ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 36 คลื่นความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึงในเมืองอวี้หยาง

            บทที่36

            คลื่นความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึงในเมืองอวี้หยาง

            วันที่สิบสอง หลังจากหยุนโม่ย่างก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตน

            ในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองอวี้หยางพอสมควร อากาศยามเช้าสดใสสายลมเย็นพลิ้วผ่านยอดไม้ในป่าใหญ่ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบมีเพียงเสียงนกป่าร้องเบา ๆ เป็นระยะ

            หยุนโม่กำลังนั่งอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่เบื้องหน้าปากถ้ำ

            แผ่นหลังตั้งตรงสายตาคมปลาบทอดมองทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างไร้อารมณ์

            นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคาะลงบนเข่าช้าๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังครุ่นคิด

            “เป็นอย่างไรบ้าง?”

            เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นเฉียบ 

            ในทันใดนั้นร่างโปร่งใสของโฮโลแกรมปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา

            มันมีรูปลักษณ์เป็นก้อนขนกลม ๆสีขาวนุ่มนิ่ม ดวงตากลมโตและมีหูเล็ก ๆ ปีกเล็กๆอยู่ด้านหลัง ดูน่ารักตัดกับบรรยากาศโดยรอบอย่างชัดเจน

            โนวาปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะประจำตัวของหยุนโม่

            “กำลังดำเนินการอย่างราบรื่นขอรับนายท่าน”

            เสียงของมันใสกระจ่างทว่าราบเรียบไร้อารมณ์ “รากวิญญาณที่ได้มาจำนวนมาก สามารถนำมาใช้ผลิตเครื่องกำเนิดปราณวิญญาณเพิ่มเติมได้อีกหลายชุด”

            หยุนโม่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามต่อ

            “แล้วร่างของพยัคฆ์เกราะทมิฬเล่า?”

            น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่ในแววตากลับแฝงความคาดหวังจาง ๆเขาอยากรู้ว่าวัตถุดิบอันล้ำค่าจากสัตว์อสูรระดับสามนี้ จะสามารถนำมาสร้างสิ่งประดิษฐ์ใดได้บ้าง

            โนวาไม่ปล่อยให้รอนานมันตอบกลับทันที

            “ร่างของพยัคฆ์เกราะทมิฬรวมถึงซากสัตว์อสูรที่นำกลับมาทั้งหมด สามารถใช้สร้างชุดเกราะรบได้หนึ่งชุดและยังมีวัสดุเพียงพอสำหรับการสร้างอาวุธเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง”

            “ดีมาก” หยุนโม่พยักหน้ารับอย่างพอใจ ก่อนถามต่อทันที

            “แล้วชุดเกราะรบล่ะ?จะแล้วเสร็จเมื่อไร”

            “ในขณะนี้หน่วยผลิตกำลังดำเนินการตามแผน นายท่าน” โนวารายงานอย่างแม่นยำ

            “คาดว่าจะใช้เวลาอีกสิบวันในการสร้างต้นแบบชุดเกราะรบรุ่นทดสอบให้แล้วเสร็จ”

            “สิบวัน…”

            หยุนโม่หลุบตาคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมรับ

            “ไม่ถือว่านานเกินไป”

            เขาพลิกข้อมือเล็กน้อยก่อนทอดสายตามองไกลออกไปทางเมืองอวี้หยาง

            แววตาเรียบเฉียบแต่ซ่อนประกายเย็นเยียบที่คล้ายกำลังคาดการณ์อนาคตข้างหน้า

            “ช่วงนี้…คงต้องงดเข้าเมืองอวี้หยางไปก่อน”

            เขากล่าวเสียงต่ำคล้ายพึมพำกับตัวเอง แต่คำพูดนั้นชัดเจนทุกถ้อยคำ

            “ต่อจากนี้…ในเมืองคงเกิดเรื่องใหญ่ตามมาแน่นอน”

            ชายหนุ่มเอนตัวพิงกับโขดหินอย่างผ่อนคลายแต่แววตายังคงเยียบเย็น

            เขารู้ดีว่า คนของ กลุ่มหมาล่าเนื้อตายไปมากขนาดนั้น

            และรองหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนระดับแนวหน้าของเมืองอวี้หยางก็สิ้นชีวิตไปด้วยน้ำมือเขา

            ไม่มีทางที่เมืองอวี้หยาง...จะสงบได้อีกไม่นานต้องมีคนรู้ข่าว แล้วก็จะเกิดเรื่องใหญ่ตามมา

            …

            เมืองอวี้หยาง

            กำแพงเมืองสร้างจากหินเขียวที่ขุดมาจากภูเขาใกล้เคียงแม้จะไม่สูงตระหง่านหรือแข็งแกร่งดั่งเมืองหลวงแต่ก็พอเพียงสำหรับป้องกันสัตว์อสูรและผู้บุกรุกระดับต่ำได้บ้างประตูเมืองทำจากไม้โอ๊คโบราณสีเข้มที่มีรอยขูดขีดจากกงเล็บของสัตว์อสูรเป็นหลักฐานแห่งยุคสมัย

            ภายในเมืองถนนหลักปูด้วยศิลาแบนสีเทาอ่อนคดเคี้ยวผ่านตลาดและเขตที่พักอาศัย บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้หลังคากระเบื้องโบราณที่มีคราบตะไคร่จับเล็กน้อยแสดงถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้นมา อาคารบางหลังยังมีป้ายผ้าสีหม่นแขวนอยู่ด้านหน้าบ่งบอกถึงร้านโอสถ โรงตีเหล็ก หรือหอการค้าเงามายา

            ในเขตตะวันตกของเมืองเป็นที่ตั้งของกลุ่มผู้ฝึกตนใหญ่

            กลุ่มกลีบบุปผา

            เรือนที่พักและศาลาของพวกเขาไม่โอ่อ่าแต่แข็งแกร่งและเรียบง่าย หลังคาปกคลุมด้วยแผ่นกระเบื้องหยกหม่นป้ายประจำกลุ่มถูกแขวนไว้หน้าทางเข้าอย่างสง่างาม แสดงถึงอำนาจของกลุ่ม 

            ภายในห้องโถงกลางของกลุ่มกลีบบุปผา

            ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่โอ่อ่าเกินจำเป็น ฝาผนังไม้สีเข้มเรียงต่อกันอย่างแน่นหนาเสาหลักทำจากไม้เนื้อแข็งที่ผ่านการขัดมันจนเนื้อไม้เรียบลื่นเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะและเก้าอี้ไม้ท่อนใหญ่แทบไม่มีสิ่งประดับตกแต่งที่หรูหรา มีเพียงม่านผ้าแพรสีอ่อนที่พาดอยู่ข้างหน้าต่างช่วยเพิ่มความพลิ้วไหวให้บรรยากาศเท่านั้น

            แม้จะไม่ใหญ่โตนักแต่บรรยากาศภายในกลับอบอวลด้วยกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆและกลิ่นชาจากกาน้ำชาที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ ลมเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดไว้ดึงม่านให้พลิ้วไหวเบา ๆ

            บรรยากาศสงบนิ่ง ทว่าภายในความสงบนี้กลับคล้ายเก็บซ่อนบางสิ่งที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

            ชายวัยสามสิบปีผู้หนึ่งยืนเด่นอยู่กลางห้อง

            เขาสวมอาภรณ์จีนโบราณสีดำสนิทขอบเสื้อปักลายก้อนเมฆด้วยด้ายสีเงิน ด้านในสวมเสื้อชั้นในสีขาวสะอาดเข็มขัดผ้ารัดแน่นที่เอว แขนเสื้อกว้างปลิวเล็กน้อยตามแรงลม เขามีใบหน้าคมเข้มคิ้วหนา จมูกโด่ง ตาดำขลับวาวโรจน์คล้ายเปลวเพลิงขณะกล่าวถ้อยคำด้วยความเดือดดาล

            ผมดำยาวรวบเป็นมวยต่ำผูกด้วยเชือกไหมสีแดงเข้ม เสริมให้ภาพลักษณ์ดูเด็ดขาดและมั่นคงยิ่งนัก

            “หัวหน้า!!นี่ต้องเป็นแผนของตระกูลหลี่อย่างแน่นอน!”

            เขาตะโกนเสียงดังลั่นบรรยากาศในห้องที่สงบนิ่งพลันสั่นไหวตามน้ำเสียงนั้น

            “แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรต่อขอรับ?หัวหน้ากลับมาได้เช่นนี้พวกกลุ่มหมาล่าเนื้ออีกไม่นานต้องรู้สึกผิดปกติแน่!”

            น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวเร่งเร้าให้ตัดสินใจในยามที่สถานการณ์เต็มไปด้วยเงาแห่งความคลุมเครือและอันตราย

            ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น

            หมิงเยว่หลานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ท่อนใหญ่กลับไร้ซึ่งความเร่งรีบ

            นางเอนตัวพิงพนักอย่างสง่างามมือเรียวยกถ้วยชาเคลือบเงาขึ้นจิบเบา ๆ

            ปลายนิ้วเรียวขาวสะอาดขยับอย่างอ่อนช้อยดวงตาคู่งามหลุบต่ำ ขณะที่ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยเพียงเสียงเบา

            “อืม~”

            เพียงถ้อยคำรับขานสั้น ๆ อย่างขอไปทีราวกับสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวมานั้น มิได้สำคัญถึงขั้นทำให้นางต้องเร่งรีบตอบสนอง

            หมิงเยว่หลานทอดสายตามองไปยังชายวัยกลางคนเบื้องหน้าดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง

            ชายผู้นั้นมีนามว่า อู๋กวน หนึ่งในผู้ที่ร่วมก่อตั้งกลุ่มกลีบบุปผา เคียงบ่าเคียงไหล่กับนางมาตั้งแต่แรกเริ่ม

            เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นสิบซึ่งก็คือขอบเขตสูงสุดในระดับนั้น สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักของกลุ่ม

            อู๋กวนขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าหมิงเยว่หลานนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยคำใด

            “หัวหน้า...เป็นอันใดงั้นหรือขอรับ?”

            เสียงของเขายังคงมั่นคง

            หมิงเยว่หลานยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างอ้อยอิ่งช้าๆราวไม่มีเรื่องใดเร่งรีบ

            หลังกลืนรสชาขมกลมลงคอแล้วนางจึงเอ่ยเสียงเรียบ

            “ข้าคิดว่า...ในกลุ่มของพวกเรายังคงมีคนทรยศอยู่อีก”

            คำพูดเรียบง่ายนั้นกลับทำให้บรรยากาศทั้งห้องโถงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงียบงัน

            ราวกับลมหายใจของทุกสิ่งถูกดูดกลืนไปในพริบตาเดียว

            ใบหน้าอู๋กวนแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที

            เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าวร่างแผ่พลังปราณกดดันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเร่งเร้า

            “เรื่องนี้...ข้าจัดการเองขอรับ!”

            น้ำเสียงของเขาหนักแน่นเต็มไปด้วยความตั้งใจ

            ทว่าหมิงเยว่หลานกลับส่ายศีรษะเบา ๆ

            “ไม่ต้องหรอก”

            อู๋กวนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจทันที

            “เหตุใดเล่าขอรับหัวหน้า!” เขาเอ่ยอย่างเดือดดาล “ในกลุ่มของพวกเรายังเหลือคนทรยศอยู่ก็จำเป็นจะต้องกำจัดทิ้ง... หรืออย่าบอกข้าเลยว่าท่านจะปล่อยพวกมันเอาไว้เช่นนั้นโดยไม่ลงโทษ!”

            ดวงตาของหมิงเยว่หลานยังคงสงบนิ่ง

            “มิใช่เช่นนั้น...”

            น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งสายลมปลายเหมันต์

            แต่ก่อนที่อู๋กวนจะทันได้เอ่ยต่อ

            ทันใดนั้น 

            ฉัวะ!

            กระบี่สีขาวเล่มหนึ่งแทงทะลุจากด้านหลังเข้าสู่กลางแผ่นหลังของอู๋กวนพุ่งทะลุหน้าอกจนปลายกระบี่โผล่ออกมาจากอกของเขา เลือดสดไหลทะลักในพริบตา

    คล้ายกับเรื่องระบบ AI พิชิตแดนเซียน ที่คุณอ่าน