ตอนที่สิบเก้า Vitruvian Man
[ตรวจสอบสภาพวัตถุ] ผมใช้เวทย์ตรวจสอบร่างกายและได้รู้ว่า พลังงานได้ไหลไปทั่วร่างและรู้ว่าคนที่มีพลังอย่างนางเอกนั้นโกงขนาดไหน
ร่างกายนั้นราวกับเครื่องจักรที่กำลังทำงาน แต่ไม่ใช่เหนื่อยอ่อน แต่ราวกับว่ากำลังปรับให้รับสภาพกับแสงแห่งเทพเจ้าที่มีอยู่ในร่างกาย
ร่างกายกำลังปรับสภาพให้แข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่พลังของนางเอกมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ใช้ต่อสู้มานานหรือคนที่เป็นแม่มดก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ
มันเหมือนขัดกับแนวคิดที่พลังยิ่งใช้ยิ่งหมด แต่ความจริง ยิ่งใช้แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่หลังจากนั้นพอเคยชินแล้วก็จะเพิ่มขึ้นงั้นหรือ?
วิญญาณเป็นแบบเดียวกับกล้ามเนื้อหรืออย่างไร?
มันก็มีหลักฐานที่ชัดเจนอยู่ว่าวิลโลตอนแรกๆแค่ขยับชอล์คได้ แต่ตอนหลังๆบินบนฟ้าได้ เสกคนให้ระเบิดเป็นลูกไฟ ฆ่าแวมไพร์ระดับสูงได้ด้วยการดีดนิ้ว
อาจจะเป็นเพราะว่าคนเขียนต้องการให้ระดับพลังของบอสตัวต่อๆมาเก่งขึ้น
แต่หากดูจริงๆแล้วคือแต่ละคนก็เก่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนั่นล่ะ
เราก็เหมือนกันที่พยายามจะให้เก่งขึ้นก่อนพวกนั้นด้วยพลังของแหวนและตำราคาถาต่างๆ
“ผลั๊ก”
“โอ๊ยแขนชั้น”
บิฟลงไปกองกับพื้น
ผมเผลอไปหน่อยที่คิดแต่สถานการณ์ของตนเองจึงลืมมองรอบข้าง
ผมคิดเคร่งเครียดในการที่สร้างร่างกายที่มีความทนทานมากๆเพื่อให้สามารถทนแรงกระแทกแรงเหวี่ยงหรือบีบจากแวมไพร์ได้
แรงแค่นักกีฬาระดับมัธยมไม่สามารถทำอะไรผมได้อีกแล้วหากไม่ใช้อาวุธ
แม้บิฟมันจะเป็นนักกีฬาประจำโรงเรียนก็ตาม
ทำไมพวกมีพลังพิเศษมันโกงอย่างนี้นะ?
“เป็นอะไรไหมบิฟ? ขอโทษทีใจลอยไปหน่อยน่ะ”
“โอ๊ย เลโอนาร์ดเป็นบ้าอะไรของนายวันนี้ เรียกไม่ตอบ ทานยาโด๊ปมาหรือไง?”
บิฟทำเหมือนกับการที่เราเป็นเพื่อนกันธรรมดา
ในการที่เอาแขนมาขัดในทางที่ผมกำลังจะวิ่งไป แต่ผลลัพธ์ก็คือทำให้เขาต้องกองลงกับพื้น
ต่อให้พยายามแรงของคนธรรมดาก็โจมตีไม่ได้ผลหากไม่มีอาวุธสินะ
ที่แวมไพร์มักจะเล่นมุกยืนเฉยๆให้คนธรรมดาชกและยิ้มใส่ก็เพื่อแสดงถึงความต่างชั้นกันของพลัง
และกรณีของบิฟ..หมอนี่ก็คงคิดว่าพฤติกรรมของเขาเป็นการเล่นธรรมดาจริงๆนั่นล่ะ
ผมพยุงบิฟที่เอาแขนขวางผมเวลาวิ่งขึ้นมา
บิฟพยายามจะลากผมให้ล้มลงแต่ผมแรงมากกว่าทำให้ผมยังทรงตัวอยู่ได้
บิฟพยายามจะบีบมือผมแบบเดียวที่เคยเล่นกับเลโอนาร์ดบ่อยๆ
แต่ตอนนี้มือของเขากลับรู้สึก..อ่อนแอกว่าเดิม
แม้บิฟจะพยายามอย่างเต็มที่ด้วยแรงของนักกีฬาที่ฝึกกับเครื่องบีบเพิ่มแรงมือมาตลอดอย่างนักกีฬาแต่พอเจอคนมีพลังเหนือธรรมชาติก็..
เปราะบาง เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้น
การใช้เวทย์ตรวจสอบสภาพเทียบความแข็งแกร่งของร่างกาย มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของคนธรรมดานั้นอ่อนแอและพังได้ง่ายดายแค่ไหน
มองจากมิติที่สูงขึ้นไป ร่างกายคนธรรมดาเหมือนกับกองทรายที่ก่อฐานไม่แน่นหนา
และที่ต่างออกไปอีกอย่างหนึ่งการเพิ่มพลังสติปัญญามีผลข้างเคียง
ทำให้ผมติดนิสัยวิเคราะห์ หา”รูปแบบ”ของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวอาจจะเพราะสมองต้องคิดถึงเรื่อง”นามธรรม”บ่อยมากขึ้นในการใช้คาถา
วิลโล่หรืออะไรตอนแฟนสาวของเธอตายถึงตกเข้าด้านมืดได้ง่ายเพราะเธอใช้อารมร์ในการควบคุมเวทมนตร์
ผมก็เผชิญปัญหานั้นเช่นกัน
เวทย์ก็เริ่มเปลี่ยนผมไปให้คิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
เมื่อมองไปที่บิฟที่กุมแขนอยู่ที่พื้นเพราะพยายามจะขัดขวางผม
นี่คือความต่างของพลัง
ที่ผมที่อ่อนแอกว่าแวมไพร์และนางเอก กลับเหลือเฟือที่จะเอาชนะบิฟที่เป็นคนธรรมดา
บิฟทำหน้ามึนงงที่การบีบอย่างสุดแรงของเขาไม่ทำให้เลโอนาร์ดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างที่เคยเล่นกันอยู่บ่อยๆ
ผมถอนหายใจและเดินจากไป
หรือว่าจริงๆแล้วพวกนางเอกเป็นคนที่จิตใจดีและเข้มแข็งกว่าที่พวกเราคิด
เมื่อมองว่าคนทั่วไปอ่อนแอกว่าตนเอง การที่มองอย่างดูถูก คือเรื่องปรกติแล้ว?
ตกลงผมไม่แน่ใจว่ามันอย่างไรกันแน่ในเรื่องเวทมนตร์ ตกลงศาสตร์มืดมีผลต่อจิตใจจริงๆหรือเปล่า?
คนเขียนที่เป็นแฟมินิสม์พยายามเขียนว่า เวทมนตร์ แม่มดไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เราก็เห็นการฆ่าคนด้วยเวทมนตร์กันจะจะและเกิดอาการบ้าอำนาจจากวิลโลในอนาคต
หรือจริงๆแล้วมันเป็นแค่ธรรมชาติของคนที่พอมีอำนาจก็มองมนุษย์ธรรมดาต่างไปเท่านั้น
หากมองจากผมความจริง บิฟเองก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง
ไม่ใช่คนสำคัญที่ผมควรจะใส่ใจในภาพรวม เพราะคนธรรมดาไม่มีค่าอะไรขนาดนั้นในการต่อสู้ เป็นได้แค่เหยื่อที่โดนฆ่าหากไม่มีนางเอกคอยร่วมทีมด้วย
ผมยังงงว่าๆคนเขียนต้องการเขียนให้คนธรรมดาเป็นได้แค่เหยื่อหรือต่อสู้กับพวกแวมไพร์ได้กันแน่
ที่ทำให้ผมผิดคาดคือสถานการณ์กับบิฟ
ที่ตอนนี้บิฟสู้แรงผมที่ได้เสริมสร้างร่างกายด้วยพลังเวทย์มาแล้วไม่ได้
แบบเดียวกับที่มีฉากนางเอกโชว์ในการที่ชกคนธรรมดาที่มีกล้ามใหญ่กว่าคว่ำได้อย่างสบาย
ตอนนี้ก็เช่นกัน
ผมไม่รู้สึกว่าแรงของบิฟนั้นมีผลคุกคามต่อผมอีกต่อไปแล้ว..มันเหมือนมีอะไรบางอย่างหายไป
ความขัดแย้งที่ยังไม่ถึงขีดสุด ความเกลียดชังต่อบิฟ อยู่ๆก็จบลง
ผมหวังว่าจะได้ต่อสู้กับบิฟ แกล้งกันไปมาอยู่ลึกๆในใจแต่..มันไม่มีความรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว แม้แต่จะแค่ในจินตนาการก็ตาม
แขนของผมและร่างของผมที่ดูภายนอกอาจจะแค่มีกล้ามเพิ่มขึ้นนิดหน่อย
แต่มันเหนือกว่าคนธรรมดาอย่างบิฟที่พยายามฝึกซ้อมมาตั้งนานไปแล้ว
นี่อาจจะเป็นความต่างของผมกับเลโอนาร์ด
เลโอนาร์ดอาจจะสนุกที่ได้ชนะบิฟด้วยพลังของแหวน
แต่ผมกับรู้สึกเศร้ามากกว่า ที่แค่อุปกรณ์เวทมนตร์หรือเพียงแค่การมีเวทย์ในร่างกาย
ทำให้ความพยายามออกกำลังกายของคนธรรมดาดูด้อยค่าลงไป
แน่นอน บิฟอาจจะพยายามออกกำลังกายเพิ่มขึ้นหลังจากนี้
แต่ผมที่มีต้นทุนสูงกว่าด้วยเวทมนตร์จะพยายามออกกำลังกายเช่นกัน ทำให้ระยะห่างที่มีอยู่แล้วจะยิ่งห่างออกไปอีก
ที่คนบอกว่า ตนเองผอม ไม่มีกล้ามเนื้อนั้นจริง มันขึ้นอยู่กับ ดีเอ็นเอและสารเคมีในร่างกาย
บางคนที่มีดีเอ็นเอเหมาะสมก็สามารถวิ่งได้โดยไม่เหนื่อย หรือ มีกล้ามได้โดยไม่ออกกำลังกายหรือ ระบบเผาผลาญที่ดีพอทำให้ไม่อ้วนแม้ทานในปริมาณเท่ากัน
สภาพร่างกายที่แตกต่างทำให้เรามีข้อจำกัดในการบรรลุสภาพร่างกายที่เราต้องการ
หมายความว่าต่อให้บิฟออกกำลังกายมากแค่ไหน หากร่างกายของเขาไม่สามารถทำลายกำแพงสิบวินาทีได้
บิฟก็ไม่สามารถสู้ผมได้
เทคโนโลยีของการดัดแปลงพันธุกรรมยังไม่ถึงขั้น หรืออย่างน้อยของเอกชนก็ยังไม่สามารถทำได้หากเราไม่มีงบลับของรัฐบาลอย่างที่สามารถสร้างซูเปอร์โซลเยอร์ที่ผสมดีเอ็นเอของปีศาจได้
แต่ผมทำได้โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผสมกับการทำนายและการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ผมต้องการโดยใช้งบประมาณน้อยกว่า
แต่เน้นวิธีที่แน่นอนมากกว่าโดยการออกกำลังกายและเวทมนตร์ตรวจสอบสภาพที่ผลลัพธ์ชัดเจนกว่าเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถตรวจสอบไปถึงจิตวิญญาณหรือมานา
เวลาแค่ในวันสองวันไม่ได้ทำให้ผมเก่งกว่าสเลเยอร์ที่มีสายเลือดเอลเดอร์ก็อด แต่เทียบกับคนธรรมดาทั่วไปถือว่าเกินพอแล้ว
ร่างกายที่ควรจะผอมไม่มีแรงสู้หนุ่มนักกีฬา กลับสามารถวิ่งและออกกำลังกายได้ไม่เหนื่อยอ่อน
แต่ผมจะไม่ประมาท
คนกับกล้วยต่างกันแค่ประมาณ 50% ในทางดีเอ็นเอ
หมายความว่าหากทำอะไรผิดพลาดไป ผมอาจจะกลายเป็นตัวดำๆยึกยือก็ได้
ทำให้ผมต้องทดลองด้วยความระมัดระวัง
ผมมีจุดเด่นกว่าดร.ที่ทดลองคือผมศึกษาเรื่องของเวทมนศาสตร์มามากกว่าทางดร.นั้นและมีอุปกรณ์เวทมนตร์ช่วย
แลนซ์ อาร์มสตรองวิธีการโด๊ปยาโดยทำให้เขชาสามารถปั่นจักรยาน ไตรกรีฑาต่างๆได้ชนะทุกคนที่ฝึกมาอย่างนั้นเหมือนกันเพราะเขาทำให้เลือดมีออกซิเจนสูบฉีดมากกว่านักกีฬาด้วยกันจากการโด๊ปยา
และผลข้างเคียงคือโอกาสเป็นสโต๊ค เส้นโลหิตในสมองแตกเพราะเลือดเข้มข้นเกินไป
นั่นทำให้ผมวางโครงสร้างการเพิ่มความแข็งแรงโดยค่อยๆทำไปทีละอย่างละเล็กละน้อย และเก็บข้อมูลไว้ทุกขั้นตอนเพื่อให้ความผิดพลาดอยู่ระดับต่ำที่สุด
ผมจำได้ว่ามันจะมีเรื่องที่ต้องระวังไว้หลายอย่าง
เช่น การเกิดอาการเส้นโลหิต สโต๊คอย่างที่แลนซ์อาร์ม สตรองอาจะทำให้เกิดความเสี่ยง
แต่แบบอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าปลอดภัย และยังไม่มีเรื่องของการมีผลข้างเคียงคือ การเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ
นั่นคือสิ่งที่นักกีฬาเพาะกายทำกัน ผมเริ่มจากการสร้างกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับกระดูก ความแข็งแรงของกระดูก ความแข็งแรงของสภาพร่างกาย
พูดเป็นภาษาหนังจีนคือ”ปรับร่างกายพื้นฐาน” ให้ร่างกายของผมสามารถรับสภาพกล้ามเนื้อที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้และมีความสามารถในการที่กระดูกและข้อต่อรองรับ
อีกอย่างป้องกันความเป็นไปได้ของการที่กล้ามเนื้ออาจจะขยายมากเกินไปและบีบรัดกระดูก
ซึ่งเวทย์มนตร์ก็เข้ามาช่วยในจุดนั้น
“มนุษย์ที่สมดุล” Vitruvian Man
ของ ลีโอนาโด ดาวินซี ผมสร้างสมการของความสมดุลย์ไว้ในการออกแบบร่างกายและคำนวณด้วยวิชาตัวเลขมหัศจรรย์
ไม่ให้แต่ละสิ่งเกินไปกว่าสมดุลที่ร่างกายสามารถรับได้
อาจจะไม่ได้ผลดีอย่างที่คาดหวัง แต่เป็นแนวทางที่ลดผลเสียทีอาจเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด
การออกกำลังกายตามมาตรฐาน สามารถเพิ่มพลังได้ 20%ภายในหกสัปดาห์
ด้วยความสามารถของเวทมนตร์ สามารถเพิ่มกำลังได้ถึง 40% ภายในสามวันโดยไม่มีผลข้างเคียง
จากร่างกายที่ซูบผอมของเลโอนาร์ด กลายเป็นไม่ถึงเดอะร็อค แต่ก็ได้กล้ามเนื้อที่สวยงามสมส่วนแบบกัปตันอเมริกามา
ปรกติเลโอนาร์ดเป็นคนที่สูงกว่าบิฟด้วยซ้ำ แต่ตัวผอม และพยายามงอตัวก้มหลังมาไม่ให้สูงเกินหน้าใครเลยดูเตี้ยกว่าปรกติ
แต่พอเสริมไปด้วยกล้ามและทำให้ดูสูงขึ้น ไม่สิสูงขึ้นจริงๆประมาณสองถึงสามเซ็นจากการเติบโตของร่างกายด้วยเวทมนตร์ ทำให้ตอนนี้คนอาจเห็นเด่นชัดขึ้นว่าเขาสูงแค่ไหน
ซึ่งตรงข้ามกับเป้าหมายไม่ให้ตนเป็นจุดเด่น แต่ผมไม่คิดจะสนใจอะไรมากมายอยู่แล้ว
เพราะเป้าหมายของการกระทำเช่นนี้คือการบอกว่าใช้สเตียรอยด์ตามปรกติ ไม่ใช้เวทมนตร์ ผมไม่ใช่นักกีฬาตราบใดที่ยังใช้เพียงแค่สารตามที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่มีอะไรที่ผมต้องกลัว
บริษัทยาปกป้องลุกค้าด้วยกฎหมายอยู่ แล้ว ขอบคุณทุนนิยม
..