เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 32 เมืองหลวงมีลมวสันต์ ที่ป่าไผ่ก็เช่นกัน

    บทที่32เมืองหลวงมีลมวสันต์ ที่ป่าไผ่ก็เช่นกัน


            ปักษาน้อยใหญ่แข่งขันกันเปล่งเสียงขับขานต้อนรับยามมู่ซื่อวันใหม่ที่มาถึงปักษาเหล่านี้เสมือนเป็นดั่งเวลาที่มีชีวิต พอเวลาเปลี่ยนแปลงยามใดมันก็จะบรรเลงขับขานตอนนั้นหมู่ปักษาล้วนขับขานเป็นเวลา แต่ผู้คนทำการใดล้วนมีเวลาที่ไม่แน่ชัด ดั่งเช่นยามเฮ่ยอานชั่วยามที่หกซึ่งเป็นเวลาที่ใครหลายคนควรหลับอยู่แต่วันนี้มิได้เป็นเช่นนั้น ที่ถนนหน้าสำนักมือปราบกลับกำลังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

             

            อวิ๋นเซ่อทอดสายมองเหล่าฝูงชนที่มากมายเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความมั่นใจมันมิเคยรู้สึกเช่นนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ที่ทราบว่าครอบครัวถูกฆ่าล้างตระกูล จิตใจที่เคยอ่อนแอแลไม่มั่นใจของมันก็ได้ถูกทำลายและตกตายตามไปด้วยทว่าข้อสอบภาคการคิดวิเคราะห์ของสำนักมือปราบได้ทำให้มันบังเกิดความไม่มั่นใจในตนเองอีกครั้ง

             

            อวิ๋นเซ่อเดินมุ่งฝ่าฝูงชนด้วยความยากลำบากกระดานประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านรอบการคิดวิเคราะห์อยู่ตรงหน้า แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนก็ยากนักที่จะเข้าไปถึง

             

            ตลอดการเยื้อย่างของชายหนุ่มจะตามมาด้วยเสียงกระโดดโห่ร้องด้วยความดีอกดีใจแลตื่นเต้นยินดีกอปรกับเสียงโห่ร้องเศร้าเสียใจอย่างมิอาจยอมรับในสิ่งที่ประสบ เสียงของคนเหล่านี้ยิ่งบีบรัดให้หัวใจของอวิ๋นเซ่อฉูบฉีดเลือดเร็วยิ่งขึ้นจนมีเสียงเต้นดังตุบๆ ราวจะกระดอนออกมาก็ปาน

             

            “เย้ ข้าทำได้แล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่ข้าทำได้แล้ว”

             

            “เป็นไงล่ะ ข้าว่าแล้วข้าต้องสอบผ่านฮ่าฮ่าฮ่า”

             

            “เฮ"

             

            “ฮือ ฮือ ข้ามันโง่เขลาเอง"

             

            “บิดา มารดา ข้าทำพวกท่านต้องผิดหวังแล้ว”

             

            “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ"

             

            ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงกลุ่มคนที่ดูจะตื่นตระหนกก็ดังขึ้น

            “เฮ้ พวกเจ้าดูนั่น ต้าจงหมิง กับจางอู่จี้มันได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งและสองจริงๆ"

             

            “สุดยอด”

             

            “จางอู่จี้ถึงกับได้คะแนนแปดสิบห้าต่อหนึ่งร้อยส่วน”

             

            “จางอู่จี้ว่าสุดยอดแล้ว เจ้าดูต้าจงหมิงเสียก่อน”

             

            “มันได้คะแนนถึง เก้าสิบต่อหนึ่งร้อยส่วน!”

             

            “นี่มันคะแนนสูงสุดตั้งแต่สอบมา”

             

            “มันจะอัจฉริยะเกินไปแล้ว"

             

            “สมแล้วที่ถูกคาดหวังได้ว่ามีโอกาสจะไปถึงมือปราบติดลำดับ"

             

            แน่นอนพระเอกของงานนี้ยอมหนีไม่พ้นต้าจงหมิงกับจางอู่จี้พวกมันทั้งสองต่างยืนกอดอกด้วยท่าทีเรียบเฉย แสดงความชื่นชมยินดีต่อผลการสอบของตนอย่างภาคภูมิทั้งยังทำทีกล่าวปลอบโยนลูกขุนนางผู้ใหญ่หลายคนด้วยความอัธยาศัยและเห็นอกเห็นใจ บางคนพวกมันถึงกับให้คำวิเคราะห์แจกแจงรายละเอียดต่างๆสร้างความนิยมชมชอบแก่เหล่าคนที่อยู่โดยรอบจนสิ้น แม้แต่เหล่าอาจารย์มือปราบเองก็ยังอดที่จะอยากเห็นอนาคตของพวกมันในสำนักมือปราบขึ้นมามิได้

             

            “อืม บุคลิกดี อุปนิสัยใช้ได้ น่าสนใจน่าสนใจ" อาจารย์มือปราบร่างท้วมผงกศีรษะชื่นชมต้าจงหมิงอย่างออกนอกหน้า

             

            “ก็พวกเจ้ามาจากที่เดียวกัน ล้วนเห็นว่ามันประเสริฐจึงมิแปลก"อาจารย์มือปราบอีกผู้กล่าววาจาทีเล่นทีจริง

             

            “หรือมันไม่ประเสริฐดั่งที่ข้ากล่าว"

             

            “ย่อมประเสริฐๆ"

             

            ผู้อื่นล้วนเข้าไปชื่นชมยินดีกับต้าจงหมิงและจางอู่จี้จนแทบหมดสิ้นเปิดทางให้อวิ๋นเซ่อได้เข้าไปตรวจดูรายชื่อของตนอย่างสะดวก ชายหนุ่มจึงไล่เรียงหาชื่อของตนตั้งแต่เริ่มต้นหัวกระดานไปจนสุดกระดานประกาศคนเป็นต้องจิตใจกระตุกวูบ

             

            “ไม่มีรายชื่อของเรา!”

             

            ฝ่ามือหนึ่งพลันตบลงยังบ่าของชายหนุ่ม พร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่แผ่วเบา

            “ฮึฮึฮึ ข้านึกแล้ว ขยะไร้สมองเช่นเจ้ามันจะไปมีความสามารถได้อย่างไร"

            ผู้กล่าวย่อมเป็นจางอู่จี้ที่ฝ่าฝูงชนออกมายืนเคียงข้างอวิ๋นเซ่อมันรู้สึกสาสมใจยิ่งที่ขยะตนนี้ที่กล้าลองดีกับมันมิสามารถที่จะสอบผ่าน ต้าจงหมิงเองก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันมันจึงส่งสายตาที่เหยียดหยามมายังอวิ๋นเซ่อ แต่เพียงคนมิกล่าววาจาออกมาดั่งเช่นจางอู่จี้เท่านั้น

             

            ความผิดหวังก็ถาโถมมากพอแล้ว คำเยาะเย้ยถากถางและแววตาที่เหยียดหยามของคนทั้งสองยังคอยยุ่งกวนใจมันอีก เช่นนั้นหมัดของชายหนุ่มจึงได้ถูกกำแน่นจนกระดูกลั่นเกลียวกราวเห็นทีมันกับบุคคลทั้งสองนี้จะอยู่ร่วมโลกอย่างปกติสุขกันมิได้!

             

            หมัดที่กำแน่นเตรียมพร้อมจะชกออก พลังญาณได้เปล่งกำจายออกมาจากหมัดอย่างลืมตัว

             

            เห็นหมัดที่กำแน่นของอวิ๋นเซ่อ จางอู่จี้ยิ่งทำท่าทางยียวนกวนโทสะแล้วกล่าววาจาเหยียดหยามท้าทายอย่างต่อเนื่อง

            “น้ำหน้าอย่างเจ้าจะมีปัญญาใดทำร้ายข้าได้เจ้าสวะ!"

             

            แต่อวิ๋นเซ่อยังมิทันได้ชกหมัดออกไป เสียงลากกระดานไม้แผ่นหนึ่งก็ดังมาจากปากประตูสำนักมือปราบบนกระดานแผ่นไม้มีกระดาษรายชื่อที่เรียงรายอีกแผ่นหนึ่งปรากฏอยู่ ผู้คนที่ผิดหวังจากกระดานประกาศรอบแรกต่างหูผึ่งวิ่งไปห้อมล้อมเหล่ามือปราบฝึกหัดที่ยกกระดานไม้ออกมากันอย่างเนืองแน่น

             

            “พวกเจ้าใจเย็นๆ ก่อน นี่เป็นกระดานสุดท้ายแล้วให้พวกข้าได้เอาไปตั้งโดยไว จะได้เสร็จงานของพวกข้าเสียที"

             

            ไม่มีใครฟังที่มือปราบฝึกหัดนายนั้นพูดแม้เพียงนิดพวกมันยังถาโถมเข้าหากระดาษแผ่นนั้นราวกับมหานทีที่ซัดสาด

            “เจ้าดูนั่น มีชื่อข้า”

             

            “เย้ มีชื่อข้าเช่นเดียวกัน”

             

            เสียงเฮสนั่น พร้อมกับเสียงที่ผิดหวังดังขึ้นมาอีกครั้งแต่มีเสียงหนึ่งที่ทำให้เสียงของทุกผู้ต้องเงียบกริบลง

             

            “พวกเจ้าดูนั่น มีคนที่ตอบข้อสองได้ถูกต้อง”

             

            “จริงๆ ด้วย ยังมีคนที่ตอบถูกด้วยหรือ”

             

            “คะแนนมันห้าสิบต่อร้อยส่วน ผ่านพอดี"

             

            “มันตอบข้อสองที่แม้แต่ต้าจงหมิงและจางอู่จี้ยังทำไม่ได้"

             

            ทั้งต้าจงหมิงและจางอู่จี้ต่างหรี่ตาและรีบปรี่เข้าไปดูกระดานประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบในกระดานสุดท้ายที่พึ่งมาถึงข้อสอบที่แม้แต่พวกมันยังผิดพลาด ผู้ใดยังตอบถูกอีก พอเบียดเสียดผู้คนเข้าไปได้ รายชื่อของผู้ที่สามารถตอบคำถามในข้อที่พวกตนตอบไม่ได้ก็ปรากฏสู่ครองจักษุสายตาชื่อนั้นอยู่บรรทัดสุดท้าย และเป็นคนสุดท้ายที่ผ่านการสอบภาคการคิดวิเคราะห์ในปีนี้ทั้งประการสำคัญยังเป็นคนที่พวกมันบังเกิดความไม่ชอบหน้าจนถึงขั้นรังเกียจอย่างที่สุดเป็นบุคคลที่พวกตนดูถูกเหยียดหยามมากที่สุด

            “อวิ๋นเซ่อ!”

             

            “เป็นมัน….. เป็นไปได้อย่างไร"

             

            เสมือนถูกคำพูดเยาะเย้ยถากถางของตนเองตบเข้าที่หน้าผู้ที่พวกมันดูถูกว่าเป็นขยะไร้ความสามารถ มันกลับทำในสิ่งที่พวกตนทำไม่ได้ คิดถึงตรงนี้ทั้งต้าจงหมิงและจางอู่จี้แทบอยากเอาหน้าแทรกลงยังพื้นปฐพีสมองก็ได้แต่ครุ่นคิดอย่างคับแค้นแลอับอาย

            “เจ้าขยะตนนี้มันจะเหนือกว่าข้าได้อย่างไรกันข้าไม่มีทางยอมรับ แม้จะเป็นเรื่องเดียวก็ตาม!”

             

             ในบรรดาผู้ที่ผ่านการสอบทั้งหมด ที่ด้านหลังรายชื่อของพวกมันจะมีคะแนนที่แยกเป็นรายข้อและมีคะแนนรวมด้านหลังสุด เช่นนั้นทุกผู้ที่ผ่านจึงได้เห็นคะแนนของตนว่าได้จากข้อใดบ้างและมีคะแนนรวมเท่าใด โดยทุกผู้หรือแม้แต่ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดอย่างต้าจงหมิงล้วนไม่มีผู้ใดตอบคำถามข้อที่สองถูกต้องทว่าคนที่สอบผ่านด้วยคะแนนน้อยที่สุด กลับเป็นเพียงคนเดียวที่ตอบได้

             

            “นี่มันมีตาและสมองที่รวดเร็วถึงเพียงไหน”

             

            สายตาทุกผู้จ้องมองไปที่บุรุษหนุ่มที่แต่งกายเก่าโทรมไม่สะดุดตาอันใดผ้าพันคอที่ห่อคลุมก็เปอะเปื้อนด้วยคราบดินเลน แต่พอสังเกตให้ดีและมองผ่านความซอมซ่อภายนอกมันกลับเป็นบุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาเป็นอย่างมาก จนบรรดาหญิงสาวทั้งหลายอดที่จะมองตามมันมิได้

             

            อวิ๋นเซ่อกลับกลายจากตัวประกอบเป็นพระเอกของงานไปเสียฉิบด้วยการเป็นเพียงผู้เดียวที่ตอบคำถามข้อที่สองได้ แต่อวิ๋นเซ่อมิได้สนใจสายตาเหล่านั้นจิตใจของมันเพียงจดจ่ออยู่บนชื่อของตนเองที่ปรากฏในกระดาษแผ่นสุดท้ายเท่านั้น หัวใจตอนนี้ยิ่งเต้นถี่กระชั้นชิดด้วยความปลาบปลื้มยินดีส่วนมือก็กุมกำชับผ้าพันคอ ก่อนที่อีกสิบลมหายใจเข้าออกขาของมันจึงก้าวเดินเลี่ยงจากฝูงชนโดยไม่สนใจผู้ใดมีเพียงปากที่พึมพำอย่างแผ่วเบาขึ้น

             

            “จื่อลู่ ข้าทำได้แล้ว”

             

            อวิ๋นเซ่อจากไปพร้อมกับความหวังที่ผุดขึ้นมาอีกครั้งสิ่งที่มันกังวลมาโดยตลอดทั้งคืนเกี่ยวกับผลสอบได้ถูกปัดเป่า บทกวีที่มันถ่ายทอดความรู้สึกบทนั้นกลับนำพาโชคชะตามาสู่มันจริงๆใครจะคาดคิดว่าด้วยกลอนของปราชญ์ซือเถียนที่มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประพันธ์ไว้เช่นไร แต่มันกลับเขียนบทกลอนคำกวีได้อย่างสอดคล้องราวกับปาฏิหาริย์นำพาคะแนนอีกสิบส่งเสริมให้มันก้าวผ่านการสอบภาคการคิดวิเคราะห์มาได้

             

            ตอนนี้ชายหนุ่มก็ก้าวผ่านการสอบซึ่งเปรียบดั่งด่านแรกสู่การเป็นมือปราบมาแล้วความฮึกเหิมแลคึกคักในจิตใจจึงมีอย่างสูงล้น แต่มันก็ไม่มัวที่จะมานัดหมายบุคคลมากมายไปร่วมเฉลิมฉลองต่อความสำเร็จในด่านแรกเฉกเช่นคนอื่นๆมันรีบที่จะกลับไปยังยอดเขา เพื่อฝึกฝนร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับทำการสอบภาคปฏิบัติที่ต้องใช้คะแนนถึงแปดสิบต่อร้อยส่วนในวันพรุ่งนี้ต่อไป

             

            ………………………………..……

             

             

            ที่เมืองหลวง เขตปฐมพสุธามีวสันต์พัดผ่านโหมกระหน่ำที่เขตมหาประจิมก็มิพ้นถูกวสันตฤดูเข้าเยี่ยมเยือนเช่นเดียวกัน พิรุณอันขาวโพลนหยาดหยดลงมาชะโลมป่าไผ่แห่งหนึ่งซึ่งป่าไผ่แห่งนี้มีต้นไผ่ขึ้นเรียงรายตรงดิ่งเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา กลางดงไผ่นอกจากเศษใบที่ร่วงโรยของใบแห้งแล้วก็ไม่มีวัชพืชใดขึ้นแซมประปรายให้เป็นสิ่งที่ดูแปลกแยกแตกต่างอีก แต่หากจะบอกว่าไม่มีสิ่งแปลกแยกก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียวกลางดงไผ่แห่งนี้มีกระท่อมหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวดูสุขสงบไร้ความวุ่นวายหรือความยุ่งยากใดมากล้ำกลายถึงแม้สายพิรุณจะตกกระทบ กระท่อมหลังนี้ก็ยังดูเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง

             

            แต่ทว่าความสงบสุขของสถานที่แห่งนี้กำลังจะถูกรบกวนเมื่อมีลมวสันต์จากเขตเหนือบูรพาลูกหนึ่งได้พัดผ่านมาเยือน ลมวสันต์จากเขตเหนือบูรพาลูกแรกได้พัดไปเมืองหลวงจนเริ่มจะวุ่นวายแล้วมิรู้ว่าลมอีกลูกนี้จะสร้างความวุ่นวายใดที่เขตมหาประจิม ลมวสันต์นี้พัดผ่านมาพร้อมกับฝีเท้าของดรุณีนางหนึ่งทั้งทิศทางของลมและฝีเท้าล้วนมุ่งมายังที่นี่ ที่กระท่อมอันเงียบสงบหลังนี้ และถึงแม้สายพิรุณจะกระหน่ำแต่นางก็ยังเยื้อย่างทอดน่องเข้ามาอย่างมิช้ามิเร็ว ชุดคลุมสีดำของนางเปียกฝนจนชุ่มโชกแต่นางก็หาได้ใส่ใจ จิตของนางเพียงเพ่งเข้าไปยังกระท่อมหลังดังกล่าวเพียงเท่านั้น

             

            กระท่อมหลังดังกล่าวเองก็เหมือนรอต้อนรับอาคันตุกะผู้มากับลมวสันต์อยู่นานแล้วประตูกระท่อมถึงได้ถูกผลักเปิด พร้อมกับบุรุษหนุ่มที่ก้าวเดินออกมา และกล่าววาจาขึ้น

            “พวกเรามิใช่ว่าต้องปลีกตัวอยู่อย่างสงบหรอกหรือเหตุใดต้องดั้นด้นตามหาข้ามาไกลถึงเพียงนี้"

             

            ดรุณีชุดคลุมดำแย้มยิ้มขมขื่น

            “คิดว่าข้าอยากเห็นหน้าพวกเจ้านักหรือแต่เพราะมีบางสิ่งที่ข้าทำมิได้ จึงต้องมาขอร้องให้เจ้าช่วย"

             

            บุรุษหนุ่มหรี่ตามองดรุณีตรงหน้า

            “เจ้าตามหาร่องรอยของข้ามานานเท่าใดแล้ว”

             

            “เกือบหกเดือน”

             

            บุรุษหนุ่มถึงกับปรากฏแววความแปลกใจฉายชัดออกทางสีหน้าคนพินิจมองดรุณี พินิจมองวงหน้าอันสะคราญโฉมที่แฝงแววความทุกข์ผ่านเม็ดฝนที่ร่วงโรยสภาพเช่นนี้ล้วนบ่งบอกได้ว่าตัวนางเองมิได้มีปัญหา แต่ผู้อื่นต่างหากที่ทำให้นางเป็นปัญหารู้เช่นนี้แล้วมันจึงส่ายหน้าน้อยๆ

            “เป็นบุรุษเช่นไรกัน ถึงทำให้สหายของข้าอวิ๋นจางลี่ ผู้มีหัวใจตายด้านถึงกับทุกข์ตรมได้”

             

            “เจ้ามิจำเป็นต้องกล่าวให้มากความ ที่ข้าตามหาเจ้าก็เพราะความสามารถของเจ้าจะช่วยข้าได้”

             

            “เจ้าจะให้ข้าขัดคำสั่งอาจารย์ เพื่อผู้อื่น"

             

            ดรุณีชุดคลุมดำหรือก็คืออวิ๋นจางลี่ทอประกายตาผ่านเม็ดฝนมายังบุรุษหนุ่ม

            “ถือว่าสหายอย่างข้าขอร้อง”

             

            “อวิ๋นจางลี่ เจ้ามิเคยขอร้องเพื่อใคร"

             

            อวิ๋นจางลี่นึกถึงเรื่องราวหลากหลายประการนึกถึงอวิ๋นเซ่อที่ตกตายไป นางจึงได้แต่ทอดสายตาผ่านหยาดฝนและต้นไผ่เบื้องหน้า แล้วกล่าววาจาอย่างหนักแน่น

            “ข้าติดค้างมันมากมายนัก นี่เป็นเพียงสิ่งสุดท้ายที่ข้ายังพอจะคืนให้แก่มันได้"