ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่485 ปะทะผู้เป็นอันดับหนึ่ง

       เมื่อพายุใหญ่ที่บ้าคลั่งโหมกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด หอบพัดพาเอาความวุ่นวาย ความบ้าคลั่งจากไป พร้อมกับกลุ่มคนทวีปมืด เม็ดทรายผงธุลี ที่ดูสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว จู่ๆ ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอีกครา จากกลุ่มคนดินแดนเทพ พร้อมน้ำเสียงหนึ่งที่ผุดพรายขึ้นมา จุดประกายให้พายุใหญ่ ก่อตัวโหมซัดขึ้นมาอีกครา เขานั้นก็คือราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง อนุชนจำศีล ผู้ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นอันดับหนึ่ง ของเหล่าอนุชน นำพายุคสมัยใหม่ของเหล่าอนุชน ยืนหนึ่งไม่มีสอง
 

 

       ครั้นคำพูดของเขาที่ดังขึ้นมากู่ก้อง มันก็เหมือน ระเบิดลูกใหญ่ที่ตกใจกลางหมู่ชน ไม่มีแม้ผู้ใดกล้าค้านคำพูดของเขา แม้แต่เหล่าอัจฉริยะของสำนัก5ดาว เหล่าราชวงศ์เองก็ตาม ด้วยพลังที่เป็นหนึ่งไม่มีผู้ตีเสมอ สมกับคำกล่าวขาน กำราบ10ทิศ เป็นผู้ ยืนหัวเต่ามังกรอย่างแท้จริง

 


       "อี้เฉินเหมือนว่าเจ้าในยามนี้จะมายืนตีเสมอ กับพวกเราเหล่าอนุชน จำศีลได้แล้วสินะ หากไม่เป็นการเสียมารยาท เจ้ามาประมือกับข้าหน่อยเป็นอย่างไร หรือเจ้าจะเอาแต่หลบหลังสตรีงามผู้นั้น"

 


        ครั้นคำพูดนั้นดังออกมาก้องฟ้า อนุชน จำศีลพวกเขาต่างก็พยักหน้า ยอมรับในคำพูดของ ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ทว่ายามนี้ องค์ชายซือจงเทียน องค์ชาย ชิงไป๋ยี่ พวกเขากลับไม่สบอารมณ์ ราวกับพวกเขาในยามนี้ถูก กลุ่มอนุชนจำศีล มองข้ามพวกเขาไปเสียอย่างนั้น ฝ่ามือจึงกำหมัดไว้จนแน่น แค้นเคืองอยู่ในใจลึกๆ

 


        เมื่อพายุที่บ้าคลั่งเตรียมจะก่อตัวอีกครา สายตาหลายๆ คู่ ก็ต่างจับจ้องมาที่กลุ่มของอี้เฉิน โดยเฉพาะอี้เฉินในยามนี้ ที่เติบโตรวดเร็วเกินไป แม้ว่าเขาจะบาดเจ็บอยู่ไม่น้อย แต่ด้วย ฤทธิรณ ของเขาในยามนี้ ไม่มีใครกล้าค้าน ในพลังของเขาในยามนี้อีกต่อไป แม้อี้เฉิน ผู้นี้จะทำตัวโอหัง สร้างหายนะไปทั่ว แต่ด้วยศักยภาพ ยามนี้จึงไม่มีใครกล้าค้านอีกต่อไป



        ก่อนกลุ่มคน ตระกูลอี้ จะเคลื่อนไหวเมื่อเห็นอี้เฉิน คนในตระกูลของพวกเขากำลังตกที่นั่งลำบาก เสียงฝึบๆ ดังออกมาอยู่หลายครา พุ่งเข้ามาสมทบกับอี้เฉินในทันที ราวกับว่ายามนี้ กำลังจะเกิดศึกตะลุมบอนอีกคราก็มิปาน
ก่อนน้ำเสียงที่โอหัง ของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีจะกล่าวคำพูดออกมา เสียงดังกู่ก้อง"พวกเจ้า กล้ารังแก คนตระกูลอี้ ของพวกเราอย่างนั้นหรือ?"

 


       อี้เฉินที่ถูกเยว่ชิงเซียน พยุงร่างไว้ เขากวาดสายตา หันไปมอง น้ำเสียงของบุรุษ พร้อมกับสตรีที่เอ่ยพูดในทันใด เขาไม่คิดว่าคนตระกูล อี้ อี้รั่วจั่ง อี้ชิง พร้อมกับคนในตระกูลอี้ อีกหลายคนจะพุ่งเข้ามาช่วยเหลือ ตัวเขาในยามนี้

 


       หมุ่ชนโดยรอบครั้นได้ยิน ตระกูลอี้ ผู้ที่ถูกเรียกว่าตระกูลผู้โง่เขลา พวกเขาหลายคนต่างก็ยกยิ้ม เย้ยหยัน จ้องมองมาที่กลุ่มคนตระกูลอี้ พูดจาถากถางออกมาในทันที มีเพียงเหล่าราชวงศ์ที่รู้ ว่าพวกเขาเหล่านั้น ก็ล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์เฉกเช่นเดียวกัน

 


"ไอ้เวรพวกนี้มันมาจากตระกูลอี้ ผู้ที่ถูกตราหน้าว่า ตระกูลผู้โง่เขลา พวกมันยังมีหน้ามาเหยียบ ภายนอกตระกูลอีกอย่างนั้นหรือ"

 


"ใช่ๆ พวกมันไม่รู้หรือว่า คนภายนอกมองว่าตระกูลมัน น่าขันถึงเพียงใด"

 


        ฉับพลันอายสังหารก็โหมซัดอย่างบ้าคลั่ง มาพร้อมกับความเดือดดาลของ คนตระกูลอี้ ที่ไม่อาจปิดบังได้ ..อี้เฉินที่เห็นภาพเบื้องหน้า เขาหันมองใบหน้างาม เยว่ชิงเซียนที่พยุงร่างกอดเอวเขาไว้จนแน่น บอกกล่าวตัวนางด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "ข้าไม่เป็นอะไร เยว่ชิงเซียน เจ้ารอข้าสักประเดี๋ยว ข้าจะออกไปแก้สถานการณ์เอง"

 


        เยว่ชิงเซียน ที่คิดจะห้ามปรามอี้เฉินครั้นเตรียมจะเอ่ยพูด นางก็ต้องรีบเก็บคำพูดไปโดยไว เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่จริงจัง ของอี้เฉิน ราวกับเขาแบกบางสิ่งที่หนักอึ้งไว้

 


        อี้เฉินครั้นเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนมุมปาก ยันร่างขึ้นตรงได้ เขาส่งคำพูดออกไปบอกกล่าว อี้รั่วจั่ง อี้ชิง พร้อมกับเดินสืบเท้าท่ามกลางอากาศ ไม่มีแม้เพียงระลอกคลื่น แม้เพียงนิด พุ่งปราดออกไปยืนประจันหน้า ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง อย่างไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน

 


"อี้รั่วจั่ง อี้ชิง พวกเจ้า ผ่อนโทสะ ลงก่อน พวกเขา แค่หยอกล้อกับข้าเล่น เท่านั้น"

 


        ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ยกยิ้มกว้างเมื่อเห็นอี้เฉินสืบเท้ามายืนประจันหน้ากับเขาอย่างไม่มีท่าทีหวาดเกรง ก่อนเขาจะยกยิ้มกว้างกล่าว พูดมันออกมาแทงใจดำอี้เฉิน "ข้าก็นึกว่าเจ้าจะหลบหลัง สตรีงามเพริศพริ้งผู้นั้นเสียอีก อี้เฉินเจ้าช่วยทำให้เลือดในกายของข้าเดือดพล่าน ได้หรือไม่ หวังว่าเจ้าคงเข้าใจความหมายของข้า แล้วอย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ"

 


        อี้เฉินครั้นได้ยินถ้อยคำที่โอหัง เขาหน้าบูดบึ้งอยู่ไม่น้อย ราวกับเขาในยามนี้ไร้ทางเลือก ถูกมัดมือชก ให้ต่อสู้อย่างไร อย่างนั้น แต่เมื่อสัมผัสถึงแรงบีบคั้นที่บ้าคลั่ง จากราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ปลดปล่อยออกมาไม่ขาด แทบไม่ต่างอะไรไปจาก หยุนเทียนที่อยู่ในขั้นเทพสวรรค์แท้จริง มันก็ทำให้อี้เฉินหรี่ตา จนเล็กแคบในทันใด หัวใจสั่นสะท้านอย่างไม่อาจเก็บซ่อนได้เมื่อ ปะทะเข้ากับแรงบีบคั้นที่บ้าคลั่ง

 


        เมื่อเห็น ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ยืนมือไพล่หลังข้างหนึ่ง ประหนึ่งว่าจะไม่ใช้แขนอีกข้าง กวักมือเรียกอี้เฉินให้ไปโจมตี พร้อมกับ10ประตูวิถี ที่สำแดงออกมา เต็มเปี่ยมไปด้วย ปราณพลังฟ้าดินที่เข้มข้น

 


        "เข้ามาอี้เฉิน"เสียงคำรามที่กราดเกรี้ยว เปี่ยมด้วยแรงบีบคั้นอันบ้าคลั่ง ส่งเข้าหาอี้เฉินราวกับคลื่นทะเลที่โหมซัด เมื่อเห็นปราณพลังฟ้าดินก่อร่างเป็นมังกรดินตัวใหญ่ พื้นดินสั่นไหวไม่หยุด ราวกับ ชายหนุ่มควบคุมฟ้าดินได้

 


        เมื่ออี้เฉินที่บาดเจ็บหนัก พุ่งปราดเข้าโจมตี ส่งกำปั้น หมุนควงร่ายรำ ออกไปอย่างบ้าคลั่ง เสียงปังกัมปนาทดังออกไปก้องชั้นฟ้า หลายสิบหลายร้อยกระบวนท่า

 


       ทว่าราวกับเขาเต้นบนฝ่ามือของ ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง เพียงชายหนุ่ม สะบัดฝ่ามืออย่างแรง มังกรดินก็คำรามออกมากู่ก้อง พุ่งปราดขวางกั้นการโจมตีของอี้เฉินไว้แทบหมดสิ้น เศษคลื่นปราณพลังกระจัดกระจายออกไปทั่วทิศ หมู่ชนที่เห็นถึงกลับต้องกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ ไม่คิดว่า ยามนี้อี้เฉินจะกลายเป็นเด็กอมมือไปเสียแล้ว

 


      "เจ้าทำได้แค่นี้หรืออี้เฉิน อย่าว่าแต่ทำให้เลือดภายในกายของข้าเดือดพล่านเลย แค่ทำให้เหงื่อของข้าออก เจ้าก็ยังไม่อาจทำได้เลยกระมัง แม้ว่าเจ้าจะบาดเจ็บเจ้าน่าจะทำได้ดีกว่านี้สิ ข้าอุตส่าห์คาดหวังกับเจ้า"



       อี้เฉินครั้นได้ยิน คำพูด ดูถูกดูแคลน โทสะของเขาจึงเริ่มผุดพรายขึ้นมา กายาที่เริ่มมีเลือดไหลซึมจากเศษปราณพลัง ควบคุมเลือดในกายเหล่านั้นสร้างมังกรโลหิตตัวใหญ่ขึ้นมาในทันที ก่อนจะชี้นิ้วออกไปด้านหน้า ส่งมังกรเลือดพุ่งปราดออกไปโจมตี ทว่าก็แลกไปกับการสูญเสียเลือดในกายไม่น้อย

 


        ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ครั้นที่เห็นอี้เฉิน สามารถควบคุมเลือดภายในกายได้ เขาหรี่ตาจนเล็กแคบ ส่งมังกรดินที่ล้อมพันหลายตัวออกไป ปะทะมังกรเลือดอี้เฉินในทันใด

 


        ภาพที่หมู่ชนเห็น ราวกับพวกเขามองเห็นภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ที่มีชีวิตของสัตว์อสูรระดับสูงทั้งสอง เข้าห้ำหั่น ฆ่าสังหารกันก็มิปาน มาพร้อมเสียงคำรามดังก้องชั้นฟ้า โลหิตสาดกระเซ็นออกมาเป็นสายพิรุณ อาบยอมผืนฟ้าจนแดงฉาน ส่งเลือดอี้เฉินกระจัดกระจายออกไปทั่วทิศ จากการปะทะกันหลาย10กระบวนท่า

 


        ทว่าเมื่ออี้เฉิน กำฝ่ามืออย่างแรงผู้คนก็ต่างรับรู้ว่า โลหิตของอี้เฉินน่าหวาดเกรงถึงเพียงใด เมื่อแรงระเบิดโลหิตดังออกมาก้องฟ้า ส่งให้ ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ที่อยู่ใกล้ โลหิตอี้เฉิน ม่านพลังแตกกระจายกายา เซถอยหลังริมฝีปากกระอักเลือด ในพริบตา

 


        ก่อนร่างเงาอี้เฉินจะพุ่งหายออกไป ก่อเกิดร่างเงาทับซ้อน มาปรากฏด้านหน้า ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ในเสี้ยววินาที ส่งกำปั้นที่ล้นทะลักทลายเข้าใส่ ราชัน10ทิศ อย่างไม่มีเก็บออม แต่ในเสี้ยวพริบตาหมู่ชนก็ต้องเบิกตากว้างอ้าปากค้าง แม้แต่อี้เฉินเองก็ตาม เมื่อฝ่ามือของเขาถูกปราณพลังที่บ้าคลั่ง ราวกับฝ่ามือของมังกรแท้จริงหยุดเอาไว้ได้

 


         "เจ้าไม่เลวอี้เฉิน" ครั้นสิ้นคำพูดของ ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ฝ่ามือของเขาก็บีบเข้าหา กำปั้นอี้เฉินอย่างแรง ส่งให้กำปั้นอี้เฉิน เกิดรอยแตกร้าว ถอยออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด

 


          ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ที่เลือดในกายเดือดพล่าน ระเบิดปราณพลังสีทองออกมาพรั่งพรู ครั้นที่เตรียมจะต่อสู้ ให้เลือดภายในกายพลุ่งพล่าน เขาถึงกับต้องหรี่ตาจนเล็กแคบ



        เมื่อเห็น มารพุทธ ทงอี้ เสียงสังหาร เฉินอิน ราชันน้อย เหรินเจี๋ย มายืนประจันหน้าขวางตัวเขาไว้  ก่อน ทงอี้ จะกล่าวพูด "ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง ข้ายอมรับในพลังของเจ้า แต่ข้าเองก็อยากต่อสู้กับอี้เฉิน เช่นกัน เอาเช่นนี้ไม่เล่า เรามาตัดสิ้นกันใน ศึกชี้ชะตา ในอีก13ปีข้างหน้า   ที่ชนเผ่าบรรพกาล ทั้ง4จัดขึ้นมา เจ้าคิดเห็นว่าเช่นไร" ครั้นคำพูดนั้นดังขึ้นมา เสียงสังหาร เฉินอิน ราชันน้อย เหรินเจี๋ย พวกเขาก็ต่างพยักหน้ารับคำ

 


        ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง มีท่าทีครุ่นคิด ทว่าเมื่อเห็น กลุ่มคนดินแดนเทพ ผู้มีชื่อเสียงคนอื่นๆ เข้ามายืนขวาง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนของราชวงศ์ ทั้งสอง องค์ชายซือจงเทียน องค์ชาย ชิงไป๋ยี่ จิ้งจอกน้อย หงส์เหมิง สำนักเซียนสวรรค์ หลี่หยวน สำนักหยิน หยาง พวกเขากล่าวพูดกันออกมาอย่างพร้อมเพรียง "พวกเราเองก็จะ เข้าร่วมศึกชี้ชะตา เช่นกัน พวกเราเองก็ไม่คิดยอมแพ้ พวกเจ้าเหล่าอนุชน จำศีลหรอกนะ"

 


        ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ดี ..ดีได้  ข้าตกลงรับข้อเสนอนั้น อีก13ปี ศึกชี้ชะตา จะเป็นตัวตัดสิน ใครจะเป็นผู้ยืนหนึ่งอย่างแท้จริง พวกเราจะได้รู้กัน หวังว่าหลังจากนี้พวกเจ้าจะเปิดเส้นลมปราณเซียนได้"

 


        ครั้นสิ้นคำพูดของ ราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง เขาก็พุ่งทะยานจากไปในทิศทาง เขาวงกตในทันที หมายมั่นจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ทว่าเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งดัง ออกมาก้องฟ้าไม่ขาดสาย บ่งบอกถึงความยินดีของเขาไม่น้อย แต่คำพูดนั้นกลับกดดันคนอื่นๆ ในทันที การจะเปิดเส้นลมปราณเซียน ในตำนานได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้

 


        อี้เฉินที่ริมฝีปากกระอักเลือดจนริมฝีปากซีดเผือด จ้องมองไปที่ กลุ่มของ องค์ชายซือจงเทียน องค์ชาย ชิงไป๋ยี่ จิ้งจอกน้อย หงส์เหมิง หลี่หยวน ก่อนพยักหน้าให้พวกเขา ราวกับเป็นคำขอบคุณ

 


        ทว่าใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ไม่ยอมรับ การทักทายของอี้เฉินเท่าใดนัก ส่วนคนอื่นๆ ที่เห็นเยว่ชิงเซียนมาพยุงร่างอี้เฉิน พาเขาบินทะยานจากไป พร้อมกับกลุ่มมิตรสหาย มันก็ทำให้ใบหน้าของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วย ความไม่ยินยอมที่จะปล่อยให้อี้เฉินจากไปเฉกเช่นนี้

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน