอย่างมาก


            “พวกข้างนอกอยากเข้ามาเห็นพวกเธอ  เขามีคนที่มีพลังจิตกล้าแข็งมาด้วย  เลยมาถามว่าพวกเธอจะเอายังไง” ไป่ฉีถาม


            “ฉันจะเอาชีวิตพวกมัน 1 คน” ผีสาวตอบ


            “กรรมจากการฆ่าคนเหล่านี้  ยังไม่หนักพออีกรึไง” ไป่ฉีถาม  พร้อมกับมองไปรอบ ๆ ซึ่งดวงวิญญาณที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกผีสาวฆ่าเพื่อเอามาเป็นบริวารทั้งสิ้น


            “พวกมันทุกคนสมควรได้รับความทุกข์ทรมานจากการมาท้าทายฉัน” ผีสาวกล่าว


            “ยังไงล่ะ” ไป่ฉีถาม


            “คุณหญิงแม่  ด่าว่าพ่อของฉัน  ซ้ำยังกดขี่ข่มเหงฉันสารพัด  นี่เหรอวิธีตอบแทนคนที่ช่วยเหลือตอนที่ยังลำบากไม่มีอะไร  แต่พอมีแล้วกลับใจแคบไม่คิดจะช่วยเหลือผู้มีพระคุณ  นอกจากนี้ยังแอบใส่ยาพิษลงในอาหารที่ให้คนยกมาให้ฉันอีก  คนแบบนี้สมควรตายแล้ว” ผีสาวกล่าว


            “แล้วที่เหลือล่ะ  เท่าที่ฉันฟังมาคุณหญิงใหญ่เป็นคนฆ่าเธอ  แต่คนอื่นแค่กลั่นแกล้งเธอเท่านั้นนี่” ไป่ฉีถาม


            “หึ เดี๋ยวจะไล่หนี้แค้นให้ฟัง  คุณหญิงเล็กนั้นเคยแอบนำเศษแก้วทุบละเอียดเอาไปปนกับน้ำแข็งในแก้วของฉัน  ดีที่ฉันสังเกตเห็น  ไม่อย่างงั้นคงตายไปแล้ว  ต่อไปคุณชายใหญ่  เขามอมยาฉันและข่มขืนฉันหลายครั้ง  พอฉันไปฟ้องคุณชายกลางที่ฉันคิดว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ  แต่กลับถูกเขาใช้คุณชายน้อยมาล่อลวงให้ฉันเข้าไปในห้องและข่มขืนฉันเหมือนกับคุณชายใหญ่  ส่วนคุณชายน้อย  ฉันไม่สามารถให้อภัยได้  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคุณชายกลางมีแผนจะข่มขืนฉัน  แต่กลับไม่คิดช่วยเหลือฉันแม้แต่น้อย  ดังนั้นฉันจึงต้องเอาคืนพวกมันอย่างสาสม” ผีสาวมองไปยังวิญญาณของสมาชิกบ้านหลังนี้ที่กำลังถูกแขวนคออยู่อย่างอาฆาต


            “รู้รึเปล่าว่าเมื่อถึงอายุขัย  เธอต้องตกลงสู่อบายภูมิ  ใช้กรรมเป็นสัตว์นรก  ถูกทรมาน  เมื่อพ้นโทษ  เศษกรรมที่ก่อยังต้องมาเกิดในภูมิของเดรัจฉาน  อีกนับครั้งไม่ถ้วน  จึงจะได้เกิดในภูมิมนุษย์อีกครั้ง” ไป่ฉีกล่าว


            “ไม่สน  ฉันต้องการเห็นพวกมันทรมานเพียงเท่านั้น และใครที่เข้ามาท้าทาย  ฉันจะเอาพวกมันให้ถึงตาย” ผีสาวประกาศกร้าว  ไม่ยอมท่าเดียว  ไป่ฉีจึงได้แต่ถอนหายใจ


            “งั้นก็…..” ไป่ฉีเขียนอักขระลมปราณลงไป  มันเป็นอักขระที่ทำให้เกิดการรวมกันของพลังหยิน  ซึ่งจะส่งผลให้พลังของวิญญาณที่อยู่ที่นี่แข็งแกร่งขึ้น


            “นี่มันอะไรกัน” ผีสาวรู้สึกว่าตนมีพลังเพิ่มขึ้น


            “พลังหยินน่ะ  มันส่งผลดีต่อคนตาย  ทำให้ดวงวิญญาณแข็งแกร่งมากขึ้น  ถึงขั้นที่สามารถปรากฏกายเนื้อให้คนเห็นได้  รวมถึงการทำร้ายคนด้วย” ไป่ฉีกล่าว


            “ต้องการอะไร” ผีสาวจ้องมาที่ไป่ฉีพร้อมกับถามถึงวัตถุประสงค์ที่ไป่ฉีทำแบบนี้


            “ง่ายมาก  แค่ส่งพวกเจ้าสู่ปรโลก” กล่าวจบไป่ฉีก็หยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งออกมาจากจิตวิญญาณ  ทันทีที่นำออกมา  อักขระในคัมภีร์ก็เปล่งแสงและลอยออกมาจากตัวคัมภีร์เข้าล้อมพวกวิญญาณที่อยู่ที่นี่ทุกตน  ผีสาวพยายามที่จะใช้กำลังฝ่าออกไปแต่ก็ไม่เป็นผล  ทุกครั้งที่เธอสัมผัสกับอักขระจากคัมภีร์  เธอก็ถูกไฟแผดเผาจนต้องกรีดร้องออกมา


            ข้างนอกคฤหาสน์  ทีมงานที่กำลังพักผ่อนด้านนอกรถตู้ต้องสะดุ้ง  เมื่อได้ยินเสียงหญิงสาวกรีดร้องออกมาจากในคฤหาสน์  ต่างคนต่างลุกขึ้นแล้วเข้าไปกระจุกรวมตัวกันในรถตู้ทันที


            ภายในคฤหาสน์  เหล่าวิญญาณที่ถูกห้อมล้อมด้วยอักขระต่างกระจุกตัวกันเพื่อไม่ให้ตนเองไปโดนอักขระจากคัมภีร์เข้า


            “เปลวเทียน  ดับได้แม้ไส้เทียนยังมีอยู่  เพราะต้องลมฉันใด (ว.อย่างไร, อย่างใด, เช่นใด  ส. อย่างใด, เช่นใด)  ชีวิตคน  ก็ดับได้แม้ยังไม่ถึงวัยอันควร  ด้วยแรงกรรมฉันนั้น” ไป่ฉีกล่าวคำพูดที่ทำให้คัมภีร์ของไท่ซื่อคงทำงาน  คัมภีร์นี้จะสวดส่งวิญญาณที่ยังติดอยู่ใน โลภะ โทสะ  โมหะ ให้พ้นจากการจองจำในสถานที่ต่าง ๆ และเดินทางไปยังปรโลกเพื่อรับการพิพากษาจากพญายมราช


            “ไม่  ฉันอยากจะทรมานพวกมัน  ทำไมถึงต้องขัดขวางฉัน” ผีสาวกล่าวจบก็กลายเป็นดวงแสงจมหายไปในพื้น  พร้อมกับดวงวิญญาณดวงอื่น ๆ  ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาสงบเงียบ


            “จัดการทุกอย่างเรียบร้อย  ต่อไปก็ได้เวลาสร้างผีปลอมสินะ หึหึ  รายการถ่ายทอดสดแบบนี้  คงจะเรตติงสูงน่าดูถ้าหากว่ามีผีออกมาให้เห็นเป็นตัวเป็นตน” ไป่ฉียกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์  เขาเก็บคัมภีร์ของไท่ซื่อคง  ก่อนจะเริ่มใช้อักขระลมปราณเพื่อสร้างค่ายกลภาพหลอน  รวมถึงการลวงสัมผัสของคุณคิวเอาไว้ และกลไกต่าง ๆ ทั้งประตูหน้าต่าง  ให้ปิดล็อกขังทุกคนไว้ภายใน  จนกว่าจะผ่านภาระกิจทั้งหมด  เขาสนุกกับการเขียนค่ายกลคฤหาสน์ผีสิงนี้อย่างสนุกสนาน


            ด้านนอก  คุณคิวตื่นขึ้นมามองคฤหาสน์  เขาสัมผัสได้ถึงวังวนของพลังบางอย่างที่รวมตัวกันอยู่เหนือคฤหาสน์  แม้จะมองไม่เห็น  แต่ก็สัมผัสได้


            “พลังของพวกวิญญาณรุนแรงมาก  จะให้พวกเขายกกองดีรึเปล่านะ  ถ้าเข้าไปอาจจะมีคนตายได้” คุณคิวคิด

    ___________________________

    ศูนย์อบรม LSAป้าจาง : อ้าว ซีโม่ เธอมาที่ฝ่ายธุรการบ่อยจังนะซีโม่ : มาหาปี่เซียนน่ะครับป้าจาง : อะไรเนี่ย คุณฉีฟง ทำไมไม่ทำงานเอง ใช้เด็กในสังกัดได้ยังไงกันซีโม่ : พอดีผมมีเรื่องจะคุยกับปี่เซียนน่ะครับป้าจาง : งั้นเหรอปี่เซียนยกกาแฟขึ้นจิบ ส่วนซีโม่ก็กำลังยกขวดน้ำขึ้นดื่มป้าจาง : เธอไม่ลองชวนปี่เซียนไปกินไอติมล่ะพรูด ทั้งปี่เซียนกับซีโม่ต่างพ่นเครื่องดื่มที่เพิ่งดื่มเข้าไปป้าจาง : เป็นอะไรกันน่ะซีโม่ : ทำไมต้องไปกินไอติมละครับปี่เซียน : นั่นสิคะ ป้าจางป้าจาง : ก็นะ เห็นพวกเธอเครียดกัน ของหวานน่ะคลายเครียดได้นะปี่เซียน : กินมากน้ำหนักขึ้นนะคะป้าจาง : โอ๊ย ถ้าขึ้นเลข 3 หาผัวยังไม่ได้ก็ไม่ต้องห่วงสวยนักหรอก (ฉันขึ้นเลข 7 แล้วยังไม่แคร์เลย)ปี่เซียน : แต่หนูยังอายุไม่ถึงนะคะป้าจาง : ตามใจละกันปี่เซียนกับซีโม่กำลังดื่มกาแฟกับน้ำอีกครั้งป้าจาง : นี่ ๆ ปี่เซียน เธอดูฉลาด ฉันอยากรู้ว่าเวลาดูดตรงนั้นของผู้ชาย รสชาติมันเป็นยังไงเหรอพรูด ปี่เซียนพ่นกาแฟใสหน้าป้าจางปี่เซียน : ขอโทษค่ะป้าจาง เรื่องนี้ฉัน =///=ซีโม่ : 0///0ป้าจางหรี่ตามองปี่เซียนพร้อมกับยกยิ้มขึ้นป้าจาง : เห็นโก๊ะ ๆ แบบนี้ร้ายนะเรา มันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าจะพูดต่อหน้าซีโม่ใช่ไหม ไว้ป้าจะมาหาใหม่ ถึงตอนนั้นเล่าให้ฟังด้วยนะ ^^หลังป้าจางจากไป ซีโม่กับปี่เซียนต่างมองหน้ากัน ภาพค่ำคืนอันแสนร้อนแรงก็ปรากฎขึ้นในหัว ทำให้พวกเขาต่างก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย
    +ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ+

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน