พิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า

    บทที่ 25 มู่หรงเหวินซี

            บทที่ 25 มู่หรงเหวินซี


            ผืนแผ่นดินสีแดงฉานทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา จนมิอาจเห็นจุดสิ้นสุด ที่นี่คือบริเวณชายแดนของแดนมรณะ เฉินชิงหยวนกวาดตามองผ่าน ๆ ก็เห็นผู้คนนับพัน มาจากกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในดาวเป่ยฉางซิงหยู


            ไม่ไกลนัก มีหญิงสาวผู้หนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวสีอ่อน คาดเอวด้วยผ้าไหมประดับด้วยจี้หยก ผมของนางเป็นสีเหลืองอ่อน ดวงตางดงามดุจไพลินเปล่งประกายระยับ งดงามดั่งนางฟ้า


            นางมีนามว่ามู่หรงเหวินซี เมื่อร้อยปีก่อนเคยมีเรื่องกับเฉินชิงหยวน พูดให้ถูกคือ นางถูกเฉินชิงหยวนหลอก!


            ครั้งหนึ่งตอนสำรวจแดนลับ มู่หรงเหวินซีถูกเฉินชิงหยวนหลอกล่อจนทรัพยากรทั้งหมดถูกเฉินชิงหยวนยึดไป ภายหลัง! แม้มู่หรงเหวินซีจะโกรธแค้น แต่ก็ไม่ได้แก้แค้นเฉินชิงหยวน กลับยังมีความรู้สึกยกย่องอีกด้วย


            คนในตระกูลมู่หรงนับถือผู้แข็งแกร่ง มู่หรงเหวินซีได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก จึงสืบทอดเจตนารมณ์ของตระกูลโดยธรรมชาติ ในเมื่อเฉินชิงหยวนสามารถหลอกเอาทรัพยากรทั้งหมดไปได้ นั่นก็เป็นความสามารถของเขา ต้องโทษตัวเองที่ประมาทเลินเล่อเกินไป


            “ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?”


            บริเวณชายแดนของแดนมรณะกว้างใหญ่ไพศาล มู่หรงเหวินซีเหลือบมองผ่าน ๆ ก็เห็นเฉินชิงหยวนอยู่ไม่ไกล ในดวงตาปรากฏแววตื่นตระหนก พึมพำกับตัวเอง


            ผู้อาวุโสของตระกูลมู่หรงมองตามสายตาของนาง เขาไม่รู้จักเฉินชิงหยวน จึงเอ่ยถามว่า “ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นใคร?”


            “คนจากสำนักเต๋าเสวียนชิง แห่งดินแดนฝูหลิวซิง” มู่หรงเหวินซีใบหน้าขาวดั่งหยก ริมฝีปากแดงระเรื่อ ค่อย ๆ กล่าว “เมื่อร้อยปีก่อน ข้าเคยไปแดนลับแห่งหนึ่งในดินแดนฝูหลิวซิง และเป็นเพราะคนผู้นี้ที่ทำให้ข้ากลับมามือเปล่า” 


            “ที่แท้ก็เป็นคนผู้นี้ อัจฉริยะผู้โด่งดัง ได้ยินว่าเขาเข้าไปในแดนต้องห้ามเทียนหยวนเมื่อร้อยปีก่อน ไม่นานมานี้ก็รอดออกมาได้อย่างหวุดหวิดใช่หรือไม่?”


            พอพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็นึกออกในทันที รีบนึกถึงเรื่องเมื่อร้อยปีก่อน ตอนนั้นมู่หรงเหวินซียังเศร้าหมองอยู่


            ทางด้านของเฉินชิงหยวน เขาก็ไม่ได้ปิดบังร่องรอยของตนเอง ทั้งยังจงใจเปิดเผยต่อสายตาของทุกคน


            ยังไงก็ต้องเข้าไปในแดนมรณะอยู่ดี เฉินชิงหยวนอยากตามคนรู้จักไปด้วย เพราะหากทำเช่นนั้นก็จะช่วยลดปัญหาได้มาก เพียงแต่ เฉินชิงหยวนไม่แน่ใจว่าคนรู้จักจะยินดีช่วยเหลือหรือไม่


            “แม่นางมู่หรง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!” เฉินชิงหยวนควบคุมเรือบินลงจอดบนพื้น ลุกขึ้นยืนประสานมือทักทายมู่หรงเหวินซี ด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้ม


            มู่หรงเหวินซีเดินไปหาเฉินชิงหยวนสองสามก้าว สายตาของนางซับซ้อนขณะที่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง 


            “ไม่คิดว่าจะได้มาเจอคุณชายเฉินที่นี่ บังเอิญจริง ๆ เลยนะ!”


            “พวกเราคงมีบุญวาสนาต่อกัน” เฉินชิงหยวนกล่าวยิ้ม ๆ


            “ถึงจะเป็นบุญวาสนา ก็เป็นบุญวาสนาที่ชั่วร้าย” มู่หรงเหวินซีเหน็บแนมประโยคหนึ่ง


            “แม่นางมู่หรง เจ้านี่พูดจาค่อนข้างเสียดสีนะ!” เฉินชิงหยวนไม่ได้โกรธ ยังคงยิ้มแย้มสดใส


            “หึ!” มู่หรงเหวินซีลืมเรื่องที่ถูกเฉินชิงหวนหลอกในอดีตไม่ลง ยังคงจดจำมันไว้ 


            “ได้ยินว่าเจ้ารอดชีวิตมาได้อย่างไม่คาดคิด กลายเป็นคนพิการไปแล้ว แต่กลับไม่ยอมอยู่ในสำนักเสวียนชิงเฉย ๆ มาที่นี่ทำไมกัน?”


            “ช่วงก่อนหน้านี้ข้าได้พบผู้เยียวยา บังเอิญรักษาอาการบาดเจ็บจนหายแล้ว คงทำให้แม่นางผิดหวังน่าดู”  เฉินชิงหยวนกล่าว


            “ผู้เยียวยา?” ได้ยินดังนั้น ดวงตาของมู่หรงเหวินซีก็เปล่งประกาย ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “เจ้ารู้ว่าผู้เยียวยาอยู่ที่ไหน? ทั้งยังรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าจนหายด้วยหรือ?”


            “ใช่!” เฉินชิงหยวนพยักหน้า “ข้าเป็นคนที่น่ารักขนาดนี้ ต่อให้ผู้เยียวยาจะมีนิสัยประหลาดขนาดไหน ก็มิอาจทนเห็นข้ากลายเป็นคนพิการได้หรอก”


            ได้ฟังเช่นนั้น มู่หรงเหวินซีอยากจะตบเฉินชิงหยวนสักที แต่ในใจมีความคิดอย่างอื่น จึงต้องพูดตามน้ำเฉินชิงหยวนไปด้วยการเอ่ยชมเชยเขา “คุณชายเฉินหล่อเหลาไม่ธรรมดา ใครก็ไม่อาจเกลียดชังได้หรอก”


            เมื่อได้ยิน รอยยิ้มที่มุมปากของเฉินชิงหยวนก็แข็งค้างไป


            เรื่องผิดปกติย่อมมีเหตุ!


            นางถึงกับกล่าวว่าข้าหล่อเหลา ต้องมีแผนการร้ายแน่! แม้ว่าข้าจะหล่อเหลาจริง ๆ หลายคนก็รู้ แต่ถ้าคำพูดนี้มาจากปากของมู่หรงเหวินซี ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่


            “แม่นางมู่หรง เจ้า...มีเรื่องจะขอร้องข้าหรือไม่”


            เฉินชิงหยวนไม่อยากอ้อมค้อม จึงถามตรง ๆ 


            “ใช่” ในเมื่อพูดกันตรง ๆ แล้ว มู่หรงเหวินซีก็ไม่ปิดบัง สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยักหน้า 


            “พวกเรามาทำข้อตกลงกัน เจ้าบอกตำแหน่งที่แน่นอนของผู้เยียวยาให้ข้า ถือจะว่าสกุลมู่หรงติดค้างบุญคุณเจ้าไว้ หรือจะให้ของกำนัลมากมายแก่เจ้าก็ได้”


            ช่วงก่อนหน้านี้ ตระกูลมู่หรงส่งผู้อาวุโสไปสืบหาร่องรอยของผู้เยียวยาอยู่ตลอด แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้อะไรเลย ได้ยินว่าผู้เยียวยาอาจจะอยู่ที่เขตชีเฉินซิงใแดนอวิ้นไห่ซิง แต่ผลสุดท้ายก็เหมือนเดิม หาร่องรอยไม่พบแม้แต่เงา


            ตระกูลมู่หรงและกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ที่ลงทุนไปมากมาย ต่างพากันตามหาผู้เยียวยาแต่ก็ไม่พบ


            ในทางกลับกัน หานซานที่จับฉลากแบบสุ่ม ๆ กลับถูกรางวัลใหญ่ ตามหาผู้เยียวยาพบ แล้วยังส่งเฉินชิงหยวนเข้าไปอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเซียนกระบี่ฉางเกิงปรากฏตัวขึ้น เฉินชิงหยวนคงจะถูกผู้เยียวยาจับตัวไว้ หรือแม้กระทั่งผ่าเพื่อศึกษา


            “ทำไมตระกูลมู่หรงถึงต้องการตามหาผู้เยียวยา” เฉินชิงหยวนเริ่มสนใจ จึงถามขึ้น


            “ข้าบอกไม่ได้” เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับของตระกูล มู่หรงเหวินซีจึงพูดไม่ได้แต่ถึงแม้นางจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่จากสีหน้าของเหล่าผู้บำเพ็ญในสกุลมู่หรงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เฉินชิงหยวนก็พอจะเดาได้


            คาดว่าผู้อาวุโสบางท่านของตระกูลมู่หรงคงได้รับภัยถึงชีวิต นางจึงคิดว่าผู้เยียวยาจะช่วยได้หรือไม่


            หากผู้อาวุโสของตระกูลตายไปสักคน นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง


            “หากเป็นเช่นนั้น ข้าอยากเข้าไปในแดนมรณะ ตระกูลมู่หรงจะช่วยดูแลข้าสักหน่อยได้หรือไม่ หลังจากออกมาจากแดนมรณะแล้ว ข้าจะบอกตำแหน่งที่แน่นอนของผู้เยียวยาให้” หากเฉินชิงหยวนไม่ใช้ประโยชน์จากผู้คุ้มกันที่ส่งมาถึงหน้าประตู ก็คงจะขาดทุนเกินไป


            “เจ้ามาที่แดนมรณะด้วยเหตุใด หรือเป็นเพราะคำพูดของผู้ลี้ลับแห่งเต๋าหรือ?”มู่หรงเหวินซีถามด้วยความสงสัย


            “หึหึ” เฉินชิงหยวนหัวเราะเบา ๆ แต่แล้วก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง


            “ข้าไม่สามารถบอกได้”


            ‘ชายผู้นี้อำมหิตยิ่งนัก!’


            มู่หรงเหวินซีโกรธยิ่งนัก แต่ก็ไม่สามารถตัดสินเฉินชิงหยวนได้ นางกำหมัดแน่น


            “เจ้าตกลงหรือไม่?” เฉินชิงหยวนกระแอมเบา ๆ


            “ครานี้หากเจ้ากล้าหลอกข้า อย่าหวังว่าจะมีชีวิตออกจากดินแดนเป่ยฉางซิงไปได้” มู่หรงเหวินซีขู่! กลัวว่าจะถูกเฉินชิงหยวนหลอกอีก


            “ข้าจะหลอกเจ้าทำไม หากไม่ใช่เพราะผู้เยียวยา ข้าก็ยังเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง เจ้าคิดว่าปุถุชนจะมาที่นี่ได้หรือ?” เฉินชิงหยวนโกหกหน้าตายได้อย่างเป็นธรรมชาติ


            จากนั้น มู่หรงเหวินซีก็หันไปมองคนในตระกูลเดียวกัน ปรึกษาหารือกัน


            ครู่หนึ่งต่อมา ตระกูลมู่หรงก็ตกลงทำตามคำขอนี้


            “ดี ตราบใดที่ยังมีคนจากตระกูลมู่หรงของข้าอยู่แม้เพียงคนเดียว ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องเป็นอันตรายในแดนมรณะเด็ดขาด” มู่หรงเหวินซีให้คำมั่นสัญญา


            “ตรงไปตรงมาดี” เฉินชิงหยวนชื่นชมมู่หรงเหวินซีในนิสัยที่เป็นคนทำอะไรเด็ดขาด น่าไว้วางใจ 


            “ข้าก็พูดอย่างทำอย่าง แน่นอนว่าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง!”


            “ประตูแดนมรณะกำลังจะเปิดออกแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมแล้วเข้าไปกันเถอะ!”ทุกคนยืนรออยู่ที่ชายแดนของแดนมรณะ เพราะด้านหน้ามีหมอกสีแดงลอยคละคลุ้งอยู่ ดูอันตรายยิ่งนัก 


            ในทุก ๆ สองสามเดือน หมอกแดงจะจางหายไประยะหนึ่ง นับเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าไปในแดนมรณะ



    คล้ายกับเรื่องพิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน