ยอดยุทธชุดชมพู

    ตอนที่11 พลังมืด(รีไรท์)

    ตอนที่11 พลังมืด

    “โว้ยทำไมข้าขยับไม่ได้ละ”หนิงหรงร้องโวยวายด้วยความอัดอั้นตันใจเมื่ออันตรายใกล้เข้ามา แต่ขาทั้งงสองข้างกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้

    “โถ่เว้ย!”หนิงหรงสบถด้วยความหงุดหงิด“กิเลนทองเจ้าไสหัวออกมาช่วยพวกข้าเลยนะไม่งั้นถ้าข้ากลายเป็นผีก็จะตามหักคอตาเฒ่าอย่างเจ้า!”หนิงหรงสติหลุดตะโกนด่ากิเลนทองที่ไม่ยอมปกป้องอาณาเขตตัวเอง

    ขณะที่เสี่ยวไป๋ก็ตะโกนเช่นกัน

    “ตาเฒ่ากิเลนทองเจ้ารีบมาช่วยข้าเร็วเข้า! ก่อนที่ไฟจะไหม้หมดป่า...ไม่อย่างนั้นข้าจะไปขโมยโอสถเจ้าให้หมดวังเลย!”เจ้าเสี่ยวไป๋แหกปากข่มขู่กิเลนทองสัตว์ผู้พิทักษ์ประจำเผ่าเทพอสูร

    ทันใดนั้นเกราะเวทสีทองก็กางทับเกราะของเจ้าเสี่ยวไป๋

    “พอใจรึยัง”เสียงแก่ชราดังขึ้นก้องไปทั้งบ้านเป็นเสียงที่ไม่มีใครรู้จัก แต่หนิงหรงกลับเคยได้ยิน เป็นเสียงของกิเลนทอง

    และขณะนั้น ท้องฟ้าปรากฏพลังเวทสีทองพุ่งปะทะเข้ากับ พลังเวทมังกรสีฟ้า

    “ตูม!” “ตูม!” “ตูม!” พวกมันต่อสู้พัวพันกันจนรอบด้าน เกิดเสียงระเบิดกึกก้องครั้งแล้วครั้งเล่าต้นไม้ล้ม บ้างถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ พื้นดินถูกพลังกระแทกใส่เกิดเป็นหลุมมากมาย

    เมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นหนิงหรงพลันขยับตัวได้ แต่ทว่าทันใดนั้นโลกของหนิงพรงพลันขาวโพลน

    เยี่ยนเฟยเห็นแววตาหนิงหรงเปลี่ยนไป

    แววตาของหนิงหรงปลี่ยนเป็นสีแดงและสีดำสลับกันครั้งแล้วครั้งเล่า รอบกายมีพลังสีดำที่พยายามไหลออกจากร่าง

    เยี่ยนเฟยต้องกัดฟันกอดร่างอีกฝ่ายไว้ทนต่อพลังที่ไหลออกจากร่างหนิงหรงซึ่งกำลังบาดทำร้ายเขา

    “คุณหนูท่านต้องตั้งสติให้ดี...”เสียงเยี่ยนเฟยกระซิบข้างหูครั้งแล้วครั้งเล่า

    หนิงหรงอยู่ในสภาวะมึนงงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้เป็นบางครั้ง เหมือนไฟที่ติดๆดับๆ

    สรรพสิ่งล้วนถูกแบ่งแยกจากมโนสำนึกรอบด้านเป็นเพียงเสียงรบกวนขาดๆหายๆที่ไม่ชัดเจนนัก

    ปรากฏเป็นภาพ หญิงสาว หน้าตางดงามทว่ารอบด้านเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย แววตาของคนผู้นั้นแดงฉานแข็งกร้าวมีแต่ความอาฆาตแค้น ชิงชัง

    สตรีผู้นั้นแสยะยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ‘ในที่สุดเจ้าก็รับรู้ถึงข้า...เราต้องได้พบกันอีกแน่’

    หนิงหรงพลันรู้สึกขนลุกรู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าต้องเป็นตัวอันตรายแน่นอน

    “เจ้าเป็นใคร... ต้องการอะไร”หนิงหรงถามน้ำเสียงเคร่งเครียด

    “คุณหนู...คุณหนูตั้งสติไว้”เยี่ยนเฟยเขย่าตัวอีกฝ่าย

    แต่ท่าทางหนิงหรงดูเหม่อลอยขณะที่ความเจ็บปวดเล่นงานเยี่ยนฟยมากขึ้นเรื่อยๆ พลังมืดที่ซึมออกจากร่างของหนิงหรงกำลังทำร้ายเขา พลังกำลังกัดผิวของเยี่ยนเฟยเป็นแผลเล็กๆน้อยๆ เหมือนถูกของมีคมกรีด

    เยี่ยนเฟยกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากการถูกพลังมืดกัดกิน

    ทว่าหนิงหรงกลับไม่ได้ยินคำพูดของเยี่ยนเฟยเลยแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้รับรู้ได้เพียงแค่ตนกำลังยืนคุยกับคนแปลกหน้า ผู้หญิงที่แผ่พลังแห่งความตายออกมา

    ‘สิ่งที่ข้าต้องการหรือ...’หญิงผู้นั้นยิ้มหวาน ทว่าคนมองกลับขนลุก ‘...ง่ายมาก...ฆ่า อย่างที่ต้องการ ทำลายทุกสิ่งที่ขวางทางข้า’หญิงสาวผู้นั้นตอบด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม

    แม้แรกเริ่มหนิงหรงจะรู้สึกหวาดระแวงคนตรงหน้าแต่เมื่อได้ยินตรรกกะเพี้ยนๆ แบบนี้ ก็ขมวดคิ้วทันที

    “นี่เจ้าเสียสติ จิตวิปลาสเก็บกด อย่างนั้นรึ ถึงได้กล้าพูดว่าจะฆ่าคนได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น...เหอะ”หนิงหรงมองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า

    “ไม่แปลกใจเลยที่เจ้ามีสภาพอย่างผีร้าย... เพราะจิตใจเจ้ามันหมุกมุ่นแต่เรื่องแย่ๆสภาพถึงได้น่าเกลียดน่ากลัว ถ้าว่างมากจนคิดแต่เรื่องจะฆ่าคนละก็ เอาเวลาไปจัดการสภาพจิตใจตนเองให้มันคิดแต่เรื่องดีๆบ้าง เผื่อจะได้ไปเกิดใหม่กับเขา!”

    หนิงหรงเทศนาไปชุดใหญ่ในฐานะนักกฎหมาย และในฐานะผู้ถูกสอนว่าทุกชีวิตล้วนมีค่าไม่ควรมีชีวิตใดที่ถูกฆ่าและทำลาย ทำให้ตนอดเทศนาอีกฝ่ายไม่ได้ถึงกับลืมความหวาดระแวงผีร้ายตรงหน้าไปชั่วขณะ

    ‘กรี้ดดดดดด’เสียงผีร้ายกรีดร้องดังก้อง ท่าทางผีร้ายดูหงุดหงิดโมโห ‘คอยดูเถอะวันนึงเจ้าต้องเป็นเช่นเดียวกับข้า!’

    หนิงหรงทำสีหน้าเจ็บปวดเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้อง‘เสียงแหลมจนปวดหัว’หนิงหรงบ่น

    ขณะที่เยี่ยนเฟยเห็นหนิงรงไม่ตอบแสดงท่าทีเหมือนเจ็บปวด ดังนั้นเขา จึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะหยุดเรื่องนี้

    “เพี้ยะ!”เยี่ยนเฟยตบหน้าหนิงหรงเรียกสติอีกฝ่าย

    หนิงหรงพลันได้สติกลับมาอีกครั้งด้วยแรงตบที่ดังจนก้องหูโดนตบหน้าหันไปอีกทาง หนิงหรงสะบัดหัวด้วยความมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง

    “ตบจนข้าหูอื้อเลยนะ!”หนิงหรงทำเสียงแยกเขี้ยวใส่เยี่ยนเฟย แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องเห็นคนเมื่อครู่อีก...

    “เมื่อครู่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”หนิงหรงขมวดคิ้วจ้องหน้าเยี่ยนเฟย“เจ้ารู้ใช่ไหม!”หนิงหรงถามด้วยน้ำเสียงดุดัน“อย่าได้อ้าปากคิดจะบอกว่าไม่รู้! เพราะเมื่อครู่ที่เจ้าทำไปทั้งหมดเพื่อเรียกสติข้าแปลว่าเจ้าต้องรู้ทุกอย่าง!”

    เยี่ยนเฟยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ“เรื่องนี่....”เยี่ยนเฟยทำท่าไม่อยากพูดแต่เมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องเขม็งกดดันจึงกล่าว

    “เวลานี้ ท่านมีพลังมืดแฝงอยู่ในร่าง...พลังที่จะควบคุมท่านเมื่อท่านโกรธเกลียด มีโทสะ....สตรีผู้นั้นนางมีพลังมืดที่สามารถดูดกินพลังชีวิตทั้งหลาย....”

    หนิงหรงได้ยินแล้วขมวดคิ้วนึกถึงเรื่องที่กิเลนทองพูด “นี่มันเรื่องอะไรกัน...ตัวอันตรายแบบนั้นมาอยู่กับข้าได้ยังไง”พึมพำอย่างงุนงงการที่ตนมาเกิดในอีกมิติเป็นเรื่องบังเอิญจริงหรือ เหตุใดจึงเกิดเรื่องประหลาดมีพลังมืดอะไรแฝงร่าง...

    “เจ้าหมายถึงนางเป็นผีสิงใช่ไหม...”หนิงหรงถามอย่างไม่แน่ใจ

    “ผี...”เยี่ยนเฟยหัวเราะ“จะเรียกแบบนั้นก็ได้ นางก็แค่ก็แค่วิญญาญดวงหนึ่งที่ไปเกิดไม่ได้มีชะตาผูกติดกับท่าน ดังนั้นท่านต้องตั้งสติให้ดี ยามที่นางแผลงฤทธิ์อย่ายอมให้นางยึดครองร่างของท่านได้ก็พอ... ไม่เช่นนั้น ท่านก็จะกลายเป็นแค่วิญญาณดวงหนึ่งถูกควบคุมร่างกาย ขณะที่วิญญาณถูกกักขังในร่างตน”

    “ฟังดูน่ากลัวไปไหม”หนิงหรงทำสีหน้าผวา

    “ฮ่าฮ่า”เยี่ยนเฟยหัวเราะลั่น “ดูท่านสิเชื่อที่ข้าแต่งเรื่องมาหลอกด้วย...”เยี่ยนเฟยขำจนน้ำตาไหล

    ทว่าหนิงหรงถึงกับหน้าชา...

    “โถ่ คุณหนูของข้า..เมื่อครู่ท่านทำท่าเหมือนคนเสียสติ พูดคนเดียวไม่พอ ยังทำท่าหวาดกลัวจนตาเหลือกแถมหายใจแรง ตัวสั่น ตัวเกร็งเหมือนคนกำลังจะชักตาค้างข้าก็เลยเรียกสติท่านเบาๆไปเท่านั้นเอง”

    เยี่ยนเฟยหัวเราะขณะยกมือป้ายหางตาตนเองเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมา

    หนิงหรงกัดฟันกรอด“ดูจากท่าทางเจ้า คงล้อข้าเล่นสินะ”หนิงหรงถลึงตาใส่

    “สนุกมากไหม!” โมโหจนอยากจะชกหน้าหล่อๆของเยี่ยนเฟยสักที!

    “ท่านอย่าโมโหไปเลยข้าเห็นท่าน ทั้งเครียดทั้งกดดัน ก็เลยพูดจาแหย่เล่นเท่านั้นเมื่อครู่ท่านคงจะเห็นภาพหลอนขอรับ บางทีคงเพราะผักผ่อนไม่พอพอสมองมึนงงจนสร้างมโนภาพขึ้นมาเอง...”

    “เหอะ!”หนิงหรงทำเสียงไม่พอใจ “หุบปากเจ้าไปเลย ข้าไม่ฟังเจ้าแล้วยิ่งพูดยิ่งเชื่อไม่ได้!”

    “ขอรับขอรับ”เยี่ยนเฟยทำท่าประสานมือขออภัยแต่ใบหน้ายิ้มกรุ้มกริ่ม “ข้าน้อยขออภัยขอรับแต่ข้าน้อยพุดจริงนะขอรับ อย่างน้อยท่านต้องตั้งสติมากกว่านี้อย่าปล่อยให้ความกลัวสร้างภาพหลอนมาหลอกตัวเอง!”

    หนิงหรงมองตาขวาง ก่อนจะสะบัดน้าหนีด้วยความโกรธเคืองที่อีกฝ่ายยังไม่หยุดล้อเลียน

    ‘หรือข้าจะเห็นภาพหลอนคิดไปเองจริงๆ’หนิงหรงขมวดคิ้ว

     

    “เปรี้ยง!” ท้องฟ้าพลันขาวโพลนแสงสว่างเจิดจ้าระเบิดออกทำลายทุกสิ่งรอบด้าน เสียงดังสนั่นจนแผ่นดินไหว เสียง

    หลังการระเบิด ทุกสรรพสิ่งพลันนิ่งงันชั่วขณะ

    “เป็นแค่เศษเสี้ยวพลังถึงกลับกล้าอาละวาดไปทั่ว”น้ำเสียงเย็นชาของเด็กชายดังขึ้น

    ด้านนอกเกราะเวทพลันปรากฏคนชุดดำหกคนและเด็กชายใส่ผ้าคลุมปิดบังใบหน้า

    เด็กชายยื่นมืออกไปในอากาศพลังมังกรพลังถูกดูดเข้าสู่ฝ่ามืออย่างง่ายดาย

    เขายืนจ้องมองพลังสีทอง“ขออภัยที่สร้างเรื่อง ท่านกลับไปเถอะเด็กชายกล่าวกับพลัง ของกิเลนทองเสียงดังก้องได้ยินกันทั่ว

    ‘เจ้าตัวอันตราย...ควบคุมพลังเจ้าให้ดีอย่าได้ไปทำร้ายใครเข้า’เสียงกิเลนทองกล่าวก่อนแสงสีทองจะหายไป

     

    เสี่ยวไป๋ในร่างชายหนุ่มรูปงามรีบวิ่งไปหาหนิงหรง ผลักเยี่ยนเฟยออกให้พ้นทางเดินสำรวจรอบตัวหนิงหรงว่าไม่มีส่วนใดบุปสลาย

    “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”เสี่ยวไป๋ถามด้วยท่าทางเป็นห่วงขณะที่หนิงหรงส่ายหน้าเป็นคำตอบ ว่าไม่เป็นไร ทว่าเมื่อหันไปเห็นเหล่าองครักษ์ที่นอนสลบกันก็อดถามขึ้นไม่ได้

    “พวกองครักษ์เป็นอย่างไรบ้าง”หนิงหรงถามขณะที่เห็นเยี่ยนเฟยเดินไปกดจุดใต้จมูกทำให้คนที่สลบฟื้นขึ้นมา

    “พวกเขาปลอดภัยดีขอรับแค่ถูกผลกระทบจากการปะทะของพลังทำให้สลบไป”

    ขณะที่หนิงหรงยืนดูเยี่ยนเฟยเดินไปกดจุด ปลุกเหล่าทหารให้ฟื้น ก็พลันรู้สึกเย็นวาบจนขนลุก

    “บรึ้ย...ทำไมหนาวแปลกๆ”เสี่ยวไป๋ที่ตัวสูงใหญ่ค้ำหัวหนิงหรงดังขึ้นหนิงหรงเองก็รู้สึกขนลุกแปลกๆ จึงหันมองยังทิศทางที่รู้สึกได้

    ฝั่งกลุ่มคนที่มาใหม่เด็กชายถามคนข้างกาย “เด็กคนนั้นเป็นใคร ได้ครอบครองสัตว์เทพอสูรทั้ง ๆ ที่พลังยังอยู่แค่ขั้นที่สาม”น้ำเสียงคนถามหงุดหงิดเล็กน้อยเนื่องจากตนใช้พลังไปมากมายกว่าจะได้ พยัคฆ์สายฟ้ามาครองต้องใช้ราชันย์ยอดยุทธออกล่าอยู่หลายปี และตนต้องฝึกฝนควบคุมพลงอย่างหนัก ทว่าคนตรงหน้ากลับมีพลังอันอ่อนด้วยแต่กลับได้ครอบครองเทพอสูร เช่นเดียวกับพยัคฆ์สายฟ้า

    “เด็กผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นหงหนิงหรงผู้ครอบครองกายาเทพ ที่เขาล่ำลือกันขอรับ”ราชันยอดยุทธตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแม้ว่าระดับราชันย์ยอดยุทธจะสูงส่งเพียงใด ทว่าพลังแห่งมังกรฟ้าราชันของเหล่ามนุษย์ ผู้อยู่จุดสูงสุดของพลังย่อมเป็นผู้สูงส่งที่สุดเหนือผู้ใดในใต้ล้า

    แม้วันนี้รัชทายาทผู้นี้จะบังคับควบคุมพลังไม่ได้เต็มที่ ทว่าเพียงแค่มีจิตคิดสังหารขึ้นมาพวกเขาทั้งหกก็ยากจะรับมือได้โดยไม่บาดเจ็บ

    “อ้อ...แต่เดิมใช้พลังยุทธไม่ได้ พอฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นคนที่ทั้งใต้หล้าล้วนพูดถึง”เด็กชายพึมพำ“แต่คิดไม่ถึงว่านางจะครอบครองสัตว์เทพอสูรด้วย”เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาแฝงไปด้วยความไม่พอใจ“ก็แค่บังเอิญโชคดีเท่านั้น บังเอิญที่กิเลนทองก็คุ้มครองด้วยหาไม่แค่ลำพังสัตว์เทพอสูรตนเดียว จะขวางมังกรฟ้าได้อย่างไร”

    เด็กชายกล่าวขณะมองรอบด้านที่เต็มไปด้วยเศษศากต้นไม้ที่ถูกระเบิด และพื้นดินที่กลายเป็นหลุมกว้าง

    “ที่น่าแปลกคือ...พลังมังกรฟ้าควรจะอ่อนแรงจากการต่อสู้เหตุใดจู่ๆ ถึงได้อาละวาดตามใจชอบเช่นนี้...ข้าไม่เข้าใจเลย”เด็กชายจ้องไปที่กลุ่มคนตรงหน้าอย่างไม่ถูกชะตา

    “เท่าที่กระหม่อมทราบมังกรฟ้าเป็นศัตรู กับพลังของมาร และพลังความมืดขอรับหากหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้มีพลังที่ว่าก็เป็นไปได้ว่ามันจะโจมตีเองโดยไม่ต้องมีคนสั่งขอรับ”

    “มาร...และความมืด...”เด็กชายพึมพำขณะหรี่ตามองจ้องกลุ่มคนในบ้านที่จ้องมองมาด้วยความระแวดระวัง

    หากไม่มีเกราะคุ้มกันของกิเลนทองกางอยู่เขาต้องสั่งฆ่าคนกลุ่มนี้เสียจะปล่อยให้คนน่าสงสัยที่อาจมีพลังแหล่านี้รอดไปไม่ได้หาไม่อาจจะกลายเป็นภัยในอนาคต

    “โชคดีที่พวกเขาได้รับการคุ้มครองจากกิเลนทอง...ตาเฒ่านั่นคงแยกแยะได้ว่า คนเช่นใดที่ควรได้รับการคุ้มครองดังนั้นข้าจะเห็นแก่หน้าเขานั่น ไม่สั่งฆ่าคนพวกนี้”เด็กชายกล่าวทำท่าจะหันหลังกลับและจากไป

     

    “เจ้าเด็กนั่นมันอะไรกันน่าหมั่นไส้เป็นบ้า”เจ้าเสี่ยวไป๋บ่นงึมงำไล่หลังเมื่อเห็นกลุ่มเด็กชายจากไป

    “เจ้าไปหมั่นไส้เขาทำไมพวกเขาไปก็ดีแล้ว ข้าหายใจไม่ทั่วท้องเลย เหมือนจะขาดอากาสหายใจตายมันตรงนี้”

    หนิงหรงกล่าวขณะทำท่าสูดหายใจเข้าลึกๆอึดอัดไปหมดที่คนพวกนี้ปรากฏตัว

    “เจ้าเด็กนั่นบอกจะฆ่าพวกเรานะสิ! เพราะพลังมังกรฟ้าจะโจมตีแค่พวกที่มีพลังมืด กับพลังมาร...ถ้าไม่ใช่เพราะกิเลนทองคุ้มครองพวกเราเจ้าเด็กนั้นได้สั่งงฆ่าไปแล้ว!”

    ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสีแต่ละคนทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที

    “ในกลุ่มพวกเรามีของแบบนั้นด้วยรึ...”เยี่ยนเฟยกระตุกยิ้มชั่วร้าย“ถ้าความชั่วร้ายหน้าตาหล่อเหลาแบบข้า ดูเหมือนจะไม่แย่เท่าไหร่นะ”

    คำพูดที่หลงตัวเองนั้นทำให้บรรยากาศที่กำลังตรึงเครียดผ่อนคลายลง

    “นั่นสิจะสนทำไมว่ามีของที่ว่านั่น... ขอแค่มันไม่ทำร้ายข้าก็พอ”หนิงหรงกล่าวขณะจ้องเยี่ยนเฟยอย่างมีความหมาย เพราะตนรู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าไม่ปกติ! คนอะไรตาแดงเหมือนเลือด....

    เยี่ยนเฟยจ้องมองกลับมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนไม่เห็นแววตาหวาดระแวงของหนิงหรง

    “ถ้าข้าเป็นความชั่วร้ายท่านคือสิ่งสุดท้ายบนโลกที่ข้าจะกล้าทำร้ายได้ลง”

    หนิงหรงขมวดคิ้วไม่ได้คิดจะเชื่อคำพูดของคนตรงหน้าในโลกก่อนเธอถูกคนที่รักและไว้ใจหักหลังมาแล้ว จึงไม่คิดจะไว้ใจใครง่ายๆอีกโดยเฉพาะโลกอันแปลกประหลาดแห่งนี้

    “แหวะ...มีคนประจบเจ้านาย”เสี่ยวไป๋ทำเสียงหมั่นไส้

    เสี่ยวเมิ่งที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดพลันกล่าวขึ้น “ข้าจะจับตาดูความชั่วร้ายเช่นเจ้าเอาไว้...”น้ำเสียงของเสี่ยวเมิ่งราบเรียบไร้อารมณ์ยากจะเดาได้ว่าพุดจริงหรือพูดเล่น

     

    เวลาผ่านไปจนครบหนึ่งเดือนถึงกำหนดรัชทายาทกลับวังหลวง

    “เจ้ากินเยอะๆหน่อยอีกไม่นานก็ต้องกลับวังหลวงแล้ว หากเสด็จลุงกับฮ่องเต้เห็นว่าเจ้าผอมแห้งข้าคงถูกเอ็ดว่าดูแลรัชทายาทได้ไม่ดีพอ ปล่อยให้อดอยากจนผอม”หนิงหรงคีบอาหารให้รัชทายาท

    เทียนฮุ่ย ชะงักตะเกียบตาเบิกโพลง“หมายความว่าอย่างไร เจ้าจะไล่ข้ากลับวังหลวงรึ”

    เสี่ยวไป๋ในร่างชายหนุ่มรูปงาม ทำตาโตเอียงหูฟังเช่นกัน ซึ่งท่าทางของชายหนุ่มดูแล้วขัดลูกตาพิกลหากมันอยู่ในร่างกระต่ายคงน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่านี้

    “ใครว่าข้าไล่เจ้าแต่พวกเราสามารถทะลวงฝ่าขั้นพื้นฐานกันได้แล้ว ดังนั้นฮองเต้ จึงต้องการให้พวกเราเข้าเรียนสำนักฝึกยุทธหลวงได้รับการสอนแบบจริงจังเพื่อไปให้ถึงการฝึกยุทธระดับกลางเพราะถ้ายังฝึกกันเองแบบนี้ อาจจะไม่ก้าวหน้า หรือก้าวหน้าได้ช้า”หนิงหรงกล่าวแล้วคีบอาหารเข้าปากเคี้ยวเสียงเบาหลังจากถูก ฮุ่ยเทียนบ่นทุกวันที่เขี้ยวข้าวเสียงดัง

    “จริงรึ!”ฮุ่ยเทียนทำตาโต สีหน้าตื่นเต้น“นี่ท่านจะออกจากที่นี่แล้วไปเรียนกับข้าจริงรึ”

    หนิงหรงยิ้ม “ถ้าไม่ไปกับเจ้าข้าจะไปไหนได้ ข้าไม่มีบ้านให้กลับหรอก เสี่ยวเทียน”

    คำพูดนั้นทำให้ฮุ่ยเทียนนิ่งอึ้งไปคิดว่าตนไปพูดจะกระทบกระเทือนใจอีกฝ่าย ที่เกือบตายเพราะพี่น้อง หนำซ้ำบิดาเองก็ไม่เคยมาเยี่ยมเลยสักครั้ง...สนใจแต่ลูกเมียของตนโดยไม่มองว่าหนิงหรงเป็นลูกสักนิด

    “ข้าละชังครอบครัวเจ้านัก...”ฮุ่ยเทียนกัดฟันกรอดโกรธแค้นแทน

    หนิงหรงกลับยิ้มน้อยๆ“เป็นธรรมดาของคนพาล”

    ฮุ่ยเทียนถูกคุ้มกันตัวกลับวังหลวงแบบเงียบๆหลังจากครบกำหนดกลับวังได้ไม่กี่วัน

    หนิงหรงก้มหน้าก้มตาฝึกฝนตนทุกวันทว่านับวันกลับรู้สึกจิตใจร้อนรุ่ม กลางคืนนอนกระสับกระส่าย แต่ละคืนเหมือนตนจะนอนงันแต่จำไม่ได้ว่าฝันอะไร

    “เจ้าต้องรีบจำทุกอย่างให้ได้...เจ้าต้องกลับมา ไป๋หลง ข้ารอเจ้าอยู่”เยี่ยนเฟยกระซิบเสียงเบาขณะส่งพลังเข้าสู่ร่างกระตุ้นความทรงจำที่บันทึกในจิตของหนิงหรงให้ตื่นอดีตชาติที่สำคัญของนาง!

    “คืนนี้เจ้าพอแค่นี้แหละ”เสียงของเสี่ยวเมิ่งดังขึ้นเมื่อเห็นหลังมือของเยี่ยนเฟยขึ้นเกล็ดสีน้ำเงินดำ เขากำลังใช้พลังเกินขีดจำกัด

    เยี่ยนเฟยที่ส่งพลังกระตุ้นจิตหนิงหรงทุกคืนพลันถอนหายใจอย่างเศร้าโศกที่ไม่อาจใช้พลังมากไปกว่านี้ได้หาไม่ตนอาจจะตายเสียก่อน “ที่เหลือฝากเจ้าจัดการเจ้ากระต่ายนั่นด้วยอย่าให้มันไหวตัวทัน”เยี่ยนเฟยกล่าวก่อนจะใช้พลังเวท หายตัวออกจากห้องไป

    เสี่ยวเมิงคลายมนต์สะกดที่ทำให้เจ้ากระต่ายหลับลึกออกแววตายามมองเจ้ากระต่ายน้อยเต็มไปด้วยความหนักใจ ‘เจ้าไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับหนิงหรง... เจ้าไม่ควรมีโอกาสได้พบเราอีก’เสี่ยวเมิ่งถอนหายใจขณะนั่งเหม่อลอย หวนถึงอดีตมากมายตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา คนที่เคยอยู่ในความทรงจำมากมายล้วนตายลงหมด สงครามเทพมารทำให้ตนสูญเสียทุกสิ่ง...แม้กระทั่งสหายที่ตนรบเคียงบ่าเคียงไหล่

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน