Otter Dungeon Studio แหม ธุรกิจดันเจี้ยนทำกำไรน้อยจริงๆ

    Chapter 37 : ขนนกทองคำปริศนา

    ตอนที่ 37 : ขนนกทองคำปริศนา

     

    ณ ตอนนี้วิลเลียมได้เข้ามายังเรล์มที่เขาถูกหัวหน้าของตนสั่งให้มาตรวจสอบด้วยตนเองแล้ว โดยทางเข้าเรล์มนั้นอยู่ใจกลางป่าสนซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลจากตัวเมืองลอนดอนเท่าไหร่นัก

    ป่าสนแห่งนี้เป็นป่าสนที่หลายๆ คนชอบเดินทางเข้ามาปิดนิค วิ่งจ็อกกิงหรือแม้กระทั่งพาเด็กๆ ออกมาเดินสำรวจ เนื่องจากป่าสนแห่งนี้อยู่ใกล้เมืองลอนดอนทำให้ทางรัฐบาลมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยป่าสนแห่งนี้ไม่ให้มีภัยคุกคามใดๆ แก่พลเรือน

    ทำให้ป่าสนแห่งนี้ไม่มีสัตว์หรือมอนสเตอร์อันตรายอย่างแน่นอนหรืออย่างมากก็มีแค่สุนัขจิ้งจอกธรรมดาเท่านั้นซึ่งมันไม่มีความอันตรายใดๆ เลย

    ถ้าหากว่าดาวเทียมของสำนักงานราชการตำรวจนครบาลเวทมนตร์แห่งสกอตแลนด์ยาร์ดไม่สามารถจับสัญญาณของปฏิกิริยามวลสารพลังงานอันมหาศาลได้ละก็ วิลเลียมก็ไม่อยากจะคิดภาพเลยว่าถ้าพลเรือนคนธรรมดามาพบเรล์มเข้า จะเกิดเรื่องร้ายแรงขนาดไหน 

    ถึงแม้จากการตรวจสอบอย่างคร่าวๆ ของหน่วยภาคสนามจะไม่เจออะไรที่เป็นอันตราย แต่ก็นั่นแหละ เพราะว่าไม่เจอ ชายหนุ่มเลยยิ่งกังวลใจเข้าไปใหญ่

    ไม่เจออะไรเลยแม้แต่มอนสเตอร์หรือสัตว์เล็กๆ ภายในเรล์มแห่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติเป็นอย่างมาก

    เรล์มนั้นเกิดขึ้นมาจากพลังงานที่ล้นเกินก็จริง พลังงานดังกล่าวจะควบแน่นพลังงานที่ล้นนั้นบิดเบือนมิติให้เปลี่ยนผันและสร้างมิติแยกออกมา และไม่ใช่มิติเท่านั้นที่ถูกสร้าง ชีวิตก็จะถูกสร้างขึ้นเช่นกัน อย่างน้อยเรล์มในระดับต่ำๆ ก็จะต้องมีแมลงตัวเล็กๆ อยู่ภายใน

    แต่เรล์มแห่งนี้ดันว่างเปล่า มีเพียงต้นไม้และภูเขาหินเท่านั้น ราวกับว่าชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นในนี้โดนบางอย่างกลืนกินไปหมดแล้ว

    แม้สิ่งนี่จะเป็นสิ่งที่เขารู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยแต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้เขารู้สึกกังวลที่สุด สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกังวลที่สุดคือภาพเบื้องหน้าต่างหาก

    นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองไปยังหลุมขนาดใหญ่เบื้องหน้าของเขา แค่เพียงกะด้วยสายตาก็สามารถบอกพิจารณาได้ว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ขนาดนี้ต้องไม่ใช่อะไรเล็กๆ แน่

    ถ้าหากไม่ใช่ว่าหน่วยภาคสนามวิเคราะห์ออกมาว่ามันเกิดจากเวทมนตร์แล้วล่ะก็ ชายหนุ่มก็คงนึกว่ามีอุกกาบาตตกใส่เรล์มแห่งนี้เป็นแน่

    เขายื่นมือออกไปข้างหน้าพลางแกว่งมันไปมากลางอากาศพร้อมกับจ้องไปที่บริเวณฝ่ามือของตนก่อนจะกล่าวออกมา

    “ยังมีมวลอณูพลังงานหลงเหลือในอากาศแม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจถึงเวทมนตร์และเชี่ยวชาญการใช้คาถาขนาดไหนกัน”

    ใช่ สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือแห่งนี้ ผู้ที่ใช้เวทมนตร์ที่ทำให้เกิดหลุมลึกกว้างถึงหนึ่งกิโลเมตรที่ถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากเวทมนตร์ของผู้ใช้ที่มีระดับเทียร์สี่เป็นอย่างต่ำ

    ทุกคนต้องรู้ก่อนว่าเฉลี่ยของเทียร์ของผู้วิเศษในโลกนั้นไม่ได้สูงนัก จากจำนวนผู้คนกว่าเกือบแปดพันล้านมีค่าเฉลี่ยมาตรฐานพลังนั้นอยู่แค่เทียร์หนึ่งเท่านั้น

    และถ้าจะนับจำนวนจริงๆ จำนวนของพวกเทียร์หนึ่งมีมากที่สุดซึ่งไม่น่าจะใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะความปรารถนาของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้ต้องการที่จะแข็งแกร่งให้ระเบิดภูเขาเผากระท่อมด้วยการดีดเดียว

    พวกเขาก็แค่ต้องการให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นนิดหน่อย ยกของนัก เหนื่อยยากหรือแหกขี้ตานอนดึกแล้วไม่ง่วงเท่านั้น

    ส่วนพวกเทียร์สองนั้นมีจำนวนเยอะรองลงมาแต่กระนั้นเมื่อเทียบกับเทียร์หนึ่งแล้ว จำนวนผู้วิเศษที่ขึ้นระดับเทียร์สองได้นั้น มีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทียร์สามที่ทั้งโลกนี้มีคนที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งไปถึงขึ้นนี้ได้ไม่ถึงสิบล้านคนเท่านั้นและถ้าหากพูดถึงพวกเทียร์สี่ล่ะก็ มีเพียงหยิบมือเท่านั้น ไม่ถึงแสนคนเมื่อนามจับทุกคนในโลก

    และวิลเลียมก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าผู้ที่ทำให้เกิดหลุมเบื้องหน้าเขานั้นมีระดับอยู่ที่เทียร์สี่แน่ๆ รึเปล่า เพราะมีความเป็นไปได้มากกว่าครึ่งว่าอาจจะอยู่ระดับเทียร์ที่สูงกว่านั้น

    “เฮ้อ” ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อคิดถึงตรงนี้

    และในขณะนั้นเอง พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่นัก “รองหัวหน้า”

    ชายหนุ่มหันไปยังต้นเสียงทันทีก่อนจะพบกับชายหนุ่มที่ดูลักษณะแล้วมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา

    “เจออะไรเพิ่มเติมไหมเอลตัน” วิลเลียมถาม

    “ปัจจุบันจำนวนขนนกสีทองที่เราพบมีจำนวนทั้งหมดสามสิบเส้นครับ นอกจากนั้นพวกเรายังไม่พบอะไรผิดปกติเพิ่มเติม” เอลตันตอบ

    “ใช่อย่างที่คิดจริงๆ ด้วยสินะ” ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเองเบาๆ เมื่อคิดว่าสิ่งที่เขาคาดเดาไว้น่าจะไม่ผิด

    วิลเลียมหยุดคิดไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะหันไปถามอีกฝ่ายต่อ “ได้ผลลัพธ์อะไรจากแล็บบ้างไหม”

    “สาเหตุที่ผมมาตามรองหัวหน้าก็เพราะเรื่องนี้แหละครับ ศาสตราจารย์ซิมมอนส์ให้พบมาตามรองหัวหน้าครับ”

    เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ชายหนุ่มก็พยักหน้าทันทีก่อนจะรีบเดินไปยังเต็นท์ผ้าขาวขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปกว่าร้อยเมตร

    มันคือแล็บชั่วคราวที่พวกเขาได้ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้วิเคราะห์ขนนกปริศนาที่พวกเขาเจอในเรล์มแห่งนี้ หากต้องการถมว่า ‘ทำไมไม่เอาไปตรวจสอบข้างนอกน่ะหรือ’ ก็เพราะว่าพวกเขายังไม่ทราบที่มาของมันแน่ชัดยังไงล่ะ อีกทั้งหากเอาสิ่งนี้ออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะเป็นอันตรายได้

    แม้อุปกรณ์ในแล็บชั่วคราวนั้นจะไม่ครบครันแต่อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของขนนกปริศนานี้ได้

    วิลเลียมเปลี่ยนมาสวมชุดฆ่าเชื้อที่สามารถเห็นได้ตามปกติในภาพยนตร์ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินผ่านห้องฆ่าเชื้อที่พ่นควันขาวออกมา ใช้มือแหวกผ้าใบสีขาวซึ่งกันห้องเอาไว้ก่อนจะเดินเข้าไปในท่าทางเร่งรีบ

    เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องดังกล่าว พลันสายตาก็เห็นเครื่องมือแปลกประหลาดมากมายพร้อมกับผู้คนเกือบสิบคนที่กำลังใช้เครื่องมือเหล่านั้นกระทำบางสิ่งกับขนนกสีทองอยู่

    คนพวกนั้นไม่ได้สนใจวิลเลียมซึ่งเดินเข้ามา พวกเขาแค่หันมามองชายหนุ่มก่อนจะหันหน้ากลับไปมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่พวกตนเองกำลังทำตรงหน้า

    ส่วนตัวชายหนุ่มผมทองเองก็ไม่ได้สนใจพวกเขา เขาเดินตรงไปยังเดินในสุดที่มีคนผู้หนึ่งกำลังใช้คีมหนีบขนนกสีทองพลางพลิกมันกลับไปกลับมาอยู่

    รูปร่างบาง ตัวเล็กบ่งบอกได้ถึงเพศสภาพของบุคคลเบื้องหน้าเขาว่าไม่ใช่เพศเดียวกันแน่ๆ

    “ศาสตราจารย์ซิมมอนส์” เขาขานชื่อของอีกฝ่าย

    “มาได้สักทีนะวิลเลียม งานเลี้ยงการกุศลวันนี้ที่ตระกูลเจอร์มิน (Jermyn) จัดขึ้นเป็นไงบ้าง สนุกไหม” เสียงหวานเอ่ยถาม

    เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำถามของอีกฝ่าย เขาก็พลันส่ายหัวพร้อมกับทำหน้าเหนื่อยหน่ายเมื่อนึกถึงภาพก่อนหน้านี้ที่ตนนั้นยืนงงในดงพวกชนชั้นสูงของอังกฤษ

    “ฮ่าฮ่า ฉันก็กะไว้แล้ว คนตรงๆ อย่างนายคงไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมอย่างนั้นจริงๆ” เธอหัวเราะออกมาเสียงดัง

    “เลิกหัวเราะเยาะฉันสักทีศาสตราจารย์ซิมมอนส์” เขากล่าวเสียงเรียบด้วยใบหน้าที่พยายามกลั้นขำของตัวเอง

    “น้ำเสียงขึงขังไม่เข้ากับหน้าที่กลั้นขำอยู่เลยนะ”

    เมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม เธอก็อดพูดมาไม่ได้ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับถึงความพยายามจริงจังต่อหน้าที่ของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวต่อ

    “แล้วก็เรียกชื่อฉันก็ได้ คบกันมาตั้งกี่ปีมาเข้างานทีไรทางการตลอด เพื่อนสนิทคนสวยของนายคนนี้เสียใจนะรู้ไหมวิล” เธอพูดพลางทำท่าเช็ดน้ำตาปลอมๆ ที่หางตาของเธอ

    ไม่ได้สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดพร้อมกับทำสีหน้าจริงจังอีกครั้งก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “เลิกเล่นได้แล้วเจมม่า บอกฉันมาว่าได้อะไรคืบหน้าบ้าง”

    “เหอะ ไม่สนุกเลย” เจมม่ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ ก่อนที่เธอจะยื่นกระดาษสีขาวที่มีขนาดเอสี่สิบกว่าแผ่นให้กับชายหนุ่มตรงหน้า “อะ ผลตรวจสอบคร่าวๆ”

    แต่เมื่อชายหนุ่มไล่อ่านเนื้อหาบนกระดาษเหล่านั้น สีหน้าของเขาก็ต้องเคร่งเครียดขึ้นทันที วิลเลียมเม้มริมฝีปากของตนนั้น ขมวดคิ้วเป็นปมอย่างช่วยไม่ได้

    สักพักหนึ่งชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาหาหญิงสาวเพื่อนสนิทของตน ก่อนจะเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วให้เธอได้ยินแต่เพียงผู้เดียว

    “ฉันอ่านไม่รู้เรื่องเลย เธออธิบายเป็นภาษาคนให้ฉันฟังที”

    “พรูดดด” เธอพ่นขำออกมาหลังจากได้ยินคำขอของอีกฝ่าย

    “เนี่ยเห็นไหม จริงจังไปก็เปล่าประโยชน์ ข้อมูลวิชาการนายไม่แน่นแล้วทำมาเป็น!” อดไม่ได้ที่จะล้ออีกฝ่ายที่เมื่อสักครู่ยังทำท่าอ่านเนื้อหาอย่างจริงจังอยู่เลย

    “โห เธอก็รู้ฉันเก่งด้านแนวหน้า” เขาอ้างเหตุผลออกมาทันที

    หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่สนใจก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกวนๆ ไปหาอีกฝ่าย “เจนใช้อะไรมองนายเนี่ย สงสัยท่าทางตระกูลเจอร์มินจะส่งลูกสาวให้มาแต่งกับพวกสนามกล้ามบ้างานเสียละ”

    “ฮ่าฮ่า เจนใช้ความรักมองฉันไง” ตอบคำถามอีกฝ่ายกลับไปด้วยหน้าตาเรียบเฉยโดยไม่อายกับสิ่งที่พูดออกมา

    เมื่อเจมม่าได้ยินประโยคดังกล่าว เธอก็พลันทำท่าเหมือนจะอ้วกออกมากับความเลี่ยนของเพื่อนสนิทของตน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “เลิกเล่นล่ะ ฉันจะอ้วก”

    “สรุปสั้นๆ จากเนื้อหาก็คือ เรายังไม่พบต้นต่อของขนนกนี้ และดีเอ็นเอของมันก็ไม่ตรงกับดีเอ็นเอใดๆ ในโลกไม่ว่าจะนกหรือมอนสเตอร์รวมถึงมนุษย์ด้วย”

    เลิกคิ้วขึ้นทันทีที่ตนได้ยินประโยคที่ว่า ‘ไม่ตรงกับดีเอ็มเอใดๆ ในโลก’ ก่อนจะถามออกไปแม้จะรู้คำตอบอยู่แก่ใจอยู่แล้ว “เธอหมายความว่าไง”

    “ง่ายๆ มีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าของขนนกนี้จะมาจากมิติอื่น” เธอตอบเสียงเรียบ

    เผลอสูดลมหัวใจเข้าไปลึกๆ ทันทีเมื่อได้ยินคำยืนยันของเพื่อนสนิทสาวของตนเบื้องหน้า แม้จะพอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าคำตอบของเธอจะต้องเป็นเช่นนี้

    สิ่งมีชีวิตต่างมิติ ไม่ใช่อะไรใหม่สำหรับวิลเลียม เพราะจากประวัติศาสตร์ตำนานต่างๆ ได้มีการบันทึกไว้มากมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก

    ได้มีการสันนิษฐานเอาไว้ด้วยว่าพวกมารอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นเพราะว่ามนุษย์ยังไม่ทราบถึงช่วงเวลาที่แน่ชัดที่มารเริ่มปรากฏตัวขึ้น

    ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่เมื่อย้อนดีเอ็นเอค้นหาไปแล้วรู้ที่มาว่าจุดกำเนิดของมนุษย์นั้นมีต้นเชื้อสายมาจากลิง

    “ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้จะใหญ่เท่ากับผลลัพธ์ต่อมาที่ฉันวิเคราะห์ออกมาได้” ประโยคจากเสียงหวานดึงวิลเลียมออกจากภวังค์ความคิดของตน

    ชายหนุ่มเลิกคิ้วพร้อมกับมองไปที่หญิงสาวเบื้องหน้าเป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายพูดออกมา

    “สิ่งสำคัญที่นายต้องรู้ก็คือ พลังงานมหาศาลในขนนกสีทองพวกนี้มีคลื่นพลังงานของเทพ*เจือปนอยู่” เธอกล่าวด้วยท่าทางจริงจังไม่เหมือนกับตัวเธอเมื่อสักครู่นี้

    “เทพ? เธอจะบอกว่า…” ไม่กล้าที่จะถามหญิงสาวเพราะไม่แน่ใจว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้เขาสมควรถามมันรึเปล่า

    “เขียนรายงานส่งหัวหน้าเพื่อให้เขาประสานงานกับทางรัฐบาลเถอะ” เจมม่าพูดขึ้นโดยไม่สนใจวิลเลียมที่กำลังอ้าปากค้างอยู่

    เธอยืนมือไปดันคางชายหนุ่มเบาๆ ให้ปิดลงก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวลที่เขามักจะไม่ค่อยได้ยินจากเธอ “แล้วก็ภาวนาให้เจ้าของขนนกนี้ไม่ได้มาร้ายเถอะ”

     

    _______________________

     

    “ซี้ดดด”

    มินตื่นขึ้นพร้อมกับอาการปวดที่ปรากฏขึ้นไปทั่วร่างกาย ชายหนุ่มกดฟันกรอดร้องครางออกมาเสียงแผ่วอยู่บนเตียงของตน

    “ภาพสุดท้ายที่จำได้”

    รีบนึกไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่สติของตนจะดับวูบไปทันทีก่อนจะคิดภาพความทรงจำในหัวและเมื่อจำได้ว่าตนทำเงื่อนไขที่หนึ่งของมิชชันสำเร็จก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอกเสียไม่ได้

    “ซิสเตมเปิดเปอร์เซ็นต์ความเสียหายให้ดูหน่อย” พูดขึ้นเมื่อสงสัยถึงค่าความเสียหายที่ตนสามารถทำได้

    [ความเสียหายต่อรังของเซิร์ก: ยูสเซอร์ – 51% | เรนะ 49%]

    “ใช่จริงๆ ด้วยแฮะ” ชายหนุ่มกล่าวออกมาเสียงอ่อนเมื่อเห็นเปอร์เซ็นต์ที่ทั้งเขาและบริวารของตนทำได้ พลางนึกไปถึงหน้าหญิงสาว

    ไม่แน่ใจว่าควรดีใจที่เธอช่วยเขาเอาไว้ดีหรือจะเสียใจที่ตนไม่สามารถทำความเสียหายต่อรังของเซิร์กมากกว่าเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำที่ซิสเตมกำหนดเอาไว้ได้

    “กากสุดๆ ไปเลยแฮะ” พูดไปหมดกำลังใจไป

    ในขณะมินกำลังรู้สึกเศร้าสร้อยภายในใจอยู่นั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องเขาก็พลันดังขึ้นสามครั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้ขานรับ แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็พลันเปิดประตูเข้าห้องชายหนุ่มมาโดยไม่รอให้เขาอนุญาต

    “มารยาทดีจังเนอะ” เสียงทุ้มอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมผู้ที่บุกรุกเข้าห้องของตน

    “กับนายไม่ต้องมี”

    เสียงหวานเอ่ยตอบเสียงเรียบก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อมองมาที่สภาพอันเละตุ้มเปะของเขาที่มีรอยฟกช้ำไปทั้งตัวก่อนจะพูดปนเสียงหัวเราะอ่อนๆ “สภาพดูไม่ได้เลยนะ นึกว่าซอมบี้ในดูหนังเทรนทูปูซาน”

    “เวอร์!” ตอบกลับเสียงแข็ง

    หญิงสาวหัวเราะหึในลำคอก็แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรชายหนุ่มกลับไป ก่อนที่เธอจะโยนบางอย่างให้กับเขา

    มินยืนมือทั้งสองข้างออกไปรับ แต่เพราะว่าลืมตัวว่าตนเองนั้นเจ็บไปทั้งเลยทำให้เมื่อเขาขยับร่างกายฉับพลัน

    ทันใดนั้นเองความเจ็บปวดแปล๊บก็ไหลผ่านไปทั่วร่างกายทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่และไม่สามารถรับสิ่งของดังกล่าวที่อีกฝ่ายโยนมาให้เขาได้จึงทำให้มันกระแทกเข้าหน้าเขาเต็มๆ จนต้องร้องเสียงดัง “โอ๊ย!” ออกมา

    มือหนาคว้าของที่อยู่บนหน้าเขาทันทีหลังจากตั้งสติได้ ก่อนจะพิจารณามันอย่างถี่ถ้วน ที่ตรงหน้าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาคือกระปุกแก้วลายครามสวยงามขนาดเท่าฝ่ามือ

    เลิกคิ้วด้วยความสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นคืออะไรและเหตุใดหญิงสาวถึงนำสิ่งนี้มาให้กับเขา หันไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับมองเธอสลับกับกระปุกแก้วลายครามในมือเป็นเชิงถาม

    “กระปุกยาเม็ดเสริมพลังไง” เธอตอบ

    “เฮ้ยถามจริง” อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจไม่คิดว่าผู้ช่วยที่ไม่เคยทำหน้าที่ของตนของเขาจะเอาของดีเช่นนี้มาให้

    “คิดอะไรอยู่ฉันรู้นะ” มายพูดออกมาหลังจากรับรู้ความคิดของอีกฝ่ายพลางหรี่ตามองชายหนุ่มผู้ซึ่งนอนเป็นผักอยู่บนเตียง

    “เปล๊า!” พูดเสียงสูงออกมาอย่างลืมตัว

    เมื่อหญิงสาวได้ยินดังนั้นก็พลันอดถามออกมาเสียไม่ได้ “เปล่าเสียงสูงเนอะ”

    “เปล่า” ครึ่งนี้มินพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำจนทำให้หญิงสาวทำท่าเอือมระอาออกมากับการกระทำของอีกฝ่าย

    “ไงก็แต๊งกิ้วที่ทำยามาให้” เขากล่าวขอบคุณหญิงสาวพร้อมกับมองไปที่กระปุกแก้วลายครามในมือ

    แต่พลัน ร่างกายของเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของหญิงสาวในชุดวันพีชเบื้องหน้า “อ๋อไม่เป็นไร ฉันใช้เงินนายซื้อจากช้อปในซิสเตมมา ราคาเบาๆ สามเม็ดพัน”

    ‘สามเม็ดพัน?’ ทวนคำพูดของอีกฝ่ายภายในใจก่อนจะรีบเปิดกระปุกฝาเมื่อนับเม็ดยาในนั้น

    “หนึ่งสองสามสี่เจ็ดแปดสิบสอง สิบสอง!!!!” ตะโกนออกมาเสียงดังเมื่อได้จำนวนเม็ดยาสีเขียวทั้งหมดในกระปุกแก้วลายคราม

    “สามเม็ดพัน ในกระปุกมีสิบสองเม็ดก็เท่ากับสี่พัน ยาในกระปุกนี้ราคาสี่พัน” คิดคำนวณออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มรวยรินข้างแก้ม

    “ยาอะไรเม็ดละตั้งสามร้อยกว่าบาท นี่มันหลอกลวงผู้บริโภคชัดๆ อย่างนี้ต้องแจ้ง แจ้งได้ที่ไหนบ้าง ตูจะแจ้ง! ตูจะแจ้ง!!!”

    ตะโกนออกมาอย่างหัวเสียแต่ในวินาทีต่อมาประโยคที่เขาพูดต่อจากนั้นก็เต็มไปด้วยเสียงอ่อย “เงินที่ตูอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมา”

    มายมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีตานิ่งๆ ไม่ได้สนใจกับการกระทำของอีกฝ่ายเนื่องจากชินที่ได้เห็นชายหนุ่มคนนี้แสดงอากัปกิริยาโอเวอร์ทุกครั้งที่เป็นเรื่องเงิน

    หญิงสาวยักไหล่เตรียมตัวก้าวเดินออกจากห้องแต่เธอก็หยุดชะงักฝีเท้าของตนก่อนจะหันไปมองชายหนุ่ม

    “รีบกดยาแล้วออกไปวิ่งได้แล้ว นี่เจ็ดโมงแล้ว ไม่งั้นดันเจี้ยนโรงฝึกเปิดไม่ได้นะ แล้วก็อย่าลืมเตรียมคิดนะว่าจะสร้างดันเจี้ยนเทศกาลยังไง” เธอย้ำเตือนเขา

    เมื่อมินได้ยินประโยคดังกล่าวก็ต้องตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นที่ตนจะได้สร้างดันเจี้ยนแบบใหม่สักทีเนื่องจากโหยหาอะไรเช่นนี้มานานตั้งแต่ได้สร้างดันเจี้ยนทุ่งราบวรนาถก็ไม่ได้มีโอกาสได้ทำอะไรเช่นนี้อีกเลยทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของร้านแท้ๆ (ก็ไม่มีเงินซื้อดันเจี้ยนเซิร์ฟเวอร์อะเนอะ)

    “โอเช!!” ตอบหญิงสาวกลับไปด้วยท่าทางดีใจด้วยไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันให้หลังเขาต้องมานั่งเสียใจที่โดนใครบางคนโกงอย่างหน้าด้านๆ และต้องโทษความไร้เดียงสาของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     

     

    *หมายเหตุ: เทพ ตรงนี้ไรต์หมายถึง Deity นะคะไม่ใช่ God มันเป็นเทพคนละความหมายกัน


    อ่านตอนล่วงหน้าได้ที่ : https://writer.dek-d.com/DungeonCreator/writer/view.php?id=2050019

    คล้ายกับเรื่องOtter Dungeon Studio แหม ธุรกิจดันเจี้ยนทำกำไรน้อยจริงๆ ที่คุณอ่าน