[กลอนเปิด บทที่6]
"ชีวิตใหม่เริ่มต้นบนเส้นทาง
แม้ในวังจะหรูหราดังแสงศิลป์
แต่ใจกวีใฝ่หาคำแท้จริง
ที่กลั่นกลิ้งจากชีวิต...ไม่ใช่ลวง
ยศถาบารมีอาจมีให้
แต่ใจใครจักมั่นคงไม่หล่นห้วง
กวีเขียนมิใช่เพื่อให้ลวง
หากเพื่อทวงเสียงมนุษย์สู่ฟ้าดิน
เริ่มชีวิตในราชสำนัก"
แสงแดดอ่อนในยามสายส่องผ่านลายฉลุของหน้าต่างเรือนเสมียน
กลิ่นกระดาษสาและหมึกจีนลอยคละคลุ้งในอากาศ
เสียงพู่กันขูดบนกระดาษเป็จังหวะสม่ำเสมอ — นี่คือชีวิตของ "ภู่" ในวังหลวง
ไม่ใช่เพียงเด็กหนุ่มจากบางกอกใหญ่อีกต่อไป แต่คือ "เสมียนกวี" ผู้เริ่มเขียนเพื่อแผ่นดิน
ขวัญข้าวยืนมองอยู่ใกล้ๆ พึมพำเบาๆ
ขวัญข้าว :
“กลอนของเขา…เปลี่ยนไปแล้วนะ ไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยงาม แต่มันลึก…เหมือนกลั่นมาจากข้างใน”
แพร :
(หยิบสมุดจดของตนขึ้นมา)
“กลอนของเขาเหมือนพาเราเดินทาง แม้เราจะอยู่กับเขา แต่ก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในใจเขาเลย”
ปราชญ์ :
(นั่งลงข้าง ๆ พลางจดจ้องตัวอักษร)
“นี่คือ่แรกที่เขาเริ่มแต่งกลอนถวายฝ่ายใน เราจะได้เห็นกลอนรักแบบที่ทั้งซ่อนและเปิดเผยในคราเดียวกัน”
โจ้ก :
(ขยับเข้ามา ทำท่ารำเล่น)
“โอย...ถ้าข้าจะหล่อเท่าเขาได้ครึ่งนะ คงมีสาวในวังฝากกลอนมาให้ทุกวันแน่!”
เสภา (บุ๊ค) :
(ยิ้มเบา ๆ)
“ใช่…แต่ยิ่งกลอนก้อง คนเขียนก็ยิ่งโดดเดี่ยว รู้ไหมว่า่นี้เป็่ที่เขาเริ่มเขียนนิราศครั้งแรก...นิราศเมืองแกลง”
แรงบันดาลใจแรกของนิราศ
ค่ำคืนหนึ่งใต้แสงจันทร์
ภู่เดินคนเดียวริมระเบียงเรือนพักของเสมียน
เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์…ก่อนจะหยิบสมุดขึ้นมาเขียนกลอนอย่างไม่ลังเล
เสียงลมพัดผ่านต้นพิกุลข้างเรือน กลอนบทแรกของ “นิราศเมืองแกลง” ได้ถือกำเนิดขึ้น
“โอ้ปางเมื่อเยาว์วัยได้เมียรัก
เคยฟูมฟักดังแก้วแววเฉลิมศรี
เพราะกรรมเก่าคลาคลาหามาปี
จำร้างพลีพรากภรรยาเสียน้ำตา…”
ขวัญข้าว :
(อ่านเบา ๆ แล้วนิ่งเงียบ)
“…ไม่ใช่กลอนหวานเลย มันเจ็บ…แต่จริง”
แพร :
“เพราะนี่คงเป็ครั้งแรก…ที่เขาเขียนด้วยความทรงจำที่ปวดร้าวจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อใคร ไม่ใช่เพื่อถวาย…แต่เพื่อเยียวยา”
โจ้ก :
(ยกมือขึ้นแบบประชด)
“เดี๋ยว…นี่ข้าเริ่มสงสารเขาแล้วนะ ทั้งที่เคยคิดว่าชีวิตกวีต้องโรแมนติกซะอีก”
ปราชญ์ :
(พูดอย่างเงียบ ๆ)
“ชีวิตจริงมันไม่เหมือนกลอนหรอก…แต่บางครั้งกลอนก็กลายเป็ทางเดียวที่คนหนึ่งจะพูดในสิ่งที่ใจอยากจะร้อง”
กลอนที่ทำให้เ้านายฝ่ายในน้ำตาซึม
วันหนึ่ง ภู่ได้รับคำสั่งให้แต่งกลอนถวายเ้านายฝ่ายในผู้เพิ่งสูญเสียพระสวามี
เขานั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเริ่มเขียน — ด้วยกลอนที่เปลือยใจ และซื่อตรงต่อความสูญเสีย
“แม้รักลับดับลงในห้วงฝัน
แต่ใจฉันยังมั่นอยู่มิหนี
จะเก็บภาพ ความหลังแห่งชีวี
เป็บทกวีในหทัย…ไปนิรันดร์”
เ้านายฝ่ายในผู้รับกลอนนั้นทรงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหลั่งน้ำตา และทรงตรัสว่า
“ถ้อยคำเ้ามีชีวิต…เหมือนหัวใจข้าพูดออกมาเอง…”
สะท้อนใจในหมึกดำ
ยามค่ำ ภู่กลับมายังเรือนเสมียนอีกครั้ง
เขาจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ลงในสมุดส่วนตัว — ไม่ใช่กลอน แต่มันคือคำสารภาพ
"ข้าคือคนเขียนถ้อยคำ…แต่ในบางครา คำเ่าั้ก็เขียนข้ากลับเช่นกัน"
ขวัญข้าว :
(นั่งลงข้าง ๆ สมุดของเขา เงยหน้าขึ้น)
“หนูไม่อยากเป็แค่นักอ่านกลอนอีกแล้ว หนูอยาก…เข้าใจมันจริง ๆ”
เสภา :
(มองดวงจันทร์)
“พวกเราอยู่ที่นี่…ไม่ใช่แค่เพื่อดู แต่เพื่อเรียนรู้ ว่ากลอนแท้จริง คือเงาของใจมนุษย์”
[กลอนปิดบทที่ 6]
"กลอนมิใช่เพียงศัพท์จับเรียงร้อย
หากคือถ้อยร้อยใจใส่ความหมาย
กวีจริงไม่เขียนเพราะอยากอวดใคร
แต่เขียนไว้เพื่อเยียวยาใจโลก"
หากคุณ้าให้มีเหตุการณ์เฉพาะ เช่น การพบเ้านายฝ่ายในเพิ่มเติม หรืออยากใส่ "นิราศเมืองแกลง" ตอนเดินทางจริง ฉากเรือ ฉากห่างบ้าน ฯลฯ — แจ้งผมได้เลยครับ เราจะเดินต่อได้ในบทที่7