การเดินทางด้วยรถม้าติดต่อกันเป็เวลานานทำให้เ้าเฟิ่งเซียนปวดเนื้อตัวไปหมดดังเช่นที่จางซิงอีกล่าว ‘มันน่าเบื่อมากจริงๆ’ ดังนั้นยามนี้นางจึงออกมาด้านนอก ควบม้าวิ่งเหยาะๆไปตามทางกับฝาแฝดผู้พี่ มีลู่ชิงเทียนศิษย์พี่ในสมัยที่นางเรียนอยู่บนสำนักไท่ซานแต่ยามนี้มารับราชการเป็องครักษ์ของเ้าหยางหลงคอยควบม้าล้อมหน้าล้อมหลังไปมาอย่างน่ารำคาญ
“คุณหนูร้อนหรือไม่?” ลู่ชิงเทียนส่งผ้าเช็ดหน้าสีทึบให้กับสตรีในดวงใจ เมื่อเห็นหยาดเหงื่อไหลลงบนแก้มเนียนใส บุรุษมากวัยกว่ามองใบหน้าจิ้มลิ้ม คิ้วโก่งดังคันศร ริมฝีปากอมชมพู ยิ่งดวงตาของนางที่หันมามองเขา..หางตาด้านขวามีไฝชาดเม็ดเล็กๆเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนยิ่งนักเหตุใดก่อนหน้านั้นที่อยู่ในคราบ ‘อาเฟิ่ง' เขาถึงมองมิออกว่านางคือสตรีงดงามล่มเมืองเช่นนี้ เท่านั้นยังไม่พอ บุรุษเช่นเขาเคยใช้เท้าเตะแขนเล็กๆของนางจนบวมช้ำดวงตาคมวูบไหวด้วยความรู้สึกผิดเมื่อนึกถึงเื่เก่า
“มิเป็ไรข้ามีของข้าแล้วพี่เก็บไว้ใช้เถิด” เ้าเฟิ่งเซียนควบม้าไปตามเส้นทาง “พี่ชิงเทียน” เ้าเฟิ่งเซียนลอบถอนหายใจ “ข้าจะพูดกับพี่ตรงๆนะ” นางหันมองบุรุษผู้หลงผิดจนคิดว่าตนเองรักนางซึ่งจริงแท้แค่ไหนก็มิทราบได้แต่นางก็อยากจะพูด “ตัวข้ามิได้รังเกียจพี่แต่ข้ามิได้รักชอบพี่” บุรุษตรงหน้ามีสีหน้าเศร้าหมองจนผู้พูดรู้สึกผิดแต่ก็ต้องพูดมิเช่นนั้นเขาก็จะคอยมาเกี้ยวนางอยู่เช่นนี้มิเลิก “ชีวิตนี้ของข้า..มีไว้ให้ผู้ที่เป็ฮ่องเต้เพียงท่านั้นพี่ถอดใจเถอะ” นางกล่าวเพื่อตัดปัญหาพร้อมกับควบม้าไปหน้าสุดเคียงข้างรัชทายาทเ้าอี้หลิงญาติผู้พี่มันที
เ้าหยางหลงมองอย่างเห็นใจองครักษ์ข้างกาย ยกมือแกร่งขึ้นตบบ่า ปุปุ!!! “นางก็เป็เช่นนี้มานานแล้วข้าว่าพี่ตัดใจเถอะ สตรีมากมายทั่วแคว้นที่ยังมิออกเรือนรอพี่อยู่มากมาย”
“แต่มิมีผู้ใดเหมือนนาง” มองแผ่นหลังเล็กบางในชุดสีขาวที่นั่งบนหลังม้านั้น.. “การตัดใจมันช่างยากนัก ก่อนหน้านั้นข้ามิน่าเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับนางจนเป็ภาพติดตาและลบนางจากใจไม่ออกเช่นนี้เลย”
“เช่นนั้นก็พยายามเถิด..นานไปๆพี่คงจะตัดใจได้ในสักวัน” ไม่มีคำตอบกลับมา..นอกจากเสียงควบม้ากุบกับๆๆไปตามเส้นทางของขบวนรถนับสิบ จางซิงอีควบม้าเหยาะๆปิดท้ายอย่างมิได้สนใจ
--------++++++----+++-----
สองสัปดาห์ในการเดินทางที่เอื่อยเฉื่อยๆสบายๆค่ำไหนนอนนั่นของขบวนขนของขวัญจากแคว้นเ้า ราชทูตฟงหวินผู้อ้วนกลมเกิดไม่สบายหนักจนต้องหามกลับวังหลวงระหว่างทางที่กำลังจะเข้าเขตชายแดน ทหารร่วมขบวนทั้งหมดได้แต่พร่ำบ่นกันระงม รัชทายาทเ้าอี้หลิงผู้นำขบวนในครั้งนี้กล่าวขึ้นเสียงดังเพื่อยุติคำด่าทอ
“เดินทางต่อ..ฟงหวินไม่อยู่แต่ข้าอยู่พวกเ้ามีสิ่งใดข้องใจหรือไม่?” ไร้คำตอบจากทหารเพราะแน่นอนว่ารัชทายาทย่อมดีกว่าราชทูตผู้เกียจคร้านผู้นั้น สุดท้ายขบวนจึงเริ่มออกเดินด้วยรถม้าที่เหลืออีกแปดคันรวมรถขนเสบียงจนมาถึงกองทัพหลวงในเขตชายแดน
“เ้าอี้หลิงคาราวะท่านลุงจางท่านป้าตู้” รัชทายาทคำนับผู้ที่ต่ำศักดิ์กว่าแต่าุโกว่าอย่างให้เกียรติ
“เ้าหยางหลงคาราวะท่านลุงจางท่านป้าตู้”
“เ้าเฟิ่งเซียนคาราวะท่านลุงจางท่านป้าตู้”
“ท่านแม่!!!” จางซิงอีวิ่งไปกอดมารดา
แม่ทัพใหญ่จางเหวินเป่ายกยิ้มชอบใจ สายตากวาดมองทุกคนพร้อมกับขมวดคิ้วเมื่อมิเห็นราชทูต “ฟงหวินหมูตอนเล่า”
“555555” เ้าเฟิ่งเซียนหัวเราะขึ้นมาเสียงดังลั่นอย่างไม่รักษากิริยาสตรีในห้องหอแม้เพียงนิด? “ท่านลุงตั้งนามได้ดียิ่ง ฟงหวินหมูตอน555” นางในชุดสีดำผิวขาวราวกับหยวกกล้วยยังคงยืนกุมท้องหัวเราะอยู่เช่นนั้นก่อนจะขอถอยหนีออกห่างจากวงสนทนาออกไปด้านนอกกระโจม
“จวิ้นอ๋องเลี้ยงดูบุตรสาวได้น่าสนใจยิ่งนัก” แม่ทัพจางเอ่ยแกมหยอก
“เป็เช่นนั้นขอรับ” แฝดผู้พี่ผงกหัว เื่ที่นางเป็เช่นนี้จะให้กล่าวโทษใครได้เพราะนางถูกบิดาตามใจมาั้แ่เด็ก ยิ่งได้มาฟังเื่เล่าของเสด็จแม่จากต่างโลกจูเหม่ยเซียน..กิริยาสำรวมเฉกเช่นสตรีจึงหายไปหมดเป็ปลิดทิ้ง เ้าหยางหลงหันมองจางซิงอีที่เป็บุตรสาวคนโตของท่านแม่ทัพ ‘นางดูสงบนิ่งต่อหน้าผู้าุโและมีความเป็เด็กสาวเมื่ออยู่กับสหายถือว่าวางตัวได้ดี..อย่าได้เทียบกับเฟิ่งเอ๋อร์ เฮ้อ!!!! อย่างที่นางเป็นั่นล่ะ ผู้ใดก็มิอาจจะรู้ได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในสมองสวยๆนั้นของนาง’
“แต่นางงามมาก งามกว่ามารดาของนางเสียอีกเช่นนี้เหตุใดงานประชันสาวงามของเมืองหลวงในครั้งก่อนจึงมิให้นางเข้าร่วมเล่า” ตู้ฮูหยินภรรยาท่านแม่ทัพถามขึ้นมาอย่างนึกเสียดาย
“ขอรับ..นางงามมากที่สุดในแคว้นจริงๆแต่กิริยานั้นไม่งามที่สุดในแคว้น ท่านแม่จึงปล่อยผ่านและข้ารู้ว่าน้องสาวของข้าก็มิชอบให้ผู้ใดมาตัดสินนางแน่ๆถ้าหากนางต้องร่วมประชันด้วยข้าเกรงว่างานน่าจะล่ม”
“555/555” สองคนผู้าุโที่สุดในกระโจมเงยหน้าหัวเราะลั่น รัชทายาททำเพียงแค่อมยิ้มและจิบชาเงียบๆ ด้านจางซิงอียิ้มพร้อมกับคิดตามคำพูดของพี่หยาง ‘พี่เฟิ่งเป็เช่นนั้นจริงๆนางทำทุกสิ่งตรงข้ามกับใบหน้าสวยๆนั่นเสมอ’
----++++++-------+
ด้านนอกกระโจมห่างไปห้าร้อยหลาเ้าเฟิ่งเซียนสตรีรูปร่างอรชรในชุดสีดำเดินดูค่ายทหารอย่างตื่นตาตื่นใจ หว่าหวาองครักษ์สาวคู่กายมองเขม่นเหล่าทหารที่ทำหน้าเคลิ้มฝันมองคุณหนูจนคนพวกนั้นต่างหลบสายตาคมกริบนั้น จู่ๆผ้าสีดำก็ถูกส่งมาให้หว่าหวา นางหันมองบุรุษผู้นั้น ‘ตั้งมู่เกอ’ หนึ่งองครักษ์ของเ้าหยางหลงที่ต้องมาคุ้มครองเ้าเฟิ่งเซียนชั่วคราวยามที่อยู่นอกเมืองหลวง..บุรุษผู้มิชอบพูดมากแต่เพียงเฝ้าคุ้มครองอยู่ห่างๆ
“ให้คุณหนูคลุมใบหน้า” เอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะถอยห่างออกไปไม่ไกลนัก
หว่าหวามองความใส่ใจเล็กๆนี้ก็ได้แต่นึกขอบคุณที่คนเช่นนี้ยอมมาติดตามคุณหนู นึกแล้วก็อยากจะหัวเราะตั้งมู่เกอและลู่ชิงเทียนยิ่งนักที่ยามนี้ตามคุ้มครองมั่วไปหมดจนไม่รู้ว่าเป็องครักษ์ของผู้ใดกันแน่..แต่ช่างเถอะถึงมิมีสองบุรุษผู้นี้ทั้งองค์หญิงองค์ชายทั้งสามต่างก็มีองครักษ์เงาเฝ้าติดตามอยู่แล้ว “คุณหนู”
“หืม”
“ผ้าคลุมหน้าเ้าค่ะ คลุมไว้จะดี ยิ่งเหล่าทหารพวกนี้มองคุณหนูด้วยสายตามิน่าไว้วางใจถึงแม้พวกเขาจะไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้แต่ก็มิควรมองด้วยสายตาหื่นกระหายเช่นนี้ บ่าวว่ามันมิค่อยดีนักเ้าค่ะ” ส่งผ้าสีดำไม่หนามากให้สตรีที่พ้นวัยปักปิ่นมาไม่นาน..
“งั้นรึ” รับผ้ามาแล้วหันมองไปรอบๆะโขึ้นเสียงดัง “มองสิ่งใดกันข้าเป็บุตรีจวิ้นอ๋องพวกเ้าอยากถูกควักลูกตาใช่หรือไม่!!!!”
พรึ่บ!! ทหารทุกนายก้มหน้าลงต่ำ หว่าหวาอ้าปากค้างเล็กน้อยเมื่อเ้าเฟิ่งเซียนหันมาขยิบตาพร้อมยิ้มหวานให้หนึ่งทีก่อนจะใช้ผ้าสีดำคลุมใบหน้าครึ่งล่างเดินต่อไป ถามหา ‘พยัคฆ์ขาว’