ต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 วิญญาณคู่ตื่นรู้ บทที่ 33 รางวัลอันยิ่งใหญ่

       

            ภายในภูเขาไฟเงียบกริบราวกับป่าช้า

            เมื่อหมอกควันสลายหายไปจั๋วอวิ๋นเซียน ถังจิ่ว และเสี่ยวเนี่ยนกระโดดออกมาจากซากปรักหักพัง

            “เอ๊ะ! เจ้า...สัตว์ประหลาดตัวนั้นตายแล้วหรือ?” 

            ถังจิ่วมองรอบด้านอย่างตกตะลึงเขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าปีศาจอัคคีทั้งน่ากลัวและดูแข็งแกร่งมากแต่มันกลับถูกพวกเขาที่เป็นเด็กน้อยสามคนสังหารตายแล้ว! มันไร้สาระเกินไปหรือไม่?

            เสี่ยวเนี่ยนสงบใจลงเล็กน้อยจากนั้นรีบเอ่ยถาม “พี่อวิ๋นเสี่ยวมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหมือนท่านจะรู้แต่แรกแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้? หรือว่าปีศาจอัคคีตนนั้นจะเป็นภาพลวงตา?” 

            “ปีศาจอัคคีมิใช่ภาพลวงตา แต่เป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบ” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนจัดเสื้อผ้าพลางส่ายศีรษะแล้วกล่าวออกมาว่า “ในเมื่อเป็นบททดสอบก็ต้องมีทางออกแน่...บางครั้งขอแค่เจ้ากล้าทุ่มสุดชีวิตเส้นทางที่เหมือนเป็นทางตัน อาจจะเป็นทางรอดก็ได้” 

            “ทำไมเล่า?” 

            ถังจิ่วเผยใบหน้ามึนงงต่อให้เป็นบททดสอบ แค่ผู้บำเพ็ญเซียนตัวเล็กๆอย่างพวกเขาสามคนจะสามารถสะกดเทพปีศาจในตำนานได้หรือ? ตอนนี้หากมีคนกล้ายืนขึ้นมาบอกว่าอวิ๋นเสี่ยวเซียนมิใช่บุตรของมิติมายาสุญญตาถังจิ่วรับประกันเลยว่าจะตีคนผู้นั้นให้ตาย!

            จั๋วอวิ๋นเซียนก้มลงจับลาวาที่แข็งตัวแต่ยังคงร้อนอยู่ “เวลานั้นไร้เยื่อใยที่สุด กาลเวลาต้องล่วงเลยผ่านไปถึงแม้ผนึกที่นี่กำลังอ่อนแอลง ทว่าเทพปีศาจที่ถูกสะกดเอาไว้ก็อ่อนแอลงเช่นกันดังนั้นขอเพียงพวกเขามีความกล้ามากพอ ไม่กลัวที่จะสละชีพก็สามารถรอดชีวิตจากสถานการณ์สิ้นหวังนี้ได้” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนเว้นจังหวะพูดเขาลุกขึ้นแหงนหน้ามองท้องฟ้า “ที่จริงแล้วที่นี่ไม่ได้ทดสอบพลังแต่เป็นสติปัญญาและความกล้า รวมถึงการเตรียมใจเพื่อเสียสละ” 

            “……”

            ถังจิ่วยิ้มแห้งอย่างพูดไม่ออกเขาไม่รู้แล้วว่าจะอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างไรทำไมกันทั้งที่เป็นมนุษย์เหมือนกันอีกทั้งก็เกิดในชาติตระกูลที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาแต่ทำไมถึงรู้สึกว่าสติปัญญาแตกต่างกันมากเพียงนี้?

            “ข้ากำลังคิดว่าอวิ๋นเสี่ยวเซียน เจ้าเคยเข้ามาแค่ครั้งเดียวถึงกับมองเห็นหลายสิ่งมากมายขนาดนี้ เจ้า...คงไม่ใช่ปีศาจแปลงกายมากระมัง!”

            เมื่อได้ยินคำกล่าวหาของถังจิ่วเสี่ยวเนี่ยนจึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “พี่จิ่วท่านพูดจาไร้สาระอีกแล้ว พี่อวิ๋นเสี่ยวจะเป็นปีศาจไปได้อย่างไร!”

            บนแผ่นดินเซียนฉยงภูตผีปีศาจแข็งแกร่งมากจริงๆ พวกมันถูกมองเป็นตัวแทนของสิ่งชั่วร้ายดังนั้นหากคำพูดของถังจิ่วมีคนอื่นมาได้ยินเข้า อาจจะเข้าใจว่าเป็นการดูถูก

            “หึหึ แค่ล้อเล่นน่ะ!”

            “ล้อเล่นแบบนี้ไม่ขำเลยสักนิด” 

            “เช่นนั้นพวกเราคุยเรื่องตลกกันดีหรือไม่?” 

            ถังจิ่วเข้าไปใกล้เสี่ยวเนี่ยนอย่างหน้าด้านแต่นางมองกลับมาด้วยสายตาดูถูก ทั้งสองคนจึงเริ่มโต้เถียงกัน

            จั๋วอวิ๋นเซียนไม่ได้สนใจพวกเขาสองคนในใจกลับครุ่นคิด ทุกอย่างในภูเขาไฟลูกนี้เป็นภาพมายาจริงหรือ? หรือว่าเคยมีอยู่จริงๆ?

            ถ้าเป็นเพียงภาพมายาก็คงไม่มีอะไรให้พูดมาก

            ทว่าหากเคยมีอยู่จริงเช่นนั้นหมายความว่า ตอนนั้นเคยมีผู้ที่ยอมสละชีพเพื่อผนึกปีศาจอัคคีตนนี้...และนี่น่าจะเป็นสาเหตุการมีอยู่ของซากโบราณภูเขาไฟ

            ……

            ผ่านไปไม่นานมีลำแสงส่องลงมาจากฟ้าในที่สุดทั้งสามคนก็ผ่านบททดสอบของซากโบราณสถาน

            หลังจากซากโบราณสถานฟื้นฟูแล้วนี่ถือเป็นการท้าทายที่สำเร็จครั้งแรกของจั๋วอวิ๋นเซียน เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบมองไปยังถุงเก็บของของตัวเองครั้งนี้ถึงกับได้รางวัลหนึ่งพันเหรียญมายากับสมบัติวิเศษหลายชนิดในคราวเดียว 

            ถ้าเขาจำไม่ผิดละก็เมื่อก่อนตอนที่ผ่านบททดสอบซากโบราณสถานได้รางวัลเพียงร้อยเหรียญมายาเท่านั้น อีกทั้งสมบัติวิเศษยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ 

            “ถังจิ่ว รางวัลหลังซากโบราณสถานฟื้นฟูแล้ว ทำไมถึงได้เยอะเช่นนี้เล่า?” 

            เมื่อได้ยินคำถามของจั๋วอวิ๋นเซียนถังจิ่วเริ่มนับรางวัลพร้อมกล่าวด้วยความยินดี “แน่นอนอยู่แล้วพวกเราเพิ่งเคยผ่านด่านเป็นครั้งแรก!”

            “ผ่านด่านครั้งแรกหรือ? หมายความว่าอย่างไร?” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนรู้สึกว่าตัวเองเหมือนพลาดข้อมูลสำคัญไป

            ถังจิ่วมองจั๋วอวิ๋นเซียนอย่างประหลาดใจ “เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รู้หรือ? เจ้าไม่เห็นข่าวที่หอเหนือฟ้าประกาศหรือ?” 

            “ข่าวอะไรหรือ?” 

            ช่วงนี้จั๋วอวิ๋นเซียนยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญจึงไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น

            เสี่ยวเนี่ยนกล่าวอธิบายว่า “จากข่าวที่หอเหนือฟ้าประกาศออกมา หลังจากซากโบราณสถานฟื้นฟูแล้วรางวัลทั้งหมดจะถูกเริ่มนับใหม่อีกทั้งผู้ท้าทายหรือกลุ่มผ่านด่านสำเร็จเป็นกลุ่มแรก จะได้รับรางวัลเป็นเท่าตัว” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนตกตะลึง “มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ?” 

            “ใช่แล้ว! มิเช่นนั้นจะมีคนมาล้อมที่นี่มากมายได้อย่างไรเล่า?” 

            ถังจิ่วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจพลางกล่าวว่า “เพียงแต่เรื่องดีเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้ มิเช่นนั้นพวกพี่หญิงหลิงคงไม่วิ่งไปทั่วเพื่อหาคนมาช่วยหรอก” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนเกิดความคิดดีๆขึ้นมาจึงถามออกไป “ถังจิ่วซากโบราณสถานอย่างภูเขาไฟที่หลังจากฟื้นฟูแล้วยังไม่มีใครท้าทายสำเร็จยังมีอีกหรือไม่?” 

            “มีสิ ยังมีอีกไม่น้อยเลย...” 

            ถังจิ่วยกมือขึ้นนับ “จากที่ข้ารู้มาตอนนี้ซากโบราณสถานระดับต่ำที่ถูกพิชิตแล้วมีเพียงสามสิบเจ็ดแห่งซากโบราณสถานระดับกลางยังไม่มีเลยสักแห่ง” 

            “ดีมาก พวกเราไปท้าทายกันต่อเถอะ” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันทีเขารู้สึกค่อนข้างตื่นเต้นเพราะเขาอยากแลกสมบัติที่สามารถรักษาแขนขาดให้กับบิดาได้จึงต้องการเหรียญมายาจำนวนมากและการท้าทายซากโบราณสถานนับว่าเป็นวิธีการที่ไม่เลวเลย

            “กระตือรือร้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”

            ถังจิ่วมึนงงอวิ๋นเสี่ยวเซียนในความทรงจำของเขาเป็นคนที่สงบนิ่งราวกับผิวน้ำไม่เคยกระตือรือร้นเช่นนี้มาก่อน

            จั๋วอวิ๋นเซียนมองอีกฝ่ายอย่างเฉยชา “แล้วเจ้าจะไปหรือไม่?” 

            “ไปสิ! ไปแน่นอน ข้าต้องสนับสนุนสหายเต็มที่อยู่แล้ว!”

            ถังจิ่วตบอกอย่างหน้าไม่อายแสดงท่าทีองอาจผึ่งผาย

            เสี่ยวเนี่ยนอยากจะตามพวกเขาสองคนไปด้วยแต่นางเป็นคนหน้าบางจึงไม่กล้าเอ่ยปาก

            จั๋วอวิ๋นเซียนเหลือบมองถังจิ่วเล็กน้อยจากนั้นหันไปกล่าวกับเสี่ยวเนี่ยนว่า “เสี่ยวเนี่ยนไปกับพวกเราเถอะซากโบราณสถานอื่นๆ หลังจากฟื้นฟูแล้วข้าก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรมีคนมาช่วยเพิ่มก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน” 

            “ข้าไม่มีปัญหา...ขอบคุณมาก!”

            เสี่ยวเนี่ยนพยักหน้าตอบรับโดยไม่ต้องคิดในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง นางรู้ว่าตนเองมีพลังต่ำต้อย ไม่สามารถช่วยอะไรได้จั๋วอวิ๋นเซียนเพียงแค่กังวลว่านางจะอึดอัด ถึงได้จงใจกล่าวเช่นนี้ออกมา

            “ขอบคุณสหาย!”

            ถังจิ่วตบบ่าจั๋วอวิ๋นเซียนเป็นการกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกเขาก็เข้าใจดี จั๋วอวิ๋นเซียนคงเห็นแก่หน้าเขาถึงได้พาเสี่ยวเนี่ยนไปด้วยสำหรับจั๋วอวิ๋นเซียนแล้วอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่บุญคุณครั้งนี้เขา...ถังจิ่วจะจดจำเอาไว้ในใจตลอดไป

            จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ไม่ต้องขอบคุณข้า ข้าเห็นแก่หน้าเสี่ยวเนี่ยนถึงพาเจ้าไปด้วย” 

            “อุ๊บ!”

            เสี่ยวเนี่ยนทนไม่ไหวหัวเราะออกมาถังจิ่วยืนแข็งทื่ออยู่กับที่และยังคงค้างอยู่ในท่าตบไหล่

            “ได้ พวกเราออกไปก่อนค่อยว่ากัน” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวจากนั้นเดินไปทางออก

            ……

            ด้านนอกซากโบราณสถานภูเขาไฟหลังจากปีศาจอัคคีถูกสะกด ลาวาที่น่ากลัวจึงค่อยๆ มอดดับ

            เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ผู้คนรอบด้านล้วนตกอยู่ในความโกลาหล

            “ทุกคนรีบดูเร็ว ภูเขาไฟดับแล้ว!”

            “อะไรนะ? แปลว่ามีคนผ่านด่านแล้วหรือ!”

            “เป็นฝีมือใครกันแน่?” 

            “ตรวจสอบเร็วเข้า!”

            ……

            ในเสียงพูดคุยนั้นมีสายตาของขั้วอำนาจไม่น้อยที่ล้อมตรงทางเข้าซากโบราณสถานเอาไว้ 

            ส่วนคนอื่นๆกำลังรอคอย พวกเขาอยากเห็นว่าใครกันแน่ที่ท้าทายได้สำเร็จ

            ……