ภายในจวนตระกูลไป๋เสียงนินทาซุบซิบของเหล่าข้ารับใช้ดังขึ้นไม่หยุดั้แ่เช้า
“ท่านอี้เฟยเมื่อวานแปลกไปจริงๆเ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่?”
“ใช่! ปกติท่านจะสุขุม เ็าแต่วานนี้กลับทำท่าทางตลกจนข้าเกือบหัวเราะออกมา!”
“แต่ถึงอย่างไรท่านก็ยังเป็ท่านอี้เฟยอยู่ดี เผลอๆ ท่านอาจจะแค่แกล้งหยอกตระกูลลู่ก็เป็ได้”
ไป๋อี้เฟย (ในร่างหลินซินเหยียน)เดินผ่านพวกนางบ่าวที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาขมวดคิ้วแน่นพลางพึมพำกับตัวเอง
“หลินซินเหยียนเ้าทำให้ชื่อเสียงของข้ากลายเป็ตัวตลกอีกแล้ว...”
ขณะนั้นเองหลินซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟยเดินเข้ามาพอดีใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
“ข้าเห็นนะเมื่อวานเ้าดูมีความสุขที่ข้าเอาชนะมาได้!” เธอพูดพลางยกมือขึ้นลูบคาง(ที่เป็ของไป๋อี้เฟย) อย่างอารมณ์ดี
ไป๋อี้เฟยหรี่ตาลง“เ้าหมายถึงการทำให้ข้าดูเหมือนคนบ้าในการประลองน่ะหรือ?”
“อะไรกัน ข้าช่วยเ้านะ!อย่างน้อยข้าก็ไม่แพ้ใช่ไหมล่ะ!”
“เ้านี่มัน...”ไป๋อี้เฟยพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
่บ่ายวันนั้นขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไปเสียงของเสี่ยวไป๋ก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“คุณหนูหลิน! มีแขกแปลกๆมาขอพบท่านเ้าค่ะ!”
ไป๋อี้เฟย (ในร่างหลินซินเหยียน)และซินเหยียน (ในร่างไป๋อี้เฟย) มองหน้ากันอย่างสงสัยก่อนจะรีบเดินออกไปยังหน้าร้านยา
ตรงนั้นเอง พวกเขาเห็นชายชราผู้หนึ่งสวมชุดเก่าๆ สีเทา หน้าตาซีดเซียวราวกับคนป่วย มือของเขากำลังถือถุงผ้าขาดๆ เอาไว้
“เ้าคือ...ใคร?” หลินซินเหยียน (ในร่างไป๋อี้เฟย)เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มตามแบบฉบับของไป๋อี้เฟย
ชายชราเงยหน้าขึ้นพลางมองทั้งคู่ด้วยแววตาลึกลับ“ข้าได้ยินมาว่า...มีคนสองคนที่ถูกโชคชะตาเล่นตลกจนต้องสลับร่างกัน”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนชะงักไปทันที
“เ้า...รู้เื่นี้ได้อย่างไร!?”ไป๋อี้เฟย (ในร่างหลินซินเหยียน) เอ่ยถามเสียงเข้ม
ชายชรายิ้มมุมปากก่อนจะหยิบแผ่นหยกสีเขียวที่แตกครึ่งออกมาจากถุงผ้า“พวกเ้าคงเคยเห็นสิ่งนี้แล้วใช่หรือไม่?”
หลินซินเหยียนและไป๋อี้เฟยมองแผ่นหยกนั้นอย่างตกตะลึงนี่คือแผ่นหยกที่พวกเขาเห็นในคืนนั้น...คืนที่เกิดพายุประหลาดขึ้นหลังจากชนกันที่ตลาด
“แผ่นหยกนี่...เกี่ยวข้องกับการสลับร่างของพวกเ้าทั้งสอง”ชายชราพูดเสียงแ่เบา “มันไม่ใช่แค่หยกธรรมดาแต่เป็หยกแห่งโชคชะตาที่สามารถผูกิญญาของสองคนเข้าด้วยกัน”
“แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะกลับคืนร่างเดิมได้?”หลินซินเหยียนรีบถามทันที
ชายชราส่ายหน้าช้าๆ“นั่นขึ้นอยู่กับพวกเ้าเอง...เ้าต้องค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจของพวกเ้าทั้งความลับ ความกลัว และสิ่งที่พวกเ้าไม่เคยยอมรับ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันอย่างงุนงง
“ความลับ? ความกลัว?”ไป๋อี้เฟยพึมพำเบาๆ
คืนนั้น หลังจากเหตุการณ์ชายชราลึกลับทั้งสองคนต่างนั่งอยู่ที่ศาลาหลังร้านยาหลินซินเหยียนกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดเกี่ยวกับความลับและความกลัว
“เ้าเคยกลัวอะไรบ้างหรือไม่?”หลินซินเหยียนถามขึ้นเบาๆ
ไป๋อี้เฟยหันมามองเธอก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ข้าไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้น”
“จริงหรือ?” เธอเอียงคอมองเขา“ไม่มีใครไม่เคยกลัวอะไรเลยหรอก”
ไป๋อี้เฟยนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “บางที...ข้าอาจจะกลัวการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไป”
หลินซินเหยียนมองเขาด้วยความแปลกใจ“เ้าก็มีมุมแบบนี้ด้วยหรือ?”
“เ้าเองล่ะ?” ไป๋อี้เฟยถามกลับบ้าง
หลินซินเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงแ่ “ข้ากลัวว่าข้าจะไม่สามารถทำอะไรให้ใครภูมิใจได้เลย...”
“นั่นเป็เหตุผลที่เ้าทำงานหนักขนาดนี้ใช่หรือไม่?”
หลินซินเหยียนพยักหน้าเบาๆดวงตาของเธอทอดมองไปยังดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่เบื้องบน
ไป๋อี้เฟยมองเธออย่างพิจารณาก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ “เ้าทำได้ดีแล้ว...ในแบบของเ้าเอง”
คำพูดนั้นทำให้หลินซินเหยียนหันมามองเขาอย่างตกตะลึงเธอเห็นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเขา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธอเห็นบ่อยนัก
“เ้าชมข้าอีกแล้วนะ!”เธอพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ
ไป๋อี้เฟยยิ้มมุมปาก “หึอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”
วันรุ่งขึ้นทั้งสองคนตัดสินใจกลับไปที่ตลาดที่พวกเขาพบกันครั้งแรกเพื่อหาความจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผ่นหยกประหลาดนั้น
ระหว่างทางหลินซินเหยียนในร่างของไป๋อี้เฟย พยายามเดินให้สง่างามตามแบบฉบับคุณชายรองแต่ก็ยังคงดูเก้ๆ กังๆ จนไป๋อี้เฟยในร่างเธอต้องคอยแอบปรับท่าทางให้
“เ้าทำเหมือนเดินบนน้ำแข็งอยู่ได้!”ไป๋อี้เฟยบ่นเสียงเข้ม
“ก็ข้าพยายามแล้วไง!”ซินเหยียนตอบกลับทันที
การทะเลาะกันระหว่างทางทำให้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจแต่พวกเขาก็ไม่สนใจ และมุ่งหน้าไปยังจุดที่พวกเขาเห็นแผ่นหยกในคืนนั้น
เมื่อทั้งสองคนมาถึงตลาดกลับไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ แต่แล้วก็มีชายเร่ร่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขา
“พวกเ้าสนใจแผ่นหยกหรือ?” ชายเร่ร่อนพูดขึ้นเบาๆ
ไป๋อี้เฟยและหลินซินเหยียนหันไปมองพร้อมกัน
“เ้ารู้อะไรเกี่ยวกับมัน?”ไป๋อี้เฟยถามขึ้นทันที
ชายเร่ร่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย “หึหึแผ่นหยกนั้นจะเผยความจริงเมื่อพวกเ้ากล้าที่จะยอมรับหัวใจของตัวเอง...”
“หมายความว่าอย่างไร?” หลินซินเหยียนถามอย่างไม่เข้าใจ
ชายเร่ร่อนหัวเราะอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ทั้งสองคนยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น