[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 127 หนูค้นหาสมบัติอีกตัว ดินแดนเซียนโบราณช่างเต็มไปด้วยโชควาสนาเสียจริง

            พริบตาเดียว เวลาสามวันก็ล่วงผ่านไปแล้ว

            เบื้องลึกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ คลื่นมหึมาของเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรพลันปรากฏขึ้น หมอกเซียนลอยอ้อยอิ่งกลางเวหา หลากหลายอาวุธเวทวิจิตรตระการตาพุ่งทะยานผ่านฟากฟ้า ยอดอัจฉริยะแต่ละคนล้วนขี่พาหนะที่ต่างกันออกไป

            บางตนเป็นสัตว์ประหลาดลักษณะคล้ายโค ทั่วกายปกคลุมไปด้วยเกล็ดแวววาว บ้างก็เป็นนกพญาอินทรีย์ที่มีสายฟ้ารายล้อม ขยับปีกโผบินมาจากแดนไกล เรือบินและเรือรบขนาดใหญ่ลอยลำอยู่ในอากาศ เบื้องบนเต็มไปด้วยศิษย์จากนิกายต่างๆ

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากทั่วดินแดนอนันต์สวรรค์ ต่างมาชุมนุมพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งนี้

            “เหล่ารุ่นเยาว์เมื่อก้าวเข้าสู่ที่แห่งนั้นแล้ว ความเป็นความตายก็สุดแล้วแต่โชคชะตา ภายในดินแดนนั้น แม้แต่ชนพื้นเมืองผู้อาวุโสสูงสุดก็จะมิยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว นอกเหนือจากนี้ก็มิได้มีข้อบังคับใดๆ ทุกคนล้วนต้องพึ่งพาอาศัยฝีมือของตนเองเพื่อไขว่คว้าวาสนา”

            เสียงกึกก้องของผู้อาวุโสผู้หนึ่งดังลั่นกลางอากาศ พลางทอดสายตามองลงมาที่เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเบื้องล่าง

            ในขณะนั้น ทุกคนต่างจับจ้องไปยังรอยแยกอันมโหฬารที่อยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความยินดี

            ภายในนั้น พอจะมองเห็นทิวทัศน์ของขุนเขาเซียนอันเก่าแก่ ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ภูเขาลูกแล้วลูกเล่าตั้งตระหง่าน สง่างามยิ่งใหญ่ บางลูกเป็นสีเขียวปนน้ำตาล บ้างกลับเปล่งแสงสีสันหลากหลายราวกับสายรุ้งชวนให้ผู้คนเกรงขาม

            ที่ห่างไกลออกไปยิ่งกว่านั้น ยังสามารถมองเห็นแสงเซียนลอยวนสลับสับเปลี่ยน สัญลักษณ์แห่งวิถีแห่งมรรคาส่องประกายเรืองรอง เส้นสายแห่งกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินร้อยรัดสลับไปมา

            นี่คือดินแดนเซียนอันล้ำค่าที่หาได้เพียงหนึ่งครั้งในรอบล้านปี!

            เหล่าผู้อาวุโสจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างทยอยกันปรากฏตัวบนฟากฟ้า

            เคียงข้างพวกเขา มีผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์ปักลวดลายภูผานทีและสุริยันจันทรา อีกผู้หนึ่งสวมมงกุฎหยกม่วงราวกับจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจในอดีต บ้างเป็นผู้อาวุโสที่สวมใส่อาภรณ์คลุมลายเมฆ มือถือไม้ปัดฝุ่น บ้างก็เป็นสตรีผู้สง่างามในอาภรณ์คลุมลวดลายวิจิตร

            บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นยอดยุทธ์ผู้แข็งแกร่งจากบรรดานิกายและตระกูลใหญ่จากแต่ละฟากฟ้า มาประจำการที่ทางเข้าแห่งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ชนพื้นเมืองแห่งดินแดนเซียนโบราณหลุดออกมายังโลกภายนอก

            “การคาดการณ์ของตระกูลซือคงนั้นมิมีผิดพลาด ครานี้วาสนาแห่งเซียนย่อมต้องปรากฏขึ้น ณ ที่แห่งนี้เป็นแน่”

            บุรุษวัยกลางคนผู้สวมอาภรณ์ปักลวดลายภูผานทีและสุริยันจันทรา เอ่ยพลางทอดสายตามองไปยังรอยแยกมหึมาที่กลุ่มหมอกเซียนอันหนาแน่นลอยคละคลุ้ง

            สตรีในอาภรณ์คลุมลายเมฆผู้สง่างามแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจพลางกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เคล็ดวิชาเทพพยากรณ์สวรรค์แห่งตระกูลซือคงของข้าขึ้นชื่อว่าสามารถคำนวณได้ทุกสรรพสิ่ง เห็นความเป็นความตาย ทำลายกฎหยินหยาง การล่วงรู้วาสนาแห่งเซียนนี้นับเป็นเรื่องง่ายดายเสียเหลือเกิน”

            “การทดสอบครานี้ช่างคลาคล่ำไปด้วยเหล่าผู้คน ทั้งยังมีข่าวการปรากฏตัวของผู้สืบทอดวิชามาร ทุกคนจงระวังตัวไว้ให้ดี…”

            “อย่าได้เผลอพลาดพลั้งกลายเป็นเหยื่อของพวกมันเข้า”

            ระหว่างที่พวกเขากล่าวจบ ผู้นำของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากแต่ละนิกายและขุมกำลังอำนาจต่างก็ปรากฏตัวขึ้นกลางเวหา สายรุ้งแสงศักดิ์สิทธิ์พาดผ่านท้องนภาเป็นสาย

            เผิงเฟย ผู้สืบทอดแห่งตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีเรือนกายดุจทองคำหลอมละลาย เปล่งประกายเจิดจรัส

            เย่หลางเทียน ผู้เป็นทายาทแห่งตระกูลเย่โบราณ ผู้เปี่ยมไปด้วยบารมีราวกับจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาล ทั่วกายล้อมรอบด้วยเหล่าปวงเทพ หวังอู๋ซวง ผู้สืบทอดตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง ผู้ลึกลับเกินหยั่งถึง และผู้สืบทอดจากเขตต้องห้ามสระวิญญาณอมตะ…

            เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้สูงศักดิ์แต่ละคนล้วนแล้วแต่แผ่กลิ่นอายอันเกรียงไกร ประหนึ่งสุริยันส่องแสงกลางหมู่เมฆ แสงศักดิ์สิทธิ์แฝงเร้นบนร่างกาย สายโลหิตแห่งอักขระเทพแฝงอยู่ในกระดูกโดยกำเนิด

            สายตาคมกล้าของพวกเขากวาดมองไปยังฝูงชนเบื้องล่างดั่งกระบี่คมกริบที่ฉีกทึ้งท้องนภาให้สะท้านสะเทือน เสียงคำรามดังกึกก้องประหนึ่งเหล็กกล้ากระทบกันจนประกายไฟแตกกระจาย

            ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทั่วไปที่เห็นภาพเช่นนี้ ต่างก็สะท้านสะเทือนถึงจิตวิญญาณ

            การทดสอบในดินแดนเซียนโบราณครานี้ เปิดขึ้นเพื่อเหล่าคนรุ่นเยาว์โดยเฉพาะ สำหรับผู้อื่นแล้ว เพียงถือโอกาสมาแสวงหาผลประโยชน์จากโชควาสนาอันเล็กน้อยเท่านั้น

            ทว่าเมื่อเข้าไปภายใน หากประจันหน้ากับเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์เหล่านี้ ย่อมมิมีทางรับมือกับพวกเขาได้เลย

            ฟิ้ว!

            ฟิ้ว!

            ฟิ้ว!

            ร่างแสงศักดิ์สิทธิ์นับมิถ้วนพุ่งทะยานมาจากภูผาอีกฟากของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เหล่าผู้สืบทอดในอาภรณ์ขนนกวิจิตรตระการตามากมายต่างขี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายวิหคเพลิงตนแล้วตนเล่า

            ผู้ที่นำหน้าอยู่คือชื่อหลิง ทายาทแห่งตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีรูปโฉมอ่อนเยาว์ งามสะอาดผุดผ่องราวหิมะ ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย็นชาและความหยิ่งทะนง

            เบื้องหลังของนางคือเหล่าผู้ติดตามมากมาย

            และหนึ่งในนั้นมีเย่หลิง ผู้ปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริง แฝงกายปะปนอยู่ด้วย

            สายตาของเย่หลิงกวาดมองเกาะเทพและขุนเขาเซียนอันศักดิ์สิทธิ์รอบกาย พลางทอดถอนใจ

            สิ่งนี้คือความยิ่งใหญ่ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ สถานที่เช่นนี้ไยจะเทียบเคียงได้กับนิกายอื่นๆ ที่เขาได้เคยพบเห็น

            ตลอดทางที่ผ่านมา แม้จะเสี่ยงอันตรายอยู่บ้าง ทว่าก็ยังนับว่าปลอดภัยดี มิมีผู้ใดพบพิรุธในตัวเขา
    ทำให้เย่หลิงรู้สึกเบาใจอยู่มิน้อย

            “ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ช่างสมกับเป็นมหาอำนาจแห่งดินแดนอนันต์สวรรค์เสียจริง เพียงแค่เผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของรากฐาน ก็ยากที่ข้าจะคาดเดาได้ถึงขอบเขตที่แท้จริงของมัน”

            เย่หลิงจ้องมองไปยังรอยแยกแห่งมิติที่อยู่มิไกล ความรู้สึกตื่นเต้นแล่นพล่านอยู่ในใจเขา เพราะตามคำกล่าวเล่าของผู้อาวุโสกุย ภายในดินแดนแห่งนั้นมีวาสนาที่มหาเทพวัฏสงสารได้ทิ้งเอาไว้เพื่อเขา

            หากเขาสามารถช่วงชิงวาสนานี้มาได้ มิเพียงแต่จะช่วยพัฒนาระดับพลังบำเพ็ญเพียร ทว่ายังอาจลบล้างข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้สืบทอดวิชามารได้โดยง่ายดายยิ่งขึ้น

            ขณะนั้นเอง ทางทิศตะวันออกพลันปรากฏรังสีแห่งเทพสายแล้วสายเล่าพาดผ่านท้องนภาประหนึ่งสายรุ้งอันศักดิ์สิทธิ์ ฝูงชนที่แผ่กลิ่นอายอันเกรียงไกรกำลังมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้

            เบื้องหน้าฝูงชนคือเงาร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ผู้มีรูปโฉมงามสง่าราวกับสวรรค์สร้าง ร่างสูงโปร่งดั่งหยกชั้นดี อีกขนนกประดับมงกุฎ สวมอาภรณ์คลุมขาวปลายกว้าง ดูสงบเยือกเย็น และแฝงไว้ซึ่งความสูงส่งเหนือโลกหล้าอันยากจะหยั่งถึง

            เหล่าผู้ติดตามมากมายล้วนแต่สง่าผ่าเผย เต็มไปด้วยความองอาจมั่นคง บารมีแผ่ซ่านออกมาดุจทะเลคลั่ง โลหิตพลุ่งพล่านราวกับแสงสุริยันที่สาดส่อง ร่างกายของพวกเขาถูกห่อหุ้มด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์

            “กู้ฉางเกอ…”

            นัยน์ตาของเย่หลิงหดแคบลงเล็กน้อย ความเกลียดชังและความโกรธแค้นพลันวาบผ่านดวงตา ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม

            แม้เขาจะมิเคยพบหน้ากู้ฉางเกอมาก่อน ทว่าในยามนี้ เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้คือผู้ต้องสงสัยในฐานะผู้สืบทอดวิชามารที่ป้ายความผิดทั้งหมดให้กับเขา

            ทว่าเย่หลิงมิใช่คนเขลา ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งไร้ความผิดปกติใดๆ เพราะเขารู้ดีว่าขณะนี้ มิอาจปล่อยให้กู้ฉางเกอจับพิรุธได้โดยเด็ดขาด

            ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับร่างเงาที่เขาเคยพบในค่ำคืนแห่งหายนะนั้น ความคล้ายคลึงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นในใจเขา ทำให้กำปั้นของเย่หลิงกำแน่นโดยมิรู้ตัว

            ทว่าทันใดนั้น เขาก็เห็นชื่อหลิงเดินไปทางกู้ฉางเกอพร้อมด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม

            ใบหน้าของเย่หลิงพลันแข็งทื่อ ราวกับมิอยากจะเชื่อในสายตาตนเอง

            “ศิษย์มรรคาฉางเกอ การเดินทางไปยังดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้ หวังว่าท่านจะช่วยดูแลข้าด้วย”

            ชื่อหลิงกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ใบหน้างามเย็นชาฉายแววอ่อนโยนเล็กน้อย นางประสานมือทำความเคารพต่อกู้ฉางเกอ

            บนยอดเขาสูงแห่งหนึ่ง กู้ฉางเกอยืนอย่างสงบนิ่งอยู่บนที่แห่งนั้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มอันล้ำลึก “คุณหนูชื่อหลิงช่างเกรงใจนัก”

            เบื้องหลังของเขายังมีเหล่าผู้ติดตามจำนวนมากยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทั้งศิษย์สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์และยอดฝีมือคนอื่นๆ ดังเช่น อิ่นเหมย จินโจ้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพลังอยู่ในระดับจอมราชันทั้งสิ้น พวกเขาพร้อมรับคำสั่งจากกู้ฉางเกอแต่เพียงผู้เดียว

            สายตาของกู้ฉางเกอกวาดผ่านกลุ่มผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังชื่อหลิง จนกระทั่งหยุดลงที่บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าเนียนขาวสง่างาม นัยน์ตาเขาฉายแววเยือกเย็น แต่แล้วรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากกลับเผยให้เห็นถึงความหมายอันล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง

            เขาย่อมรู้ดีว่าเย่หลิงแอบแฝงตัวอยู่ในกลุ่มนี้

            แม้เย่หลิงจะมีวิชาเร้นกายอันแปลกประหลาด ด้วยใช้พลังแห่งวัฏสงสารปิดบังต้นกำเนิดอันแท้จริงได้อย่างแนบเนียน ทว่าในสายตาของกู้ฉางเกอแล้วนั้น มิมีสิ่งใดที่จะสามารถปิดบังเขาได้

            ด้วยเพียงแค่ใช้ระบบตรวจสอบ เขาก็เห็นตัวเลขแต้มวาสนา อันแสนโดดเด่นราวกับแสงสว่างส่องผ่านเงามืด เย่หลิงนั้นแผ่พลังโชคชะตาถึง 5,000 แต้ม ซึ่งสิ่งนี้ทำให้กู้ฉางเกอแทบจะอดใจมิไหว

            อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งมิเปลี่ยนแปลง ราวกับมิสนใจหรือมิเคยสังเกตเห็นเย่หลิงเลยแม้แต่น้อย

            หากเย่หลิงมิโง่เง่าจนเกินไป เวลานี้เขาน่าจะเดาได้แล้วว่าผู้ใดเป็นผู้ที่โยนเคราะห์ร้ายนี้ให้กับเขา

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอพลันแค่นหัวเราะเยาะในใจ เขามิคิดกังวลแม้แต่น้อย ต่อให้เย่หลิงจะรู้ว่าเป็นฝีมือของเขาแล้วจะทำอันใดได้เล่า

            จะเปิดโปงเขาหรือ ช่างน่าหัวร่อเสียจริง

            ในสายตาของกู้ฉางเกอ เย่หลิงหาใช่ภัยคุกคามไม่ หากมิใช่เพราะว่าเย่หลิงยังมีประโยชน์อยู่ เขาคงเข่นฆ่าสังหารชายผู้นี้ไปเสียนานแล้ว

            ที่สำคัญนั้น ครั้งนี้กู้ฉางเกอกำลังรอให้เย่หลิงแสดงบทบาทอันคู่ควรในฐานะผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตซึ่งเขาตั้งตารอคอย

            ย้อนกลับไปครั้งที่อยู่ในโลกเบื้องล่าง ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนก่อนทำหน้าที่เป็นหนูนำทางค้นหาสมบัติให้เขา จนกระทั่งค้นพบขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่ห้วงลึกของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน

            ครั้งนี้ กู้ฉางเกอก็เตรียมการไว้แล้วเช่นกัน

            ถึงคราวที่เย่หลิงจะนำพาเขาไปพบกับสมบัติอันล้ำค่าของดินแดนเซียนโบราณบ้างแล้ว

             “หรือว่ากู้ฉางเกอจะสังเกตเห็นข้าเข้าแล้ว”

            ในชั่วขณะที่กู้ฉางเกอกวาดสายตาผ่านมา หัวใจของเย่หลิงก็พลันเต้นสะท้านไปครู่หนึ่ง ความกังวลแล่นริ้วขึ้นในใจ เขากลัวว่ากู้ฉางเกอจะจับพิรุธได้

            ทว่ากู้ฉางเกอเพียงแค่เหลือบมองดูเขาแวบหนึ่ง ราวกับมิใส่ใจแม้แต่น้อย

            “ยังดีที่ก่อนหน้านี้ข้าได้กำชับชื่อหลิงว่ามิให้เปิดเผยการมีอยู่ของข้าไปแล้ว มิเช่นนั้นครานี้คงได้พบเจออันตรายถึงชีวิต ราวกับย่ำเดินบนคมมีดอย่างแท้จริง...”

            เย่หลิงกัดฟันแน่น ในใจโกรธแค้นกู้ฉางเกอจนแทบอยากจะฉีกกระชากร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ

            แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชื่อหลิงที่กำลังสนทนากับกู้ฉางเกออย่างออกรสออกชาติ ความมิสบายใจแล่นพล่านขึ้นมาในอก

            “ดูท่า ข้าต้องเตือนชื่อหลิงให้ระวังตัวเอาไว้ อย่าได้ถูกกู้ฉางเกอล่อลวงเอาได้ เพราะที่แท้เขานี่แหละคือผู้สืบทอดวิชามารอันแสนอันตรายตัวจริง!”

            สายตาของเย่หลิงค่อยๆ กวาดไปทั่วบริเวณ และทันใดนั้นก็หยุดลงที่สตรีผู้หนึ่ง

            สตรีในอาภรณ์แดงสดผู้งดงามอ่อนหวาน ใบหน้านั้นแลดูซูบซีดและเต็มไปด้วยความอาดูรอยู่บ้าง เนื่องด้วยเห็นได้ชัดเจนว่ายังมิอาจคลายความโศกเศร้าจากการสูญเสียไปได้

            “ดูเหมือนการตายของไป๋เลี่ย จะเป็นราวกับบาดแผลลึกที่ฝากเอาไว้ในใจของอิ่นเหมย... นางคงมิรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของกู้ฉางเกอ ข้าต้องหาโอกาสกล่าวความจริงให้นางรับรู้เสียแล้ว”

            ใจของเย่หลิงเกิดความห่วงหามิวาย สำหรับหญิงงามเช่นอิ่นเหมย เขามิอาจละเลยได้โดยง่าย

            ว่ากันว่าคืนที่ไป๋เลี่ยถูกสังหารจนสิ้นชีพนั้น เขาเพิ่งออกไปพบกับอิ่นเหมยมาก่อนหน้านั้นมินาน

            บางทีอิ่นเหมยอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับเขาได้

            เย่หลิงนึกถึงคำกล่าวที่เคยพลั้งปากไปว่าจะดูแลพี่สะใภ้ให้ดีหากไป๋เลี่ยมิอยู่ และยามนี้คำกล่าวนั้นก็กลับกลายเป็นจริงขึ้นมาอย่างน่าขัน

            ตูม!

            ทันใดนั้น บริเวณรอยแยกของห้วงมิติพลันเกิดเสียงดังสนั่นกึกก้อง แสงสีรุ้งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับจะทำลายกำแพงแห่งมิติลง อากาศปั่นป่วนด้วยพายุอันเกรี้ยวกราด คลื่นพลังอันรุนแรงแทบจะฉีกกายผู้คนออกเป็นชิ้นๆ

            “ดินแดนเซียนโบราณได้เปิดขึ้นแล้ว!”

            เสียงของผู้อาวุโสผู้หนึ่งดังลั่นก้องกังวาน สะท้อนไปทั่วทุกสารทิศ

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรมากมายต่างจ้องมองไปที่รอยแยกแห่งนั้น ดวงตาฉายแววความโลภและความคาดหวัง

            เบื้องหลังรอยแยกนั้น มีภูผาโบราณนับมิถ้วนตั้งตระหง่านต่อเนื่องไปไกลสุดลูกหูลูกตา บ้างเป็นสีเขียวหม่น บ้างเปล่งประกายห้าสีสัน พร้อมด้วยพลังแห่งเซียนที่แผ่ซ่านออกมาจากยอดเขาเหล่านั้น

            สายตาของเย่หลิงอดมิได้ที่จะสั่นไหวไปมา ภาพที่เห็นช่างอลังการเหนือจินตนาการ

            ทว่าในขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งของท้องนภา ยังมีแสงสีรุ้งตัดผ่านออกมาราวกับจะฉีกผืนนภาให้ขาดสะบั้น

            สตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามสายลม ดวงตาคู่งามเย็นชาและลึกล้ำเผยให้เห็นรัศมีแห่งความสูงศักดิ์เกินเอื้อมถึง

            นางคือเยวี่ยหมิงคง ผู้สืบทอดแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน

            นางปรายตามองกู้ฉางเกออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เบือนหน้ากลับมา นำพาผู้คนจากราชสำนักเซียนเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณ

            ในใจของนางแม้จะรู้ดีว่าการอยู่เคียงข้างกู้ฉางเกอนั้นจะปลอดภัยยิ่งกว่า ทว่าในสถานที่เช่นนี้ การที่มียอดฝีมืออย่างเขาอยู่ใกล้ก็กลับมิใช่เรื่องดีเสมอไป

            หากต้องแย่งชิงวาสนาครั้งใหญ่กับเขา นางรู้ดีว่าตนคงมิมีทางสู้เขาได้แน่ ความคิดเช่นนี้ทำให้นางข่มความขุ่นข้องไว้อยู่ในใจ

            กู้ฉางเกอเหลือบมองไปยังเยวี่ยหมิงคงจากที่อันไกลโพ้น พลางเผยยิ้มบางเบาให้แก่นาง

            ทว่าเยวี่ยหมิงคงกลับสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง พร้อมกับส่งเสียงเย็นชาในลำคอ เสมือนมิได้สนใจเขาแม้แต่น้อย

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ที่จับสังเกตถึงท่าทีอันเล็กน้อยระหว่างทั้งสอง ต่างแอบรู้สึกตื่นตัวและระแวดระวังขึ้นในใจ

            แม้ว่าในโลกภายนอกพวกเขาจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทว่าเมื่อเข้าไปในดินแดนเซียนโบราณแล้ว ก็มิมีผู้ใดจะสนใจเรื่องพวกนี้อีก

            สำหรับคนอื่นๆ เพียงแค่กู้ฉางเกอคนเดียวก็ทำให้พวกเขารู้สึกหนักใจจนแทบจะหมดหนทางรับมือ ยิ่งหากเขาร่วมมือกับเยวี่ยหมิงคงเข้าอีก เห็นทีพวกเขาคงต้องผนึกกำลังกันแล้ว มิฉะนั้นก็คงมิอาจจะรอดพ้นจากหายนะไปได้

            "มิร่วมทางกับข้าก็ดี เมื่อถึงเวลา จะได้ปล่อยโอกาสเหล่านั้นให้แก่นางไปบ้าง"

            กู้ฉางเกอยิ้มบางๆ อย่างมิยี่หระ ราวกับอ่านใจของเยวี่ยหมิงคงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ที่นางหลบเลี่ยงมิยอมร่วมทางกับเขา ก็เพียงเพราะกลัวว่าจะถูกแย่งชิงโชควาสนาไปก็เท่านั้น

            ทว่าเขากลับสนใจแต่เพียงจิตวิญญาณแห่งเซียน และโชควาสนาที่เกี่ยวข้องกับเย่หลิงเท่านั้น

            ท้ายที่สุดแล้ว มหาเทพแห่งวัฏสงสารนั้นเกี่ยวพันกับพลังแห่งวัฏสงสารและกฎแห่งกาลเวลา พลังเช่นนี้ ผู้ใดบ้างจะมิปรารถนาได้มาครอบครอง

            กู้ฉางเกอจึงแอบส่งเสียงสั่งการผ่านจิตไปยังอิ่นเหมยเพื่อกำชับนางบางเรื่อง

            สายตาที่เย่หลิงแอบมองอิ่นเหมยอย่างมิวางตาเมื่อครู่นั้น มิอาจรอดพ้นจากการจับสังเกตของกู้ฉางเกอไปได้ ดูท่าหากต้องการติดตามหาเบาะแสของเย่หลิง คงต้องอาศัยอิ่นเหมยเป็นสะพานเชื่อมเสียแล้ว

            เย่หลิงยังมิรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าอิ่นเหมยอยู่ในกำมือของเขามานานแล้ว

            จากนั้น สายตาของกู้ฉางเกอก็หันไปทางทิศตะวันออก ร่างเงาหนึ่งสะดุดสายตาเขาเข้าอย่างจัง

            หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางบรรยากาศอันเยียบเย็นรอบกาย นางมีใบหน้าอันงดงามประหนึ่งภาพวาด งามละมุนจนไร้ที่ติ หากแต่สีหน้ากลับเย็นชา แข็งกร้าวราวกับภูผาน้ำแข็งที่มิยอมให้ผู้ใดก้าวล่วงเข้าใกล้

            บนไหล่บอบบางของนางยังมีวิหคสีเพลิงตัวหนึ่งเกาะนิ่งอยู่ นั่นขับเน้นให้นางยิ่งดูเดียวดายยิ่งขึ้นไปอีก

            "กู้เซียนเอ๋อร์… แต้มวาสนาของนางเพิ่มขึ้นมิน้อยเลยทีเดียว ดูท่าวาสนาของนางจะซ่อนอยู่ในดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้เหมือนกัน..."

            กู้ฉางเกอมองนางแวบหนึ่ง พลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

            "ช่างเถิด ปล่อยนางไว้ก่อนแล้วกัน ยามนี้ไปเชือดเย่หลิงให้เรียบร้อยเสียก่อนค่อยว่ากันอีกที"

            หลังจากทอดสายตามองไปเพียงชั่วครู่ กู้ฉางเกอก็เบนสายตากลับมาดังเดิม 

            เขาเริ่มวางแผนสำหรับการเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณที่กำลังจะมาถึง หลังจากเข้าไปแล้วคงต้องแยกทางกับเหล่าศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ แม้เขาจะเป็นถึงผู้สืบทอด ทว่าก็หาใช่พี่เลี้ยงของพวกเขาไม่

            แต่ละคนล้วนมีโชควาสนาของตนเอง กู้ฉางเกอกวาดสายตามองแต้มวาสนาของพวกเขาผ่านๆ แล้วก็มิคิดจะใส่ใจอันใดนัก เพราะเป้าหมายใหญ่ของเขายังคงอยู่ที่เย่หลิง

            ส่วนโชควาสนาอื่นๆ นั้น เว้นแต่จะได้พบกับผู้ที่ครอบครองร่างพิเศษหรือสายโลหิตอันล้ำค่า เขาก็อาจจะหาทางวางแผนแย่งชิงมาครอบครองบ้าง ทว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดในดินแดนเซียนโบราณ ก็คือเหล่าหลุมศพและสุสานโบราณที่ซ่อนอยู่ภายใน

            หากเขาสามารถค้นพบซากศพเซียนที่ยังหลงเหลือแก่นพลังต้นกำเนิดอยู่ นั่นย่อมถือว่าคุ้มค่าอย่างมหาศาลเสียยิ่งกว่าการได้ครอบครองรากฐานของผู้ใดในยุคนี้เสียอีก

            ในระหว่างที่กู้ฉางเกอกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ ไกลออกไปนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ

            นางเหลือบมองไปยังกลุ่มศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ที่กู้ฉางเกอยืนอยู่ แล้วอดมิได้ที่จะรู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่เขานั้นได้มองมายังนาง

            ทว่าพอมองกลับไปอีกครั้ง ทุกอย่างก็กลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตา นางคงคิดไปเองเสียแล้ว

            "การมาเยือนดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ข้าจะได้ก้าวข้ามกู้ฉางเกออย่างสมศักดิ์ศรี" กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวกับตนเองในใจ

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างมิลดละ พลังบำเพ็ญเพียรของนางได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากเดิม คือความยินดีที่เคยมีนั้นกลับจางหายไป

            ที่สำคัญกว่านั้น กู้ฉางเกอเองก็ทำเหมือนว่านางมิมีตัวตนไปเสียอย่างนั้น

            นางจึงทำได้เพียงแต่มุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญเพียร ฝึกอยู่อย่างนั้นจนใจนิ่งสงบ ฝึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพื่อมิให้ตนเองถูกรบกวนจากเงาของกู้ฉางเกอ

            ตามคำกล่าวของอาจารย์ นางกำลังถูกกู้ฉางเกอทำให้จิตใจว้าวุ่น ซึ่งสำหรับกู้เซียนเอ๋อร์แล้ว นี่คือสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง

            ทว่าถึงอย่างนั้น ทุกๆ สองสามวัน นางก็ยังคงแอบมองออกไปยังภายนอกยอดเขาอย่างมิอาจห้ามใจได้…

            และทุกครั้ง ก็มีเพียงความผิดหวังที่รออยู่

            นอกจากเยวี่ยหมิงคงที่มาเยี่ยมเยียนนางอยู่มิกี่ครั้งแล้ว นางก็ยังมิเคยได้พบเห็นแม้แต่เงาของกู้ฉางเกอเลยสักนิด…

            มินานนัก เหล่าผู้กล้าจากหลากหลายสำนักต่างมุ่งหน้าสู่ประตูทางเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณ

            กู้เซียนเอ๋อร์เลือกที่จะมิร่วมกลุ่มกับผู้ใด นางชอบที่จะเดินทางเพียงลำพัง อีกทั้งเหตุผลสำคัญก็คือหากคนจำนวนน้อย ย่อมหลีกเลี่ยงการปะทะกับกู้ฉางเกอได้

            "เขามิสนใจข้า ข้าเองก็มิอยากจะสนใจเขาเช่นกัน!"

            กู้เซียนเอ๋อร์มั่นใจว่า ในดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้ นางสามารถปกป้องตนเองได้โดยมิจำเป็นจะต้องพึ่งพาศิษย์ร่วมสำนัก

            ฟึ่บ!

            ขณะนั้น กู้ฉางเกอนำพาเหล่าศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มุ่งหน้าผ่านช่องแยกนั้นไป

            เมื่อเห็นดังนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ก็มิรอช้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแสงสายรุ้ง พุ่งทะลุผ่านรอยแยกในมิติเข้าไปทันที

            ความรู้สึกมึนงงครอบคลุมร่างกาย นางรู้สึกเสมือนกำลังเดินทางผ่านกำแพงของโลกใบใหม่ สองข้างล้วนเป็นภาพที่ผันแปรไปมา ราวกับผ่านกาลเวลาอันแสนยาวนานและซับซ้อน

            สุดท้ายเมื่อถึงจุดหมาย นางก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงบนพื้นดิน

            ทัศนียภาพตรงหน้าทำให้นางตกตะลึง

            บึงน้ำเล็กๆ หลายแห่งมีหมอกเซียนปกคลุมหนาทึบ นั่นเป็นหมอกที่ควบแน่นจากพลังวิญญาณบริสุทธิ์จนกลายเป็นหยาดน้ำเหลวใส

            พลังวิญญาณในที่แห่งนี้เข้มข้นเสียจนเกือบจะกลายเป็นสายธาร ทว่ากลับไร้ซึ่งร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือแมลงพิษ สถานที่แห่งนี้เปรียบได้ดั่งดินแดนบริสุทธิ์ที่สงบเงียบ

            เบื้องหน้าของนางคือขุนเขาอันกว้างใหญ่ตระการตา ทอดไกลไปจนสุดลูกหูลูกตา

            หมอกเซียนล่องลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นอายแห่งพลังวิญญาณพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา ดุจมีเสียงมังกรคำรามก้องอยู่ในอากาศ อาณาบริเวณทั้งมวลสะท้อนภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์และเหนือธรรมดา

            ยิ่งไปกว่านั้น กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่ปกคลุมอยู่ ณ ที่แห่งนี้ กลับสมบูรณ์ยิ่งกว่าถ้ำสวรรค์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในแดนสวรรค์ เหมาะสมแก่การบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง

            กู้เซียนเอ๋อร์เผยรอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความยินดี

            "ดินแดนเซียนโบราณ... เป็นดั่งที่บันทึกโบราณกล่าวไว้ทุกประการ! ที่แห่งนี้ช่างเป็นดินแดนมหัศจรรย์นัก!"

            เมื่อคิดว่าสถานที่แห่งนี้อาจซุกซ่อนซึ่งสมบัติล้ำค่าและโชควาสนานับมิถ้วนเอาไว้ รอยยิ้มที่ริมฝีปากของนางก็ยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้น

            เจ้าวิหคแดงบนบ่าของนางถึงกับกลอกตาไปมาอย่างอดมิได้ มันคิดในใจอย่างเหนื่อยหน่ายว่า

            "โรคขี้ตระหนี่ของเจ้าหนูน้อยผู้นี้กำเริบอีกแล้ว ทำตัวประหนึ่งว่าเกิดมาพร้อมกับโชคชะตาของคนยากไร้ไปเสียได้!"

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน