บทที่ 25 เทศกาลโคมไฟ
เมื่อหันไปมองเขานางก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก ชายผู้นี้มือหนึ่งตบหลังนาง อีกมือหนึ่งกลับคีบผักอยู่ ท่าทางสง่างามราวกับกำลังทำสิ่งที่วิเศษที่สุดในโลก สีหน้ายังคงเ็าไม่มีความห่วงใยแม้แต่น้อย
ลู่จือฉิงหยุดไอแล้ว ชิวหลินรุ่ยช่างเป็เครื่องทำลายจินตนาการ ไม่เหมือนที่เขียนไว้ในนิยายเลยสักนิด ลู่จือฉิงหยิบชามกระเบื้องบนโต๊ะขึ้นมาทานอาหารต่อด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
ตลอดมื้อกลางวันไม่มีใครพูดอะไรเลย เซี่ยมู่เงยหน้าขึ้นมองไปที่ลู่จือฉิง แล้วก็มองไปที่ชิวหลินรุ่ย ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าไม่พูดอะไรดีกว่า สองคนนี้ในตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ควรไปยุ่ง
เมื่อเยว่ชูหลิงมาที่สวนสั่วเสวี่ยอีกครั้งกลับพบว่าไม่มีใครอยู่เลย
ลู่จือฉิงก็ไม่อยู่แล้ว
นางรีบไปถามข้ารับใช้ที่อยู่แถวนั้นจึงได้รู้ว่าลู่จือฉิงย้ายออกไปแล้ว เมื่อสองวันก่อน ท่านอ๋องรุ่ยสั่งให้ย้ายข้าวของทั้งหมดของนางไปที่สวนฮวาเหยียน
เยว่ชูหลิงจะไม่รู้จักสวนฮวาเหยียนได้อย่างไร นั่นคือสถานที่ที่อยู่ใกล้ หอเทียนอีของชิวหลินรุ่ยที่สุด เกือบจะติดกันอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่ามีใครได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ถึงขนาดได้อยู่ที่สวนฮวาเหยียน แม้แต่ท่านพี่ของนางมาก็ไม่ได้ ตอนนี้ชิวหลินรุ่ยเป็อะไรไป ถึงได้พาสตรีที่ลักพาตัวมาจากข้างนอกมาอยู่ที่สวนฮวาเหยียน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนเป็ตัวเขาเลย
เยว่ชูหลิงยังคงรีบวิ่งไปที่สวนฮวาเหยียน ตลอดทางก็ไม่มีใครขัดขวาง เยว่ชูหลิงเห็นลู่จือฉิงกำลังวาดภาพอยู่ที่หน้าต่าง
เยว่ชูหลิงรู้สึกชื่นชมอีกครั้ง พี่ลู่จือฉิงเก่งมาก ไม่เพียงแต่หน้าตาดีเท่านั้นแต่ยังวาดรูปได้อีกด้วย ไม่รู้ว่าเป็ภาพวาดเช่นไรกัน
เยว่ชูหลิงแอบย่องเข้าไปข้างหลังลู่จือฉิง แล้วชะโงกหน้าไปดูตาแทบจะหลุดออกมานี่มันอะไรกัน?!
จะว่าภาพทิวทัศน์ก็ไม่เชิง ภาพคนก็ไม่เหมือนมันถูกแบ่งเป็ช่อง ๆ ดูเหมือนจะมีเนื้อเื่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็เื่อะไร
ขณะที่นางกำลังสงสัย ลู่จือฉิงก็หันหลังกลับมา “อ้าวชูหลิง เ้านี่เอง ข้ากำลังจะไปหาเ้าพอดี”
เยว่ชูหลิงชี้ไปที่ภาพนั้นอย่างข้องใจ “พี่ลู่ นี่คือสิ่งใดหรือ?…”
ลู่จือฉิงมองแวบหนึ่งก่อนจะยิ้ม “นี่เรียกว่ามังงะ”
“มังงะ?” เยว่ชูหลิงยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ มังงะคือสิ่งใด? โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่ามังงะด้วยหรือ?
ลู่จือฉิงโบกมือ “อย่าไปใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย เ้ามีเื่อะไรหรือ?”
เยว่ชูหลิงเมื่อได้รับการเตือนสติก็นึกขึ้นได้ รีบพูดว่า “จริงสิ คืนนี้มีเทศกาลโคมไฟ พี่ลู่ไปเที่ยวด้วยกันหรือไม่?”
เทศกาลโคมไฟ? ลู่จือฉิงถาม “วันนี้ไม่ใช่วันหยุดนี่ แล้วเหตุใดถึงมีเทศกาลโคมไฟ?”
ก่อนหน้านี้นางเคยอ่านเจอในนิยาย ว่าทุกครั้งที่มีเทศกาลอย่างเทศกาลหยวนเซียว เทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือเทศกาลชีซี ประชาชนจะปล่อยโคมลอยและโคมน้ำเพื่อขอพร
และใน่เวลานี้เหล่าหญิงสาวจะได้พบกับชายในฝัน ชายหนุ่มจะได้พบกับหญิงสาวในดวงใจ แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่วันเทศกาลนิ เยว่ชูหลิงเข้าใจผิดหรือไม่
เยว่ชูหลิงโบกมือปฏิเสธ “ใครบอกกัน ในเมืองหลวงมีงานโคมไฟทุกเดือน วันนี้คึกคักที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนจะใช้โอกาสนี้ดึงดูดลูกค้า”
อ๋อ ที่แท้ก็เป็กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย ดูเหมือนพ่อค้าสมัยโบราณก็มีหัวคิดทางเศรษฐกิจเหมือนกันนะ ลู่จือฉิงพยักหน้าอย่างชื่นชม
“แล้วท่านจะไปหรือไม่ไปกันแน่?” เยว่ชูหลิงไม่ยอมแพ้
“พี่หญิงเยว่ชูหลิง เทศกาลโคมไฟคืออะไรหรือ?” เซี่ยมู่ไม่รู้ว่าวิ่งออกมาั้แ่เมื่อไหร่ พอได้ยินเื่เทศกาลโคมไฟตาก็เป็ประกายวิบวับ
เยว่ชูหลิงชอบเซี่ยมู่น้อยที่ฉลาดเฉลียวคนนี้ที่สุด พอเห็นเขาก็ดีใจจนทิ้งลู่จือฉิงวิ่งเข้าไปกอดเขา “หนูน้อยที่น่ารัก เทศกาลโคมไฟน่ะ มีของเล่น มีของสวย ๆ มีของกินอร่อย ๆ เยอะแยะเลยละ”
เยว่ชูหลิงใช้ทุกวิธีเพื่อล่อลวงเซี่ยมู่น้อยให้ไปงานเทศกาลโคมไฟ เซี่ยมู่น้อยก็ตกหลุมพรางจริง ๆ มีของเล่นเยอะ มีของสวย ๆ เยอะ มีของกินอร่อย ๆ เยอะ เขาจะพลาดได้อย่างไร
เด็กน้อยรีบวิ่งมาข้างลู่จือฉิง ดึงแขนเสื้อลู่จือฉิงอย่างน้อยใจ “ท่านแม่ ท่านแม่ พาข้าไปเทศกาลโคมไฟเถอะนะ”
ดวงตากลมโตคู่นั้นเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา ประกอบกับใบหน้าเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ ทำเอาใจละลายยวบ อยากเอาทั้งโลกมาวางตรงหน้าเขา ขอเพียงเขายิ้มออกมาจากใจจริง ๆ
แต่ลู่จือฉิงไม่หลงกลนี้ นางเลี้ยงเขามากี่ปีแล้วไม่รู้จักนิสัยเขาได้อย่างไร นางรีบดึงแขนเสื้อตัวเองกลับมา “พอเลย ๆ ไม่ต้องมาทำเช่นนี้นะ”
เยว่ชูหลิงก็ช่วยสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ “พี่ลู่ ท่านดูสิ เซี่ยมู่น้อยน่าสงสารเพียงใด เฮ้อ ตอนที่เขาอยู่ที่หมู่บ้านต้าซู่ เขาต้องไม่เคยเห็นโคมไฟริมแม่น้ำมากมายขนาดนั้น ดอกไม้ไฟมากมายขนาดนั้นแน่…”
ลู่จือฉิงเหลือบมองนางเพียงปราดเดียว นางจึงรีบเงียบปากไป แต่เซี่ยมู่กลับยิ่งยืนกราน “ท่านแม่ ท่านพาข้าไปด้วยเถิดข้าก็อยากเห็นเทศกาลโคมไฟ…”
ลู่จือฉิงมองเขาอีกครั้งทำนองว่าเ้ากล้าพูดอีกสิ เซี่ยมู่น้อยก็รีบเงียบปากทันที มองนางด้วยสายตาน่าสงสารรอเพียงนางพูดเท่านั้น
จริง ๆ แล้วลู่จือฉิงก็ไม่ได้ใจร้ายอะไร “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพาเ้าไปดูหรอก อย่างแรกเลยข้าเห็นในโทรทัศน์หมดแล้ว อย่างที่สองเ้าลองดูชิวหลินรุ่ยคนนั้นสิ เขาจะปล่อยให้พวกเราออกไปได้หรือ มืดแปดด้านขนาดนี้ เขาไม่กลัวพวกเราหนีหรอกหรือ”
เยว่ชูหลิงไม่ได้จับประเด็นสำคัญ “เห็นในโทรทัศน์แล้วหรือ?”
เซี่ยมู่รีบอธิบายอย่างรวดเร็วที่สุด “ข้ารู้จักโทรทัศน์ มองเห็นอะไรได้ทุกอย่างจากตรงนั้น เฮ้อ ท่านแม่ของข้าพูดเช่นนี้ตลอดอย่าไปสนใจเลย”
จากนั้นก็หันไปหาลู่จือฉิงอย่างรวดเร็ว “ถ้าชิวหลินรุ่ยยินยอม ท่านจะพาข้าไปใช่หรือไม่?”
ลู่จือฉิงยังไม่ทันตอบก็รู้สึกถึงเงาดำที่หน้าประตู ทั้งสามหันหน้าไปพร้อมกันก็เห็นชิวหลินรุ่ยพอดี
วันนี้ชิวหลินรุ่ยสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินปักลายัสีเงิน เอวคาดหยกขาวเนื้อละเอียด ดูเหมือนบุรุษในโลกมายาที่งดงามอย่างแท้จริง
ลู่จือฉิงเห็นเขามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังอดตะลึงไม่ได้ ชายหนุ่มหน้าตาดีนี่ต้องค่อย ๆ ชื่นชมจริง ๆ ขอเพียงไม่มองสีหน้าของชิวหลินรุ่ย เขาก็เป็ชายหนุ่มที่รูปงามที่สุดคนหนึ่งแล้ว
ก้อนน้ำแข็งเดินไปที่โต๊ะแล้วนั่งลงโดยไม่ทักทายใครสักคำ ลู่จือฉิงคิดอีกทีที่นี่เป็บ้านของเขาจริง ๆ นางแค่อาศัยอยู่ชั่วคราว ไม่สินางถูกลักพาตัวมาต่างหาก
คนหน้านิ่งหยิบถ้วยชาจากโต๊ะ ค่อย ๆ รินชาให้ตัวเองดื่มเองคนเดียว ไม่สนใจคนอื่น แต่ทำให้คนอื่นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
ยังเป็เซี่ยมู่ที่มีความกล้าเดินไปข้างหน้าเขา “ท่านพี่รุ่ย”
ลู่จือฉิงเกือบสำลักน้ำลาย เซี่ยมู่ คนคนนี้อายุพอจะเป็พ่อเ้าได้แล้ว เ้ายังเรียกเขาว่าพี่ เ้าคิดอะไรอยู่?
แต่เซี่ยมู่ไม่สนใจกลับเรียกอีกครั้งอย่างหวานซึ้ง “ท่านพี่รุ่ย”
ลู่จือฉิงสังเกตเห็นว่ามือของชิวหลินรุ่ยที่กำลังยื่นชาให้นั้นชะงักไปชั่วขณะ แล้วพูดช้า ๆ ว่า “เหตุใดถึงเรียกข้าว่าพี่ล่ะ?”
ลู่จือฉิงอดชื่นชมไม่ได้ บุรุษผู้นี้มีความสามารถในการพูดประโยคคำถามให้กลายเป็ประโยคบอกเล่า เสียงของเซี่ยมู่ยิ่งหวานซึ้ง ฟังแล้วลู่จือฉิงรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เขาจึงพูดว่า “ก็เพราะท่านดูอ่อนกว่าวัยนี่นา เหมือนพี่ชายของข้าเลย”
เซี่ยมู่พูดจาฟังดูไพเราะ แต่กำปั้นของลู่จือฉิงเริ่มคันเกือบจะควบคุมพลังอันยิ่งใหญ่ในร่างกายตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาทำตัวน่ารักจริง ๆ แต่ดันลากนางเข้าไปด้วย นางจะให้กำเนิดพี่ชายที่แก่เพียงนี้ได้เยี่ยงไร คนคนนี้อายุมากกว่านางอีกนะ หรือว่านางจะคลอดลูกั้แ่ยังไม่เกิดกันแน่!
เซี่ยมู่มองไปที่ชิวหลินรุ่ย ดวงตายังคงเปล่งประกายระยิบระยับไม่หยุด ชิวหลินรุ่ยค่อย ๆ จิบชาแล้วพูดว่า “แล้วอย่างไรต่อ?”
ชิวหลินรุ่ยไม่ได้ปฏิเสธนั่นแสดงว่ายอมรับแล้ว คนที่ช่วยเหลือโดยไม่มีเหตุผล ย่อม้าบางสิ่งตอบแทน ชิวหลินรุ่ยผู้ที่ครองตำแหน่งสูงในการเมืองมาหลายปี ก็เป็คนที่เข้าใจกลเม็ดเหล่านี้ ลู่จือฉิงรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก
เซี่ยมู่พูดอย่างระมัดระวังว่า “ข้าอยากไปดูงานเทศกาลโคมไฟ…”
ลู่จือฉิงเกือบจะเหล่ตาใส่เขา ไฉนหมาป่าถึงต้องมาแกล้งทำเป็แกะด้วย ต่อให้แกล้งอย่างไรก็ไม่เหมือนอยู่ดี ชิวหลินรุ่ยไม่มีทางยอมแน่ ๆ ในเมื่อพวกเราถูกเขาลักพาตัวมา ในเมื่อเป็การลักพาตัว แน่นอนว่า...
“ก็ได้”
อะไรนะ?!
ลู่จือฉิงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ชิวหลินรุ่ยเพิ่งพูดอะไรออกไป เขาพูดว่าอะไรนะ?
“ก็ได้” ชิวหลินรุ่ยเหมือนจะรู้ว่าบางคนไม่ได้ยิน จึงพูดซ้ำอีกครั้ง “เ้าไปงานเทศกาลโคมไฟได้”
เซี่ยมู่ลุกขึ้นยืนตรงทันทีกลับสู่ธาตุแท้ของตัวเอง ยิ้มเย้ยหยันใส่ลู่จือฉิงอย่างชั่วร้าย ใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าที่บอกว่า พอเขาลงมือต้องได้ไปเป็แน่!
ลู่จือฉิงถูกรอยยิ้มอันชั่วร้ายนั้นทำให้รู้สึกขนลุก!
ไม่รู้ว่าเด็กน้อยวัยกระเตาะเช่นนี้ไปเรียนรู้สีหน้าแบบนั้นมาจากที่ใด ลู่จือฉิงครุ่นคิดแล้วรู้สึกว่าอาจจะมาจากมังงะหนุ่มหล่อของนางเองก็ได้