“พวกนายคงไม่ได้ก่อเรื่องอะไรใช่ไหม?” ทันทีที่ซึฮากิเจอหน้าก็เอ่ยถามส่งสายตาเย็นเยือกให้พวกเซน
“ไม่มี ! เราเป็นเด็กดีจะตาย” เซนยิ้มจนแก้มปริทำกลบเกลื่อน
ขณะเดียวกันลักซ์ก็เข้ามากระซิบเล่าถึงวีรกรรมทุกอย่างที่พวกเขาทำ
“เป็นงั้นสินะครับ แล้วค่าเสียหายเท่าไร?”
“ก็ประมาณเจ็ดสิบห้าเหรียญทองอาจจะปรับลดหรือเพิ่มกว่านี้ได้”
ซึฮากิถึงกับกุมขมับถลึงตามองเพื่อน ๆ ของเขา “ถ้าอย่างนั้นระหว่างที่ผมทำหน้าที่เป็นอาจารย์ คุณลักซ์ก็เอาพวกนั้นไปทำงานชดใช้เงินได้เลย”
“ไม่นะ ! ไม่อยากทำงาน” ทั้งเซนและคานะต่างก็กอดคอร้องเสียงดังทำอย่างกับเด็กไม่อยากไปโรงเรียน
“ถ้าอย่างนั้นฝากด้วยนะครับ” หลังจากพูดเสร็จซึฮากิก็เดินไปยังห้องผู้อำนวยการเพื่อรับบัตรประจำตัว
ห้องที่ตกแต่งได้อย่างหรูหราอีกทั้งยังมองเห็นสระว่ายน้ำของนักเรียนหญิงได้พอดีอย่างกับคำนวณไว้หมดแล้ว
“มาแล้วสินะ”
“ครับ ผมมาเอาตราและจะแจ้งรายละเอียดตารางการสอน”
เหอะ ก็แค่ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม โรงเรียนของเราเป็นที่หนึ่งของทุก ๆ โรงเรียนแม้แต่อาจารย์ก็ต้องเป็นชนชั้นสูงหรือจบจากที่นี่เท่านั้นถึงจะคู่ควร ทำไมพลเอกลักซ์ถึงพยายามดันมันให้เป็นอาจารย์กันนะ
“อยู่นี่แล้วเอามันไปได้ แล้วก็เราไม่มีห้องพักอาจารย์ให้หรอกนะส่วนห้องเรียนก็ดูในหมายเลขบัตรเอา” ชายชราผู้นั้นรีบ ๆ พูดสิ่งที่ต้องการและหันออกไปมองนอกหน้าต่างทำเหมือนซึฮากิไม่มีตัวตน
จะเล่นกันแบบนี้ใช่ไหม ซึฮากิเดินออกมาแต่โดยดีและตรงไปยังห้องเรียนของตัวเอง
“ขอโทษนะครับ ทำไมถึงไม่ใส่เครื่องแบบนักเรียนหรือจะเป็นคนนอกมาติดต่องาน” ไม่นานหลังจากที่ซึฮากิได้เดินเหินตัวคนเดียวก็มียามเข้ามาทัก
“ผมเป็นอาจารย์ใหม่กำลังเดินหาห้องเรียนอยู่ครับ” ซึฮากิยื่นบัตรประจำตัวให้แม้จะยังสงสัยแต่เขาก็ยอมปล่อยตัว
“ห้องนี้เป็นห้องเก่า...มันเลยไม่ได้อยู่แถวนี้ครับ” ยามคนนั้นชี้ไปอีกทางที่อยู่ห่างจากตึกเรียนทั่วไปจนนึกว่าเป็นห้องเก็บของ
ถึงจะต้องมาสอนไม่นานแต่ก็ดันมีเงื่อนไขเพิ่มมาด้วย ต้องมีนักเรียนอย่างน้อยห้าคนและทุกคนต้องประเมินความพอใจต่ออาจารย์มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
“วิชาของเราก็เหมือนชมรมซะมากกว่า ไม่ได้บังคับให้ใครลงแถมยังต้องหานักเรียนมาลงด้วยตัวเอง”
ทันใดนั้นก็มีการสั่นแจ้งเตือนจากมือถือเขาจึงรีบรับสายทันที “มีเรื่องอะไร?”
“ผมคูเปอร์เองนะครับ ตอนนี้ทางด้านของจักรพรรดินีกำลังตกที่นั่งลำบาก พวกเขาหลงอยู่ในดันเจี้ยนและดูเหมือนจะมีการวางแผนไว้แล้วด้วย”
วางแผนเนี่ยนะ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงแสดงว่ามีคนไม่หวังดีต่อผู้นำของตัวเอง
“คาร์เตอร์ก็อยู่กับพวกนั้นด้วยใช่ไหม? ถ้าใช่ก็ให้จับตาดูไว้ไม่ใช่แค่จักรพรรดินีแต่เป็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยนนั้น”
“เอาตามนั้นเลยนะครับพี่ซึฮากิ”
“อืม แล้วก็ถ้าเกิดพวกเขามีอาการแปลก ๆ หรือร่างกายทรุดโทรมลงก็รีบแจ้งมาเลย เพราะถ้าเป็นจักรพรรดินีคงไม่ต้องห่วงเรื่องมอนสเตอร์แต่ห่วงเรื่องยิบย่อยอย่างอื่นแทน”
“รับทราบครับ” คูเปอร์ตอบรับด้วยเสียงขึงขังก่อนจะวางสายไป
แววตาเหม่อลอยนึกคิดปะติดปะต่อเรื่องต่าง ๆ พยายามทำความเข้าใจว่าที่อาณาจักรนอดมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ถ้าเธอติดอยู่ในดันเจี้ยนก็คงเกิดสถานะจำยอมทำให้สามารถกินของอะไรก็ได้เพื่อประทังชีวิต เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอก็อาจจะหลุดจากความอยากอาหารของยูกิได้
“เอาเถอะ ขอทำความสะอาดห้องเละ ๆ นี่ก่อน”
ไม่กี่ชั่วโมงเหล่านักเรียนโรงเรียนหลวงก็ได้เห็นใบประกาศสมัครคนเข้าห้องเรียนของซึฮากิ
“แปลกแฮะที่มีวิชาเปิดใหม่กลางคันแบบนี้ พวกเธอจะไปดูไหม?”
“ไม่เอาดีกว่า พวกเราเรียนแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วจะไปมีเวลาเรียนวิชาแบบนั้นได้ยังไง”
เพียงแค่ครึ่งวันเรื่องวิชาเรียนของซึฮากิก็กระจายไปทั่วโรงเรียนหลวง ข่าวลือหลาย ๆ อย่างก็เริ่มแพร่กระจายทั้ง ๆ ซึฮากิยังไม่ได้ทำอะไรเลย
“นี่เหรอที่มีอาจารย์เป็นกบฏโดนราชาสั่งประหาร แล้วทำไมยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้” ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านก็มักจะตามมาด้วยเสียงนินทาดังลั่นทำอย่างกับอยากให้ซึฮากิได้ยิน
“หรือชื่อวิชามันแปลกก็เลยไม่มีคนเข้า ถ้าเปลี่ยนจากวิชาเข้าใจข้อผิดพลาดและข้ามผ่านเป็นที่ปรึกษารู้ใจจะดีกว่าไหมนะ?”
“ขอโทษนะคะ” ขณะที่ซึฮากิกำลังนั่งเหม่อรอคนมาสมัครก็มีหญิงสาวคุ้นหน้าคุ้นตาก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามา
“พีชเหรอ มีเรื่องอะไรถึงมาที่นี่”
“ซึซึซึฮากิ” พีชถึงกับพูดไม่เป็นคำเมื่อได้เห็นหน้าของซึฮากิ
“อ้าวไม่เข้าไปเหรอพีช นั่นมันซึฮากินี่ว่าไงพวก !” โยตะโกนทักทายอย่างเป็นมิตรพอได้เห็นท่าทางเกร็ง ๆ ของพีชจึงออกหน้าเดินนำแทน
“พีชบอกว่าชื่อวิชาน่าสนใจดีก็เลยลองเข้ามาดู แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอซึฮากิที่นี่”
“อืม แล้วตกลงอยากจะสมัครเรียนไหม?”
“เอาสิ…ใช่ไหมพีช” เธอเอาแต่ยืนหลบหลังโยเพราะไม่อยากสบตาตรง ๆ กับซึฮากิ
พีชถอนหายใจตั้งสมาธิและก้าวออกมาข้างหน้า “ก็เอาสิ ! ฉันอยากวัดอีกรอบเหมือนกันว่าใครจะได้คะแนนดีกว่า” พีชชี้หน้าเป็นเสมือนสารท้ารบให้แก่ซึฮากิ
“โทษนะ ฉันเป็นคนสอนไม่ได้มาเรียน”
“หา? หมายความว่ายังไง”
“ก็ความหมายตรงตัวนั่นแหละ ฉันเป็นอาจารย์ชั่วคราวทำเพราะมีเหตุผลส่วนตัว”
หลังจากทักทายคุยกันสักพักก็มีหญิงสาวหน้าตาเบิกบานวิ่งตรงมาหาซึฮากิ
“กิจัง ! ฉันมาแล้ว”
หน็อย เธออีกแล้วเหรอยิ้มหน้าระรื่นเชียว ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งของพีชกลับเต็มไปด้วยพลังงานด้านลบแพร่กระจายออกมา
“สวัสดีจ้าพีชแล้วก็โยด้วย พวกเธอก็มาสมัครเรียนของกิจังเหมือนกันสินะ?”
“อืม ตอนแรกก็ว่าจะไปละแต่เห็นแบบนี้ขอสมัครเลยแล้วกัน”
ขณะที่พีชและฟรานจ้องมองกันและกันก็มีพ่อหนุ่มหน้ามนเดินเข้ามาพอดี
“เออ ขอโทษนะครับ” เขาสะดุ้งตกใจที่เห็นผู้กล้าฟรานอยู่ในห้องจึงรีบเดินหนีออกไป
“เดี๋ยว ๆ จะมาสมัครใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามาเลย” ด้วยพลังแฝงด้านการเข้าหาคนของฟรานทำให้ชายหนุ่มหน้ากลมมนยอมตามเข้ามา
ได้มาสี่เหรอถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาอีกคน หลังจากวิเคราะห์ดูแล้วโยมีพลังกายสูงเกือบเทียบเท่าของฟรานแต่มันสมองกลับน้อยจนน่าตกใจ ถ้าเทียบกับพีชที่อยู่ด้วยกันตลอดก็เหมือนเอาค่าศักยภาพมาสลับกันไม่มีผิด
“แล้ว ๆ กิจังจะสอนอะไรเหรอ?” ขณะที่ทุกคนนั่งนิ่งเงียบก็มีฟรานส่งเสียงถามด้วยใบหน้ารอยยิ้มสุขใจที่ได้ทำอะไรเช่นนี้
“ก็ตามชื่อวิชา เข้าใจข้อผิดพลาดและข้ามผ่าน เป็นวิชาที่จะให้ผู้เรียนมาทบทวนตัวเองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”
“โถ่ ฟังดูน่าเบื่อยังไงก็ไม่รู้” โยบ่นทันทีที่ได้ยินแต่ปกติเขาก็บ่นแบบนั้นทุกวิชาอยู่แล้ว
“ถึงจะยังเหลืออีกคนแต่มาเริ่มสอนกันเลยดีกว่า” ของคนอื่นก็เห็นมาหมดแล้วเหลือเจ้าหนุ่มนั่น ศักยภาพค่อนข้างอยู่ในระดับมาตรฐานแต่เลเวลต่ำเกินไป
“ลองพูดเกี่ยวกับตัวเองสักหนึ่งประโยคสิ” ซึฮากิเตรียมกระดาษจนพร้อมกับการใช้เวทมนตร์ตรวจสอบตรวจจับมองดูสเตตัส
“หล่อเหลาเท่จนต้องระเบิดเป็นไฟ” โยยืนขึ้นทันทีที่ได้ยินและแบ่งกล้ามโชว์ความหนาแน่นของร่างกาย
“สมกับเป็นโยจริง ๆ ส่วนฉันก็คงเป็น กิจังเมื่อไรนายจะจำเรื่องของฉันได้สักทีเนี่ย”
โอย หัวจะปวดกับคนพวกนี้ ซึฮากิกุมขมับมองไปยังพีชและชายหนุ่มที่นั่งอยู่ห่างออกไป
“ห้องสมุด ตำราและการเรียนรู้”
อืมก็ดูสมกับเป็นหนอนหนังสือดี
“เออ...ชอบการนอน แล้วก็...หลับ”
มันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ
“ดี ! พอจะได้เห็นทัศนคติของพวกเธอแล้ว ลำดับขั้นต่อไปเราจะไปที่สนามหญ้าข้างนอกกัน”
การฝึกแปลก ๆ หลายครั้งที่ซึฮากิให้พวกเขาทำไม่ว่าจะนั่งสมาธิ ออกกำลังกาย การใช้เวทมนตร์พื้นฐานหรือแม้แต่ถามหางานอดิเรกมันทำให้นักเรียนทั้งสี่คนสงสัยว่าเขาจะได้อะไรจากการเรียนวิชานี้
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนฉันอยากให้พวกเธอได้พักผ่อน”
“สอนฉันอีกก็ได้นะ เพราะยังไงฉันก็ไม่ต้องเข้าเรียนวิชาอื่นอยู่แล้ว”
“เอาจริง ๆ ตอนนี้เธอไม่ต้องเรียนวิชานี้ก็ได้นะ ทุกด้านของเธอมันสมบูรณ์แบบไปแล้ว ถ้าจะให้ละเอียดกว่านี้ฉันต้องดูสเตตัสของเธอเองแต่ดันทำไม่ได้เพราะเลเวลน้อยกว่า”
“แหม ๆ ชมกันขนาดนี้ฉันก็เขินแย่เลยสิ” ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันไปเรื่อยก็มีสายตาสงสัยมองมาจากเหล่านักเรียนทั้งสามคน
“พวกเขาเป็นแฟนกันเหรอ?” โยกระซิบคุยกันสามคน
“ไม่รู้สิครับแต่มองยังไงก็ใช่แน่ ๆ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทางมั่นใจ
“นั่นสิ แล้วพีชคิดว่ายังไง?”
พีชเหม่อมองหนุ่มสาวทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนมพลางคิดถึงตัวเองว่าทำไมถึงทำเช่นนั้นไม่ได้ “ก็...คงงั้น”
เมื่อกล่าวเช่นนั้นเธอก็เดินหนีไปทันทีและทุกคนก็สลายตัวไปเหลือเพียงซึฮากิและฟรานสองคน
“เดี๋ยวฉันประเมินให้คะแนนเต็มเลยไม่ต้องห่วง”
“ก่อนจะห่วงเรื่องนั้นฉันยังต้องหานักเรียนเพิ่มอีกคน”
“ถ้าเรื่องนั้นลองไปเขตอื่นดูบ้างดีไหมล่ะ? ถึงที่นี่จะเป็นเขตหนึ่งที่เป็นศูนย์รวมแต่ก็ยังมีเขตที่แยกออกไปอีก”
“อืมเอางั้นก็ได้ ถ้าอย่างนั้นช่วยนำทางให้ด้วย”
“แน่นอนอยู่แล้วไม่ต้องบอกฉันก็จะทำ”
และแล้วพวกเขาก็เดินทางไปทั่วโรงเรียนหลวงเพื่อเฟ้นหานักเรียนที่จะดึงมาเข้าห้องเรียน ช่วงเวลามากมายที่พวกเขาตัวติดกันมันทำให้เกิดข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วเมืองแอสต้า บ้างก็ว่าอาจารย์หนุ่มไฟแรงมาถึงก็ได้กับลูกศิษย์ บ้างก็เป็นเรื่องลับลมคมในของรัฐบาล แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสนใจก็คือนักเรียนหญิงคนนั้นคือผู้กล้าที่ทุกคนเคารพเหมือนราชวงศ์
ขณะเดียวกันท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ก็ได้มีมอนสเตอร์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงแมงป่องแต่ขนาดตัวกลับใหญ่พอ ๆ กับวาฬสีน้ำเงิน
“ช่วยดูแลแคทเทอรีนแทนฉันด้วย” ทีโอน่าส่งตัวแคทเทอรีนให้คาร์เตอร์อย่างนิ่มนวลและเดินเข้าเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ยักษ์ตรงหน้า
“คุณจะสู้กับมันจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่ต้องห่วงหรอก แค่นี้ฉันคนเดียวก็เอาอยู่” เธอกำสร้อยคอไว้เป็นเสมือนเครื่องรางแต่มันกลับไม่ใช่เพียงแค่นั้น พื้นทรายโดยรอบก่อตัวเป็นกำปั้นขนาดใหญ่กระหน่ำชกใส่มอนสเตอร์ตรงหน้าไม่ยั้ง
ทีโอน่าสาวใช้คนสนิทที่จักรพรรดินียอมรับ ความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาเกินกว่าคำว่านายบ่าวดูยังไงก็ใช่แน่ ๆ
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น ไม่ชอบที่ต้องมาคอยประคองฉันเหรอ” แคทเทอรีนแบะปากหงุดหงิดที่ตัวเองอ่อนแรงเกินกว่าจะออกไปสู้ด้วยตัวเอง
“ไม่ใช่แบบนั้นครับพอดีว่าผมเหม่อคิดไปเรื่อย ดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนจะมีเส้นทางที่กำหนดไว้แล้วถ้าไม่ทำตามเงื่อนไขก็จะไม่มีทางออกจากที่นี่ได้ ผมพยายามมองหาจุดเด่นหรืออะไรแปลกตาพวกนั้นอยู่ครับ”
“อ้อเหรอฝากด้วยแล้วกัน เวลาฉันอยู่ในที่อากาศร้อนแบบนี้มันทำให้ร่างกายไม่มีแรง”
“เพราะเป็นธาตุตรงข้ามเหรอครับ?”
“อืม จะว่าอย่างนั้นก็ได้แต่คนอื่นก็ไม่เห็นเป็นหนักเท่าฉันเลย” ขณะที่พวกเธอกำลังคุยกันทีโอน่าก็จัดการมอนสเตอร์ยักษ์ตัวนั้นไปเรียบร้อยแล้ว
“ไปกันต่อได้แล้ว ที่นี่ไม่มีแหล่งน้ำเลยสักจุดยิ่งยื้อเวลานานก็ยิ่งเสียเปรียบ”
“ค่ะ ๆ คุณทีโอน่า” แคทเทอรีนยิ้มเยาะใช้สำเนียงยียวนหยอกล้อสาวใช้ของตน
ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ยังคงทอดยาวต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด หลายชั่วโมงความเหนื่อยล้าและอาการขาดน้ำก็เริ่มทวีคูณยิ่งขึ้นแค่เสียงที่จะเปล่งออกมาก็ทำให้คอรู้สึกหยาบดั่งเม็ดทราย
“ตรงนั้นเป็นเศษซากมอนสเตอร์ที่พึ่งจัดการไป ดูเหมือนจะเป็นดันเจี้ยนวนเวียนที่ค่อนข้างน่าปวดหัว”
“โถ่เว้ย ถ้าเป็นฉันตอนปกติก็คงซัดทุกอย่างให้หายไปเลยก็ยังได้” ท่าทางอ่อนเพลียของเธอเหมือนคนป่วยติดเตียงที่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็ยังยิ้มออกได้อาจจะเพราะมั่นใจว่าดันเจี้ยนแค่นี้ไม่เป็นอันตรายหรือเพราะเชื่อใจทีโอน่าและคาร์เตอร์ก็ไม่อาจทราบได้
“ก่อนจะพูดอย่างนั้นเธอท่านช่วยเก็บแรงไว้ด้วยนะคะ ถึงมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนจะไม่แข็งแกร่งมากนักแต่จะพ่ายแพ้ให้กับสภาพอากาศเสียก่อน”
“รู้แล้วน่า ฉันก็ให้คาร์เตอร์พยุงไปด้วยนี่ไง”
“ก็ทั้งที่รู้อยู่แล้วแต่ก็ยังพูดไม่หยุด พอยิ่งพูดคอก็ยิ่งแห้งเข้าไปใหญ่สิคะ”
ทำไมผู้ที่ได้ชื่อว่าจักรพรรดินีถึงได้เอาแต่เถียงกันเหมือนเด็กแบบนี้ล่ะ ให้ตายสิแบบนี้เราจะหาทางออกจากดันเจี้ยนได้เมื่อไรเนี่ย
“ผมว่าลองขุดพื้นดูดีไหม? ในเมื่อรอบ ๆ มันก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเป็นใต้พื้นทะเลทรายพวกนี้อาจจะมีเบาะแสก็ได้”
“พูดได้ดีคาร์เตอร์” พอพูดจบทีโอน่าก็กำสร้อยคอใช้เป็นสื่อกลางมานาเรียกมือขนาดยักษ์แหวกพื้นทรายตรงหน้า
ลึกลงไปหลายเมตรจะได้เห็นพื้นดินที่มีร่องรอยของลาวาที่แห้งไปแล้ว แม้จะน่าสงสัยแค่ไหนแต่ก็น่าลองขุดดู
“ถอยออกไปก่อน” ในตอนนี้ทีโอน่าเหมือนเป็นหัวหน้าใหญ่แทนที่จักรพรรดินี ทั้งสั่งการและสุขุมเยือกเย็นตัดสินใจได้ดีกว่าที่คิด
นอกจากมือยักษ์เธอยังสร้างกำแพงหินทำเป็นอุโมงค์ช่วยให้เดินลงได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากที่ก้าวเดินไปถึงชั้นดินแปลก ๆ ทีโอน่าก็ลงมือขุดลงไปอีกและไม่นานนักก็ได้พบช่องว่างด้านใน
“ข้างในมีช่องว่างเหมือนท่อส่งน้ำ แต่ไม่รู้ว่าถ้าเข้าไปจะมีอากาศพอหรือเปล่า”
“เราก็เปิดไว้กว้าง ๆ ไม่ได้เหรอครับ? ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะเข้าออกได้ง่ายด้วย”
“ก็ดี...งั้นมาลองกันดีกว่า” ทีโอน่าสร้างเส้นทางด้วยเวทมนตร์ของเธอทั้งประตูหิน กำแพง ทางลงและหลังคาให้แคทเทอรีนได้พัก
เส้นทางใต้ดินทอดยาวไปไกลเห็นได้แต่ความมืดมิด โชคดีที่คาร์เตอร์ใช้เวทเพลิงได้จึงมีแสงนำทาง
“ถึงฉันจะมาถามเอาป่านนี้ก็เถอะ นายใช้เวทมนตร์ได้ทั้งสี่ธาตุเลยใช่ไหม?” แม้จะมีความเคลือบแคลงใจมากแค่ไหนแต่ด้วยสภาพการณ์บีบบังคับให้ต้องงัดทุกอย่างออกมาเพื่อความอยู่รอด คาร์เตอร์จึงยอมตอบตรง ๆ แต่ก็ยังเก็บเรื่องพลังเดอะไว้ก่อนและใช้เวทวารีเพื่อดื่มน้ำดับกระหาย
“โดยรวมมันก็เหมือนกับอยู่ในดันเจี้ยนอีกชั้นหนึ่ง พอได้เห็นประตูตรงหน้าก็เข้าใจว่าเรากำลังจะเผชิญกับมอนสเตอร์เป็นแน่”
“ผมก็พอจะรู้สึกได้”
“รู้สึกไรกันเหรอ?” แคทเทอรีนค่อย ๆ ลืมตาตื่นหลังจากที่คาร์เตอร์แบกมาตลอดทาง
“พวกมอนสเตอร์ปลาซิวปลาสร้อยน่ะ” ทีโอน่าเปิดประตูเข้าไปทันทีโดยไม่มีความหวั่นเกรงใด ๆ
แสงจากเปลวเพลิงของคาร์เตอร์ตกกระทบกับเกล็ดสีทองอร่ามสะท้อนราวกับกองภูเขาทองคำแต่มันกลับเป็นงูยักษ์ที่กำลังชูคอทักทาย
“ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่มอนสเตอร์ธรรมดานะ”
“โอ้ ! ฉันเคยสู้กับตัวแบบนี้อยู่เหมือนกันแต่ไม่ใช่ที่ที่ร้อนแบบนี้แน่ ๆ” แคทเทอรีนตะโกนชี้หน้าเจ้างูยักษ์ทำอย่างกับกำลังเดินสวนสัตว์
“เลเวลเจ็ดคงจะใช้เวลาสักพักนะคะ” ทีโอน่าเดินดุ่ม ๆ เข้าหางูยักษ์ตัวนั้นขณะที่กำลังกำมือไว้ที่สร้อยคอ
“ฝากด้วยแล้วกัน” หลังจากพูดเสร็จแคทเทอรีนก็หลับไปอีกรอบทั้งบุคลิกและน้ำเสียงถ้อยคำต่างไปจากตอนปกติมากนักจนนึกว่าเป็นคนละคน
“ให้ผมช่วยไหมครับคุณทีโอน่า”
“ไม่ต้อง นายคอยดูแคทเทอรีนไว้ก็พอ” แม้จะศัตรูตรงหน้าจะดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขามสักแค่ไหนแต่เมื่อได้ยินทีโอน่าพูดด้วยสีหน้าเฉยชามันทำให้คาร์เตอร์ผ่อนคลายราวกับมอนสเตอร์งูยักษ์เป็นแค่ลูกงูตัวจิ๋ว
ฝ่ามือขนาดยักษ์ประกบทั้งสองข้างพยายามบีบร่างที่ห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดสีทอง แต่ขณะที่กำลังจะบดหัวของมอนสเตอร์ได้มันก็ใช้หางรัดมือยักษ์จนแตกละเอียด
“คงต้องวัดกันที่พละกำลังแล้วสินะ” ทีโอน่าสร้างแขนยักษ์ทั้งหกผุดขึ้นมาจากพื้นดินรอบ ๆ ตัวมอนสเตอร์และใช้มันจับตรึงจนขยับไปไหนไม่ได้
แทนที่มันจะหมดแรงดิ้นไม่หลุดแต่กลับมีออร่ามานาห่อหุ้มตัวของมันไว้เหมือนกับเวทเสริมกำลังและไม่นานมันก็สลัดแขนยักษ์ทั้งหมดพร้อมกับกระโจนเข้าหา
“เวรเอ๊ย !” คาร์เตอร์ตกใจอุทานเสียงดังเพราะคมเขี้ยวและปากอันกว้างใหญ่กำลังจะกลืนกินพวกเขา
“ใจเย็น ๆ อย่าพึ่งหนีไปไหนไกล” ทีโอน่าสร้างกำแพงหินที่หนาหลายเมตรและสูงมากถึงสามเมตรป้องกันคมเขี้ยวการฉกของมันได้ทันการ
“ก็เอาสิ ระหว่างฉันกับมันใครจะมานาหมดก่อน” ทีโอน่าค่อย ๆ ฉีกยิ้มสนุกเป็นครั้งแรกที่คาร์เตอร์ได้เห็น
กำปั้นยักษ์ที่ทำจากหินและขยับด้วยเวทมนตร์กำลังกระหน่ำชกใส่มอนสเตอร์งูตัวนั้นราวกับหุ่นซ้อมที่ไม่มีโอกาสตอบโต้ จากงูยักษ์ที่น่าเกรงขามกลับโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมันทำให้รู้สึกเหมือนกำลังสู้กับเด็กตัวน้อย
ถึงสถานการณ์ค่อนข้างจะเอนเอียงมาฝั่งเรา แต่สีหน้าคุณทีโอน่าก็เริ่มไม่ดีอาจจะเพราะใช้มานาต่อเนื่องก็ได้ ใบหน้าทีโอน่าเต็มไปด้วยเหงื่อที่มาพร้อมลมหายใจถี่ ๆ เหมือนพึ่งออกกำลังกายเสร็จ
เสียงขู่ของมอนสเตอร์งูดังก้องไปถึงจุดที่คาร์เตอร์อยู่แต่หลังจากนั้นมันก็มุดรูหนีออกไปทิ้งไว้เพียงความหวังที่รอดพ้นจากอันตรายและความหวาดระแวงที่มันจะกลับมาอีกเมื่อไร
ทีโอน่าเดาะลิ้นแสดงความหงุดหงิดก่อนจะบ่นออกมา “มอนสเตอร์พรรค์นี้รู้จักคำว่าหนีด้วยเหรอ นึกว่าจะเป็นเพียงสัตว์ไร้สติปัญญาที่จ้องจะเอาแต่ชีวิตผู้อื่น”
“พักหน่อยไหมครับสีหน้าคุณดูไม่ค่อยดี”
“ไปเถอะน่าตอนนี้ฉันยังไหว” แม้เธอจะดูเหมือนคนป่วยแต่ก็ยังคงส่งสายตาอันแข็งกร้าวที่ไม่ลังเลหรือหวั่นไหวแต่อย่างใด
หลังจากเดินตามเส้นทางที่งูยักษ์มุดเข้ามาก็ได้พบทางแยกมากมายราวกับเป็นรังของมัน แม้จะไม่รู้ว่าเส้นทางเบื้องหน้ากำลังจะพาไปยังที่แห่งใด กับดัก รังงู ทางออกหรือจะเป็นดันเจี้ยนซ้อนอีกชั้นแต่เพราะเวลาและพลังงานที่จำกัดจึงไม่อาจรอช้าได้
ขณะเดียวกันภายในอาณาจักรนอดที่ผู้คนยังก่อจลาจลไม่เว้นวันแม้จะมีทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์แต่ความเหนื่อยล้าก็เริ่มเข้ากัดกิน หากไร้ซึ่งการสั่งการจากจักรพรรดินีพวกเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนรูปขบวนหรือจัดกองทัพเองได้
“ประกาศถึงหัวหน้าทหารทุกหน่วย ให้มารวมตัวกันที่ห้องวางแผน” เสียงประกาศดังไปทั่วเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหล่าหัวหน้าหน่วยกองทัพกลับไปรวมตัวกันที่ห้องวางแผนซึ่งตั้งอยู่ในเขตคฤหาสน์ของแคทเทอรีน เมื่อมาถึงพวกเขาก็ได้เห็นกลุ่มขุนนางหลายคนและยังมีเชื้อพระวงศ์ที่ห่างหายไปนานนั่งรออยู่
“ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้วผมจะขอประกาศสำคัญ”
ทันทีที่ชายหนุ่มรูปงามพูดก็มีคนส่งเสียงซุบซิบนินทาไปเรื่อย
“นั่นมันพวกขุนนางนี่แล้วท่านจักรพรรดินีไปไหน?”
“เดี๋ยวก่อนนะ นั่นมันท่านเอเลทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“นั่นสิพวกราชวงศ์ไม่ถูกกับจักรพรรดินีแท้ ๆ”
“เงียบ !” อาเธอร์ตะโกนเสียงดังทำเอาเหล่าหัวหน้าหน่วยนั่งตัวตรงจนเกร็ง
อาเธอร์ทำเสียงกระแอมก่อนจะพูดต่อ “หลังจากนี้เราจะสั่งการกองทัพแทนจักรพรรดินีชั่วคราว”
“จะบ้าเหรอ คิดว่าเป็นขุนนางแล้วจะเข้ามาทำอะไรแบบนี้ได้สินะ”
ไม่ทันได้ต่อปากต่อคำอาเธอร์ก็ชูสัญญาที่มีลายเซ็นของแคทเทอรีนประทับอยู่ มันทำให้เหล่าทหารตกตะลึงจนพูดไม่ออกเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จักรพรรดินีให้คนอื่นสั่งการแทน
“คำสั่งแรกก็คือจ่ายภาษีเสบียงที่เก็บไว้คืนแก่ประชาชนทุกคนในอาณาจักร”
“เดี๋ยวสิครับแบบนั้นมัน...”
“คำสั่งที่สอง...จงดูเหล่าผู้คนที่มาประท้วง จงดูเหล่าผู้คนที่ยากไร้ จงดูผู้คนที่ต้องจากบ้านจากครอบครัวมาเกณฑ์ทหาร”
“มะหมายความว่ายังไง?” เพียงแค่คำสั่งสั้น ๆ มันก็ทำให้พวกเขาหวนนึกถึงคำนินทาว่าร้ายของประชาชน ทุกครั้งที่เดินผ่าน ทุกครั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ ทุกครั้งที่เดินเก็บภาษีเสบียง ทุกสายตาและสีหน้าที่แสดงออกมาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและหวาดกลัว
“คำสั่งที่สาม แคทเทอรีนจะสละตำแหน่งผู้ปกครองอาณาจักรนอดและส่งต่อให้กับ เอเล ราฟา ผู้สืบทอดที่แท้จริง”
“หา ! เป็นไปไม่ได้” เสียงโหวกเหวกโวยวายดังยิ่งกว่าผู้คนในตลาด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนไม่อาจยอมรับได้
“เป็นแค่ผู้สั่งการทำไมถึงทำอะไรเช่นนั้นได้”
“ทำไมจะไม่ล่ะ? ก็แคทเทอรีนเป็นคนเซ็นรับรองด้วยตัวเองเลยเนี่ย แล้วเธอก็ลาไปพักผ่อนที่อื่นสักพักกว่าจะกลับมาให้เห็นหน้า”
ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาภายในอาณาจักรนอด ความเคลือบแคลง ความหวัง การจลาจลและอำนาจที่คอยปกครองที่แห่งนี้ไว้กำลังจะหายไป
“อ้อ แล้วเรื่องนี้ก็ยังไม่ต้องแจ้งให้เหล่าทหารทราบ เมื่อถึงเวลาสมควรฉันจะเป็นคนบอกเอง” อาเธอร์ฉีกยิ้มเห็นฟันอย่างมีเลศนัยจ้องมองไปยังเมืองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว