ภายในดินแดนภูตสวรรค์ หลังจากเอาชนะสเวนมาได้แล้วแอเรียสก็เริ่มค้นหามาเชลในทันที รอยเลือดที่ติดอยู่ตามพื้นดินสีน้ำตาลอันแห้งแล้งมันทำให้การสะกดรอยไม่ได้ยากเย็นนัก แต่หลังจากไล่ตามร่องรอยมาเพียงไม่นานเขาก็เห็นหยดเลือดเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังผืนป่าด้านนอก
จากการคาดเดาของแอเรียสมาเชลคงจะหนีไปได้ไม่ไกลมากนัก มาเชลคงหลบซ่อนตัวอยู่สักที่ในผืนป่าแห่งนี้ แม้มันจะเป็นป่ารกชื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวขจีที่ค่อนข้างจะบดบังทัศนียภาพรอบๆแต่รอยเลือดก็ทำหน้าที่ราวกับป้ายชี้ทางให้กับแอเรียส แต่ยิ่งติดตามมานานเท่าไหร่รอยเลือดจากที่ปรากฏในระยะใกล้ๆกันกลับเริ่มเว้นระยะห่างมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าบาดแผลบนร่างของมาเชลเริ่มถูกรักษาไปบ้างแล้ว
“ ถูกพลังเวทของข้าโจมตีเฉียดจุดตายไปแต่ก็ยังหลบหนีมาได้ถึงเพียงนี้ เป็นเพราะเจ้าลูกสุนัขนั่นทำให้ข้าเสียเวลาเช่นนี้ หากมันยังโผล่หัวออกมาขัดขวางอีกครั้งเป็นครั้งที่สองคราวนี้ข้าจะสังหารมันลงซะ!! “
แอเรียสขมวดคิ้วพร้อมพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด เมื่อพบว่ารอยเลือดที่ติดอยู่ตามพื้นหญ้ากลับค่อยๆหายไปเหลือเพียงรอยเท้าเท่านั้นที่พอจะทำให้เขาได้สะกดรอยตามมาเชลได้ ดูเหมือนมาเชลก็คงจะมีเม็ดยาบางอย่างที่รักษาอาการบาดเจ็บอยู่เช่นกัน
การที่ต้องแกะรอยตามอยู่ตลอดทำให้แอเรียสค่อนข้างเคลื่อนที่ได้ชักช้าอยู่บ้างเล็กน้อย ที่ด้านหน้าห่างออกไปไม่ไกลแอเรียสได้ยินเสียงของสายน้ำที่ไหลรินจากลำธารสักแห่ง สีหน้าแอเรียสค่อยๆเปลี่ยนไป ดูเหมือนการปรากฏของลำธารจะไม่ใช่ข่าวดีนัก
ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่หน้าลำธารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งด้วยสีหน้าที่หงุดหงิด ดูเหมือนจะมีข่าวร้ายส่งมาถึงเขาจริงๆ
“ นี่สินะที่มีคนพูดเอาไว้ว่าสุนัขยามใกล้ตายมันจะดิ้นรนทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอด แม้แต่เจ้าตัวโง่งมนี่ก็กลับฉลาดเฉลียวได้ในยามที่ใกล้ตาย ไม่นึกเลยว่ามันจะหลบหนีการสะกดรอยตามของข้าด้วยวิธีเช่นนี้“
แอเรียสกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ แม้จะรู้สึกโกรธแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามาเชลก็ยังมีสมองที่ขบคิดได้อยู่เหมือนกับคนทั่วไป มันเลือกที่จะแหวกว่ายลงไปในลำธารแห่งนี้เพื่อปกปิดร่องรอยไม่ให้แอเรียสตามมาเจอ แม้แต่นายพรานหรือนักฆ่าที่เชี่ยวชาญการสะกดรอย ก็ไม่อาจจะสะกดรอยตามผู้ที่หลบหนีลงไปในน้ำได้เว้นเสียแต่ว่าจะใช้ผู้คนจำนวนมากกระจายกำลังกันตรวจค้นไปรอบๆทั้งสองฝากฝั่งของลำธาร ซึ่งนั่นเป็นการกระทำที่ค่อนข้างยุ่งยากเป็นอย่างยิ่ง
แอเรียสเองก็ได้แต่ยืนขบกรามด้วยความความหงุดหงิด เขาเดินตามหามาเชลไปตามเส้นทางที่ลำธารพัดพาไป หลังจากใช้เวลาค้นหากว่าครึ่งชั่วโมงแอเรียสก็ทำได้เพียงคว้าน้ำเหลว แม้ว่าจะใช้พลังเวทตรวจสอบไปยังบริเวณรอบๆแต่ก็กลับไร้ซึ่งร่องรอยของมาเชล ดูเหมือนเขาคงจะต้องถอดใจจริงๆ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดมาเชลมันจึงได้ดวงแข็งเช่นนี้ หากมันรอดออกไปได้ไม่รู้ว่าเขาจะต้องเผชิญเรื่องวุ่นวายอีกเพียงใดยามที่กลับไปยังตระกูล บางทีมาเชลอาจจะรีบวิ่งโร่ฟาร์ฮานทันทีที่กลับถึงตระกูลสการ์เชียก็เป็นไปได้ ถึงเวลานั้นเขาคงจะต้องหาข้อแก้ตัวดีๆไปบอกกับฟาร์ฮาน
แต่ยามที่แอเรียสนึกถึงหน้าของมาเชลเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าท่าทางของมาเชลดูเปลี่ยนไปมากนัก ราวกับสติสัมปชัญญะบางส่วนของมันเลือนหายไปกับอากาศ การพูดจาของมันราวกับพวกสติวิปลาส อีกทั้งความรู้สึกแปลกๆยามที่เขาสัมผัสถึงพลังในร่างของมันอีก เขาไม่รู้เลยว่าคุ้นเคยพลังเช่นนี้มาจากที่ไหน มันอาจจะเป็นพลังที่เขาเคยพบเจอเมื่อนานแสนนานมาแล้วจนเขาลืมเลือนมันไปหรืออาจจะเป็นเพราะพลังในร่างของมาเชลมันอ่อนด้อยเกินที่เขาจะใส่ใจตรวจสอบ
แต่จากเรื่องราวทั้งหมดทำให้เขาพอรู้ได้ว่ามีบางคนอยู่เบื้องหลังมาเชลอย่างแน่นอน คนผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีพลังเหนือกว่าเมอร์สัน เพราะลำพังเมอร์สันเองคงไม่มีพลังมากเพียงพอจะทำให้มาเชลหายจากอาการบาดเจ็บภายในระยะเวลาอันสั้นเป็นแน่ แม้แต่ฟาร์ฮานเองก็ไม่มีพลังจะทำเช่นนั้น และดูเหมือนก้อนผลึกในมือของมาเชลจะเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น ยิ่งขบคิดมากเท่าใดแอเรียสก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ หากออกไปจากดินแดนแห่งนี้เขาคงจะต้องบอกกับฟาร์ฮานให้รู้เรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ เพราะบางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของตระกูลสการ์เชียที่อาจจะถูกสั่นคลอนได้
เมื่อการค้นหามาเชลเป็นไปด้วยความล้มเหลว ทั้งการเข้าไปยังป่าที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งแห่งนั้นก็ดูเหมือนจะคว้าน้ำเหลวอีกเช่นกันเมื่อถูกมาเชลชิงตัดหน้าไปเสียก่อน ผลึกสีเทาก้อนนั้นคงเป็นสมบัติบางอย่างที่มีผลทำให้ผืนป่ากลายเป็นดินแดนอันไร้ชีวิตเช่นนั้น เมื่อไม่มีสมบัติให้ตามหาก็ไม่มีค่าให้ไปสำรวจให้เสียเวลา แม้จะรู้สึกเจ็บใจที่ครั้งนี้ดูเหมือนเขาจะช้ากว่ามาเชลไปหลายก้าวแต่เขาก็ไม่ได้เก็บมันมาคิดให้มากความ
ดูเหมือนแอเรียสคงต้องไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้แต่แรกเสียที เวลาในดินแดนภูติสวรรค์ก็มีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด หากชักช้ามากไปคงไม่ทันการเป็นแน่ ใจกลางดินแดนภูติสวรรค์ที่ถูกเรียกขานว่าวงกตพฤกษามรณะมันคงจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างแท้จริง บางทีมันอาจจะเป็นรังของสัตว์อสูรระดับปีศาจ หรือในกรณีที่เลวร้ายมันก็อาจจะเป็นรังของสัตว์อสูรระดับสูงกว่านั้น และนั่นคงเป็นสาเหตุที่ไม่มีใครสามารถกลับออกมาจากป่าแห่งนั้นได้อีกเลย
แม้จะรู้ว่ามีอันตรายแต่สมบัติของภูติไพรถูกซุกซ่อนเอาไว้ในป่าแห่งนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้แอเรียสอยากจะค้นหามันดูให้ได้ “สมบัติแห่งภูตไพร หลับใหลในนิทรา รอเวลาที่หวนคืน” แอเรียสยังคงจดจำประโยคเหล่านี้ได้ดี นี่ประโยคที่เขียนเอาไว้บนหนังสัตว์สีน้ำตาลแผ่นนั้น มันบ่งบอกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับอาวุธเวทที่มีจิตวิญญาณที่ลูเซียสคุยถึง ส่วนข้อความที่เหลือก็เป็นการบอกเพียงที่อยู่ของมันกับข้อความพรรณนาถึงดินแดนภูตสวรรค์อันงดงามที่แอเรียสคิดว่าไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับสมบัติสักเท่าไหร่นัก
การเดินทางในผืนป่าแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่มันก็ไม่ร้อนอบอ้าวมากนัก กิ่งก้านที่แผ่ขยายออกไปกับใบสีเขียวสดเหล่านั้นทำหน้าที่ราวกับหลังคาที่บดบังแสงของดวงอาทิตย์เอาไว้ มีแสงสีส้มอ่อนที่สาดส่องลงมาเล็กน้อยเพียงพอให้มองเห็นทัศนียภาพรอบๆเท่านั้น แอเรียสพยายามเดินทางโดยหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้สุดท้ายแล้วเขาจะต้องสังหารสัตว์อสูรระดับกลางไปตัวหนึ่งก็ตาม การสังหารมันใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีเท่านั้น แอเรียสไม่อยากจะเสียเวลามากจึงใช้ดาบอสูรมายาฟันไปครั้งเดียวสัตว์อสูรโชคร้ายที่กำลังขู่คำรามอยู่ตัวนั้นก็พลันขาดออกเป็นสองส่วน แอเรียสเก็บแก่นอสูรมาจากร่างของมันก่อนที่จะเดินทางต่อโดยไม่ชักช้า
หลายชั่วโมงผ่านไปในที่สุดแอเรียสก็มาถึงใจกลางเดินแดนภูตสวรรค์หรือที่ถูกเรียกอีกชื่อว่าวงกตพฤกษามรณะ ผืนป่าถูกโอบล้อมไปด้วยทะเลหมอกสีขาวไกลสุดลูกหูลูกตา เขาไม่รู้เลยว่าหมอกพวกนี้มันกินอาณาเขตกว้างสักเพียงใด มันราวกับกำแพงสีขาวที่ถูกสร้างไว้รอบๆผืนป่า ยามมองไปยังกลุ่มหมอกเขามองเห็นต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านนอยู่ภายใน มันยืนต้นตรงราวกับยักษ์ใหญ่ที่รอคอยปกปักษ์ดินแดนแห่งนี้เอาไว้ เพียงแค่มองดูจากภายนอกก็ชวนให้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่ชอบมาพากลของป่าแห่งนี้เสียแล้ว
แอเรียสสูดหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป ในเมื่อตัดสินใจเอาไว้แล้วเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องหวาดกลัว แอเรียสค่อยๆยืนมือเขาไปสัมผัสกับกลุ่มหมอกสีขาวเหล่านั้น ความรู้สึกอันหนาวเหน็บแผ่กระจายออกมาจากกลุ่มหมอกทันทีที่สัมผัส มันทำให้ขนบนร่างของแอเรียสชี้ชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ กลุ่มหมอกเหล่านั้นราวกับสัตว์อสูรที่อ้าปากพร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งมีชีวิตที่ผ่านเข้ามา มันกระจายตัวเข้าโอบล้อมแอเรียสในทันที รู้ตัวอีกทีรอบตัวของแอเรียสก็มองเห็นเพียงหมอกสีขาวเสียแล้ว
แม้จะก้าวเท้าถอยหลังออกมาแต่แอเรียสก็พบว่าเขาไม่สามารถออกไปจากกลุ่มหมอกนี่ได้ ไม่ว่าจะเดินไปด้านหน้าหรือถอยไปด้านหลังเขาก็พบเพียงผืนป่าที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกขมุกขมัวเท่านั้น ในที่สุดแอเรียสก็รับรู้ว่าเขาได้หลงมาติดกับดักของวงกตพฤกษามรณะเสียแล้ว ภายในกลุ่มหมอกแห่งนี้นอกจากต้นไม้แล้วก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆให้แอเรียสได้พบเจอเลยแม้แต่น้อย มันมีเพียงความเงียบอันชวนให้รู้สึกวังเวงไปถึงหัวใจ
แอเรียสมองเห็นเพียงระยะไม่กี่ก้าวด้านหน้าเท่านั้น ทัศนียภาพรอบๆถูกบดบังด้วยกลุ่มหมอกสีขาว ภายในป่าแห่งนี้มันมีเพียงเสียงเดินของเขาเท่านั้น
“ ข้าเดินวนไปมาเป็นรอบที่ห้าแล้วสินะ นี่สินะที่มาของชื่อวงกตพฤกษามรณะ ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดที่หลงเข้ามาในป่าแห่งนี้ก็จะติดอยู่ในป่าวงกตจนไม่สามารถกลับออกไปได้อีก สุดท้ายก็คงทำได้เพียงรอคอยความตายอยู่ในป่าแห่งนี้ “
แอเรียสลูบคลำไปยังสัญลักษณ์รูปกากบาทที่ถูกสลักเอาไว้อยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาเป็นคนที่ทำสัญลักษณ์นี้เอาไว้ด้วยตัวเอง นี่จึงทำให้เขารับรู้ได้ว่าเขาเดินวนไปมาเป็นรูปวงกลมจนกระทั่งกลับมาเจอต้นไม้ต้นเดิมในที่สุด ในที่สุดแอเรียสก็ได้รับรู้เสียทีว่าสาเหตุที่ป่าแห่งนี้ไม่มีผู้ใดกลับออกไปได้อีกเป็นเพราะเหตุใด
แม้จะรับรู้ได้ว่าเข้ามาติดกับดักในเขาวงกตแต่ดวงตาของแอเรียสกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มเล็กๆยังคงปรากฏให้เห็นอยู่บนใบหน้าของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับถูกท้าทาย
“ มาดูกันหน่อยสิว่าระหว่างข้ากับผืนป่าแห่งนี้นี้สิ่งใดจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้“