ขณะที่อันเจิง เสี่ยวชีเต้าและตู้โซ่วโซ่วกำลังเดินเที่ยว และเลือกซื้อของกินอย่างสนุกสนาน ติงเซิ้นซากลับพบเจอกับเรื่องราวที่เป็นดั่งฝันร้ายบางทีอาจไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ในตึกเก็บตำราของสำนักวรยุทธ์ชางจะมีตำราเช่นนี้อยู่ด้วยและคงจะคิดไม่ถึงเช่นกันว่ามีคนเช่นนั้นอยู่ในโลก กระทั่งวิ่งออกมาจากตึกแล้ว ติงเซิ้นซาก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าราชันอันดับที่สิบเก้าแห่งเผ่ามารคืออะไรกันแน่แล้วไหนจะมิติมารอะไรนั่นอีก เขารู้สึกราวกับตัวเองถูกฝันร้ายตามหลอกหลอนไม่หยุดเขาอยากจะกำจัดความฝันนี้ทิ้งไป แต่ก็ตัดใจละทิ้งสิ่งยั่วยุในนั้นไม่ได้อีก
เพียงไม่นาน เสี่ยวชีเต้าก็กินผลไม้เชื่อมจนหมดไม้“พี่อันเจิง ท่านพาพวกเรามาเที่ยวเล่นแบบนี้ ต้องการจะทำอะไรรึ?” เขาถามอันเจิง
อันเจิงตอบด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวชีเต้าเจ้ารู้หรือไม่ว่าฐานะที่แท้จริงของเจ้าพิเศษมากแค่ไหน?”
เสี่ยวชีเต้าพยักหน้า “ข้ารู้”
อันเจิงขานรับออกไปเบา ๆ “ดังนั้นข้าไม่ได้กำลังพาเจ้าออกมาเดินเที่ยวแต่กำลังพาเจ้าออกมาทำความรู้จักกับเมืองฟางกู้ต่างหากแม้เจ้าจะรู้ว่าตัวเองพิเศษไปจากคนอื่น แต่เจ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองพิเศษตรงไหนและอย่างไรกันแน่สักวัน เจ้าอาจถูกดึงเข้ามาในศึกความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นนี้ ดังนั้นนอกจากพี่พี่อ้วนโซ่วโซ่ว กับทุกคนจะปกป้องเจ้าแล้วเจ้าเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองด้วยเช่นกัน”
เสี่ยวชีเต้าจับมืออันเจิงเอาไว้อย่างที่เคยทำเป็นประจำ“ข้าจะทำตามที่ท่านบอก!”
อันเจิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะพาเจ้าออกมาเดินเล่นทุกวันเพื่อให้เจ้าคุ้นเคยกับเมืองนี้ หากวันหนึ่งเจ้าพบเจออันตรายและเราทุกคนก็ไม่ได้อยู่ข้างเจ้าในเวลานั้น เจ้าต้องพึ่งพาตัวเอง ต้องจดจำเมืองแห่งนี้เอาไว้จำให้ดีว่ามีที่ไหนให้หลบซ่อนตัว และมีที่ไหนที่เป็นมุมลับบ้างเมื่อรู้ทุกซอกทุกมุม เจ้าจะได้ไม่วิ่งไปเจอทางตันหากต้องหนีตาย แน่นอนข้ารู้ว่าไม่มีกำแพงอันไหนสามารถกั้นเจ้าเอาไว้ได้ แต่ทางตันที่ข้าหมายถึงไม่ใช่ทางที่มีกำแพงกั้นแต่หมายถึงทางที่มีคนดักเอาไว้แล้วต่างหาก”
เสี่ยวชีเต้าพยักหน้าแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขารู้ดีว่าตนต้องจำสิ่งที่พี่อันเจิงพูดให้ดี
ทั้งสามเดินไปกินไปดูเหมือนพวกเขาจะเดินเอื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีจุดหมายปลายทาง
เมื่อเดินไปถึงซอยที่เก้าทางฝั่งทิศใต้ของเมืองอันเจิงจึงบอกกับเสี่ยวชีเต้า “ให้พี่โซ่วโซ่วพาเจ้าเดินเที่ยวต่อก่อนเถอะ พี่จะไปพบเพื่อนคนหนึ่งอีกเดี๋ยวจะตามไปหาพวกเจ้าเอง”
เสี่ยวชีเต้าพยักหน้า“งั้นท่านรีบมาก็แล้วกัน”
ตู้โซ่วโซ่วจับมือเสี่ยวชีเต้าเอาไว้จากนั้นก็ชี้ไปที่อาคารสามชั้นตรงหน้า “ข้าพาเจ้าไปเล่นตรงนั้นดีหรือไม่?”
เพิ่งพูดจบเขาก็ถูกอันเจิงถีบเข้าที่บั้นท้าย
ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแห้ง ๆ “ล้อเล่นน่า...แค่ล้อเล่นเท่านั้น”
เขาจับมือเสี่ยวชีเต้าเอาไว้แล้วรีบวิ่งออกไปทันทีระหว่างที่วิ่งผ่านอาคารหลังนั้น เสี่ยวชีเต้าแอบหันไปมองป้ายที่แขวนอยู่ด้านบน...หยีหงโหลว
อันเจิงมองตามแผ่นหลังของตู้โซ่วโซ่วที่วิ่งกระเจิดกระเจิงออกไปก่อนจะหัวเราะออกมาจากนั้นก็หมุนตัว แล้วเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหยีหงโหลวโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีนามว่าโซ่ยเซียนโหลวซึ่งเป็นชื่อเดียวกับโรงเตี๊ยมอีกมากมายในสถานที่ต่าง ๆ ที่พวกเขาตั้งชื่อเดียวกันส่วนมากมักจะเกิดจากความบังเอิญล้วน ๆ เพราะพวกเขาต่างก็คิดว่า ชื่อโซ่ยเซียนโหลวเป็นชื่อที่ดีและเหมาะกับโรงเตี๊ยมมากจริงๆ
โต๊ะที่ติดกับหน้าต่างบนชั้นสองชายที่มีรูปร่างงามสง่าและเปี่ยมไปด้วยมารยาทกำลังนั่งรออันเจิงอยู่ตรงนั้น
“เปลือกนอกสวยดีนี่” อันเจิงนั่งลงแล้วพูดระคนหัวเราะขึ้น
ชายคนนั้นก็คือจงจิ่วเกอผู้ที่ทั้งรูปงามและเต็มไปด้วยกลแห่งการหลอกลวงนั่นเอง
มีเพียงในตอนที่อยู่กับพวกของอันเจิงเท่านั้นจงจิ่วเกอจึงจะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา บอกตามตรง หลังได้ไปที่จักรวรรดิต้าซีมาหนหนึ่งเขาก็กระจ่างแจ้งและได้แรงบันดาลใจใหม่เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการต้มตุ๋นมาเยอะสำหรับคนในสำนักเชียนเหมิน สิ่งที่เป็นพื้นฐานและสำคัญที่สุดก็คือหากจะแสร้งเป็นอะไรก็ต้องเหมือนสิ่งนั้นจริง ๆ แต่นั่นเป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้นเพราะสำหรับคนที่อยู่ขั้นสูงทั้งหลาย...หากพวกเขาแสร้งเป็นอะไร ก็จะเป็นสิ่งนั้นได้จริงๆ
“เปลือกนอกดูดีก็จริงแต่ก็ยังต้องดูแลรักษาให้ดีขึ้นไปอีก”
จงจิ่วเกอนำกล่องเหล็กทรงกลมแบนออกมา“นี่เป็นยาบำรุงผิวสูตรลับของเป่าจือทาง ลองสักหน่อยหรือไม่?ข้าให้เจ้ากระปุกหนึ่ง”
อันเจิงหัวเราะเบา ๆ“เจ้าไปติดสินบนอะไรมาอีกล่ะสิ”
จงจิ่วเกอพูดด้วยท่าทางจริงจัง“เรียกว่าติดสินบนได้อย่างไรกัน ข้าช่วยขายสินค้าบางอย่างให้ส่วนพวกเขาก็ให้ข้าใช้สินค้าบางอย่างโดยไม่คิดเงิน แล้วยังได้รับบัตรสมาชิกระดับสูงที่สามารถลดราคาสินค้าทุกอย่างได้ครึ่งหนึ่งอีกความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้าก็คือ สักวันข้าจะเปิดร้านของตัวเอง ให้พวกคุณหนูฮูหยินทั้งเมืองมาซื้อของในร้านข้าให้หมดเลย”
อันเจิงหยิบตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อหนึ่งแผ่น“เอาไปเปิดร้านสิ”
จงจิ่วเกอตาโต “ทำแบบนี้ข้าก็ลำบากใจแย่เลย นายจ้างที่ไหนเป็นแบบเจ้าบ้างเนี่ยลูกจ้างอยากได้อะไรก็ให้ทุกอย่าง แบบนี้มันใช้ได้เสียที่ไหน ใช้ได้หรือ?”
จากนั้นเขาก็รับเงินไป “แต่ข้าชอบเจ้านะ”
เขามองมายังอันเจิงแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง“จะว่าไปแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงอยากเปิดร้านแบบนั้น?”
“เพราะเจ้าเป็นพวกลามกอย่างไรเล่า”
จงจิ่วเกอพูดด้วยท่าทางคล้ายกับผู้ทรงคุณธรรม“อย่าทำให้ความฝันที่บริสุทธิ์ของคนใสซื่ออย่างข้าต้องแปดเปื้อนได้หรือไม่...พวกของไทเฮาสืบความลับได้อย่างไร?หอนางโลมไง คนของไทเฮาควบคุมหอนางโลมทุกแห่งในเมืองหลวง เหล่าจอมยุทธ์ชนชั้นสูง เศรษฐี ใครบ้างไม่ไปหอนางโลม? เมื่ออยู่ท่ามกลางอ้อมกอดอุ่นๆ หอม ๆ ไม่มีใครรู้ตัวหรอกว่าเผลอพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปได้อย่างไรแล้วยังมีคนจากตระกูลเกา...”
“ตระกูลเกาไม่ได้รับราชการมานานเท่าไหร่แล้วหากจะว่ากันตามสมควร ต่อให้คนรุ่นก่อนจะทำผลงานทางทหารไว้มากขนาดไหนแต่นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายปี พวกเขาควรจะถูกกีดกัน ควรจะถูกเบียดออกไปจากวงราชการได้แล้วแต่จนถึงตอนนี้ แม่เฒ่าแห่งตระกูลเกายังเป็นที่เคารพของพวกขุนนางทั้งหลายอยู่เลย...ไม่ใช่เพียงเพราะตระกูลเกามีบรรพบุรุษที่เป็นแม่ทัพผู้บุกเบิกก่อตั้งแคว้นหรอกนะวงการขุนนางของแผ่นดินเยี่ยนไม่ได้ใสสะอาดนัก โดยเฉพาะขุนนางในเมืองหลวง ใครบ้างจะไม่มีรายได้จากงานผิดกฎหมายเลย?”
“แต่แผ่นดินเยี่ยนไม่ห้ามเล่นการพนันดังนั้น พวกขุนนางทั้งหลายก็เลยมีข้ออ้างเรื่องที่มาของรายได้อย่างไรเล่าพวกขุนนางทั้งหลายมักจะเข้าไปเล่นการพนันกันเป็นประจำ เข้าไปเล่นแค่ไม่กี่ตา ก็ชนะได้เงินก้อนโตกลับมาแล้วแน่นอน สุดท้ายเงินพวกนั้นก็ถูกส่งกลับไปที่บ่อนของตระกูลเกาอย่างครบจำนวนอยู่ดีนี่ล่ะคือการฟอกเงิน ตระกูลเกากุมความลับของขุนนางแทบจะทุกคนเอาไว้ แล้วแบบนี้มีหรือที่พวกเขาจะไม่ให้เกียรติแม่เฒ่าแห่งตระกูลเกา”
“ทว่า!”
จงจิ่วเกอกล่าวระคนหัวเราะ “ทว่าไม่ว่าจะเป็นหอนางโลม หรือบ่อนการพนัน ต่างก็สู้ร้านในอนาคตของข้าไม่ได้ทั้งนั้นลองคิดดูสิ กลุ่มเป้าหมายของร้านค้าของข้าเป็นใครกัน?เป็นฮูหยินของขุนนางและชนชั้นสูงอย่างไรเล่า คนพวกนี้รู้ความลับเยอะกว่าพวกจอมยุทธ์พเนจรหลายเท่าเลย”
อันเจิงพยักหน้า “คนมีความสามารถแบบเจ้าหาได้ยากจริง ๆ”
จงจิ่วเกอหัวเราะร่วน “อยากร่วมหุ้นมากกว่านี้อีกสักหน่อยหรือไม่เล่า?”
อันเจิงหัวเราะออกมา “ต่อไปข้าจะให้ชวีหลิวซีเจียดเวลาว่างมาช่วยคิดค้นยาบำรุงผิวพรรณให้เจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน”
จงจิ่วเกอระเบิดความดีใจออกมาทันทีดีใจกว่าการได้รับเงินเป็นหมื่น ๆ เท่า “แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าการลงทุนที่แท้จริง...จริงสิคนที่เจ้าให้ข้าไปสืบ พอจะได้เรื่องบ้างแล้วล่ะ”
จงจิ่วเกอมองดูหอหยีหงโหลวที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม“นั่นเป็นหนึ่งในกิจการของไทเฮาถือเป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงเลยก็ว่าได้ ผู้หญิงที่นั่นเก่งทั้งดนตรีภาพวาด กลอน และหมากรุก ต่อให้จะเป็นตำราที่ไม่โด่งดังอะไรพวกนางก็ยังเคยอ่านมาก่อน จึงพูดเรื่องเดียวกันกับลูกค้าได้ ดังนั้นคนส่วนมากที่มาที่นี่ มักจะเป็นมหาอำนาจหรือชนชั้นสูงทั้งหลาย และจากที่ข้าไปสืบมาหอนางโลมกว่าเก้าในสิบแห่งต่างก็อยู่ในการดูแลของซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติงส่วนหอนางโลมอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่และรุ่งเรืองที่สุดหลี่ชางหลี่จะเป็นผู้ดูแลโดยตรง”
“มีกำหนดการอะไรบ้างหรือไม่?” อันเจิงถามขึ้น
จงจิ่วเกอพยักหน้า “มี ทุกวันที่หก สิบหกและยี่สิบหกของทุกเดือน หลี่ชางหลี่จะเดินทางออกมาจากตำหนักจิงเซี่ยวเพื่อตรวจสอบหอนางโลมในการดูแลของเขาและหยีหงโหลวแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เขามักจะมาเป็นประจำทุกครั้งข้าเฝ้าจับตามองมาระยะหนึ่ง จึงพบว่าก่อนที่หลี่ชางหลี่จะมา ฝ่ายบัญชีของหยีหงโหลวจะเดินทางไปโรงรับฝากเงินทงอวินเทียนเซี่ยเสมอและข้าก็หาทางสืบต่อจนพบว่าสามวันก่อนวันที่หก สิบหก และยี่สิบหกของทุกเดือนฝ่ายบัญชีของหยีหงโหลวจะนำเงินไปฝากเข้าบัญชีหนึ่งเสมอ”
อันเจิงคาดเดา “ของหลี่ชางหลี่รึ?”
จงจิ่วเกอขานรับ “ถูกต้องเป็นเงินสำหรับหลี่ชางหลี่ ลองคิดดูสิ ขันทีคนหนึ่งไม่สามารถไต่เต้าขึ้นไปบนตำแหน่งที่สูงส่งหรือยิ่งใหญ่มากๆ ได้อยู่แล้ว ทั้งยังแต่งงานและมีบุตรไม่ได้ด้วย ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาไขว่คว้าได้ก็คือเงิน ข้าสืบทราบมาว่านอกจากจะแอบเก็บเงินส่วนแบ่งจากหยีหงโหลวและหอนางโลมอื่น ๆ แล้วเขายังซื้อบ้านในเมืองหลวงเก็บไว้อีกหลายหลังเลยทีเดียวอาจเป็นเพราะร่างกายไม่สมประกอบ ความต้องการทางเพศของเขาจึงเริ่มพิสดารมากขึ้นเรื่อยๆ”
“บอกตำแหน่งบ้านที่เขาซื้อมา”
จงจิ่วเกอเตรียมรายละเอียดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วเขาวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะน้ำชา ก่อนจะเลื่อนมันเข้าไปให้อันเจิงอย่างลับ ๆ อันเจิงหยิบกระดาษนั้นขึ้นมาเก็บไว้อย่างแนบเนียนในจังหวะที่เอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม
จงจิ่วเกอยกชาขึ้นจิบ“หลี่ชางหลี่คนนี้ไม่ธรรมดา เพราะเขามียอดฝีมือระดับสูงติดตามมาด้วยเสมอตอนนี้ยังสืบไม่ได้ว่าเขาฝึกพลังวัตรบ้างหรือไม่ แต่ยอดฝีมือพวกนั้นไม่ธรรมดาเลยดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันหากอยากจะแตะต้องเขา”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มีทางที่คนคนหนึ่งจะไม่มีข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนหรอกนะยิ่งเป็นคนที่โลภมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีจุดอ่อนมากเท่านั้น เพราะคนพวกนั้น ไม่มีทางยอมให้ใครล่วงรู้ความลับของตนแน่ดังนั้น พวกเขาจึงต้องมีเวลาส่วนตัวบ้าง”
“ก็ถูกของเจ้าแล้วข้าจะจับตามองเขาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น”
อันเจิงลุกจากที่นั่ง“เรื่องของร้านที่เจ้ากำลังจะเปิดน่ะ หากเงินนั่นไม่พอก็มาหาข้าได้เสมอ”
จงจิ่วเกอยกยิ้มมุมปาก“เจ้าชักจะใจดีเกินไปแล้วนะ ข้าแทบจะถูกเจ้าซื้อใจอยู่แล้วเนี่ย”
อันเจิงหมุนตัวแล้วเดินจากไป“จ่ายเงินค่าชาด้วยล่ะ”
จงจิ่วเกอหลุดหัวเราะออกมา“ภาพลักษณ์ของเจ้าพังเพราะคำนี้เลย”
อันเจิงออกจากโรงเตี๊ยมแล้วไปหาตู้โซ่วโซ่วกับเสี่ยวชีเต้าต่อทันที
จงจิ่วเกอเป็นหูเป็นตาอีกข้างของอันเจิงนอกจากสิ่งที่เขามองเห็นด้วยสองตาที่มีแล้วจงจิ่วเกอจะเป็นคนนำสิ่งที่เขายังมองไม่เห็นมาไว้ตรงหน้าเขาเสมอ
เมื่อเดินหาตัวตู้โซ่วโซ่วกับเสี่ยวชีเต้าจนเจออันเจิงก็พบว่าทั้งสองกำลังชมการเดินหมากอยู่ที่ริมทาง อันเจิงจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ นี่ถือเป็นหนึ่งในการต้มตุ๋นที่เห็นได้บ่อยที่สุดแล้ว...การเดินหมากซึ่งมักจะดึงดูดผู้คนได้มากเลยทีเดียว การเดินหมากเช่นนี้จะวางเดิมพันตาละหนึ่งตำลึงหากเดิมพันชนะ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ หากใครชนะกลหมากบนกระดานได้ ผู้เปิดเดิมพันก็จะจ่ายกลับมาสิบตำลึงหรือก็คือสิบเท่าของเงินที่วางเดิมพันนั่นเอง ดังนั้นจึงมีผู้คนถูกล่อให้เข้ามาติดกับเป็นจำนวนมาก
แต่ความจริงก็คือ ไม่มีใครสามารถเอาชนะกลหมากที่ถูกวางเอาไว้ได้อย่างแน่นอนต่อให้จะเป็นปรมาจารย์ด้านการเดินหมากก็ไม่มีทางเอาชนะหมากตายแบบนี้ได้แน่แต่เพราะนี่เป็นกลหมากที่ถูกวางเอาไว้หลอกล่อคือถูกวางให้ดูคล้ายมีช่องโหว่ที่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้น ผู้คนจึงถูกหลอกให้เข้ามาติดกับได้ง่าย
คนจำนวนมากยืนล้อมอยู่รอบ ๆและให้คำแนะนำกับผู้ท้าชิงอย่างต่อเนื่อง แต่อันเจิงรู้ดีว่า ผู้ที่ยืนให้คำแนะนำทั้งหลายล้วนเป็นพวกเดียวกับเจ้ามือทั้งสิ้นเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ซึ่งคนส่วนมากไม่มีทางหลงกลเข้ามาท้าชิงแน่พวกที่จะติดกับได้ก็มีแต่คนที่ไม่เคยเห็นกลการวางหมากบนกระดานหรือไม่ก็คงจะเป็นพวกที่โลภเกินไปเท่านั้น
ตอนที่อันเจิงเดินเข้าไปใกล้ผู้ท้าชิงก็แพ้พอดี คนผู้นั้นควักเงินหนึ่งตำลึงออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่เต็มใจนักจากนั้นก็วางมันลงบนโต๊ะแล้วเดินจากไปทันที แต่ก็ถูกเจ้ามือรั้งเอาไว้“เดี๋ยวก่อน”
ดูเหมือนผู้ท้าชิงคนนั้นจะเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง น่าจะเป็นพวกหนอนตำราที่เอาแต่เรียนจนตามเล่ห์เหลี่ยมคนไม่ทัน“ข้าให้เงินไปแล้วนี่นา”
เจ้ามือเป็นชายที่น่าจะมีอายุประมาณสามสิบกว่า ๆ คนหนึ่ง เขามีแววตาดุดันมาก“เจ้าฟังผิดไปหรือไม่ ข้าไม่ได้บอกว่าตาละหนึ่งตำลึงเสียหน่อยแต่บอกว่าเดินหมากครั้งละหนึ่งตำลึงต่างหากหากเดินหมากหนึ่งครั้งก็ต้องจ่ายหนึ่งตำลึง เมื่อครู่ข้านับดูแล้วเจ้าเดินหมากทั้งหมดหกสิบห้าครั้งด้วยกัน แต่ข้าจะลดราคาให้ เอามาหกสิบตำลึงก็พอ”
บัณฑิตคนนั้นเลือดขึ้นหน้าทันทีที่ได้ฟัง“นี่มัน...นี่มันต้มตุ๋นกันชัด ๆ!”
เจ้ามือกล่าวระคนหัวเราะ“แพ้ก็ต้องยอมรับสิ ทำไมเจ้าถึงไม่รักษากฎ ไม่รักษาคำพูดเอาเสียเลย!”
บัณฑิตคนเดิมโกรธจนพูดตะกุกตะกักไปหมด“เจ้า...เจ้าต่างหากที่ขี้โกง!”
ผู้คนที่ยืนอยู่รอบ ๆ เริ่มมุงกันเข้ามาทำให้บัณฑิตถูกล้อมจากทุกด้าน “ทำไม แพ้แล้วคิดหนีหรือ ที่นี่เป็นเมืองหลวง เป็นที่ประทับองค์ราชานะเจ้าคิดจะโกงหรืออย่างไร?”
คนพวกนั้นทั้งก่นด่าและข่มขู่อย่างต่อเนื่องเพียงไม่นานบัณฑิตคนนั้นก็ยอมอ่อนข้อลงจนได้ “แต่ข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้นข้ามีเงินเพียงสิบกว่าตำลึงเท่านั้นเอง แล้วยังเป็นเงินที่บิดามารดาจากบ้านนอกรวบรวมเพื่อส่งข้าเข้ามาสอบจอหงวนในเมืองหลวงอีก...เจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไรแล้วจะให้ข้ากลับไปพบหน้าบิดามารดาได้อย่างไร?”
เจ้ามือผลักบัณฑิตคนนั้นจนล้มลง “ข้าไม่สนหรอกนะแพ้ก็ต้องจ่ายมา! หรือไม่ก็คุกเข่าคำนับข้าแล้วข้าจะลดให้ห้าตำลึง ดีหรือไม่?”
บัณฑิตลุกขึ้นมาจากพื้น“ข้าคุกเข่าให้ไม่ได้หรอก แต่หวังว่าพวกเจ้าจะมีเมตตากันบ้าง”
คนพวกนั้นรุมด่าบัณฑิตไม่เลิกผู้คนจากรอบด้านก็เริ่มเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆแต่กลับไม่มีใครคิดจะเข้าไปช่วยเลยสักคน เพราะนี่เป็นเรื่องที่ตกลงด้วยเหตุผลไม่ได้ชาวเยี่ยนเคารพกฎในการเดิมพันมาก ดังนั้น แม้นี่จะเป็นหลุมพรางแต่ในเมื่อบัณฑิตคนนี้เผลอกระโดดเข้าไปติดกับแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้อีก
“ข้าจะจ่ายแทนเขาเอง”
อันเจิงเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม“หกสิบตำลึงใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าอันเจิงดูมีสง่าบารมีไม่เหมือนคนธรรมดา เจ้ามือทั้งหลายจึงไม่อยากหาเรื่องเข้าตัว “ได้แค่จ่ายเงินมาก็พอ”
อันเจิงบิดข้อมืออย่างยืดเส้นยืดสาย“พวกเจ้ามีกันทั้งหมดห้าหกคน หากแขนหรือขาหักคงต้องใช้เงินรักษาอย่างน้อยคนละหลายสิบตำลึงเลยทีเดียว...ดังนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเจ้ารวบรวมเงินกันเถอะ จ่ายข้าสักหนึ่งร้อยตำลึงก็พอ แล้วก็ถือว่าเราหายกันดีหรือไม่?”