ยามเช้าของบ้านชาวเกษตรกรเรียบง่ายเป็ปกติด้วยแป้งทอดธัญพืชรวมและซุปข้าวโพดใสๆ
เจียงอิ๋งอิ๋งกินติดต่อกันมาหลายวันจนเริ่มคุ้นลิ้นถึงขั้นััได้ถึงรสหวานอ่อนๆ ของข้าวโพดที่ซ่อนอยู่
หลี่เสวี่ยเหลียนหยิบไข่ต้มอุ่นๆฟองหนึ่งส่งให้เธอ “มาลูก กินเสียสิ”
เจียงอิ๋งอิ๋งรับมาอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจก่อนจะวางลงในชามของตน
บ้านนี้มีทั้งคนชราอยู่เบื้องบนและเด็กน้อยอยู่เบื้องล่างทว่าไข่ไก่เพียงฟองเดียวกลับตกถึงท้องของเธอแต่เพียงผู้เดียว
หากใครมาเห็นเข้าคงต้องก่นด่าว่าเธอเป็คนไม่รู้จักความแต่เจียงอิ๋งอิ๋งกลับรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลใดที่เธอจะกินไม่ได้
สิ่งที่เธอจะมอบคืนให้ครอบครัวนี้มีมากมายยิ่งกว่านี้มากนักไม่ใช่เพียงแค่เนื้อสัตว์เท่านั้น
แม้แต่เหวินฉินและเหวินชงที่อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอนและชอบของอร่อยเป็ที่สุดก็ยังไม่แม้แต่จะชายตามองไข่ฟองนั้นพวกเขากลับมองเธอด้วยสายตาเทิดทูนและถามด้วยความไร้เดียงสาว่า“อาสะใภ้ครับ วันนี้จะมีห่านป่าตกลงมาจากฟ้าอีกไหมครับ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งหลุดขำพลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเหวินชงอย่างเอ็นดู“ห่านป่าไม่มีหรอกจ้ะ แต่ว่าวันนี้พวกเรากินปลากันดีไหม?”
พอเธอพูดจบหลี่เสวี่ยเหลียนก็พยักหน้าสำทับทันที “จริงด้วยสิถึงเวลาต้องกินปลาตัวนั้นเสียที”
ชีวิตความเป็อยู่่นี้หากจะบอกว่าได้กินอาหารเลิศรสราวกับภูผาสมุทรก็คงไม่เกินความจริงนัก...
เสิ่นชิ่งหงดื่มซุปอย่างอารมณ์ดี“อิ๋งอิ๋ง พ่อรู้ว่าวันนี้ลูกต้องยุ่งห่านป่าครึ่งตัวนั่นพ่อให้เสี่ยวเหยาเอาไปส่งให้แม่ของลูกแล้วนะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มหวาน “ขอบคุณค่ะพ่อ”
“ลูกคนนี้ กับพ่อยังจะมาเกรงใจอีก!”
เสิ่นชิ่งหงรู้สึกปลอดโปร่งใจยิ่งขึ้นเขากินแป้งทอดหมดแผ่นหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน “เหวินฉินเหวินชง พวกแกสองคนตามปู่ไปสานตะกร้าเถอะ พรุ่งนี้อารองของพวกแกต้องเข้าเมืองจะได้เอาไปขายหาเงินส่งพวกแกไปเรียนหนังสือ”
การประกาศใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศรวมถึงการฟื้นฟูระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็เื่ที่ทำให้เขาดีใจที่สุด
ในอดีตเขาเคยถูกตราหน้าด้วยชื่อที่น่าเกลียดอย่าง‘ไอ้ขวดเหล้าเหม็น’ ถูกประจานและวิพากษ์วิจารณ์จนล้มป่วยเรื้อรังแถมยังพลอยทำให้ภรรยาและลูกต้องลำบากไปด้วย...
แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วในที่สุดบ้านเมืองก็รู้เสียทีว่าความรู้คือสิ่งสำคัญที่สุด!
น่าเสียดายก็แต่เ้าใหญ่กับภรรยา...
เมื่อคิดถึงตรงนี้เสิ่นชิ่งหงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ต่อให้เขาต้องเหนื่อยจนตัวตายเขาก็ต้องส่งหลานทั้งสองคนเรียนหนังสือให้ได้!
เมื่อพูดถึงเื่เรียนเจียงอิ๋งอิ๋งก็เริ่มมีความคิดบางอย่าง เธอแสร้งเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจว่า“พ่อคะ ได้ยินว่าปีนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากมากเลยนะคะ!”
เื่นี้เสิ่นชิ่งหงค่อนข้างให้ความสนใจเป็พิเศษยามว่างเขามักจะไปฟังประกาศจากลำโพงใหญ่ที่หัวหมู่บ้านเมื่อได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิดูอย่างพวกยุวปัญญาชนในหมู่บ้านเราสิ ปีที่แล้วสอบติดแค่คนเดียวเอง!ปีนี้คนสมัครยิ่งเยอะกว่าเดิมอีก!”
เจียงอิ๋งอิ๋งพยักหน้าพลางทอดถอนใจ“นักศึกษามหาวิทยาลัยนี่เก่งจริงๆ เลยนะคะ!”
เสิ่นชิ่งหงถอนหายใจยาว“ใครสอบติดมหาวิทยาลัยได้ อนาคตก็ได้กินข้าวหลวงเชียวนะ!ได้ยินว่าเขามีเงินเดือนให้ด้วย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งลูบหัวเหวินฉินและเหวินชงเบาๆ“พวกหนูต้องตั้งใจเรียนนะรู้ไหม!”
เหวินฉินรีบพยักหน้าตอบรับเสียงใส“อาสะใภ้ครับ ถ้าผมสอบติดมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ผมจะซื้อลูกอมให้คุณอากินเยอะๆ เลย!”
เหวินชงไม่ยอมน้อยหน้า“ใช่ครับ ผมก็จะซื้อให้ด้วย!”
หลี่เสวี่ยเหลียนหัวเราะพลางดุว่า“เ้าพวกกระต่ายน้อย รู้จักแต่ลูกอมหรือไงกัน!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆจู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมา “ถ้าพี่รองไปสอบมหาวิทยาลัยล่ะก็ต้องสอบติดแน่ๆ!”
พอสิ้นคำพูดของเธอทั้งหลี่เสวี่ยเหลียนและเสิ่นชิ่งหงต่างก็เงียบงันลง...
ลูกชายคนที่สองของพวกเขาหัวดีเื่การเรียนจริงๆเสิ่นชิ่งหงรู้มาั้แ่เด็กคนนี้ยังเล็กนักว่าเป็เด็กฉลาดแม้ที่บ้านจะมีฐานะไม่ดีแต่ขอแค่มีหนังสือให้อ่านเขาก็สามารถทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง
ทว่าหากเขาไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วที่บ้านจะทำอย่างไรเล่า?
การที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้เป็เื่ที่พวกเขาแทบไม่กล้าฝันถึงเลยทีเดียว!
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มรับแล้วพูดต่อ“เสี่ยวอวิ๋น แล้วถ้าพี่สะใภ้อย่างฉันลองไปสอบดูบ้างไม่แน่ว่าอาจจะสอบติดก็ได้นะ?”
แม้ตอนนี้เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นจะชื่นชอบเธอมากแต่เื่นี้เธอกลับไม่เชื่อ “พี่สะใภ้คะถ้าเป็เื่อื่นฉันเชื่อนะ แต่เื่นี้มันต้องผ่านการเรียนหนังสือมาก่อนสิคะ!ดูอย่างปัญญาชนเฉิงนั่นสิ ปีที่แล้วเขายังสอบไม่ติดเลยไม่ใช่หรือ?”
ไม่เพียงสอบไม่ติดแต่ยังหลอกล่อให้เจียงอิ๋งอิ๋งจ่ายค่าเดินทางให้เสียด้วยซ้ำ...
เจียงอิ๋งอิ๋งนึกด่าเ้าของร่างเดิมในใจก่อนจะหัวเราะแก้เก้อ “เขามันก็แค่ไอ้ทึ่มคนหนึ่งปีที่แล้วฉันมันตาบอดเองแหละ...”
เมื่อเห็นเธอพูดออกมาอย่างเปิดเผยความกังวลในใจของหลี่เสวี่ยเหลียนก็มลายหายไป เธอค้อนใส่เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นวงหนึ่ง“พี่สะใภ้ของแกน่ะฉลาดจะตาย ถ้าได้เรียนหนังสือล่ะก็ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน!”
เสิ่นชิ่งหงระบายลมหายใจยาวเขาหันมามองเจียงอิ๋งอิ๋ง “ลูกเอ๋ยพ่อรู้ว่าลูกแต่งเข้ามาบ้านนี้คงลำบากไม่น้อยต่อไปบ้านหลังนี้ต้องฝากให้ลูกกับอาเหยาช่วยกันดูแล พ่อกับแม่ทำอย่างอื่นไม่เป็แต่พวกเราจะปฏิบัติต่อลูกด้วยความจริงใจ”
น้อยนักที่เขาจะพูดกับลูกสะใภ้ยาวเหยียดเช่นนี้เจียงอิ๋งอิ๋งรู้สึกตื้นตันใจจึงเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ว่า“พ่อคะ ั้แ่หนูเข้ามาเนี่ยชีวิตความเป็อยู่ของบ้านเราต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ”
บรรยากาศในครอบครัวเต็มไปด้วยความสุขสำราญจนไม่มีใครสังเกตเห็นร่างเล็กซูบผอมที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตู
เสี่ยวฮวายืนพิงกำแพงประตูใหญ่บ้านตระกูลเสิ่นไม่ได้ปิดทำให้เธอได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะแว่วออกมา
ใบหน้าของเธอเรียบเฉยทว่าที่แขนกลับมีรอยเขียวช้ำเป็จ้ำจากการถูกหยิก อาหารมื้อดีๆเมื่อคืนไม่สามารถพยุงท้องได้นานนัก เช้านี้ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องจนถึงป่านนี้พยาธิในลำไส้จึงเริ่มประท้วงเสียแล้ว
แต่เสี่ยวฮวาเหลือบมองลานบ้านที่กั้นอยู่เพียงกำแพงเดียว
ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอเธอจะมีหน้าเดินเข้าไปกินข้าวได้อย่างไรกัน?
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังเก็บกวาดถ้วยชามออกมาจากห้องโถงพอดีเห็นเสี่ยวฮวายืนอยู่หน้าประตูก็ถามด้วยความสงสัย “เอ๊ะเธอมาแล้วหรือ? ทำไมไม่เข้ามาล่ะ? กินข้าวหรือยัง?”
เสี่ยวฮวาลูบท้องตัวเองพลางฝืนยิ้ม“กินมาแล้วจ้ะ”
“อ๋อ”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นไม่ได้คิดอะไรมากจึงกวักมือเรียกเธอ “พี่สะใภ้ฉันเข้าไปเตรียมของในห้องแล้วเธอรีบเข้าไปเถอะ!”
พอได้ยินดังนั้นเสี่ยวฮวาก็ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปในห้องทันที
เจียงอิ๋งอิ๋งกำลังเย็บของตกแต่งลงบนชุดที่ทำเสร็จแล้วเมื่อเห็นเสี่ยวฮวาก็ยิ้มทักทาย “มาเช้าเชียวนะกินข้าวมาหรือยังล่ะ?”
“จ้ะ”
เสี่ยวฮวานั่งลงตรงขอบเตียงก้มหน้าก้มตาเตรียมเริ่มงาน
ในตอนนั้นสมาธิของเจียงอิ๋งอิ๋งจดจ่ออยู่แต่กับเสื้อผ้าจึงไม่ได้มองหน้าเธอ เพียงแต่สั่งงานกำกับไปสองสามคำ“ทำเหมือนเมื่อวานเลยนะเธอคุยกับเสี่ยวอวิ๋นแล้วช่วยกันเย็บส่วนที่เหลือให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเก็บรายละเอียดกัน ถ้าทำเร็วหน่อย ่เช้าก็น่าจะเสร็จทั้งหมด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมือของเสี่ยวฮวาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
งานที่เคยคิดว่าจะทำทั้งวันกลับเหลือเพียงแค่่เช้าแล้วอย่างนี้จะได้ค่าแรงแค่ห้าเหมาหรือเปล่านะ?
เจียงอิ๋งอิ๋งเห็นเธอเงียบไปจึงเอ่ยต่อ “่บ่ายยังมีงานอื่นให้เธอทำอีก”
หัวใจของเสี่ยวฮวาพลันชุ่มชื่นขึ้นมาแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาจนอยากจะร้องไห้เข็มในมือจึงเผลอทิ่มลงบนปลายนิ้วเข้าอย่างจัง
“ว้าย เป็อะไรไหม?”
เจียงอิ๋งอิ๋งตาโตด้วยความใรีบคว้าเศษผ้าที่ตัดทิ้งไว้ส่งให้ “เร็วเข้าเช็ดเืก่อน”
เสี่ยวฮวารีบชักมือกลับด้วยความลนลานเพราะเกรงว่าเืจะเปรอะเปื้อนชุดใหม่เอี่ยม “ขอโทษค่ะพี่เจียง...”
จังหวะนั้นเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเช็ดมือเดินเข้ามาพอดีเธอชายตามองเสี่ยวฮวาที่ก้มหน้างุด “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งพลันรู้สึกว่าแม่หนูเสี่ยวฮวาคนนี้มีพร์ในการเป็ ‘แม่ชาเขียว’อยู่ไม่น้อย...
เธอยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำเลยนะ!
โชคดีที่เสี่ยวฮวาไม่ได้มีเจตนาจะเป็แม่ชาเขียวเธอรีบอธิบายละล่ำละลัก “ฉันเกือบทำผ้าเปื้อนน่ะ...”
“อะไรนะ?”
เสี่ยวอวิ๋นรีบเข้าไปตรวจดูเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก อดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือนออกไป“ต้องระวังหน่อยนะ ผ้าพวกนี้ราคาแพงมากเชียวล่ะ!”
เสี่ยวฮวาหดนิ้วไปข้างหลังตอนนี้เืหยุดไหลไปแล้ว เธอกดนิ้วเช็ดกับเสื้อผ้าตัวเองจนสะอาดสะอ้าน“หนูจะระวังให้มากกว่านี้ค่ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนายทุนหน้าเืผู้ชั่วร้ายเข้าไปทุกที
เธอถอนหายใจยาว“เสี่ยวฮวา เธอเป็เพื่อนเสี่ยวอวิ๋น ก็เหมือนเป็เพื่อนฉันด้วยต่อให้มันเปื้อน เราก็แค่ซักออก ถ้าซักไม่ออกจริงๆ ฉันก็มีวิธีอื่นที่จะแก้ไขได้ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกนะ”