จางฝูลู่ผลุบเข้ามาในรถม้าด้วย“เฉินอี้ ใต้เท้าจิน” จางฝูลู่เข้ามานั่งข้างเฉินอี้“อีกราวหนึ่งชั่วยามก็จะถึงซุนฉือแล้วขอรับ ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาใต้เท้าจินหน่อย”
“อันใดหรือ”
“พอไปถึงแล้ว เราจะทำอย่างไรกับของสามเกวียนนี้ดีขอรับ”
เมื่อจางฝูลู่กล่าวจบเฉินอี้ก็นึกขึ้นได้
ของมากมายถึงสามเกวียนคงขนเข้าบ้านของเขาไม่ได้เป็นแน่ และยังเป็นที่เอิกเกริกกับคนในหมู่บ้านด้วย
“จริงด้วยสิ จะทำเช่นไรดี ข้ามิอยากให้ชาวบ้านแตกตื่น”เฉินอี้กล่าวด้วยความกลัดกลุ้ม “แล้วยังคนของท่านลู่อีกเล่าจะให้พวกเขาไปพักที่ไหน”
“ของพวกนี้เอาไว้ที่บ้านพักของข้าก่อน" จินลี่หยางกล่าว“แล้วข้าจะทยอยขนไปให้เจ้าเองส่วนคนเหล่านั้นท่านลู่ได้สั่งมาแล้วว่าให้พวกเขาพักค้างแรมอยู่นอกเมืองมิต้องเข้ามาทำให้พวกเราต้องลำบากดูแล”
จางฝูลู่และเฉินอี้พยักหน้าด้วยความโล่งใจ
เมื่อเหลืออีกหนึ่งลี้ (ห้าร้อยเมตร) จะถึงทางเข้าเมืองซุนฉือขบวนก็หยุดเดินทาง คนของลู่ฉงเยวี่ยจะอยู่พักแรมกันที่นี่คืนนี้ อาไป๋ อาหลุน และซุนเฉิงดูแลเกวียนคนละคัน และเหลือรถม้าเพียงคันเดียววิ่งเข้าเมืองซุนฉือ
เมื่อกลับมาถึงบ้านเฉินอี้ให้จางฝูลู่นำผ้าไหมที่ได้จากต้วนห่าวอู๋ไปให้มารดาของเขารวมทั้งโฉนดโรงน้ำชา เงินรางวัลและของมีค่าต่างๆ เขาก็ให้จางฝูลู่นำไปด้วยทั้งหมดโดยอ้างว่าเขาดูแลของเหล่านี้ไม่ได้ ให้เหล่าจางเก็บไว้ทั้งหมดเลย
จางฝูลู่มองหน้าจินลี่หยางและมองเฉินอี้อย่างไม่สบายใจของมูลค่านับพันตำลึงเฉินอี้ไม่คิดเก็บไว้เองสักอีแปะเขาควรจะทำเช่นไรกับคนอย่างเฉินอี้ดี
เฉินอี้ยิ้มอารมณ์ดีและหันหลังเดินตัวปลิวเข้าบ้าน“เฮ้อ….คิดถึงบ้านจะแย่แล้ว!”
“ใต้เท้าจิน เราควรจะทำเช่นไรกับเจ้าลาน้อยตัวนี้ดีขอรับ” จางฝูลู่เอ่ยถาม
จินลี่หยางมองเฉินอี้ที่เดินผลุบหายเข้าไปในบ้านแล้ว“เจ้าเก็บของพวกนี้ไว้ให้เขาก่อนเถิด ถึงอย่างไรเฉินอี้ก็พูดถูกอยู่บ้างของมีค่าขนาดนี้หากเก็บไว้กับเขาถ้ามีคนรู้ก็อันตรายเหมือนกัน”
จางฝูลู่พยักหน้าและนึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันไปยิ้มกับจินลี่หยาง “ของข้ายังดีมีเพียงเท่านี้แต่ของอีกสามเกวียนที่อยู่กับท่านนี่สิ ท่านจะมีที่นอนไหม”
จินลี่หยางเองก็หัวเราะเบาๆเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน
จางฝูลู่กลับถึงบ้านก็นำผ้าไหมของเฉินอี้ไปให้มารดาของตนโดยกล่าวว่าเป็นของรางวัลที่เฉินอี้ได้จากท่านหัวหน้าตุลาการ
ฮูหยินจางดีใจมากชื่นชมผ้าไหมไม่หยุดปากและตั้งใจว่าจะนำไปตัดเสื้อผ้าให้จางฝูลู่และเฉินอี้สักคนละชุดสองชุด
“ท่านแม่ อาอี้เขาให้ท่าน ท่านก็นำไปตัดชุดของตนเองเถิดขอรับ”
“มิได้หรอก ผ้าสวยเนื้อดีขนาดนี้ ตัดไว้ให้เจ้าเก็บไว้สิดีหากเจ้าต้องไปดูตัวขึ้นมาจะได้มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่”
“ดูตัว…ดูตัวอันใดกันขอรับท่านแม่” จางฝูลู่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
ฮูหยินจางอมยิ้มอย่างมีเลศนัย“ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ แม่ติดต่อแม่สื่อให้เจ้าแล้วน่ะสิ”
“ท่านแม่!” จางฝูลู่ปากคอแห้งผาก เกือบทำของหลุดจากมือ“ท่านทำอันใดก็ควรคุยกับข้าก่อนสิขอรับ”
ฮูหยินจางหันมาค้อนลูกชาย“จะคุยกับเจ้าทำไม เรื่องแต่งงานของลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เจ้าวางใจเถิดคนที่แม่หมายตาให้เจ้า นางเหมาะสมกับเจ้าแน่นอน เชื่อแม่สิ”
“แต่….ท่านแม่ขอรับ…..” จางฝูลู่หน้าเสีย กล่าวอันใดมิออก
จินลี่หยางตามเฉินอี้เข้ามาในบ้านจุดเทียนและตะเกียงให้เฉินอี้จนบ้านสว่างไสว
“อ้าว พี่ลี่หยาง ยังมิกลับหรือขอรับ”เฉินอี้ได้ยินเสียงฝีเท้าของจินลี่หยางจึงร้องทัก
“ทำอันใดอยู่หรือ” จินลี่หยางถาม
“ข้าต้องเตรียมเขียนยันต์อีกขอรับ วันนี้ใช้ยันต์ไปเสียเกือบหมด ไม่รู้ว่าอาหลิ่งจะออกมาเมื่อไรคงต้องวาดไว้หลายแผ่นหน่อยขอรับ”
เฉินอี้พูดไปก็เดินหยิบของในบ้านของตนเองด้วยความเคยชินราวกับมองเห็นของในบ้านจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะ เฉินอี้ต้องจดจำตำแหน่งสิ่งของเพื่อให้หยิบใช้ได้อย่างสะดวก
จินลี่หยางนั่งมองเฉินอี้ที่คล่องแคล่วทะมัดทะแมง ก็พาให้นึกถึงว่า หากเฉินอี้มิใช่คนตาบอดอนาคตของเขาจะสดใสเพียงใด
เฉินอี้นั่งวาดยันต์เกราะคุ้มภัยและยันต์ปัญจธาตุวาดไปพลางก็คุยกับจินลี่หยางไปด้วยว่า ยันต์ปัญจธาตุมีทั้งหมดห้าใบคือ ยันต์ธาตุพฤกษ์ธาตุเพลิง ธาตุดิน ธาตุทอง และธาตุสมุทร สามารถใช้ได้สองแบบคือเวียนกำเนิดและทำลายล้าง
“ข้าได้นิมิตของวัฏจักรเวียนกำเนิดมาครบแล้วขอรับ ส่วนวัฏจักรทำลายล้างข้ายังไม่เห็น”
จินลี่หยางเห็นลวดลายยันต์ปัญจธาตุแต่ละใบก็รู้สึกอึ้งกล่าวอันใดมิออกอยู่ครู่ใหญ่
ต่อให้คนตาดีเช่นเขาเป็นคนวาดก็คงจะไม่สวยงามถึงเพียงนี้
ยิ่งเห็นยันต์เกราะคุ้มภัยด้วยแล้วจินลี่หยางได้แต่มองหน้าเฉินอี้
อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาวาดยันต์เกราะคุ้มภัยมานานจึงวาดได้รวดเร็วทั้งที่ลายเส้นละเอียดอ่อนเช่นนี้
ได้ฝีมือของเซียนสายตาของเทพมาหรืออย่างไรกัน
เพียงครึ่งชั่วยามก็ได้ยันต์เต็มโต๊ะเฉินอี้วางพู่กันและบีบนวดไหล่ตนเองไปมาพลางยิ้ม “เสร็จแล้ว”
จินลี่หยางลุกขึ้นไปยืนอยู่ด้านหลังของเฉินอี้“มา ข้านวดให้”
“เอ่อ…..ไม่เป็นไร….ขอรับ” คำสุดท้ายหลุดออกมาจากปาก เฉินอี้อย่างแผ่วเบา พลางหลับตาพริ้ม
จินลี่หยางน้ำหนักมือกำลังดีนวดไหล่ คลึงต้นคอ จนเฉินอี้นั่งหลับตาด้วยความเคลิบเคลิ้ม
“พี่ลี่หยาง หากท่านมิได้เป็นทหารแต่ไปเปิดร้านนวดข้าจะไปเสียเงินให้ท่านทุกวันเลยขอรับ” เฉินอี้กล่าวไปพลางหัวเราะเบาๆ
จินลี่หยางยิ้ม“ลูกค้าเช่นเจ้า เงินสักอีแปะก็ไม่มี จะมาหลอกให้ข้านวดเปล่าเสียก็มิรู้”
เฉินอี้หัวเราะ
“พี่ลี่หยางขอรับ ท่านมานั่งขอรับข้าจะนวดให้ท่านบ้าง”
เฉินอี้ลุกขึ้นและจับจินลี่หยางนั่งลงเขาก็นั่งแต่โดยดี
“พี่ลี่หยางขี่ม้ามาเหนื่อยทั้งวันแล้ว ให้ข้าดูแลท่านบ้าง”
จินลี่หยางยิ้มเฉินอี้มือเบา เขาแทบไม่รู้สึกถึงแรงนวดแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด
“อาหลิ่งไม่อยู่ แล้วคืนนี้เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือ เฉินอี้”
“ได้ขอรับ มีท่านเจ้าที่อยู่ ว่านกู่เซียวที่ท่านนักพรตให้ไว้ข้าก็ปลูกใส่กระถางตามที่บอกแล้วด้วย คงมิมีอันใดหรอกขอรับ”
จินลี่หยางนึกถึงคืนนั้นที่เฉินอี้สละร่างตนเองให้ฟางจิงก็ถอนใจจับมือเฉินอี้ให้เขาหยุดนวดและให้เขามานั่งข้างๆ
“เฉินอี้ เจ้าสัญญาได้หรือไม่ว่าจะไม่สละร่างตนเองให้วิญญาณตนใดอีก”
เฉินอี้ยิ้มอย่างรู้สึกผิด“ข้าขอโทษขอรับ ข้าทำให้พวกท่านตกใจใช่หรือไม่”
“ข้ามิอยากได้คำขอโทษ ข้าอยากได้คำสัญญา” จินลี่หยางมองหน้าเฉินอี้
“อันที่จริงข้าก็มิเคยทำเช่นนั้นมาก่อนจึงมิรู้ว่าหลังจากทำเช่นนั้นแล้วจะเกิดอันใดขึ้น แต่พี่ลี่หยางมิต้องห่วงขอรับข้าจะระวังตัวให้มากกว่านี้”
จินลี่หยางนั่งนิ่งจนแล้วจนรอดเฉินอี้ก็ไม่ยอมกล่าวคำสัญญา
ดื้อเหมือนลาอย่างที่จางฝูลู่พูดจริงๆ