ตอน 3
ในนิยายที่เคยอ่านเมื่อตัวเอกหลุดเข้าไปในโลกของนิยายตัวเอกก็จะสามารถใช้ความรู้ของนิยายเ่าั้ได้ เช่นฝึกวิชา หาของลับ ทำนายเหตุการได้แม่นยำอย่างกับเทพพยากรณ์ เป็ต้นแต่เขา เขาอยากจะถามเหลือเกินว่า 'ฟ้าท่านโกรธเกลียดอะไรข้าจึงทำกับข้าเยี่ยงนี้' เพราะว่าเมื่อเขาค้นความทรงจำอย่างละเอียดจึงได้พบว่า…
'...ไอ้ชิบหาย!!..โคตร...่ง.ึงเอ๋ยยย!!'
พบว่าปีที่เขามาอยู่เป็ปีก่อนที่นิยายจะดำเนินเนื้อเื่ 'หรือพูดง่ายๆว่าตอนนี้พระเอกมันยังเป็เศษสวะอยู่เลย เฮ่อ????...คิดแล้วก็กลุ้มR.I.P. ให้ตัวเองแปป' เขาคิด
อยากถามละสิว่าทำไมพระเอกถึงได้เป็สวะ ตอบเพราะว่ามันคือพล็อตใช่มันคือพล็อต นิยายเื่นี้เริ่มต้นด้วยพระเอกตอนเป็เด็กที่ส่อแววว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมือง(เล็กๆ)ที่ตัวเองอยู่แต่บังเอิญได้ไปเจอดวงจิตัาที่กำลังจะแหลกสลายวิธีฟื้นฟูคือต้องใช้พลังวัตรเยียวยาเป็เวลาประมาณสิบปี
เมื่อรู้เื่พระเอกใช้เวลาคิดทบทวนนานถึงสิบวันจนสุดท้ายก็ยอมเสี่ยงกับการเดิมพันเป็สิบปี( ปุจฉา...ทำไมถึงต้องพนัน)
เพราะฉะนั้นเมื่อพระเอกเริ่มฝึกฝนวิชาพลังวัตรของเขาจึงถูกส่งไปให้กับดวงจิตัทำให้ร่างกายของเขาทำเหมือนไม่มีพลังวัตรอยู่เลยแม้ว่าทางตระกูลจะสรรหาวิธีไหนมารักษาก็ไม่สามารถรักษาได้และพระเอกก็ไม่อาจบอกความจริงกับใครได้เพราะว่ากลัวภยันตราย(ภัยอะไรหว่า?หรือว่ากลัวโดนแย่ง?)จะมาเยือนตระกูลของเขา
เมื่อไม่สามารถรักษาได้ทุกคนในตระกูลจึงมองว่าเขากลายเป็เศษสวะและเป็สิ่งแปลกประหลาดของสามโลก เพราะในโลกแห่งนี้ขอแค่เป็สิ่งที่มีจิติญญาก็สามารถฝึกพลังวัตรได้
จนเมื่อดวงจิตัฟื้นฟูจึงได้มอบ ภูมิปัญญาั วิชาั ช่วยให้พระเอกฝึกวิชาอย่างก้าวะโจนกลายเป็ยอดอัจฉริยะ
'แม่ง!!!โกง' อิทธิพลคิด
ส่วนเื่ที่อิทธิพลกลุ้มใจก็คือถ้าเขาเกิดทำอะไรหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเก้าสิบเก้าจุดเก้าเปอร์เซนต์มันจะต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกหรือ 'บัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์' แน่นอนแต่จะให้เขาทนเป็ไอ้งั่งที่ทำลายหลักฐานเอาผิดของคนที่ทำร้ายตัวเองด้วยมือของตัวเอง???? แบบนี้เขาก็ทนไม่ไหวเหมือนกันและยังมีเหตุผลอื่นดังนี้
หนึ่ง เพราะเขามาจากโลกปกติที่คนรวยคนจนมีฐานะเท่าเทียมกัน( อันนี้ไม่น่าจะเกี่ยวนะ….ตัดไป!!)
สอง เพราะเขาไม่ใช่คนฉลาด ที่ใจเย็น และแก้ปัญหาด้วยปัญญาแต่นิสัยของเขาใกล้เคียงกับเ้าของร่างนี้หรือองค์ชายห้าไป๋กุนหลาง แต่ไม่สุดโต่งเท่านี้ เหตุเพราะ สายเื…...
สายเืที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย..สายเืแห่งความรักสถาบันที่ซึมลึกถึงไขกระดูก….สายเืที่ทำให้เขาต้องท่องทะยานไปทั่วยุทธจักร
มือซ้ายถือตะไบต่างกระบี่มือขวาควงไม้ทีตีกบาลศัตรูต่างสถาบันประหนึ่งธอร์ฟาดฟันทานอส!!….
แต่มันก็ได้เจอจางลงบ้างแล้วหลังจากได้เข้าทำงานและเรียนรู้โลก?แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีทางหายไป!!
[ป.ล. ผู้แต่งสายสามัญนะครับ]
สาม เพราะพลังพิเศษใครๆก็อยากมีแม้ว่าที่โลกเก่าเขาจะเป็
ชายว่างงานวัย 30 ธรรมดาๆ แต่เมื่อโอกาสมาแล้วเขาก็ต้องขอลองสู้เพื่อให้ได้มันมาดูสักครั้งเถอะ
"เสด็จพี่เ้าคะ" ในระหว่างที่เขากำลังไว้อาลัยให้ตัวเองก็ได้มีเสียงเล็กๆน่ารักแทรกขึ้นมา
"อ๋อมีอะไรเหรอน้องหญิง" เขาถามกลับไปเมื่อมองไปเห็นไป๋เหมยเซียนยืนอยู่ด้านข้าง
"ถึงเวลาน้องต้องไปเรียนแล้วน้องขอตัวก่อนนะเ้าคะ"
"ได้สิน้องหญิงเดินระวังๆด้วยนะ"
ระหว่างที่ไป๋เหมยเซียนเดินออกจากตำหนักไปก็หันกลับมามองพี่ชายด้วยความเป็ห่วง แม้ว่าพี่ชายจะไม่ได้เกลียดตนเองแล้วแต่พักนี้พี่ชายก็มักจะเหม่อลอย
"หวังว่าเสด็จพี่จะไม่เป็อะไรนะ" ไป๋เหมยเซียนพูดกับตัวเองเบาๆ
ส่วนอิทธิพลที่ยืนมองไป๋เหมยเซียนเดินออกไปนั้นก็นึกถึงเหตุผลที่เ้าของร่างนี้หรือก็คือไปกุนหลางที่ไม่ชอบไป๋เหมยเซียนนั้นไม่ใช่ความเกลียดแต่เพราะอิจฉาริษยาเนื่องจากั้แ่เด็กนั้นเสด็จพ่อมักตามใจน้องสาวอยากได้อะไรก็ได้ส่วนเขาถ้าอยากได้ต้องทำงานแลกเปลี่ยนและยิ่งเมื่อเติบโตขึ้นไป๋เหมยเชียนได้แสดงอัจฉริยภาพด้านอาคมจนทำให้นักพรตุเ่สนใจและสอนวิชาให้แม้จะไม่ได้รับเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการก็ตาม
พอมารดาเสียชีวิตก็ไม่มีใครคอยปลอบคอยโอ๋และถูกพวกพี่ๆเป่าหูทำให้เขาเชื่อว่าน้องแย่งความรักของบิดาไปแต่อิทธิพลไม่คิดอย่างนั้นเพราะจากที่อ่านมาจักรพรรดิผู้เป็บิดาของไป๋กุนหลางรักโอรสของตนเองทุกคนแต่ท่านนั้นมีนิสัยเลี้ยงลูกสาวอย่างถนอมบุปผาแต่เลี้ยงลูกชายเหมือนเลี้ยงลูกเสือต้องออกล่าและปกป้องตัวเองได้แต่เ้าตัวดันไม่เข้าใจ.เฮ้อ..
"ปินปินออกไปเดินเล่นกัน" คิดไปก็ปวดหัวออกไปเดินผ่อนคลายสักหน่อยดีกว่า
"เพคะ"
อิทธิพลเดินเล่นชมทิวทัศน์สิ่งก่อสร้างที่จัดวางได้อย่างสวยงามสมกับเป็วังหลวงของราชอาณาจักรอันดับหนึ่งในแผ่นดินจนกระทั่งมาถึงท้องพระโรงสถานที่ที่ถือได้ว่าน่าจะเป็สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยก็ว่าได้เพราะว่าพื้นที่ของท้องพระโรงใหญ่พอๆจะใส่สนามฟุตบอลเข้าไปได้และหลังคายังสูงพอๆกับตึก 2 ชั้นแต่สิ่งที่อลังการที่สุดคือเสาเสาทรงกลมต้นั์ที่สูงพอๆกับตึกใบหยกและบนยอดได้ฝังด้วยผลึกชนิดหนึ่งที่ได้มาจากหลังเทือกเขากักอสูรความพิเศษของผลึกชนิดนี้ก็คือเมื่อมันต้องแสงแรกของดวงตะวัน แสงจะรวมตัวกันเป็ลำแสงและพุ่งขึ้นสู่ฟ้าโดยจะไม่เห็นจุดสิ้นสุด( ซึ่งเขาได้ดูมาแล้วอลังการมาก)
และนามราชอาณาจักรแห่งนี้คือ "ราชอาณาจักรแห่งแสงสว่าง" ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในดินแดนมนุษย์ของโลกใบนี้โดยภูมิศาสตร์ของโลกใบนี้นั้นจะเป็ทวีปเดียวแบบทวีปแพนเจียมีน้ำทะเลล้อมรอบและมีเกาะแก่งกระจายตัวอยู่
กล่าวถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก็ไม่ได้กระจายตัวอยู่ทั้วทวีปแต่กระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้ของทวีปโดยมีแนวเทือกเขากักอสูรทอดตัวเป็เส้นกั้นระหว่างถิ่นที่อยู่มนุษย์กับดินแดนพนาเร้นลับและราชอาณาจักรแสงสว่างก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปและพื้นที่ฝั่งตะวันตกของอาณาจักรก็อยู่ติดเทือกเขากักอสูร
(ขออธิบายแนวเทือกเขาหน่อยคือมันไม่ได้แบ่งเป็เส้นตรงแต่ให้นึกถึงวงกลมวงใหญ่แล้วมีวงเล็กซ้อนเข้ามาทางใต้เส้นวงที่ตัดกันนั่นแหละ คือแนวเทือกเขาไปมันไม่ได้โค้งสวยขนาดนั้นมีตรงบ้างยึกยักบ้างเหมือนเทือกเขาของโลกเรานี่แหละ)
"น้องห้า…" ระหว่างชื่นชมท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่ก็ได้มีเสียงเรียกขึ้นและเกิดความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์จากจิตใต้สำนึกขึ้นมาเสมือนเดินท่องเที่ยวในสวนดอกไม้สบายใจเฉิบแต่ก้าวต่อมาแม่ง!!เหยียบขี้
เขาไม่ได้ตอบแต่หันกลับไปมองผู้เรียกซึ่งก็คือองค์ชายสองไป๋ซือหนานที่มาพร้อมกับองค์ชายใหญ่ไป๋โสวหนานและองค์หญิงสี่ไป๋ฮวา
ใบหน้าขององค์ชายทั้งสองนั้นดูเหมือนว่าจะคล้ายกับเขาแต่รู้สึกว่าคงจะได้เชื้อแม่มาเยอะเพราะออกไปทางชายงาม แต่ไม่รู้ว่าเพราะอ่านหนังสือหรือเพราะความทรงจำจากร่างนี้จึงทำให้อิทธิพลรู้สึกถึงโหงวเฮ้งความชั่วร้ายจากคนทั้งสองคนหนึ่งร้ายเงียบ คนหนึ่งร้ายเปิดเผย
ส่วนมารดาของพวกเขา "กุ้ยเฟย" เคยได้ชื่อว่าเป็หญิงงามอันดับหนึ่งของอาณาจักรแสงสว่างองค์หญิงสี่นั้นได้ความงดงามของมารดามาเต็มๆและท่าทางอ่อนหวานประหนึ่งบุปผาจะสลายเมื่อต้องลมทำให้ใครๆที่เห็นก็สงสารและอยากยื่นมือไปช่วยประคองไว้แต่จากที่อิทธิพลอ่านในหนังสือองค์หญิงสี่นั้นเป็คนหน้าเนื้อใจเสือ้าที่จะให้พี่ชายตัวเองครองบัลลังก์เพื่อที่จะให้ตัวเองมีอำนาจเป็ผู้หญิงที่เ้าแผนการและร้ายลึกลึกกว่าบ่อน้ำมันในทะเลอันดามันซะอีกแต่เพราะความไร้มารยาทหน้าด้านและสิ้นคิดของไป๋กุนหลางจึงทำให้ตัวเขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ดีอย่างหน้าตา
"น้องห้าเ้ามายืนเหม่อทำอะไรอยู่ตรงนี้? ข้าได้ยินว่าเ้าถูกทำร้ายอาการเ้าเป็อย่างไรบ้าง" องค์ชายใหญ่ถาม
"…." เงียบ
"เ้า!!พี่ใหญ่ถามทำไมไม่รู้จักตอบ" องค์ชายรองเห็นเขาเงียบเลยตวาดด้วยความโมโห
"ไม่ยักรู้ว่าพวกเ้านับข้าเป็น้องด้วย" เขาพูด
"เฮอะ!..เพราะสายเืชั้นต่ำจากมารดาเ้าน่ะสิจึงทำให้เ้าไม่รู้จักกาละเทศะแบบนี้" องค์ชายรองพูดขึ้นเพราะรู้ว่าน้องชายตัวเองคนนี้จะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทุกครั้งที่มีใครพูดจาว่าร้ายมารดา
"ถ้าข้ามีสายเืชั้นต่ำพวกเ้าก็ต้องมีสายเืสุนัขเพราะมีเพียงสุนัขเท่านั้นที่รู้จักลอบกัด" อิทธิพลตอบ
"เ้า!!!" เ้าชายรองตวาดก้องด้วยความโกรธ
แล้วอิทธิพลก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทกหน้าอกแล้วก็ได้รับประสบการณ์ม้วนหลังหนึ่งรอบที่ไม่เคยทำได้ั้แ่เกิดจนถึงบัดนี้พร้อมเอาหน้ากระแทกพื้น
..ตุบ..
"อัก…"
"องค์ชายห้า!!"เสียงปินปินร้องด้วยความใ
'จุก...นี่สินะการโจมตีด้วยความคิดของจ้าวอาคม' อิทธิพลคิดขึ้น ในขณะที่องค์ชายรองก้าวออกมาเพื่อที่จะลงมือต่อก็ได้มีชายชุดขาวท่าทางเหมือนเซียนผู้วิเศษเดินออกมาจากหลังต้นไม้เมื่อองค์ชายรองได้เห็นคนผู้นี้ก็ชะงักไป
ชายชุดขาวเดินมายืนข้างอิทธิพลและพูดขึ้นว่า "พอเถอะองค์ชายรองพวกขุนนางกำลังจะประชุมเสร็จแล้วเดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้าแล้วมันจะดูไม่ดี"
"คารวะท่านราชครู" สามร้ายพูดขึ้นพร้อมกัน
"คารวะองค์ชายและองค์หญิงทั้งสามเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ข้าขอให้เลิกแล้วต่อกันได้หรือไม่" ท่านราชครูพูด
"ไม่เป็นไรท่านราชครูนี่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย"องค์ชายใหญ่ตอบและหันไปต่อว่าองค์ชายรอง "น้องรองคุยกันดีๆสิอย่างไรเราก็เป็นพี่น้องกัน" องค์ชายใหญ่ว่า
'โถ..ไอ้หอกหักทีเมื่อกี้ล่ะมึงเงียบ...จนสล็อตฉี่เสร็จเลยนะ' แล้วพวกสามร้ายก็ได้กล่าวลาราชครู
"เจ้าเปลี่ยนไปนะน้องห้า" องค์หญิงสี่พูดก่อนเดินจากไป
"...สล็อตฉี่…"
"องค์ชายห้า ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่" ท่านราชครูถาม "ข้าไม่เป็นไรขอขอบคุณท่านมากท่านราชครูที่ช่วยข้าไว้" อิทธิพลตอบ
"ท่านยังไม่หายดีไม่ควรเดินออกจากตำหนักไกลนักกลับไปพักผ่อนซะเถอะ"ท่านราชครูบอก
"ได้งั้นข้าขอตัวแล้ว" อิทธิพลก็หันหลังเดินออกมาแต่ในใจของเขานั้นคิดว่า 'ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!!'
เมื่อกลับมาถึงตำหนักอิทธิพลก็ได้ทบทวนความคิดของตัวเองความจริงแล้วแม้เขาจะเป็นคนเลือดร้อนแต่ก็ไม่ใช่คนมุทะลุทำอะไรไม่รู้จักคิดเขาเป็นคนที่รู้จักดูสถานการณ์จนเกิดเป็นนิสัยเปิดแต่ไม่รู้จักปิด
อะไรคือเปิดแต่ไม่รู้จักปิดน่ะเหรอ
มันคือกลยุทธ์การต่อสู้เป็นแก๊งอย่างหนึ่งเมื่อฝ่ายเราและศัตรูมาเจอกันสิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือการผงกศีรษะใส่กันเสมือนเป็นสันนิบาตเลือดนกกันทั้งแก๊งและเมื่อถึงเวลานั้นตัวเราก็จะต้องพุ่งเข้าไปชกหน้าหนึ่งในคู่ต่อสู้เพื่อให้เป็นสัญญาณของการเริ่มลุยเมื่อพวกของเราและศัตรูวิ่งเข้าใส่กันเราก็จะต้องใช้สเต็ปการเคลื่อนที่ขั้นสุดยอด มูนวอล์ค? พุ่งเข้าหาศัตรูเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆแต่ถ้าศัตรูมีกำลังเสริมมาเพิ่มเราก็จะต้องเปลี่ยนเป็นสเต็ปเกียร์หมากลับบ้านไปเล่นวินนิ่ง [หมายเหตุ นิยายนะครับ][หมายเหตุ ผู้แต่งสายสามัญนะครับ]
อิทธิพลใช้กลยุทธ์เปิดแต่ไม่รู้จักปิดมาตลอดจนกระทั่งเรียนจบเพื่อนๆเข้ามากอดคอเขาและพูดว่า "...กูไม่รู้ว่ากูทนคบมึงมาได้ยังไงจนถึงเรียนจบ…"
เมื่อกลับมาถึงบ้านอิทธิพลนั่งทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำกับเพื่อนหลังจากที่ใช้กลยุทธ์เปิดแต่ไม่รู้จักปิดอยู่นานถึง 1 วันจนความคิดของเขาตกผลึกเป็นทักษะเขาจึงตั้งชื่อทักษะนั้นว่า "!อยู่เป็น!"
[ นิยายนะครับ ]
วันนี้ที่เขากล้าต่อปากต่อคำกับพวกองค์ชายทั้งหลายก็เพราะตอนที่เขาเดินเล่นเขาก็เห็นชายชุดนักพรตสีขาวหรือท่านราชครูคนนั้นอยู่ก่อนแล้วแตะเพื่อยืนยันเรื่องในความทรงจำของไป๋กุนหลางเพราะในความทรงจำนั้นท่านราชครูคนนี้มักจะคอยปกป้องเขาอยู่เสมอไม่รู้ว่าเพราะอะไร?
เมื่อคิดเรื่องนี้ไม่ออกเขาก็เลยตัดสินใจพักไว้ก่อนเพราะมีเรื่องอื่นให้กังวลมากกว่าตอนนี้แม้แต่พี่สาวที่ไม่ใช่คนคุ้นเคยกับเขายังรู้สึกได้ว่าเขาเปลี่ยนไปเพราะงั้นถ้าเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ต้องผ่านด่านที่ใหญ่ที่สุดให้ได้ก่อนนั่นคือบิดาของเขาหรือ
จักรพรรดิไป๋ป้าเทียน จักรพรรดิคนที่ สิบหก ของ ราชอาณาจักรแสงสว่าง
ฮ่องเต้พระองค์นี้แม้จะทรงถูกผู้คนล้อเลียนจากทั้งในและนอกราชอาณาจักรว่าเป็นฮ่องเต้เจ้าสำราญไร้ความสามารถเพราะชื่นชอบ งานเขียนพู่กัน ภาพวาด ดนตรี และศิลปะต่างๆ
แต่อิทธิพลรู้ว่าไม่ใช่เพราะตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชจำนวนขอทานและคนเร่ร่อน ในราชอาณาจักรลดลงไปมาก( อันนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจ )และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นพระองค์ ทรงเป็นจักรพรรดิเพียงคนเดียวที่บรรลุระดับพลังครึ่งก้าวเทพยุทธ์หรือกึ่งเทพยุทธ์หลังจากยุคปฐมจักรพรรดิ(เรื่องนี้มีน้อยคนที่รู้)เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่าพระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่ปราดเปรื่องทั้งบุ๋นและบู๊
เพราะฉะนั้นถ้าอิทธิพลคิดจะอยู่รอดปลอดภัยและพัฒนาตนเองต้องทำให้ฮ่องเต้เชื่อว่าตัวเขาคือไป๋กุนหลางให้ได้เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงรีบตั้งสมาธิแล้วสะกดจิตตัวเองว่านับจากนี้จะไม่มีแล้ว นายอิทธิพลทรงอิทธิฤทธิ์ แต่จะมีเพียง…ไป๋กุนหลาง
____________
สามวันต่อมา
ฝ่าบาทเสด็จ!
ไป๋กุนหลางดีดตัวขึ้นมานั่งหลังตรงอย่างเรียบร้อย...ตึก..ตึก…เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาความรู้สึกของเขานั้นเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่กดทับลงบนร่างกายไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียวได้แต่คิดอยู่ในใจว่านี่สินะคือบารมี
คนที่เดินเข้ามากวาดตามองรอบห้องก่อนจะหันมาเพ่งมองคนที่คุกเข่าอยู่ข้างหน้า
"ถวายบังคมเสด็จพ่อ" เสียงพูดออกไปด้วยความยากลำบาก
"อืม..ลุกขึ้นเถอะ ห้องของเจ้าเปลี่ยนไปนะ" พระองค์รับสั่งด้วยความแปลกใจ
ก็ต้องเปลี่ยนนะสิเขาทำอย่างนี้ด้วยความตั้งใจเพราะรู้ว่าถ้าเขาอยากจะฝึกวิชาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเขาต้องได้รับการสนับสนุนจากคนที่นั่งข้างหน้านี้เพราะฉะนั้นเขาจึงได้เปิดปฏิบัติการพิเศษ
ปฏิบัติการพิเศษที่มีชื่อว่า ชะเลีย ความสามารถนี้เมื่อก่อนตอนอยู่ในสถาบันเขาไม่เคยก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีจนกระทั่งได้ออกมาทำงานจึงรู้ว่าตัวเองมีความสามารถด้านการชะเลียเขาสามารถเลียจนเจ้าของโรงงานที่เขาทำงานอยู่เห็นเขาเป็นเหมือนพี่น้องคลานตามกันมาแต่ที่เขากลายเป็นคนว่างงานก็เพราะการขึ้นเป็นใหญ่ของปลา 2 ต… (ไม่เอาไม่พูด…..แต่พิมพ์) ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำโรงงานจึงต้องปิดตัวไปแต่มาคิดดูดีๆแล้วด้วยความสามารถเฉพาะด้านของเขาถ้าได้มีโอกาส "เลียครีบ" เขาก็น่าจะสามารถหยิบยืมนาฬิกาซัก 1 เรือนก็เป็นได้[แซวขำๆน่ะครับ...จะติดปีกไหมนี่]
"เพราะข้าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองขอรับเสด็จพ่อ" เมื่อพูดเสร็จจึงส่งสายตาที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าไปให้องค์ฮ่องเต้
"งั้นรึ… ข้าได้ยินว่าขุนนางตุลาการยังสืบหาพวกที่ลงมือทำร้ายเจ้าไม่ได้เจ้าต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่"
"ไม่เป็นไรขอรับเสด็จพ่อ"
"ทำไม? เจ้าเมตตาให้อภัยพวกมันหรือ" ฮ่องเต้ถามอย่างสงสัย
"ไม่ใช่ขอรับ การที่ข้าถูกทำร้ายในครั้งนี้เป็นเพราะข้าไร้ความสามารถเพราะฉะนั้นข้าจะใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นแรงผลักดันเมื่อข้านึกถึงมันถ้าจะได้มีพลังในการเรียนรู้ และฝึกฝนวิชา" เขาตอบอย่างหนักแน่น เมตตารึรับรองว่าไม่ใช่แต่ที่เขาไม่ต้องการให้ฮ่องเต้ช่วยสืบเรื่องในครั้งนี้เพราะว่าแม้จะถูกทำร้ายแต่คนที่ทำร้ายก็ไม่ได้กะเอาถึงตายเพราะไม่ได้โจมตีจุดตายคงกะจะเอาแค่หยอดน้ำข้าวต้มประมาณ 5-6 เดือนเพราะงั้นถึงสืบได้จนถึงคนบงการโทษก็ไม่ได้หนักหนาอะไร
"ดี..ดี..ดีมาก" พระองค์กล่าวขึ้นและก็หัวเราะอย่างยินดีแล้วไต่ถามอาการของไป๋กุนหลาง ก่อนจะกลับทรงพูดขึ้นว่า "พักผ่อนซะเถอะเดี๋ยวข้าจะให้คนส่งทรัพยากรการฝึกวิชามาให้และอนุญาตให้เจ้าเข้าฝึกวิชาในหอฝึกมังกรของราชวงศ์"
"ขอบพระคุณเสด็จพ่อ"
เมื่อมององค์ฮ่องเต้เดินจากไปเขาก็ยิ้มอย่างยินดีที่ปฏิบัติการพิเศษของเขาประสบความสำเร็จและคิดขึ้นว่า พลังพิเศษเอ๋ยข้ามาแล้ว
ระหว่างที่เดินทางกลับฮ่องเต้ได้ถามขันทีคนสนิทในการเปลี่ยนแปลงของไป๋กุนหลาง
"หม่อมฉันคิดว่ามันน่าจะเพราะความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองขององค์ชายห้านะพะยะค่ะ" เกากงกงตอบ
"ดีลูกข้าต้องเป็นพยัคฆ์ไม่ใช่สุนัข" ฮ่องเต้พูดขึ้น
____________
ในอารามนักพรตประจำเมืองศักดิ์สิทธิ์
"ท่านอาจารย์เหตุใดท่านต้องช่วยองค์ชายห้าด้วย" นักพรตหนุ่มถามอย่างไม่เข้าใจกับท่านราชครูที่อยู่หน้ากระดานหมากล้อม "แล้วเจ้าเห็นว่าเขาเป็นเยี่ยงไร" ท่านราชครูถามกลับ
"ข้าว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถไม่มีอะไรดีเลย" นักพรตหนุ่มตอบ "ไร้ความสามารถถ้าเขาไร้ความสามารถไม่มีอะไรดีแล้วทำไมชะตาชีวิตของเขาในกระดานหมากของข้าจึงเลื่อนลางเสมอมาแต่ตอนนี้มันได้เริ่มชัดเจนขึ้นแล้วใช่หรือไม่ศิษย์พี่" ท่านราชครูไม่ตอบแต่ถามกลับ
"ถูกต้อง"เสียงชราอันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลอยมาจากส่วนลึกของอารามนักพรตหนุ่มที่ได้ยินก็ก้มหัวให้
__________
ในลำธารแห่งหนึ่งมีคนอยู่สองคนหนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยกำลังตกปลาอยู่
"ท่านอาจารย์" ชายหนุ่มทักขึ้น
"อืม.."คนชราตอบ
"ผีเสื้อได้กระพือปีกขึ้นแล้ว"