ตอนที่ 2
อัจฉริยะปราณตำหนิ
ในยามตะวันฉายขึ้นสู่ฟากฟ้า พร้อมแสงเจิดจ้าที่มอบพลังในการเริ่มต้นวันใหม่ให้กับทุกชีวิตในดินแดน พร้อมสายลมโชยพัดพาจากสูงลงต่ำ จากเทือกเขาลงสู่เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางเทือกเขาเ่าั้ที่อุดมไปด้วยพืชพรรณนานับประการจนได้สมญาว่าดินแดนทองคำอันเขียวขจี นามของเมืองนั้นคือ ชินเจี่ยโป
เป็ดั่งสัญญะเริ่มต้นของการใช้ชีวิตเมื่อยามอาทิตย์ฉายแสง เหล่าไพร่ฟ้าในเมืองชินเจี่ยโปต่างก็เริ่มออกมาทำกิจธุระของตน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าลูกเล็กเด็กแดงที่ต่างก็มีกิจของตนที่ต้องทำ นั่นคือการเล่าเรียน
“ฮะฮ่า ข้านำไปก่อนล่ะ!”
“เ้าเล่นสกปรกนี่! รอข้าก่อนเถอะ!”
และสถานที่เล่าเรียนที่เหล่ายุวชนประจำเมืองแห่งนี้กำลังวิ่งแจ้นมุ่งไปอย่างสนุกสนาน คือตำหนักใหญ่ใจกลางเมืองที่ปูพื้นด้วยศิลาขัดละเอียดพร้อมตัวตึกที่ก่อร่างสร้างสูงถึง 5 ชั้นด้วยไม้เนื้อแดงที่รับกับแสงตะวันยามเช้าจนส่องประกายงามหยด ทำให้มีสมญาว่า ตำหนักแดงย่ำรุ่ง หรือที่รู้จักกันในชื่ออย่างเป็ทางการว่า สำนักหินผา
นี่คือสำนักการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นมาจากราชโองการของฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิจ่งหัว ผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเหนือสิ่งอื่นใด จนทำให้เหล่าไพร่ฟ้าทั่วหล้าได้มีโอกาสเข้าศึกษาเล่าเรียนหลักสูตรพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเก่งกล้ามิให้น้อยหน้าผู้ใดแด่ชาวจ่งหัว
มันจึงเป็เหตุให้ในทุกย่ำเช้า หน้าประตูใหญ่ลามไปจนถึงขั้นบันไดหินขัดละเอียด จึงมักขนัดแน่นแออัดไปด้วยเหล่าลูกศิษย์หลากหลาย่วัยที่หวังจะมุ่งผ่านประตูเข้าสู่สำนักก่อนใคร ดั่งคำโบราณว่า นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนใคร ฉันใด เหล่าศิษย์สำนักหินผาโดยส่วนใหญ่เองก็เป็ฉันนั้น
หากอยากมีผลการเรียนดีเด่น เป็ที่ต้องตาหล่าคณาจารย์ จนสุดท้ายจักถูกขนานนามว่าอัจฉริยะ คนผู้นั้นมักเป็ผู้ที่มาจับจองที่นั่งแถวหน้าสุดของห้องเรียนั้แ่เช้าตรู่อยู่เสมอ มันคือกลเม็ดง่าย ๆ แต่เห็นผลอย่างยิ่งยวด เพราะอยู่หน้าสุดย่อมได้ใกล้ชิดอาจารย์ ย่อมได้รับสารความรู้โดยง่าย และย่อมได้หน้าได้ตา ชิงความโดดเด่นได้มากกว่าการนั่งอยู่เื้ัราวกับถูกซุกซ่อนไว้ใต้เงาเช่นนั้น
นอกเหนือจากเื่ของการนั่งแถวหน้าแล้ว ในบางศาสตร์วิชาที่ต้องใช้สิ่งของเพิ่มเติมในการเรียน เช่น วิชากระบี่ ที่จะบังคับให้เหล่าศิษย์ต้องใช้กระบี่ฝึกหัดที่ทำจากไม้เหมือนกันทั้งหมดในการเล่าเรียน
หากแต่คุณภาพของกระบี่ไม้ฝึกหัดเองก็มีความแตกต่างกัน บางเล่มยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งถูกเหลาจากช่างฝีมือ บางเล่มก็บิ่นเสียหายจนแทบจะกลายเป็ท่อนไม้ทื่อ ๆ หากอยากได้กระบี่ฝึกหัดที่พึงใจ ผู้มาก่อนย่อมมีสิทธิก่อน ผู้มาทีหลังมิอาจมีหนทางเลือก จำต้องยอมใช้กระบี่ฝึกหัดที่เหลือซึ่งรู้กันดีว่ามันไม่ได้ต่างจากท่อนไม้ฟืนไฟเท่าใดนัก
นั่นคือเหตุและผลที่ทำให้เหล่าศิษย์แห่งสำนักหินผาต่างกระหายการมาถึงก่อนผู้ใดถึงเพียงนี้ หากแต่ก็มีบางรายที่ไม่ได้ยึดถือในคำโบราณเข้าว่า แต่ยึดถือในคำข้ากล่าว*เองเสียมากกว่า ทำให้เกิดวลีเด็ดในหมู่ศิษย์ผู้เกียจคร้าน เช่น นกที่ตื่นเช้าย่อมอ่อนเพลีย
ศิษย์ที่ยึดถือมั่นในคำข้ากล่าวเหล่านี้ หากมิใช่ผู้เกียจคร้านที่มิสนใจสิ่งใดนอกเสียจากความสุขสบายชั่วครู่ ก็จักเป็ผู้ที่ถูกยกยอเสียยิ่งกว่ายอดอัจฉริยะที่พวกเขาทะนงตนคิดการใหญ่เก่งเกินครู จึงไม่คิดจะเข้าเล่าเรียนอีกต่อไป
แม้จะเป็เหล่าศิษย์ที่ดูเหลวแหลกเกินทนเช่นไร ก็ยังมีโอกาสไปถึงฝั่งฝันได้หากมีผู้สั่งสอนอบรมที่ดีและใส่ใจมากพอ หากแต่ว่า มีศิษย์อยู่กลุ่มหนึ่งที่แม้จะขยันขันแข็ง ขวนขวายขนาดไหน หรือต่อให้ฉลาดรอบรู้เพียงใด แม้แต่ทางสำนักหินผาเองก็ยังหนักใจไม่น้อยในการให้การศึกษากับศิษย์กลุ่มนี้
นั่นคือเหล่าศิษย์ปราณตำหนิ หรือศิษย์ผู้ที่ไม่อาจฝึกยุทธได้เนื่องด้วยเหตุที่เส้นลมปราณภายในกายมีปัญหาจนมิอาจจะไหลเวียนพลังชี่ได้สะดวก จนยากนักที่จะฝึกฝนศาสตร์แห่งชี่ให้สำเร็จได้ ซึ่งสำนักหินผาเองได้ถูกก่อตั้งมาด้วยจุดประสงค์ในการฝึกฝนเหล่าปถุชนให้กลายเป็ผู้ฝึกยุทธให้ได้มากที่สุดเป็หลัก
มันจึงเป็เหตุที่ทำให้ทางสำนักเกิดความหมางเมินต่อกลุ่มศิษย์ผู้อาภัพเหล่านี้ ต่อให้ชุบเลี้ยงต่อไปก็มีแต่จะเสียข้าวสุขเปล่า ๆ เพราะอย่างไรเสียพวกเกิดมามีเส้นปราณตำหนิล้วนมิอาจฝ่าทางตันของการฝึกยุทธเกินกว่าขั้นฝึกจิตได้เลย เพราะพวกเขามิอาจเค้นรวมพลังปราณออกมาได้ หรือต่อให้เค้นออกมาได้มันก็น้อยนิดเกินกว่าจะนำไปฝึกปรือต่อ
และเมื่อลมปราณที่หมุนเวียนในร่างไม่อาจถูกฝึกฝนหรือใช้งานได้ ยามเมื่อกาลเวลาผ่านไปจนศิษย์เหล่านี้เติบใหญ่ พวกเขาจะกลายเป็ผู้ไร้ลมปราณโดยสมบูรณ์ ลมปราณก็เหมือนร่างกาย ย่อมมีเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ยิ่งไร้การฝึกฝนยิ่งจักหดหายทำให้คนผู้นั้นกลายเป็เพียงคนไร้ค่าในยุทธจักรแห่งลมปราณนี้
สุดท้ายแล้วปลายทางของเหล่าศิษย์แห่งสำนักหินผา ผู้ใดมีพร์ถูกกล่าวขานเป็อัจฉริยะ มักจะมีหน้ามีตา เรืองอำนาจพอเหมาะสม เพราะได้เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรผู้ฝึกยุทธ ส่วนจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธอย่างแท้จริงได้หรือไม่ล้วนขึ้นอยู่แต่คนผู้นั้น
ส่วนเหล่าศิษย์ที่ไม่อาจเข้าสู่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้ฝึกยุทธได้ อย่างแย่สุดก็ได้รับราชการเป็ทหารชั้นผู้น้อยที่พอมีกำลังรบราต่อสู้อยู่บ้าง หากแต่ผู้ใดขวนขวายก็อาจจะได้กลายเป็เ้าคนนายคนได้อยู่ เพราะอย่างน้อยการมีลมปราณย่อมเหนือกว่าผู้ที่ไม่มีอยู่หลาย่ตัวนัก
แต่กับเหล่าศิษย์ปราณตำหนิทั้งหลาย ปลายทางของพวกเขาล้วนจบอยู่ที่การเป็คนไร้ค่า แม้จะมีมันสมองเป็เลิศเลอเพียงไหนก็มิอาจทัดเทียมกับอำนาจพลังที่เด็ดขาดอย่างผู้มีพลังแห่งชี่ได้ เป็บุรุษคงเป็ได้แค่ข้าราชการชั้นผู้น้อย ไม่ก็เป็ผู้ขายร่างกายใช้แรงงาน ส่วนสตรีนั้นหากมีวาสนาได้ตบแต่งกับบุรุษที่ฝึกยุทธก็อาจจักมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นได้บ้าง แต่ชีวิตนั้นก็มิใช่ของตนอีกต่อไปแล้ว
ทำให้เหล่าศิษย์ปราณตำหนิทั้งหลายต่างค่อย ๆ ถูกขับออกจากสำนักด้วยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ทั้งการไล่ออกจากทางสำนักเองหากมองว่าคนผู้นั้นไร้ค่าเกินทานทน หรืออาจเป็ผู้ที่รู้ตนยอมเดินลงจากบัลลังก์ที่ตนมิควรคู่
หากแต่ในยามนี้ มีศิษย์ปราณตำหนิอยู่ผู้หนึ่งที่ยังคงยืนหยัดกัดฟันต่อคำติฉินนินทา และการรังแกของคนทุกผู้ผ่านมาได้จนใกล้งวดเวลาสำเร็จการศึกษาเข้าไปทุกขณะ เพียงผ่านพิธีบูชาจันทราเทพในอีก 2 เดือนข้างหน้าไปได้ เขาจักกลายเป็ตำนานบทใหม่ในซอกหลืบที่ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้น
ตำนานของอัจฉริยะปราณตำหนิผู้แรกที่อาจหาญจบการศึกษาขั้นต้นได้สำเร็จ…
ณ ลานฝึกกระบี่ในที่ร่มภายในสำนักหินผา ทั่วทั้งห้องต่างเต็มไปด้วยเหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่บุรุษสวมเป็ชุดถังจวงที่แบ่งเป็เสื้อคอจีบแขนยาวถึงศอก พร้อมด้วยกางเกงขายาวสวมใส่สบายที่หาดูได้ยากในวงสังคมปกติที่ผู้คนใส่เพียงแต่ชุดฮั่นฝู่ ส่วนสตรีนั้นจะสวมเป็ชุดฉางผาวที่แลดูคล้ายกี่เพ้าที่สวมเป็ชุดผ้ายาวแต่กลับมิดชิดมากกว่าเพราะแม้เป็สตรีแต่ต้องสวมกางเกงขายาวไว้เช่นเดียวกัน
และเครื่องแต่งกายทั้งหมดที่กล่าวมานั้นถูกย้อมให้เป็สีดำทมิฬอันแสนเรียบง่าย สกปรกยาก เหมาะสมแก่การสวมฝึกฝน โดยมีสิ่งประดับที่เพิ่มเข้ามาคือสัญญะรูปภูผาสีเหลืองอร่ามตรงกลางหลังของเสื้อ และผ้าคาดมัดเอวที่แบ่งเป็สี ๆ ตามลำดับชั้นปีภายในสำนัก และเหล่าศิษย์ภายในลานฝึกแห่งนี้ล้วนสวมผ้าคาดทองคำขาว อันเป็สีสัญญะของศิษย์ชั้นปีสุดท้าย
“ฮ่าห์!”
ฟึ่บ! ปั่ก!
แน่นอนว่าการที่ต้องถ่อมาฝึกถึงลานฝึกกระบี่บนชั้น 4 ของสำนักแห่งนี้ มันจะเป็อื่นใดไปไม่ได้นอกจาก่เวลาของคาบเรียนพื้นฐานกระบี่ขั้นปลาย ทำให้ภาพที่การจับคู่กันของเหล่าศิษย์ผ้าคาดทองคำขาวกำลังขะมักเขม้นฟาดฟันดาบไม้ฝึกหัดในมือจึงเป็ภาพที่ปรากฏไปทั่วอาณาบริเวณแห่งนี้
“เยี่ยม เยี่ยมมาก ทำต่อไป ทำต่อไป”
โดยมีอาจารย์ประจำวิชาเรียนภาคบังคับวิชานี้กำลังนอนอยู่บนเปลที่ห้อยเอาไว้ใกล้ ๆ กับเสาใจกลางห้องอย่างเอ้อระเหยลอยชายพลางพูดเอ่ยกำชับเหล่าศิษย์ด้วยน้ำเสียงเหยาะแหยะ ในขณะที่สายตาไม่ได้ชายมองลูกศิษย์ลูกหาที่กำลังฝึกฝนอยู่เลยแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่จดจ้องกับตำราอะไรสักอย่างที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนกระบี่เท่าใดนัก
สาเหตุที่ผู้เป็อาจารย์ทำตัวเหลาะแหละได้เช่นนี้ มันเป็เพราะวิชากระบี่คือวิชาภาคบังคับที่เหล่าศิษย์ได้เรียนรู้มาั้แ่ที่เริ่มเข้าฝึกยุทธกับสำนักหินผา โดยเฉพาะใน่ที่ผ่านพ้นขั้นฝึกกายมาได้แล้ว การเรียนวิชากระบี่ก็เข้มข้นั้แ่เวลานั้น จนมาถึงในยามนี้
ทำให้อาจารย์ประจำวิชาส่งต่อความรู้ให้กับศิษย์ไปจนหมดตามหลักสูตรแล้ว เพลาปัจจุบันจึงเป็การทบทวนและฝึกฝนต่อยอดด้วยตนเองเท่านั้น อาจารย์มีหน้าที่เพียงบังคับไม่ให้ศิษย์ละเลยการฝึกฝนเพียงเท่านี้ก็เป็อันใช้ได้แล้วสำหรับวิชาภาคบังคับของศิษย์ชั้นทองคำขาว
เหล่าศิษย์ที่เหลือรอดกว่า 900 ชีวิตเองก็รู้ดีว่าหากตนอยากมุ่งสู่หนทางผู้ฝึกยุทธต่อไป การฝึกฝนอย่างเข้มงวดคือสิ่งที่มิควรละเลยเป็อันขาด ทำให้ศิษย์ส่วนใหญ่ในคาบเรียนแบ่งภาคที่แบ่ง่เวลาให้ศิษย์ได้เล่าเรียนพร้อมกันคราวละกว่า 100 คนในเพลานี้ ยังคงจับคู่ซ้อมกันต่อไปแม้จะฝึกฝนร่วมกันมาเช่นนี้ราว 1 ชั่วยามแล้วก็ตาม
ทว่า
“ฮึ๊บ!”
มีเพียงหนึ่งเดียวในที่แห่งนี้ที่ไร้คู่ฝึกซ้อมเป็ตัวเป็ตน เด็กหนุ่มร่างสูงที่มีผมเพ้าสีดำเกลี่ยไปทางสีไม้เปลือกแก่ เส้นผมที่ไว้ยาวตามขนบชาวจ่งหัวถูกมัดรวบเป็ทรงหางม้าอย่างดูดีเป็ระเบียบไพล่เอาไว้ทางด้านหลัง แต่สิ่งที่แปลกตาที่สุดของหนุ่มวัย 16 กะรัตผู้นี้คือนัยตาสีฟ้าใสที่หาดูได้ยากยิ่งในทั่วหล้าจ่งหัวแห่งนี้ นัยตานั้นกำลังขะมักขะเม้นกับการฟาดฟันดาบจำลองในมือของตนไปข้างหน้าอยู่ซ้ำ ๆ ใส่หุ่นไม้จำลองตรงหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ฟึ่บ ฟั่บ ปั๊ก ปึ๊ก!
ท่วงท่าของเขานั้นดูมีทรงไม่เลวเลย มีทั้งความพริ้วไหว และความคล่องตัว ตรงตามตำราการฝึกกระบี่แบบไม่มีผิดเพี้ยน หากแต่การที่ไม่ได้ซ้อมกับคู่ฝึกที่เป็มนุษย์เช่นเดียวกัน ทำให้เด็กหนุ่มดูขาดความน่าเชื่อถือในฝีมือกระบี่ไปไม่น้อย แต่เขาก็หาได้สนใจไม่ ยังคงเดินหน้าฟาดฟันหุ่นจำลองต่อไปราวกับคนบ้า
สาเหตุเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้มันเป็เช่นนี้ ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ของเขาดูแปลกประหลาดเกินชาวจ่งหัวทั่วไป ไม่ใช่เพราะสันดานนิสัยที่ย่ำแย่เลย แต่มันเป็เพราะเขาคือ อัจฉริยะปราณตำหนิ ผู้เหลือรอดเพียงหนึ่งเดียวในศิษย์ชั้นทองคำขาว
“ย้าก!”
“เฮ้ย!”
ปั๊ก! เปรี้ยง!
เสียงสั่นะเืที่ดังขึ้นระหว่างการฝึกปรือฝีมือของศิษย์ชั้นทองคำขาวกว่า 100 ชีวิตในคาบฝึกแบ่งภาค คือการปะทะกันระหว่างคมกระบี่เสริมลมปราณที่เหล่าศิษย์ที่บรรลุขั้นฝึกจิตล้วนแต่สามารถทำได้
เพียงแค่เรียกเค้นลมปราณจากตันเถียนหมุนเวียนมาสู่ฝ่ามือ แล้วส่งผ่านลมปราณจากฝ่ามือไปสู่กระบี่ฝึกหัด เพียงเท่านี้คมกระบี่ของใบดาบไม้ก็ทรงพลังขึ้นมาราวคมกระบี่โลหะเลยก็มิปาน จึงทำให้เกิดเสียงดังลั่นในยามกระทบกระทั่งกันเหมือนดั่งเช่นในยามนี้
และนั่นคือสิ่งที่ผู้ที่เป็ปราณตำหนิมิอาจจะทำเช่นนั้นได้ เขาจึงถูกปล่อยทิ้งอย่างเดียวดายให้ต้องฝึกฝนกับหุ่นไม้ที่ทุกผู้คนเลิกใช้กันไปั้แ่ฝึกฝนพื้นฐานกระบี่ขั้นต้นเสร็จสิ้นไปแล้ว เป็เพราะเขาไม่อาจจะรับมือกับระดับพลังเช่นนั้นได้ ทุกคนจึงไม่คิดที่จะมาฝึกกับอัฉริยะปราณตำหนิผู้นี้แม้แต่คนเดียว
จึงเป็เหตุให้ในที่สุดเขาจึงโดนหมางเมินทั้งจากศิษย์ด้วยกัน และจากคณาจารย์ที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของศิษย์ปราณตำหนิอยู่แล้วจนเกือบจะสมบูรณ์ เป็เพียงเหลือบไรตัวดีที่ยังคงเกาะแน่นบนหลังสุนัขได้มากกว่าตนอื่นเพียงเท่านั้น
“เฮ้ย! ถนอมร่างกายเสีย! อีกเพียงแค่ 2 เดือนพวกเ้าจักต้องเข้าสอบหลักสูตรผู้ฝึกยุทธแล้ว คงมิอยากพลาดโอกาสเพียงเพราะาเ็จากการฝึกซ้อมนี่หรอกใช่หรือไม่?”
เมื่อมีการปะทะที่ใส่ลมปราณกันจนเสียงดังสนั่นเกินเลยออกมา อาจารย์ที่นอนอยู่บนเปลก็จะลุกขึ้นมาห้ามเช่นนี้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการนองเืกันในคาบเรียนที่เขารับผิดชอบอยู่ มิเช่นนั้นจะไม่ใช่แค่เหล่าศิษย์ต้องตกที่นั่งลำบาก เขาเองก็จะพลอยโดนร่างแหข้อหาไม่ดูแลรับผิดชอบการฝึกสอนให้ดี ๆ
“ขอรับ! ข้าจะระวัง!”
“ข้าก็เช่นกันขอรับท่านอาจารย์”
ศิษย์ทั้งสองที่อยู่ในระดับขั้นฝึกจิตต่างก็โค้งคำนับท่านอาจารย์อย่างเถรตรงต่อคำตำหนิเ่าั้ ก่อนจะหันกลับไปขะมักขะเม้นกับการฝึกปรือฝีมือกระบี่กันต่อไป
“...”
เมื่อได้เห็นฉากการปะทะกันด้วยพลังแห่งชี่อันเข้มข้นที่ตนไม่อาจจะดึงหมุนเวียนมันออกมาได้อย่างเป็ปกติ มันก็ทำให้อารมณ์ของเด็กหนุ่มขุ่นมัวขึ้นไม่น้อย เขาตัดสินใจหันกลับมาฝึกฝนฝีมือกระบี่ของตนต่อไป แต่ภายในใจยังคงอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกไม่พีงประสงค์ที่ตนเองไม่อาจทำอะไรได้เหมือนอย่างศิษย์ทั่วไป
“ฮ่าห์!”
แต่ถึงกระนั้น เขามิเคยคิดยอมแพ้ แม้จะทำได้เพียงแค่ปลดปล่อยลมปราณผ่านปลายประสาทที่นิ้วมือทั้ง 10 ของตนก็ตามที ซึ่งมันแน่นอนเลยว่า ไม่ว่าเขาจะพยายามต่อไปมากเท่าใด ลมปราณที่พวยพุ่งออกมาได้เพียงปลายนิ้วก็มิอาจจะเติมเต็มจนก่อร่างเป็พลังที่ใบดาบได้เลยด้วยซ้ำ มันทำเพียงแค่ไหลออกไปแล้วสูญสิ้นไปอย่างไร้ค่ากลางธาตุอากาศ…
“..”
ทุกครั้งที่พยายามก็มีเพียงแต่ความผิดหวังที่เป็เพื่อนแท้ เด็กหนุ่มยิ้มอย่างสมเพศให้กับตัวเองเล็กน้อยที่ยังคงคิดพยายามทุกครั้งที่มีโอกาส แม้จะรู้ตนเองดีว่าเป็ผู้มีปราณตำหนิมาตั้งนานนมราว 6 ปีเศษแล้ว
แม้เด็กหนุ่มผู้มีสีสันประหลาดตาผู้นี้จะเป็ศิษย์ปราณตำหนิ แต่สาเหตุที่ถูกขนานนามราวกับคำดูถูกระคนคำชมอย่าง อัจฉริยะปราณตำหนิ เช่นนี้ มันก็ไม่ได้มาเพียงเพราะโชคช่วย และสาเหตุที่เขาเป็ผู้อยู่รอดเพียงหนึ่งเดียวของชั้นปีทองคำขาวครานี้ มันย่อมมีเหตุเกื้อหนุนอยู่เช่นเดียวกัน
เหมือน์จะเห็นใจ ไม่ก็นรกประทานพร เพราะเด็กหนุ่มผู้นี้กลับมีมันสมองเฉลียวฉลาดที่สามารถเล่าเรียนการวิชาภาคทฤษฎีแทบทุกวิชาได้คะแนนดีเด่นเป็ลำดับต้น ๆ ของชั้นปีอยู่เสมอมาั้แ่แรกเริ่มที่เข้าสำนักั้แ่เมื่อ 8 ปีก่อนแล้ว
จะวิชาภาคบังคับอย่างการฝึกกายด้วยชี่ ฝึกกระบี่กระบอง ฝึกจิตคุมลมปราณ วิชาปราณประยุกต์ วิชาการศึกา วิชาสังคมและการเมืองจ่งหัว ไปจนถึงวิชาศาสตร์แห่งผู้ฝึกยุทธที่จักสอนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติที่เหล่าผู้อยู่ในวิถีแห่งชี่ควรประพฤติตน ซึ่งเขาทำมันได้ในขั้นเกณฑ์ที่น่าพึงใจแทบทุกวิชา อาจเว้นไว้ในรายวิชาที่ฝึกฝนลมปราณอย่างหนักที่เขาอาจมีผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง
แต่เด็กหนุ่มก็ทดแทนมันด้วยความขยันหมั่นเพียรในการเล่าเรียน เพราะเขาลงเรียนวิชาทางเลือกเพิ่มเติมแทบทั้งหมดที่ลงได้ตราบเท่าที่มีโอกาสและไม่เรียนชนกับคาบเรียนวิชาบังคับ โดยมิเกี่ยงเลยว่ามันจะเป็วิชาแปลกพิลั่นพันลึก หรือเป็วิชาไร้ค่าทื่แทบไร้คนเหลียวแลเลยแม้แต่น้อย
จะเขียนพู่กัน จัดดอกไม้ ชงชา ศาสตร์พิธีการหลวง ศาสตร์อาหารเพื่อการฝึกยุทธ ศาสตร์ร่ายรำเพื่อกระบี่ ไปจนถึงวิชาลงอักขระปราณ ปรุงยา ศาสตร์แห่งเข็มเพื่อการแพทย์ และเหล่าวิชาที่เด็กหนุ่มมักศึกษาได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างวิชาที่ต้องใช้มันสมองในการพินิจพิเคราะห์ อย่างวิชาตำราพิชัยาโบราณ ยุทธศาสตร์โลกจ่งหัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสตร์แห่งพันธสัญญา
“สนธิสัญญาที่เขียนกันด้วยปลายพู่กันในทุกวันนี้มันก็แค่ปาหี่ทางการเมืองที่พวกไร้ลมปราณแต่กลับมักใหญ่ใฝ่สูงมันลอกเลียนจากศาสตร์แห่งพันธสัญญา! ตกลงกันด้วยเงื่อนไข เมื่อผิดคำมั่นก็ชดใช้ด้วยผลประโยชน์.. เห๊อะ! ไร้สาระ!”
“พันธสัญญาไม่ใช่สิ่งไร้เลื่อนลอยพรรค์นั้น แต่เป็ศาสตร์ที่จรดด้วยปลายพู่กันแห่งจิตปราณ เขียนทุกอักษรลงไปราวกับสลักลงใจของผู้ผูกพันธะ! หาได้มีผลประโยชน์อื่นใดมาเกี่ยวข้องไม่ เป็การเขียนพันธะทางใจ แบ่งปันทุกสิ่งตามแต่ตกลงกัน หากผู้ใดผิดคำมั่นหมายราคาที่ต้องจ่ายจักเรียงร้องเอาเท่าความผิดที่ก่อ.. นี่ต่างหากเล่าคือพันธสัญญา!”
“จงอย่าได้ลืมเื่นี้แม้แต่วินาทีเดียวเชียวล่ะ เยากั๋วซ่านเอ๋ย!”
ภายในห้องเรียนเล็ก ๆ ราวกับรูหนูที่เหมือนจะไม่ใช่ห้องเรียนปกติ แต่ดูท่าจะเป็ห้องทำงานส่วนบุคคลขนาดเล็กกะทัดรัดจุคนได้ไม่เกิน 5 รายก็น่าจะขนัดแน่น มันเป็ห้องของบุรุษในชุดฮั่นฝู่สีขาวตรงหน้า ที่กำลังพร่ำเพ้อถึงเื่ศาสตร์แห่งพันธสัญญา ก่อนจะหันมาเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดกับลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวในศาสตร์วิชาทางเลือกพันธสัญญาแห่งนี้อย่าง อัจฉริยะปราณตำหนิ เยากั๋วซ่านนั่นเอง
“ท่านเน้นย้ำข้าทุกครั้งที่ข้าเข้าเรียน ข้าจะไปลืมได้เยี่ยงไรเล่า ท่านอาจารย์หมังเย่”
หนุ่มน้อยแซ่เยาได้แต่ยกยิ้มพลางส่ายศรีษะไปมาเบา ๆ ขณะที่มือขวากำลังจรดพู่กันที่ส่งแผ่กลิ่นอายของลมปราณออกมาอยู่ตลอดเวลาอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในมือของผู้มีปราณตำหนิอย่างเช่นเขา
สาเหตุที่ลมปราณสำแดงเดชผ่านปลายนิ้วของเด็กหนุ่มออกมาได้ นั่นเป็เพราะเื่ของขนาดที่พู่กันมีขนาดเล็กกว่ากระบี่อยู่มากโข จึงใช้พลังในการไหลเวียนลมปราณไม่มาก ปอกรกับนี่คือพู่กันแห่งจิตปราณ ที่มีผลึกสื่อจิตปราณ สลักอยู่ภายในพู่กันแห่งนั้น ส่งผลให้ใช้ลมปราณเพียงปลายเล็บก็จะเห็นผลดั่งปลดปล่อยลมปราณจากทั่วทั้งฝ่ามือ
ด้วยสองเหตุมา จึงทำให้เยากั๋วซ่านสามารถเล่าเรียนศาสตร์แห่งพันธสัญญาได้โดยมิมีข้อติดขัด ยิ่งเมื่อเด็กหนุ่มผู้นี้ถือเป็ยอดอัจฉริยะในแง่ของความฉลาดเฉลียวอยู่แล้ว พันธษาศาตร์ที่เป็ดั่งไม้กันหมา เพราะความยากเย็นแสนเข็ญในการจดจำและทำความเข้าใจหลักอักษรแห่งพันธสัญญา ที่ต่างจากอักษรภาษาจ่งหัวที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป ทำให้เหล่าศิษย์ต่างตัดใจที่จะเรียนกันั้แ่เนิ่น ๆ
แน่นอนว่ามีเพียงแค่อัจฉริยะปราณตำหนิเพียงผู้เดียวที่ฝ่าฟันขวากหนามทางด้านภาษามาได้ไกลจนใกล้บรรลุวิชานี้เต็มแก่ และในยามนี้คือการทดสอบสุดท้ายถึงความเชี่ยวชาญในหลักการเขียนพันธสัญญา ที่อาจารย์ประจำศาสตร์วิชาอย่างหมังเย่ ทดสอบเด็กหนุ่มด้วยการให้เขียนพันธสัญญาขึ้นเอง และต้องทำให้มันใช้การได้จริงขึ้นมาให้จงได้!
“...”
นั่นเลยทำให้บุรุษวัยชราที่หนวดเคราผมเพ้าถูกชโลมด้วยสีราวดอกบ๊วย แต่ยังคงมัดเกล้ามวยอย่างเรียบร้อยสมเป็ผู้มาจากเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้รากมากดี กำลังใช้สายตาพินิจพิเคราะห์ทุกปลายพู่กันของลูกศิษย์อันดับหนึ่งที่กำลังบรรเลงมาอย่างยาวนานร่วมครึ่งชั่วยามได้แล้วที่เด็กหนุ่มนั่งเขียน ๆ ขยำกระดาษ แล้วเขียนใหม่ซ้ำวนไปวนมาราวกับห้วงแห่งอนันต์
จนในที่สุด พันธษาศาสตร์ก็ค่อย ๆ ไล่เรียงก่อรูปรวมตัวกันเป็ประโยค และมันก็ไล่ยาวจากบรรทัดสู่บรรทัด เพียงแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้นที่มือของเยากั๋วซ่านได้ยกขึ้นเหนือกระดาษพร้อมกับสันมือที่เต็มไปด้วยคราบสีดำจากร่องรอยของหมึกที่ใช้เขียนคู่พู่กันขาว
“ข้าทำสำเร็จแล้วขอรับ ขอท่านอาจารย์โปรดพิจารณา”
ยามที่พันธสัญญาที่เขียนขึ้นด้วยมือของตนสำเร็จลุล่วงได้เป็ฉบับแรก สีหน้าแห่งความภาคภูมิที่ไม่เคยมีมาก่อนยามที่ต้องฝึกฝนวิชากระบี่ก็ได้ผุดขึ้นมาบนใบหน้าอ่อนเยาว์ระคนคมได้รูปของเด็กหนุ่ม ก่อนที่เขาจักใช้สองมือหยิบช้อนร่างพันธสัญญาส่งให้ถึงมือของผู้เป็อาจารย์
“...ขอข้าดูหน่อยซิ”
อาจารย์วัยชรากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบผิดจากวิสัยที่ขี้โวยวายตามปกติของตาแก่วัยใกล้ฝั่ง สายตาที่พร่ามัวจนต้องใช้แว่นสายตาช่วยเหลือในการมองทุกสิ่งให้ชัดเจน ค่อย ๆ ไล่ไปตามทุกอักขระอย่างพินิจพิจารณา ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อย ๆ ผุดขึ้นมาที่มุมปาก แล้วจากนั้นจึงได้เอื้อนเอ่ยคำพูดขึ้น
“พันธสัญญาศิษย์อาจารย์ชั่วนิรันดร์… อย่างนั้นรึ”
เขาเอ่ยคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นใจที่ฟังดูซาบซึ้งกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในพันธสัญญา นั่นทำให้กั๋วซ่านลุกขึ้นยืนจากโต๊ะเขียนทำงานเพียนหนึ่งเดียวในห้อง ก่อนจะคุกเข่านั่งลงตรงหน้าผู้เป็อาจารย์ที่กำลังก้มหน้าอ่านพันธสัญญาอยู่
“ข้าอยากให้ท่านจดจำข้า ศิษย์ไร้ค่าที่พยายามดั้นด้นจนสำเร็จศาสตร์แห่งพันธสัญญา เพราะท่านคืออาจารย์ท่านแรกที่สอนข้าด้วยใจจริงหาใช่ฝืนทำเพราะหน้าที่ ข้าจึงอยากให้ท่านเป็พลังให้แก่ข้า ยามใดที่ข้าตกยากความรู้ที่ได้จากท่านจะปรากฏขึ้นตือนสติให้ข้ารู้ว่ายังมีศาสตร์แห่งพันธสัญญาที่ช่วยเหลือข้าได้ทุกเมื่อ ข้าเองก็จักเป็กำลังให้ท่านอาจารย์ ยามใดที่ท่านลำบาก…”
เด็กหนุ่มเอ่ยพูดเนื้อความส่วนหนึ่งในพันธสัญญาขึ้นมา ซึ่งมันถูกเขียนขึ้นมาด้วยใจสลักลงด้วยจิตผ่านพู่กันแห่งจิตปราณผ่านอักขระพันธษาศาสตร์ ทุกอย่างล้วนกลั่นกรองออกมาจากใจ จนทำให้ผู้เป็อาจารย์ยิ้มกระหยิ่มด้วยความพึงใจในขณะที่ลูกศิษย์กำลังเอ่ยร่ายคำเ่าั้อยู่
“...หลังจากนั้นไม่จำเป็ ขอแค่เ้า้าศาสตร์แห่งพันธสัญญา เ้าก็คือศิษย์นิรันดร์เพียงหนึ่งเดียวที่ข้าพึงมี”
อาจารย์ชราเอ่ยขัดหนุ่มน้อยขึ้นมาพร้อมกับค่อย ๆ ใช้นิ้วมือของตนไล่ไปตามอักษรในใบกระดาษแห่งพันธสัญญา ก่อนที่เหล่าอักษรที่ไม่จำเป็จักค่อย ๆ ลอยละลิ่วด้วยพลังแห่งชี่ ก่อนจะสูญสลายหายไปกลางอากาศหลังอาจารย์หมังเย่โบกสะบัดพัดไล่ด้วยปลายมือขณะที่เอื้อนเอ่ยบอกความในใจของตนต่อศิษย์เช่นเดียวกัน
แล้วจากนั้น
ฉึบ
“ข้า หมังเย่ ขอลงนามในพันธสัญญาฉบับนี้”
ปลายเล็บจากนิ้วชี้กดลงบนปลายนิ้วโป้งจนเืหลั่งไหลออกมา ก่อนที่ท่านอาจารย์จะใช้ปลายนิ้วโป้งเปื้อนโลหิตที่กำลังหลั่งไหลออกมาอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ บรรจงสลักชื่อของตนลงไปในใบพันธสัญญาที่ศิษย์ของตนเป็ผู้ร่าง
“...ท่านอาจารย์”
การกระทำเ่าั้ล้วนบ่งบอกทุกอย่างว่าผู้เป็อาจารย์ไม่ได้้าสิ่งตอบแทนใด ๆ จากศิษย์ ขอเพียงแค่รับวิชาจากตนไปได้อย่างสมบูรณ์ เพียงเท่านี้ก็ถือว่าศิษย์ได้ตอบแทนคุณแล้ว นั่นทำให้กั๋วซ่านถึงกับสะอื้นขึ้นมาหลังเห็นท่านอาจารย์หลั่งเืลงพันธสัญญาเช่นนั้น
กึด!
“ข้า เยากั๋วซ่าน ขอลงนามในพันธสัญญาฉบับนี้เช่นกัน”
น้ำตาที่รื้นจนเต็มปริ่มขอบ ค่อย ๆ ทะลักไหลออกมาพร้อมโลหิตที่หลั่งจากการกัดนิ้วโป้งด้วยเขี้ยวฟัน จากนั้น โลหิตสายที่สองก็ถูกประสานลงในพันธสัญญา เป็พิธีกรรมอันสมบูรณ์ครบถ้วนในการลงนามแห่งพันธสัญญาจากสองผู้สองคน
ฟู่ว!
ก่อนที่พลังแห่งฟ้าดินจักค่อย ๆ ก่อร่างกองอักขระลอยล่องขึ้นมาจากผิวกระดาษ แล้วจากนั้นมันจึงแผ่ตัวขยายออกกว้างแล้วกระจายตัวเข้าไปสลักอยู่ในร่าง ผ่านทะลุเข้าสู่จิต ผูกบ่วงพันธสัญญาเข้ากับทั้งสองดวงจิตนี้ชั่วนิจนิรันดร์
“...จงจำเอาไว้นะ เสี่ยวเยา”
“ขอรับ..”
หลังจากตัวพันธสัญญาได้ทำงานจนเสร็จสิ้น พร้อมกับทั้งสองดวงจิตที่ตระหนักรู้ถึงสิ่งใหม่ที่สลักเข้าไปในจิติญญา ผู้เป็อาจารย์จึงได้เริ่มเอื้อยเอ่ยออกมา ในขณะที่ศิษย์ยังคงหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งตรึงจิตใจ
“ผู้ที่สำเร็จศาสตร์แห่งพันธสัญญาต่อจากข้าก็มีเพียงเ้า เหตุนี้ข้าจึงได้เชื่อว่าเ้าจักเป็จอมยุทธผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างที่หวัง อย่าให้ปราณตำหนิมาฉุดรั้งเ้าเอาไว้ เพราะตัวเ้าแท้จริงเลอค่ายิ่งกว่านั้น”
ขณะที่เอื้อนเอ่ยคำสำคัญออกไป ชายชราก็ค่อย ๆ ดึงร่างของลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวเข้าไปสวมกอดอย่างแแ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“เกิดเหตุไม่คาดฝัน วิกฤตการณ์พลิกผันลำบากเช่นใด ขอให้เ้านึกถึงข้า นึกถึงพันธสัญญานี้เอาไว้ ศาสตร์แห่งพันธสัญญามันจักช่วยเ้าได้เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
“...ขอรับ ศิษย์จักจำใส่ดวงใจเอาไว้”
ไม่ต่างกัน ทางศิษย์ผู้น้อยเองก็ใช้แรงที่มีสวมกอดผู้เป็อาจารย์ทั้ง ๆ ที่น้ำตายังหลั่งริน น้ำเสียงยังคงสั่นไหว
นี่เป็ครั้งแรกนอกจากครอบครัว ที่มีผู้เป็ยาใจให้กับเด็กหนุ่มแสนอาภัพผู้มีฝันยิ่งใหญ่ผู้นี้…
เชิงอรรถประจำตอน
*คำข้ากล่าว หมายถึง คำที่ผู้พูดดัดแปลงมาจากคติ วลีดังจากอดีต แล้วแปลงมาเป็คำกล่าวที่ตัวเองยึดถือแทน จึงได้เรียกว่า “คำข้ากล่าว”