เจียวฝาง ซูหนี่ เถ้าแก่ฮุยและหยุนเอ๋อ นั่งคุดคู้อยู่ภายในรถม้าอย่างเงียบเชียบ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของม้า เสียงล้อไม้บดเบียดกรวดหินดังกรุกกริกและเสียงหวดบังคับม้าโดยพ่อค้าอยู่ด้านหน้าเป็ระยะๆ
องค์หญิงซูหนี่เคลิบเคลิ้มกับแรงะเืน้อยๆของเบาะที่นั่งราวกับเด็กน้อยแบเบาะที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดา หวนคิดถึง่เวลาที่ยังทรงพระเยาว์อันแสนขมขื่น
ชื่อเมื่อแรกเกิดของนางคือ'จูซิงเหยียน' มิได้มีสายเืของฮ่องเต้หรือเชื้อพระวงศ์พระองค์ใด เป็เพียงธิดาของคนบ้านสกุลจูซึ่งมีคุณย่ามีศักดิ์เป็แม่นมฮ่องเต้ เมื่อครั้งอายุสามขวบมารดาป่วยหนักจนเสียชีวิต ผู้เป็บิดาตรอมใจและเสียชีวิตตามไปในเวลาต่อมา
ท่านย่าซึ่งอาศัยอยู่ในวังจึงนำตัวหลานสาวมาดูแลในตำหนัก ผ่านมาไม่ถึงปี ท่านย่าเกิดป่วยหนักอีกคน ก่อนตายผู้เป็ย่าทูลขอพระเมตตาจากฮ่องเต้ ให้เด็กน้อยได้เติบใหญ่เป็นางกำนัลในวังเพราะไม่เหลือญาติพี่น้องที่ไหน
ครั้นเมื่อฮ่องเต้ได้พบหน้าเด็กหญิงที่มีใบหน้าหมดจดโดดเด่นมีสง่า กลับรักใคร่เอ็นดูราวกับเป็พระธิดาในไส้ จึงตัดสินพระทัยแต่งตั้งให้เป็พระราชธิดาในพระองค์ในเวลาต่อมา โดยพระราชทานนามใหม่ว่า 'ซูหนี่' ซึ่งมีความหมายตรงกับนางนั่นคือ 'หญิงสาวผู้เลอโฉม'
และนั้นคือจุดเริ่มต้นของความข่มขื่นในชะตาชีวิตขององค์หญิงซูหนี่
ฮุยเจียวฝางลอบพินิจใบหน้าอันงดงามของคุณชายที่ต้องแสงจันทร์จากช่องหน้าต่างรถม้า ชายหนุ่มนั่งเหม่อลอยทอดถอนใจอยู่เป็ระยะอย่างผู้ที่กำลังเป็ทุกข์กังวลใจ ส่วนผู้ติดตามอีกคนยังคงมีทีท่าระแวดระวังมองลอดหน้าต่างอยู่ตลอดเวลา
พลันเกิดความรู้สึกเกรงใจเป็อย่างยิ่ง
"ต้องขออภัยคุณชายทั้งสองที่นำพาพวกท่านมาพัวพันกับปัญหาของข้า" เสียงของเจียวฝางดึงความสนใจของทุกคนบนรถโดยพร้อมเพรียง
"แม่นางไม่ต้องคิดมากไป เื่ราวซับซ้อนยุ่งเหยิง พวกเราต่างเส้นทางกลับมีวาสนาพบพาน ถือเป็โชคชะตานำพา"
คุณชายกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลันคิดว่ายามนี้อาจเป็จังหวะที่เหมาะสมที่จะพูดคุยสอบถาม จึงตัดสินใจพูดความประสงค์ในใจ
"ข้าอยากสอบถามแม่นางเื่หนึ่งจะได้หรือไม่?"
"ไม่ทราบเื่อันใด?"
"ท่านเป็ศิษย์สำนักเนตรจันทราจริงหรือไม่?"
ทั้งซูหนี่และหยุนเอ๋อจ้องมองหน้าเจียวฝางอย่างตั้งตารอคอยคำตอบ ด้านเจียวฝางเมื่อได้รับฟังก็แสดงรอยยิ้มจางๆก่อนตอบคำ
"วิทยายุทธ์ที่ข้าใช้นั้นเป็ของสำนักเนตรจันทราจริง หากแต่ข้าเองเรียนรู้มาจากมารดาผู้ล่วงลับ ตัวข้าเองยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปคำนับท่านเ้าสำนักอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ทั้งที่ท่านเคยเอ่ยปากเชื้อเชิญเมื่อสี่ปีก่อน แต่ท่านพ่อของข้าเกรงว่าข้าจะหลงไหลในวิทยายุทธ์มากเกินไปจึงรั้งให้ข้าไม่ได้ไปเสียที"
นางพูดพลางมองค้อนบิดาที่นั่งฟังอย่างสงบนิ่ง
เถ้าแก่ฮุย ถอนหายใจเบาๆยื่นมือลูบศรีษะบุตรสาว
"วันนี้ข้าเองก็คิดทบทวนอยู่เหมือนกัน ว่าหากเ้าได้เรียนรู้วิชาอย่างถูกต้องและจริงจัง เ้าอาจไม่ต้องถูกใครรังแกได้ง่ายๆเยี่ยงนี้"
บุตรสาววางแก้มแนบอกผู้เป็บิดาน้ำตาไหลริน
"ท่านพ่อ ข้าขอโทษ ข้าสร้างเื่ใหญ่โตไม่เชื่อฟังท่าน"
ซูหนี่มองภาพสองพ่อลูกโอบกอดกันอย่างประทับใจ
"เช่นนั้น แม่นางก็ไม่เคยไปที่สำนักเนตรจันทรามาก่อนน่ะสิ?"
หยุนเอ๋อถามความเพื่อให้แน่ใจในเื่ราว
เจียวฝางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางเอ่ยถามแทนคำตอบ
"ไม่ทราบท่านทั้งสองกำลังจะไปที่สำนักเนตรจันทราหรือไม่?"
ซูหนี่และหยุนเอ๋อผงกศรีษะพร้อมกัน
"พวกข้ามีเหตุจำเป็ต้องร้องขอความช่วยเหลือท่านเ้าสำนัก แต่สามวันมานี้เราเดินทางค้นหามาหลายสิบลี้ทั่วทั้งเขาก็ยังไม่ปรากฎทางเข้าสำนัก"คุณชายอธิบาย
"เหมือนกับที่เขาเลื่องลือกันว่าเป็สำนักในม่านหมอก ยากเข้าถึง"หยุนเอ๋อกล่าวเสริม
เจียวฝางลุกขึ้นนั่งหลังตรงสีหน้าจริงจัง
"หากเป็ความประสงค์ของท่านผู้มีพระคุณ ข้ายินดีช่วยเหลือ"
"ท่านย่าเ้าสำนักเคยบอกกับข้าว่า เมื่อใดก็ตามที่ข้าพร้อมจะเข้าสำนักหรือ้าติดต่อท่าน ให้ข้าเพ่งจิตระลึกถึง จะมีผู้นำทางมาหาข้าเอง"
ทั้งสองนั่งนิ่ง ไม่มั่นใจว่าตนเองเข้าใจในสิ่งที่เจียวฝางชี้แจง
ไม่ทันที่เจียวฝางจะเอ่ยปากอธิบายเื่ราว รถม้าพลันหยุดชะงักกระทันหัน ทำให้ทุกคนในรถต่างเอนกายตามแรงเหวี่ยงไปพร้อมๆกัน
"เกิดเหตุอันใดท่านพ่อค้า?!"
เถ้าแก่ฮุยร้องถามในทันที แต่กลับไร้เสียงตอบกลับ เจียวฝางพยุงตัวลุกขึ้นเพื่อเปิดแง้มประตู ภายนอกยังคงเป็เส้นทางในป่ามืดคลึ้ม ไร้วี่แววของพ่อค้าที่ควบม้ามาตลอดทาง
"คนหายไปไหน?"
หยุนเอ๋อโพล้งถามด้วยอาการร้อนใจ ซูหนี่นั่งนิ่งเงียบเชียบสายตายังคงสอดส่องภายนอกอย่างพินิจพิเคราะห์
เจียวฝางรับรู้ได้ถึงอันตราย พลางคิด 'ในที่นี้มีเพียงเราที่มีวิทยายุทธ์ อย่างไรเสียต้องช่วยเหลือทุกคนให้จงได้'
ไม่รอช้า รีบโคจรเดินลมปราณเพื่อตรวจสอบว่าพลังวัตรของตนฟื้นฟูคืนมาในระดับใด
ซูหนี่อ่านใจเจียวฝางออกจึงพยายามปรามหยุนเอ๋อให้มีสติและอยู่ในความสงบ
พลันได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบเดินเข้ามารอบด้าน
เจียวฝางลืมตาขึ้น มั่นใจว่าตนเองนั้นฟื้นตัวได้ห้าถึงหกส่วน หากศัตรูมิได้เก่งกาจอาจมีโอกาสมีชัย ครั้นนึกขึ้นได้ว่ามิได้มีอาวุธติดตัว แต่ไม่ทันการที่จะคิดมากความ ส่งสัญญาณมือให้ทุกคนก้มหมอบลง
เจียวฝางหลับตานิ่ง ฟังเสียงฝีเท้าของศัตรูเข้ามาใกล้ และเสียงเกาะกุมด้ามกระบี่ดังกริ๊ก สามารถคาดการณ์ได้ว่ามีมากกว่าสองคน
เจียวฝางพุ่งตัวออกจากประตูรถม้าอย่างรวดเร็วและะโเหยียบบนหลังม้า ลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ส่งให้ม้าทั้งสองที่อยู่ด้านหน้าออกวิ่งพารถม้าเคลื่อนตัวไป
เถ้าแก่ฮุยรีบคลานออกมาเพื่อถือบังเหียนบังคับม้า
เสียงชักกระบี่ที่พร้อมเพรียงกันทำให้เจียวฝางมั่นใจในจำนวนศัตรูมากขึ้น นางอาศัยต้นไผ่ใกล้เคียงในการส่งตนเองขึ้นไปบนยอดไม้ เงาดำทั้งสามถือกระบี่ลอยตัวพุ่งตามรถม้าอย่างว่องไว
เจียวฝางพลันเกิดความฉงน ผู้ร้ายมิได้หมายติดตามนาง แต่กลับไล่ตามรถม้าด้วยเหตุอันใด คงมิใช่ติดตามท่านพ่อเพราะนางคือผู้ที่ก่อเื่ราว
'พวกนี้มิใช่คนของตะขาบมรกต!'
เจียวฝางลอยตัววิ่งตามยอดไม้ ใช้ยอดไม้ต่างๆเป็ดั่งพื้นผิวที่ส่งตัวไปข้างหน้า หน้าอกเจ็บแปลบปลาบอันเนื่องมาจากอาการาเ็ แต่ยังสามารถควบคุมลมปราณได้ดั่งใจหมาย
รถม้าวิ่งรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนตัวรถโคลงเคลงสั่นะเื ซูหนี่และหยุนเอ๋อเกาะกุมที่นั่งไว้มั่น ใจเต้นโครมคราม
"หยุนเอ๋อ ข้าว่าเป็คนของวังหลวงเป็แน่!"
หยุนเอ๋อหลับตาแน่นด้วยความกลัว แต่ยังคงใช้มือข้างหนึ่งประคองตัวองค์หญิง
หนึ่งในผู้ร้ายะโขึ้นเหยียบหลังคารถม้าและพุ่งตัวลงแทงเถ้าแก่ฮุยจากด้านหลัง จนเถ้าแก่ฮุยตกลงจากรถม้า
"ท่านพ่อ!!"
เจียวฝางลอยตัวลงพื้นเพื่อประคองบิดาขึ้นมา ผู้ร้ายอีกสองคนวิ่งไล่ตามรถม้าไปโดยไม่สนใจสองพ่อลูก
เจียวฝางน้ำตาอาบแก้มสวมกอดบิดาแน่น เถ้าแก่ฮุยรู้แก่ใจดีว่าตนเองาเ็สาหัสยากรักษา ได้แต่ฝืนยิ้มน้ำตานองเอื้อมมือลูบแก้มบุตรสาว
"เจียวฝางน้อยของพ่อ.."
เจียวฝางตัวสั่นเทาฝืนขานตอบบิดา
"ท่านพ่อเจียวฝางอยู่นี่"
"ต่อไปนี้เ้าจงเข้มแข็ง... และต้องเป็ผู้ที่เก่งกาจ.. อย่าให้ใครมารังแก.. "
เจียวฝางได้แต่ผงกศรีษะกลั้นน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหล
"เ้าไม่ต้องเป็ห่วงพ่อ พ่อมีแม่เ้าอยู่เคียงข้าง.. จงใช้ชีวิตของเ้าในแบบที่เ้าชอ...บ "
สิ้นคำบิดา ลมหายใจขาดลง มือที่ลูบไล้ใบหน้าพลันตกลง เจียวฝางได้เห็นรอยยิ้มของบิดาเป็ครั้งสุดท้าย รับรู้ถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับคืน
นางสวมกอดและสูดดมกลิ่นผ้าของบิดาเป็ครั้งสุดท้าย
ไฟอาฆาตจุกอกจนร้องะโลั่นป่า
แม่นางน้อยจัดแจงวางร่างบิดาอย่างทนุถนอม ก่อนจะใช้วิชาตัวเบากระโจนไปตามทางที่รถม้าวิ่งไป
บัดนี้รถม้าถูกจอดอยู่ข้างทาง ผู้ร้ายทั้งสามยืนอยู่หน้ารถม้าท่าทางระแวดระวัง
ซูหนี่และหยุนเอ๋อยังคงนั่งเงียบอยู่ภายใน ทั้งสองนั่งกุมมือกันแน่น
"ถวายบังคมองค์หญิงซูหนี่!"
หนึ่งในกลุ่มผู้ร้ายร้องเรียกเสียงดัง แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากภายในรถม้า
"ขอพระองค์อย่ากังวัลใจ พวกข้าน้อยเป็ทหารอารักขาส่วนพระองค์ที่ฮ่องเต้ส่งมาพะยะค่ะ!"
องค์หญิงที่นั่งฟังอยู่ถึงกับขำในวิธีที่พวกชั่วช้าหลอกล่อราวกับนางเป็เด็กน้อย
"สุนัขรับใช้เช่นพวกเ้า มิอาจได้รับเกียรติจากเสด็จพ่อถึงเพียงนั้นดอก หาก้าให้ข้าเชื่อ ผู้ที่ทำร้ายคนของข้าเมื่อครู่คือผู้ใด? ข้าขอสั่งให้มันผู้นั้นปลิดชีพตนเองเสีย!"
สามคนที่ยืนฟังอยู่หน้ารถม้าหันหน้าสบตากันเอง ก่อนจะผงกหัวส่งสัญญานเปิดประตูรถม้า
ทันทีที่ประตูรถม้าถูกเปิดออกหยุนเอ๋อที่นั่งคอยอยู่แล้ววิ่งพรวดออกมาพร้อมกับใช้เข็มในมือทิ่มแทงเข้า่แขนจนคนร้ายร้องอุทาน ก่อนจะแทงกระบี่เข้าที่อกนางจนกระอักเืล้มลง
เข็มที่หยุนเอ๋อใช้นั้นเป็เข็มอาบยาพิษที่ทางหนิงหลงให้ไว้ใช้ยามคับขัน บัดนี้นางได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองถึงที่สุดแล้ว
เมฆบนฟ้าเคลื่อนตัวคลี่คลาย ทำให้แสงจันทร์สาดส่องขับไล่ความมืดให้สว่างสไว เผยโฉมหน้าของผู้ร้ายได้ชัดเจนมากขึ้น
ที่แท้ผู้ร้ายสองในสามก็คือพ่อค้าทั้งสองที่เสนอความช่วยเหลือมาั้แ่แรก ส่วนอีกคนเป็ผู้ที่รอคอยอยู่ระหว่างทางเพื่อสมทบ
บัดนี้คนร้ายที่ปลอมตัวเป็พ่อค้าแซ่หลี่ถูกเข็มพิษเข้าที่แขนปวดแสบปวดร้อนไปทั่วร่างล้มลงขดตัวกระอักเืและแน่นิ่งอยู่ข้างๆกับศพของหยุนเอ๋อ
คนร้ายที่เหลือยืนลังเลไม่กล้าเข้าเปิดประตูอีกเพราะกลัวรูปแบบจู่โจมเมื่อครู่ หนึ่งในนั้นตัดสินใจแทงกระบี่เข้าไปในรถม้าด้านข้าง เมื่อชักกระบี่ออกกลับพบว่าคมกระบี่ยังคงใสสะอาดปราศจากคราบเื สร้างความงงงันไปชั่วครู่
คนร้ายอีกคนหนึ่งยืนจ้องหน้าด้วยความโมโหกับการกระทำของอีกฝ่าย
"เ้าบ้าไปแล้วเรอะ! ถ้าเกิดแทงถูกหัวใจนางขึ้นมาจะทำอย่างไร!"
ทั้งสองยืนมองหน้ากันอย่างลังเล ชายที่ยืนอยู่ด้านขวาชี้ไปทางชายทางด้านซ้ายส่งสัญญานให้เขาเปิดประตูออก
ภายในรถม้า ซูหนี่ใช้วิธีปีนขึ้นไป้า ให้ร่างแนบชิดเพดานใต้หลังคารถม้า เหงื่อแตกท่วมใบหน้าด้วยความอ่อนล้าจากการเกร็งกล้ามเนื้อ น้ำตาไหลหลั่งเสียใจกับการสูญเสียนางกำนัลอันเป็ที่รัก
ใจหนึ่งอยากปลิดชีพตนเองเสียให้สิ้นเื่ราว ใจหนึ่งยังคงอยากยื้อชีวิตตนให้ถึงที่สุด เพื่อมิให้ผู้ที่อยู่เื้ัสาสมใจ
หากการมีชีวิตอยู่ของนางเป็เสี้ยนหนามตำแทงชีวิตพวกมันมากขนาดนี้ ขอสู้อยู่ให้พวกมันเกรี้ยวกราดร้อนรนไปเรื่อยๆเสียดีกว่า แต่บัดนี้อับจนหนทาง ได้แต่หวังว่าหนิงหลงจะกลับมาช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ผู้ร้ายในชุดชาวบ้านยื่นมือกระชากประตูเปิดออกกลับไม่พบผู้ใดอยู่ภายใน แต่เห็นชายผ้าไหมสีเขียวห้อยอยู่จึงรับรู้ได้โดยพลันว่าเป้าหมายหลบซ่อนอยู่ใต้หลังคา
มันจึงรีบปีนเข้าไปหมายจะจับตัวนางออกมา แต่ยังไม่ทันที่จะเคลื่อนตัว กลับมีคนพุ่งตรงลงมาจากต้นไม้ใช้เท้าถีบเตะเข้ากลางหน้าผากจนหน้าหงายล้มลงเสียก่อน
เจียวฝางที่มีนัยตาแดงกล่ำหน้าตาดุดันด้วยแรงแค้น หมุนตัวคว้ากระบี่ที่ตกอยู่ข้างศพพ่อค้าแซ่หลี่ กวัดแกว่งตอบโต้ผู้ร้ายอีกนายที่พุ่งเข้ามา
แรงฟาดฟันกระบี่ของเจียวฝางหนักหน่วงสุดกำลังอย่างที่นางเองไม่เคยใช้มาก่อนจนรู้สึกร้อนวูบตามข้อมือ ตัวผู้ร้ายผู้นี้ก็มีวรยุทธ์ที่เป็แบบฉบับของทหารหลวง
รูปแบบเพลงกระบี่ที่เป็มาตรฐานคาดเดาได้ไม่ยาก เจียวฝางที่ปกติมักหยั่งเชิงคู่ต่อสู้ก่อนลงมือ ครานี้กลับไม่สนใจเสียเวลาให้มากความ พุ่งประชิดประหัดปะาอย่างเอาเป็เอาตายราวกับม้าพยศวิ่งพุ่งสู่หน้าผา
เจียวฝางกางแขนส่งตัวเองลอยขึ้นม้วนตัวหงายท้องราวกับกำลังแหวกว่ายกลางมหาสมุทร และพุ่งตัวหมุนควงเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว ทหารวายร้ายงุนงงกับท่าที่ประหลาดพิสดาร ตั้งรับกระบวนท่าเช่นนี้ไม่ถูกจึงได้แต่ฟันกระบี่ป้องกันพัลวัน ท้ายที่สุดก็ถูกคมกระบี่ของจอมยุทธ์หญิงตวัดฟันจนข้อมือขาดกระเด็น ร้องโอดครวญอย่างเ็ป
ผู้ร้ายอีกนายที่ถูกฝากรอยเท้าที่หน้าผากฟื้นคืนสติรีบดึงกระบี่เข้าช่วยเหลือ ทะยานเข้าแทงทางด้านหลัง เจียวฝางเอี้ยวตัวหลบคมกระบี่ทางด้านหลังราวกับมองเห็น ชักกระบี่ในมือขึ้นเสมอคางหมุนตัวตวัดปาดคอคู่ต่อสู้ที่จู่โจมอย่างรวดเร็ว
ผู้ร้ายตื่นตะลึงลนลานั์ตาเบิกโพลง มือกุมลำคอที่เืไหลพุ่งก่อนจะล้มลงขาดใจตาย ส่วนผู้ร้ายคนสุดท้ายที่ข้อมือขาดตัดสินใจวิ่งหนีไปอย่างทุลักทุเล
เจียงฝางไม่คิดติดตามปลิดชีพผู้ร้ายาเ็ที่ไร้พิษสง รีบเหินตัวกลับไปยังรถม้าหมายช่วยเหลือคุณชาย
เมื่อกลับไปถึงรถม้าพบกับคุณชายที่กำลังนั่งกอดกุมร่างของผู้ติดตามน้ำตาอาบแก้ม เจียวฝางไม่อาจเอ่ยคำใดเพราะเข้าใจได้ว่าการสูญเสียคนสำคัญในชีวิตเป็เช่นไร 'คุณชายท่านนี้จิตใจอ่อนโยนยิ่งนัก ผู้ติดตามท่านนี้คาดว่าน่าจะเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาแต่เล็ก'
คิดได้ดังนั้นนางจึงได้เพียงยืนสงบนิ่งแต่สายตายังคงลอบระวังภัย
เสียงกิ่งไม้และใบหญ้าลู่ลมตามสายลมเย็นที่พัดผ่าน เกิดเป็เสียงสวบสาบ เจียวฝางหลับตานิ่งสงบจิตใจของตนเอง พลางคิดคำนึงถึงท่านอาจารย์ของท่านแม่ ท่านซือแป๋ผู้มีเมตตาที่นางนับถือเรียกเป็ท่านย่ามาั้แ่ยังเล็ก
พบท่านครั้งสุดท้ายเมื่อตอนงานศพท่านแม่ ยามนี้นางไร้ญาติขาดมิตร คงมีเพียงท่านย่าที่ถือเป็ญาติสนิทคนสุดท้าย 'ท่านย่า หลานทุกข์ใจเหลือเกิน หลานขอไปอยู่กับท่านย่าได้หรือไม่?'
เจียวฝางหลับตาคิดคำนึงถึงท่านอาจารย์ย่าอย่างสงบ ท่านอาจารย์ย่าเคยกล่าวไว้ 'ยามใดที่เ้าพร้อมมอบตัวเป็ศิษย์สำนักข้า ให้เ้าตั้งจิตระลึกถึงข้า ยามนั้นข้าจะส่งผู้นำทางไปรับตัวเ้าเข้าสำนัก'
เจียวฝางตั้งจิตสงบตามคำชี้แนะ พลันมองเห็นภาพอุโมงค์ดำมืดที่มีแสงสว่างอยู่ปลายทาง แสงสว่างนั้นเคลื่อนตัวเข้าใกล้เข้ามาอย่างช้าๆจนมาถึงตรงหน้า นางหลงลืมตัวอยู่ครู่หนึ่งกางแขนทั้งสองขึ้นเสมอไหล่ ร่างกายเบาหวิวราวปุยนุ่น
ซูหนี่ที่นั่งสงบคำอยู่พักใหญ่ วางร่างนางกำนัลคนสนิทลงพร้อมกระซิบข้างหูศพนาง "ขอบใจเ้ามาก ข้าอยากจะไปพร้อมเ้าเหลือเกิน แต่ตอนนี้ข้าขอสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อเสด็จพ่อเสียก่อน"
ซูหนี่ลุกขึ้นปาดน้ำตาและมองหาเจียวฝาง พลันตกตะลึงกับภาพที่เห็น แม่นางเจียวฝางยืนหันหลังกางแขนและลอยตัวเหนือพื้นประมาณสามฉื่อ*
"แม่นางเจียวฝาง!"
เจียวฝางฟื้นคืนจากภวังค์ ปลายเท้าััลงพื้นและหันมองซูหนี่
"คุณชาย.." เจียวฝางที่กำลังงุนงงหลังตื่นจากภวังค์ ไม่อาจกล่าวคำใด
"แม่นาง ท่านาเ็ตรงไหนหรือไม่ ข้าขออภัยที่หลงลืมสอบถามทั้งที่ท่านเพิ่งช่วยชีวิตข้าไว้"
ซูหนี่ในคราบคุณชายเอ่ยถาม ทั้งที่ยังไม่มั่นใจว่าที่เห็นเมื่อครู่เป็เคร็ดวิชาที่ลึกล้ำหรือเป็เวทย์มนต์กลใดของจอมยุทธ์หญิง
"ข้าไม่เป็ไร คุณชายเล่า าเ็ที่ใดหรือไม่"
ซูหนี่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่น้ำตาสายใหม่เอ่อล้นพลั่งพลูออกมา นางรู้สึกอดสูกับการที่ต้องแต่งกายเป็ชายแต่กลับอ่อนแอเสียยิ่งกว่าเด็กน้อยไร้เดียงสา 'พอกันทีกับการพลางตนไร้สาระ!'
นางเอื้อมมือปลดสายรัดผมและปล่อยผมลงปลกข้างแก้ม คุณชายผู้สง่างามเมื่อปล่อยผมสยายยาวแปรเปลี่ยนภาพลักษณ์เป็สตรีรูปโฉมงดงามไร้ที่ติ
เจียวฝางเข้าใจในสิ่งที่คุณชายจะสื่อได้ในทันที "คุณชายคือคุณหนู? ที่แท้ท่านแต่งกายเป็ชายเพื่อพลางตัว ข้าช่างโง่เขลานักจึงมองไม่ออกั้แ่แรก"
"ข้าขอโทษแม่นางที่ไม่ได้บอกั้แ่แรก ตอนนี้ข้าเองก็ไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อีกแล้ว"
ซูหนี่ยืนอธิบายสะอื้นไห้
"ยามนี้ศัตรูของข้าเองก็พบตัวข้าแล้ว คาดว่าอีกไม่นานพวกมันก็จะมากันเป็กองทัพ!... ข้าแค้นพวกมันนัก! แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย"
เจียวฝางโผกอดปลอบประโลมซูหนี่แทนคำพูดใดๆ
"ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้าดี ยามนี้คับขัน จำต้องหาทางไปต่อ พวกเรามุ่งหน้าสู่วัดร้างตามที่นัดแนะกับท่านหนิงหลงเถอะ"
กล่าวพลางหันมองไปยังทิศทางที่เดินทางมา ในใจเป็กังวลอยากกลับไปนำร่างของบิดาไปประกอบพิธีฝัง แต่เหตุการณ์คับขันจำต้องให้ผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้เสียก่อน
เจียวฝางปลดม้าออกจากตัวรถ เพื่อใช้เดินทางไปต่อ
หญิงสาวทั้งสองควบม้ามุ่งหน้าสู่วัดร้าง
*( 1ฉื่อ=23.1เิเ)
**************************************