เฟิ่งหยูเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาออกมาพร้อมกับโหวจื่อและเสี่ยวหลงที่ตอนนี้ระดับของทั้งคู่นั้นก้าวไปอยู่ในระดับสัตว์เทวะเรียบร้อยแล้วหลังจากที่ทั้งคู่ฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ที่มีพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมนับร้อยเท่า
ครึ่งชั่วโมงต่อมากกองกำลังนับล้านคนของโลกที่เจ็ดและโลกที่แปดต่างทยอยออกมาจากเรือรบทางด้านกองกำลังของอาณาจักรเมฆาหวนนั้นก็เตรียมพร้อมรบรออยู่ก่อนแล้ว เฟิ่งหยูโหวจื่อและเสี่ยวหลงเดินออกมาอยู่ด้านหน้ากองกำลังของพวกเขาทั้งหมด
“เจอกันอีกครั้งนะท่านเจ้าโลกจงจื่อคราวนี้หวังว่าท่านคงจะไม่วิ่งหนีข้าไปอีกรอบเหมือนดังคราที่แล้วหรอกนะ”
เจ้าโลกจงจื่อก้าวออกมาพร้อมกับเจ้าโลกที่เจ็ดชวนจี๋เขาเดินออกมาหยุดอยู่ตรงหน้ากองกำลังนับล้านเพื่อประจันหน้ากับเฟิ่งหยู
“เจ้าหนุ่มเจ้าคิดว่าเจ้าเพียงคนเดียวจะสามารถต่อกรกับพวกเราเจ้าโลกทั้งสองได้เช่นนั้นหรือ?”
“ได้หรือไม่นั้นข้าไม่รู้แต่ที่ข้ารู้แน่ ๆ คือวันนี้ไม่พวกท่านก็เป็นข้าที่จะต้องไม่ได้เห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน”
“ช่างกล้าเหลือเกินเจ้าไปกินดีหมี ดีเสือที่ไหนมา ถึงได้พกความมั่นใจมากมายขนาดนี้ข้าว่าเป็นเจ้ามากกว่าที่จะไม่ได้เห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้ ฮ่า ฮ่าฮ่า”เจ้าโลกที่เจ็ดชวนจี๋พลันหัวเราะออกมา
“มันก็ไม่แน่หรอกของแบบนี้ยังไม่ทันได้สู้กันเลยพวกท่านจะรีบตัดสินกันไปก่อนแล้วข้าว่าพวกท่านคงมีแต่คำพูดคุยโว โอ้อวดเท่านั้นฝีมือของพวกท่านจะเท่าไหร่กันเชียว”
“เจ้าหนุ่มโลกของพวกเจ้าพึ่งจะกำเนิด อะไรที่ทำให้เจ้ามั่นใจนักหนาแค่พลังยุทธ์ระดับเซียนขั้นที่ห้า ยังหาญกล้ามาคุยโม้กับพวกเราอยู่ได้เจ้าคิดหรือว่ากองกำลังของพวกเราจะอ่อนแอเช่นเดียวกับกองกำลังของพวกเจ้า”
“สวะอย่างพวกเจ้าสังหารไปให้หมด ทรัพยกรบ่มเพาะทั้งหมดในโลกของพวกเจ้าพวกข้าจะขอรับไปใช้เองเจ้าไม่ต้องกังวลข้าจะไม่เหลือแม้แต่ศพของเจ้าให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงอย่างแน่นอน”
“คนแบบพวกเจ้ามีแต่แย่งชิงของผู้อื่นไม่รู้จักเสาะหาด้วยตนเองข้าว่าพวกเจ้าต่างหากที่ข้าจะไม่เหลือแม้แต่ซากเอาไว้ทำปุ๋ยให้กับสมุนไพรของข้า”
“โหวจื่อเสี่ยวหลง พวกเจ้าจัดการกับเจ้าโลกที่หกชวนจี๋ ส่วนข้าจะจัดการกับจงจื่อเองพวกเจ้ารับมือไหวไหม เขาอยู่ในขั้นเทพเจ้าระดับสาม”
“ท่านพี่ไม่ต้องกังวลพวกเราจัดการกับเขาได้ ท่านพี่เองก็ระวังตัวด้วย”
เฟิ่งหยูระเบิดพลังกายเซียนโบราณออกมาด้วยความมั่นใจระดับพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนใกล้เคียงกับระดับเทพเจ้าขั้นที่สาม
“มีดีเหมือนกันนี่เจ้าหนุ่ม ทำไมเจ้าไม่มาติดตามข้าความรุ่งโรจน์ของเจ้าคงจะมีมากกว่าที่เจ้าจะจมปลักอยู่ในที่แบบนี้รอให้ผู้อื่นมาสังหาร”เจ้าโลกชวนจี๋กล่าว
“เป็นทาสรับใช้คนอย่างพวกเจ้านะหรือฝันไปเถอะ แต่ถ้าเจ้าคิดจะมารับใช้ข้า ข้าเองก็อาจพิจารณารับเจ้าไว้เช่นกัน”
เจ้าโลกจงจื่อและเจ้าโลกชวนจี๋ระเบิดพลังปราณระดับพระเจ้าออกมาพร้อม ๆ กัน พร้อมกับทะยานขึ้นไปบนอากาศ เฟิ่งหยูโหวจื่อและเสี่ยวหลงพลันลอยตามพวกเขาขึ้นไปพวกเขาลอยขึ้นไปสูงประมาณห้าสิบกิโลเมตรจึงได้เริ่มการต่อสู้ของพวกเขา
ทางด้านล่างเมื่อผู้นำพวกเขาเริ่มต่อสู้กันกองกำลังทั้งสองโลกเริ่มทำการบุกเข้ามากองกำลังของโลกต้นกำเนิดซึ่งนำโดยกษัตริย์เหวินฉิง องค์ชายเหวินเทียนและ จ้าวหยวนเริ่มสั่งการกองกำลังของพวกเขาเข้าสู้รบกับกองกำลังของโลกอื่นในทันที
ทางด้านเฟิ่งหานหลี่บิดาของเฟิ่งหยูที่ต้องพบกับเจ้าโลกที่หกอย่างลี่จินที่ยกพลมากว่าห้าแสนนายการรบของพวกเขาก็ได้เริ่มขึ้นเช่นกันส่วนทางด้านของราชันย์เฟิ่งเทียนที่ต้องพบกับเจ้าโลกที่สองอย่างหงเซ่อที่นำกองกำลังติดตามมาด้วยกว่าล้านคนซึ่งในอาณาจักรดาราทมิฬที่มีกษัตริย์ฟู่หลงและกองกำลังขององค์ชายไป๋เซ่อและองค์ชายอานฉวนเข้ามาสนับสนุนทำให้สนามรบแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสนามรบที่สู้รบกันด้วยความดุเดือด
“ฮ่าฮ่า ฮ่า อย่างเจ้าหรือที่ตั้งตนเป็นองค์ราชันย์ของโลกแห่งนี้สวะอย่างพวกเจ้าคิดจะเป็นราชันย์ฝันกลางวันกระมัง”เจ้าโลกที่สองหงเซ่อกล่าว
“ข้ามิได้ยกตนขึ้นมาเองแต่ข้าได้รับการยอมรับจากผู้คนในโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ พวกเจ้าเป็นคนจากดาวดวงอื่นทางที่ดี ข้าแนะนำให้พวกเจ้ารีบไสหัวออกไปให้เร็วที่สุดอย่าได้คิดว่ามีเพียงแต่พวกเจ้าที่แข็งแกร่งอยู่ฝ่ายเดียว”ราชันย์เฟิ่งเทียนกล่าว
“น่าหัวเราะยิ่งนักขยะเช่นพวกเจ้าบังอาจมาสั่งสอนพวกข้า ข้าว่ามันเร็วไปร้อยปีกระมัง หากพวกเจ้าเก่งจริงดังที่พูดทำไมถึงต้องปิดผนึกโลกของพวกเจ้าจนกลายเป็นโลกที่สาบสูญและพึ่งจะเผยตัวเมื่อผนึกสลายไปเช่นนี้เล่า”
“นั่นมันเรื่องของคนในอดีตพวกข้าไม่อาจจะรู้ได้ แต่หากเจ้าคิดว่าผ่านข้าไปได้ง่าย ๆ ก็เข้ามา อย่าพูดมากให้เสียเวลา”
ทั้งคู่ลอยตัวขึ้นไปเหนือพื้นดินอย่างต่ำห้าสิบกิโลเมตรเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่พรรคพวกของตนเองที่อยู่ด้านล่าง ทั้งคู่ระเบิดพลังปราณระดับเทพเจ้าระดับสามออกมา
ทันทีที่ราชันย์เฟิ่งเทียนระเบิดพลังปราณขั้นเทพเจ้าระดับสามออกมาเจ้าโลกที่สองอย่างหงเซ่อพลันตกตะลึงในโลกใบนี้มีผู้ฝึกยุทธ์ในระดับพระเจ้าอยู่ด้วยเช่นนั้นหรือ
“ไม่เลวในโลกใบนี้ของพวกเจ้ายังสามารถให้กำเนิดผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพระเจ้าขึ้นมาได้คงมีเพียงแค่เจ้าคนเดียวที่สามารถผ่านการฝึกฝนที่ยาวนานจนสามารถขึ้นมาถึงระดับนี้ได้สินะ”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ใครบอกเจ้าว่ามีเพียงข้าคนเดียวที่สามารถฝึกฝนจนมาถึงระดับนี้ได้เอาเถอะบอกไปเจ้าคงไม่เชื่อข้าหรอกสงครามในครั้งนี้พวกเจ้าเป็นคนเริ่มก่อน เช่นนั้นพวกเราก็มาสู้กัน”
“ก็ดีข้าเองก็ไม่เจอกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อแบบนี้มานานมากแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ทั้งคู่ทะยานเข้าหากันด้วยความรวดเร็วหมัดปะทะหมัดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ดังไปทั่วทั้งอาณาจักรการต่อสู้ระดับเทพเจ้าน้อยคนนักที่จะได้เห็นการต่อสู้ระดับนี้แต่ผู้คนด้านล่างกลับไม่สนใจแม้แต่จะแหงนขึ้นไปมองพวกเขาเริ่มเข้าปะทะกันกองกำลังนับล้านคนเริ่มเข้าจู่โจมเสียงสู้รบด้วยอาวุธหลากหลายดังไปทั่วบริเวณ
กองกำลังที่ได้ฝึกฝนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของโลกต้นกำเนิดเริ่มได้เปรียบคู่ต่อสู้มากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาจัดการรบอย่างเป็นระบบ ระเบียบ พวกเขาสามารถสังหารเหล่าคนจากโลกอื่นได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ความสูญเสียของโลกต้นกำเนิดนั้นมีเพียงไม่มากเหตุผลเพราะชุดเกราะและอาวุธที่พวกเขาได้รับมารวมถึงการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทำให้ความแข็งแกร่งของทหารในโลกต้นกำเนิดไม่แพ้โลกอื่นๆ เลย
ถึงแม้ว่าโลกต้นกำเนิดของพวกเขาจะพึ่งกำเนิดขึ้นมาพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดที่เปลี่ยนแปลงแทบไม่มีผลกับพวกเขาเลยเพราะพวกเขาสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้พวกเขาแต่ละคนสามารถดึงความสามารถของตนเองออกมาได้เต็มร้อยโชคดีที่ผู้อาวุโสอู่หวังฉีเตือนเฟิ่งหยูไว้ก่อนหาไม่แล้วพวกเขาอาจจะดึงพลังความสามารถของพวกเขาเองออกมาได้ไม่เต็มที่และอาจจะพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย
ทางด้านของราชันย์เฟิ่งเทียนและเจ้าโลกที่สองหงเซ่อทั้งสองยังคงปะทะกันอย่างต่อเนื่องเสียงระเบิดดังเป็นระยะ ๆ น็น็น
“อุ่นเครื่องแค่นี้พอแล้วกระมัง หากท่านไม่เอาจริง ข้าเองก็ไม่เกรงใจแล้วนะ” ราชันย์เฟิ่งเทียนกล่าว
เจ้าโลกที่สองหงเซ่อหยิบอาวุธซึ่งเป็นค้อนออกมาจากแหวนมิติของเขาส่วนราชันย์เฟิ่งเทียนกลับหยิบหอกออกมาจากแหวนมิติของเขาเช่นกันอาวุธทั้งคู่ต่างอยู่ในระดับตำนาน ซึ่งราชันย์เฟิ่งเทียน
ได้รับมาจากเฟิ่งหยูที่นำออกมาจากวิหารสุริยันจันทรา
ราชันย์เฟิ่งเทียนหลอมรวมพลังปราณและพลังธาตุลมของเขาเข้าไปยังหอกของเขาฉับพลันหอกของราชันย์เฟิ่งเทียนกลับเปล่งประกายสีเขียวสว่างสดใสออกมา พลังของธาตุลมหมุนวนอยู่รอบๆ
เจ้าโลกที่สองหงเซ่อเองก็หลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังธาตุดินของเขาเข้าสู่ค้อนของเขาอย่างรวดเร็วเขากวัดแกว่งค้อนออกมา เสียงครืน ๆ ดังสนั่นไปทั่ว เจ้าโลกหงเซ่อฟาดค้อนออกไป พลังปราณก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปค้อนอย่างรวดเร็วมันตรงกระหน่ำไปยังราชันย์เฟิ่งเทียน
ราชันย์เฟิ่งเทียนเห็นดังนั้นพลันแทงหอกออกไปด้านหน้าพลังปราณจำนวนมหาศาลก่อตัวเป็นรูปหอกต้านทานพลังของค้อนเอาไว้พลังทั้งสองยังคงบดขยี้กันอย่างไม่หยุดยั้ง คลื่นพลังที่หลุดออกมาจากอาวุธทั้งสองกระจายออกไปทั่วรัศมีสามสิบกิโลเมตรโดยรอบตัวของพวกเขาไม่สามารถที่จะเข้าใกล้ได้เลย หากมีสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งใดหลุดเขาไปในนั้นจะถูกพลังทำลายล้างที่ออกมาจากอาวุธทั้งสองบดขยี้จนแหลกเหลวในทันที
ทางด้านเฟิ่งหานหลี่บิดาของเฟิ่งหยูที่ต้องพบกับเจ้าโลกที่หกอย่างลี่จินการรบของทั้งสองนั้นก็เป็นไปอย่างสูสี ส่วนทางด้านของกองทหารฝ่ายของเจ้าโลกที่หกเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากจำนวนกองกำลังที่เจ้าโลกที่หกลี่จินนำมามีเพียงห้าแสนนายทำให้กองกำลังของเหล่าองค์ชายทั้งสองและกษัตริย์ของอาณาจักรวายุเพลิงจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
กองกำลังที่ฝึกฝนมาอย่างดีและมีพลังยุทธ์สูงกว่าของเจ้าโลกลี่จินอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมพวกนั้นถึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้หากเป็นเช่นนี้กองกำลังของข้าคงจะสูญเสียเป็นจำนวนมาก”เจ้าโลกลี่จินพลันคิดในใจหากเขาสูญเสียกองทหารของเขาเหล่านี้ทั้งหมดไปจะต้องเกิดปัญหากับเขาขึ้นภายหลังอย่างแน่นอน
เพียงแค่เขาคิดแบบนี้ทำให้เขาเผลอไปชั่วขณะจึงถูกกระบี่ของเฟิ่งหานหลี่เข้าบริเวณแขนซ้ายของเขาเจ้าโลกที่หกลี่จินพลันได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ เขารีบตบโอสถสมานแผลเข้าปากอย่างรวดเร็วบาดแผลของเขาเริ่มสมานกัน แต่ก็ยังเสียพลังปราณไปไม่น้อย