ทางทิศตะวันตกในเมืองหลวง
หอคอยวิหารอัศวินยักษ์สีดำทั้งสิบเอ็ดแห่งตั้งอยู่ที่นี่
ณหอคอยสีดำที่อยู่ตรงกลาง
ภายในห้องโถงที่กว้างขวาง มีสองรูปปั้นอัศวินยักษ์กำลังขี่ม้าชูดาบด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่ละชิ้นต่างสูงประมาณหนี่งร้อยเมตรและใต้รูปปั้นยักษ์นั่นก็มีร่างของบุรุษที่องอาจผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังอยู่ ผ้าคลุมสีแดงซึ่งพลิ้วไหวไปตามลมได้ขับให้ร่างสูงใหญ่ของเขาดูโดดเด่น กลิ่นอายที่สง่างามและสูงส่งแผ่กระจายไปทั่วห้องโถงอย่างเงียบๆ
“นายท่าน!”
ทันใดนั้น ร่างของอัศวินผู้ตัดสินทั้งหกคนก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องโถง พวกเขาคุกเข่าลงกับพื้นเบาๆและไม่กล้าส่งเสียงดังใดๆ ออกมา
พวกเขารีบกลับมาจากสนามประลองดาบแทบจะทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้
“อืม อัศวินลำดับที่สอง ตอนข้าเรียกเจ้ากลับมาคงจะรู้สึกไม่พอใจสินะ?” ร่างที่สูงสง่าเอ่ยปากถามโดยที่ไม่หันหน้ากลับมามอง เส้นผมสีบลอนด์ทองยาวถึงบั้นเอวพลิ้วไหวไปตามลมเคียงคู่กับผ้าคลุมสีแดง ในน้ำเสียงของเขามีอำนาจบางอย่างที่ส่งผลต่อจิตใจของมนุษย์
“ข้าน้อย…ไม่กล้า!”
ในดวงตาของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองปรากฏร่องรอยของความเกลียดชังและไม่พอใจขึ้นมา แต่ไม่ช้า ความไม่พอใจและความเกลียดชังนี้ก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง กับบุรุษตรงหน้าผู้นี้ อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองไม่กล้าที่จะขัดคำสั่งหรือไม่เชื่อฟัง ต่อหน้าคนอื่นเขาอาจจะเป็นสิบอัศวินผู้ตัดสินผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่อัศวินแห่งราชอาณาจักร แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษคนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับมุสิกเล็กๆ ที่เจอแมว แค่ความคิดเล็กๆ น้อยๆของชายคนนี้ก็สามารถทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในพริบตาเดียวได้โดยไม่ต้องสงสัย
“หืม ไม่กล้า? แสดงว่าในใจของเจ้าคงไม่พอใจมากๆ สินะ?”ชายที่ยืนอยู่ใต้รูปปั้นยักษ์ย้อนถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่...ไม่ใช่ ข้าน้อย ข้าน้อยแค่…” ในใจของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สอง ‘อัศวินแห่งการสังหาร’ เริ่มตึงเครียดขึ้นมาเขาไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไรดี
“เยี่ยม! ไม่ต้องอธิบายแล้ว! ฮึ ข้อห้ามของข้ามีอะไรบ้าง พวกเจ้าคงรู้อยู่แก่ใจไม่ว่าใครหน้าไหนที่กล้ามากระตุกหนวดเสือของวิหารอัศวิน มันผู้นั้นต้องเตรียมใจตายได้เลย…เรื่องในคราวนี้ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะไม่รู้?” ในที่สุดร่างอันองอาจก็หันกลับมาภายใต้ผมยาวสีบลอนด์ทองมีหน้ากากแปลกๆ สีดำปกปิดใบหน้าไว้จึงไม่มีใครมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน แต่ช่องดวงตาบนหน้ากากเผยดวงตาสีฟ้าครามที่คอยจ้องมองมาดวงตาของเขาเป็นประกายแปลกประหลาดที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วทั้งหัวใจ “ดูเหมือนว่าวิหารอัศวินจะสงบมานานเกินไป ถึงได้ทำให้ใครบางคนลืมเหตุการณ์นองเลือดในอดีต อัศวินลำดับที่สอง ทำไมเจ้าถึงได้จงใจสร้างความลำบากใจให้แก่ราชาแซมบอร์ด? แล้วยังกล้าทำลายกฎของการประลองต่อหน้าผู้คนนับหมื่นอีกหรือเจ้าอยากจะท้าทายอำนาจกฎหมายที่องค์จักรพรรดิยาซินทรงประกาศใช้?”
อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สองรีบก้มหน้ามองพื้นด้วยความกลัว
“ฮึ ชื่อเสียงและเกียรติยศของอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรต้องหมองมัวเพราะการกระทำของเจ้า!”ร่างสูงสง่าหันหลังเดินไปยังประตูยักษ์ที่อยู่ห่างออกไป ผ้าคลุมสีแดงด้านหลังลากยาวไปตามพื้นที่ใสราวกับกระจก ดูเผินๆเหมือนรอยเลือดสีแดงสดที่ไหลไปตามพื้นห้องโถง
“อัศวินลำดับที่สอง สี่และก็ห้า พวกเจ้าทั้งสามคนประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับบรรทัดฐานของอัศวิน ข้าจะส่งพวกเจ้าเข้าไปในเรือนจำสีดำและคุมขังเป็นเวลาสามสิบวัน ส่วนอัศวินลำดับที่สาม หกและแปด พวกเจ้าเองก็ต้องได้รับโทษเช่นกันพวกเจ้าจะถูกขังอยู่ในเรือนจำสีดำเป็นเวลาสิบวัน!”
แม้ร่างที่สวมชุดคลุมสีแดงจะหายไปแล้ว แต่เสียงของเขาก็ยังคงก้องกังวานในห้องโถง
ไม่มีใครกล้าสงสัยในคำสั่งของเขา
“ตามบัญชา นายท่าน!” อัศวินทั้งหกคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นขานรับขึ้นมาพร้อมกัน
ทันใดนั้นบนพื้นก็ปรากฏเปลวไฟสีแดงขึ้นมาปกคลุมร่างของพวกเขาทั้งหกคน และพื้นที่พวกเขาคุกเข่านั้นก็อ่อนนุ่มขึ้นมาราวกับเป็นแอ่งน้ำร่างของพวกเขาทั้งหกคนค่อยๆ จมลงไปในพื้น ไม่ช้าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับเปลวไฟสีแดง
ทั้งห้องโถงไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่ บรรยากาศที่หนาวเย็นยะเยือกก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถง
ในห้องโถงยักษ์มีเสาหินอยู่ประมาณหนึ่งร้อยต้น แต่ละต้นต่างแกะสลักภาพเกี่ยวกับการต่อสู้ของเหล่าอัศวิน บอกเล่าถึงเรื่องราวอันไกลโพ้นที่มีแต่คราบเลือดและรอยน้ำตา ตรงกลางห้องโถงยักษ์มีรูปปั้นอัศวินขี่ม้าชูดาบอยู่สองรูป รูปปั้นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมและความมีเมตตา แต่บนดาบหินยักษ์ที่อยู่ในมือของอัศวินกลับมีรอยเปื้อนบางอย่างมันเป็นรอยสีดำที่ดูเหมือนคราบสนิม
……
……
บนหอสังเกตการณ์ที่ประตูทางเข้าเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
เทพสงครามแห่งเซนิทอังเดร อาร์ชาวิน มีสีหน้าเคร่งขรึมในขณะที่จ้องมองไปยังสนามประลองหมายเลขหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันเมตร ดวงตาของเขามองไปยังร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังอ้าแขนออกกว้างราวกับกำลังกอดโลกทั้งใบอยู่...
ข้างกายของเขามีเหล่านักรบที่สวมชุดเกราะอย่างดีคอยอารักขาอยู่รอบๆ
ในอากาศเต็มไปด้วยแรงกดดันอันลึกลับ
“คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆ...พลังของเขาแข็งแกร่งจนน่าตกใจ หรือบนโลกนี้จะมีอัจฉริยะที่น่ากลัวแบบนี้อยู่จริงๆ?”
อาร์ชาวินยกมือขึ้นลูบกำแพงเมืองที่เย็นชืดเบาๆตอนนี้คลื่นอารมณ์ที่เขาไม่รู้จักกำลังวิ่งพล่านอยู่ในใจของเขาไม่หยุด การที่เขาได้ควบคุม‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ ซึ่งเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรทุกอย่างได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่ไร้ความเมตตาและเลือดเย็นหัวใจของเขาด้านชาราวกับถูกแช่แข็งไปนานแล้ว แต่มาตอนนี้ ในใจของเขากลับรู้สึกสับสนวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ครั้งแรกที่ข้าพบกับเขา เขายังเป็นแค่ราชาตัวเล็กๆที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับห้าดาว ตอนนั้นเขายังต้องพึ่งพาเล่ห์กลมากมายเพื่อได้รับชัยชนะ คิดไม่ถึงว่าตอนนี้เขาจะสามารถล้มอัศวินผู้ตัดสินถึงสี่คนได้ด้วยตัวคนเดียว และกลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของราชอาณาจักรราชาเมืองแซมบอร์ดนั่น…”
เหล่าทหารแห่งราชอาณาจักรต่างยืนนิ่ง เชิดหน้าตรงโดยไม่ปริปากพูดใดๆ
อาร์ชาวินหวนนึกถึงคำแนะนำที่นาตาชาเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วถอนหายใจออกมา เขาต้องยอมรับว่าสติปัญญาของน้องสาวยังคงล้ำลึกเช่นเคย นี่เป็นอีกครั้งที่นางคาดการณ์ถูก
“ก่อนค่ำ ส่งคนนำของขวัญไปมอบให้ราชาแซมบอร์ดเพื่อแสดงความยินดีกับชัยชนะในนามของข้า!”
“น้อมรับพระบัญชา!”
……
……
ณ ค่ายทหารบริวาร
รอบๆสนามประลองดาบ
เสียงโห่ร้องยังคงดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง
ราชาจากทุกอาณาจักรต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมพวกเขาเดินจากไปอย่างเงียบๆ ภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์ บุรุษที่กำลังยืนอยู่บนสนามประลองทำให้พวกเขารู้สึกหมดแรงและสิ้นหวัง การต่อสู้ของราชาอเล็กซานเดอร์ในครั้งนี้์ได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วราชอาณาจักรเซนิท ทุกคนต่างรู้ได้ทันทีว่าไม่มีใครในอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรเป็นคู่ต่อสู้ของราชาอาณาจักรบริวารระดับหกคนนี้ได้
ไม่สิบางทีอาจจะมีอยู่คนหนึ่ง!
‘หนึ่งดาบ’
องค์ชายผู้เป็นดั่งมังกรเห็นหัวไม่เห็นหางแห่ง‘อาณาจักรหลินตง’ อาณาจักรบริวารระดับหนึ่ง
องค์ชายผู้นี้เป็นที่ยอมรับจากทั่วราชอาณาจักรว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักร ถึงแม้ว่าเขาจะปลีกวิเวกและไม่ค่อยโอ้อวดฝีมือแต่ชื่อเสียงของเขากลับโด่งดังมาก เขาผ่านการต่อสู้มาแล้วนับร้อยๆครั้งและสามารถคว้าชัยชนะมาได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะในสงครามกับราชอาณาจักรสปาร์ตากุสที่ชายแดนเมื่อห้าปีก่อนถึงแม้ว่าหนึ่งดาบจะตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึกนับพันแต่เขาก็สามารถตัดหัวของนักรบระดับหกดาวได้หนึ่งคน และองค์ชายจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสได้อีกหนึ่งคนสงครามในครั้งนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ ‘หนึ่งดาบ’จนโด่งดังไปทั่วราชอาณาจักร หลังจากนั้นไม่นาน ‘หนึ่งดาบ’ ก็ได้ตัดสินใจเก็บตัวฝึกฝนอย่างเงียบๆ ความแข็งแกร่งของเขาจึงยากที่จะคาดเดาได้ บวกกับหลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครได้เห็นเขาแสดงฝีมือออกมาอีกเลยดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในระดับไหนแล้ว
ตอนนี้ คงมีเพียงหนึ่งดาบเท่านั้นที่จะคู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของราชาแซมบอร์ด
ราชาทุกอาณาจักรบริวารต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองขณะเดินทางออกจากที่นี่พวกเขาไม่ได้คิดจะขัดขวางคนอื่นๆ ไม่ให้เลื่อมใสในตัวของราชาเมืองแซมบอร์ดรวมไปถึงนักรบของอาณาจักรตัวเองด้วย นักรบของพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักรบดาวระดับล่างๆบางคนไม่ได้เป็นแม้แต่นักรบระดับดาวด้วยซ้ำทุกวันพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเปลวไฟกับน้ำแข็ง และยังต้องเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความตายถึงแม้พวกเขาจะมีเพียงชีวิตเดียวแต่ก็พร้อมที่จะใช้เลือดเนื้อของพวกเขาปกป้องอาณาจักรและครอบครัวของตัวเอง
บนแผ่นดินอาเซรอท ผู้แข็งแกร่งจะถูกยกย่อง สำหรับพวกเขาแล้วการต่อสู้บนสนามประลองดาบในวันนี้เป็นเหมือนการต่อสู้ของเทพ ไม่ว่าจะเป็นพลังที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าดาบไฟ หมอกโลหิต งูยักษ์เพลิงนิล หมัดโปร่งแสงที่แฝงไปด้วยฤทธานุภาพ คลื่นดาบและความเร็วในการเคลื่อนไหวดุจสายฟ้าแลบ...
สิ่งเหล่านี้ได้ท้าทายจินตนาการของพวกเขาก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยมีต้นแบบที่ทำให้รู้สึกอยากจะไปให้ถึงระดับนั้น
ความเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้ที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขามีความกระตือรือร้นที่จะฝึกฝน
บรรดาฝูงชนเหล่านี้ต่างแสดงท่าทีแตกต่างกันออกไป เหล่านักรบที่สวมชุดเกราะหนังต่างพากันมองมาที่ซุนเฟยด้วยสายตาคาดหวังส่วนพวกทาสที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อหมอบกราบและสวดอ้อนวอนราวกับซุนเฟยเป็นพระเจ้า และนักรบร่างกำยำบางส่วนยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่กับที่พวกเขาพยายามสัมผัสกับพลังของยอดฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศให้มากที่สุด ด้วยหวังว่าตัวเองอาจจะมีโชคได้ทะลุผ่านคอขวดที่ติดขัดมาหลายปี…
ห่างจากสนามประลองดาบไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมสะอาดตายืนอยู่รูปร่างของเขาค่อนข้างผอม เขายืนตัวตรงอย่างเงียบๆท่าทางของเขาไม่สอดคล้องกับบรรยากาศอันเร่าร้อนรอบข้างเลยสักนิด บนร่างของชายคนนี้ไม่มีร่องรอยของคลื่นพลังหรือเวทมนตร์ใดๆปรากฏออกมา และที่น่าแปลกใจก็คือผู้คนรอบข้างกลับมองไม่เห็นเขา
“เจ้ากล้าไม่สนใจข้า?”
บนสนามประลองดาบหญิงงามจากตระกูลบีเกิ้ลทอดสายตามองซุนเฟยด้วยสายตาแปลกๆ ราวกับมองเห็นสัตว์ประหลาดกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของนางก็ไม่ปาน
“ฮึ่ม ราชาแซมบอร์ด ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของเจ้ามีหรือที่ตระกูลดีนอันสูงส่งของข้าจะยอมรับราชาจากอาณาจักรบริวารระดับหกอย่างเจ้ามาเป็นพวก?”
นักเวทอัจฉริยะจากตระกูลดีนกอดอกเชิดหน้ามองซุนเฟยด้วยท่าทางยโสเขาจงใจเผยกลิ่นอายอันทรงอำนาจออกมาขณะที่พูดอย่างเย็นชา
ซุนเฟยรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะตบบ้องหูงามๆของเจ้าเด็กไม่รู้ความคนนี้สักหน
เขาเป็นคนสองโลกย่อมพบเจออะไรมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะคนปัญญาอ่อนเหมือนกับเจ้าเด็กสองคนนี่หรือการเลี้ยงดูที่ดีเกินไปจะส่งผลให้เด็กโง่ขึ้นนะ?
“เอ๋?” ดวงตาของซุนเฟยพลันเปล่งประกายขึ้นมา เมื่อเขาเห็นร่างที่คุ้นเคยอยู่ด้านล่างของสนามประลองดาบ
ราชาแห่งไบแซนไทน์
ราชาน้อยคนนี้มองมาที่เขาด้วยสายตาซึ่งแฝงไปด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างลึกซึ้ง เทียบกับเมื่อคืนที่ได้พบกันแล้วราชาน้อยตรงหน้ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจขึ้นมา และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกพึงพอใจมาก
อาจจะเป็นเพราะว่าชะตากรรมของพวกเขาค่อนข้างคล้ายกันทำให้ซุนเฟยรู้สึกเอ็นดูราชาน้อยตรงหน้า
------------------